๙. สุวรรณมิคชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙ สุวณฺณมิคชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๙. สุวรรณมิคชาดก ว่าด้วยเนื้อติดบ่วงนายพราน
วิกฺกม เร มหามิค วิกฺกม เร หรีปท ฉินฺท วรตฺติกํ ปาสํ นาหํ เอกา วเน รเม ฯ
ข้าแต่เนื้อผู้มีกำลังมาก ท่านจงพยายามดึงบ่วงออก ข้าแต่ท่านผู้มี เท้าดุจทองคำ ท่านจงพยายามดึงบ่วงที่ติดแน่นให้ขาดเถิด ฉันผู้เดียวจะ ไม่พึงยินดีอยู่ในป่า.
วิกฺกมามิ น ปาเรมิ ภูมึ สุมฺภามิ เวคสา ทโฬฺห วรตฺติโก ปาโส ปาทํ เม ปริกนฺตติ ฯ
ฉันพยายามดึงอยู่ แต่ไม่สามารถจะทำบ่วงให้ขาดได้ ฉันเอาเท้าตะกุย แผ่นดินด้วยกำลังแรง บ่วงติดแน่นเหลือเกิน จึงครูดเอาเท้าของฉันเข้า.
อตฺถรสฺสุ ปลาสานิ อสึ นิพฺพาห ลุทฺทก ปฐมํ มํ วธิตฺวาน หน ปจฺฉา มหามิคํ ฯ
ข้าแต่นายพราน ท่านจงปูใบไม้ลง จงชักดาบออก จงฆ่าฉันเสียก่อน แล้วจึงฆ่าพญาเนื้อต่อภายหลัง.
น เม สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ภาสนฺตึ มานุสึ มิคึ ตฺวญฺจ ภทฺเท สุขี โหหิ เอโส จาปิ มหามิโค ฯ
เราไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือได้เห็นเนื้อที่พูดภาษามนุษย์ได้ แนะนางผู้มี หน้าอันเจริญ ตัวท่าน และพญาเนื้อนี้จงเป็นสุขเถิด.
เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา มหามิคนฺติ ฯ สุวณฺณมิคชาตกํ นวมํ ฯ ---------
ข้าแต่นายพราน วันนี้ ฉันเห็นพญาเนื้อหลุดพ้นมาได้แล้ว ย่อมชื่นชม ยินดี ฉันใด ขอให้ท่านพร้อมด้วยญาติทั้งมวลของท่าน จงชื่นชม ยินดี ฉันนั้น. จบ สุวรรณมิคชาดกที่ ๙.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. สุวัณณมิคชาดก (๓๕๙) ว่าด้วยพญากวางทอง (ภรรยาของพญาเนื้อโพธิสัตว์เมื่อจะให้พญาเนื้อเกิดอุตสาหะจึงกล่าวว่า)
พญาเนื้อผู้มีเท้าดุจทองคำ ท่านจงพยายามดึงเถิด จงกัดบ่วงหนังให้ขาด ฉันจะรื่นรมย์อยู่ในป่าผู้เดียวไม่ได้ (พญาเนื้อโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
ฉันพยายามดึงอยู่ก็ไม่สำเร็จ ฉันตะกุยพื้นดินอย่างแรง บ่วงหนังอันเหนียวก็ยิ่งบาดเท้าของฉัน (นางเนื้อกล่าวแก่นายพรานว่า)
นายพราน ท่านจงปูลาดใบไม้ ชักดาบออกมาฆ่าข้าพเจ้าก่อน แล้วจงฆ่าพญาเนื้อในภายหลัง (นายพรานได้ฟังดังนั้นมีจิตเลื่อมใส จึงกล่าวว่า)
เราไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นมาก่อนว่า แม่เนื้อพูดภาษามนุษย์ได้ นี่แม่เนื้อผู้เจริญ ตัวเจ้าและพญาเนื้อตัวนี้จงเป็นสุขเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๑. มณิกุณฑลวรรค ๑๐. สุสันธีชาดก (๓๖๐) (นางพญาเนื้อกล่าวว่า)
นายพราน วันนี้ข้าพเจ้าเห็นพญาเนื้อ พ้นจากอันตรายแล้วย่อมร่าเริงฉันใด ขอท่านพร้อมกับญาติทั้งหมดจงร่าเริงฉันนั้นเถิดสุวัณณมิคชาดกที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุลธิดาคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิกฺกม เร มหามิค ดังนี้.
ได้ยินว่า นางนั้นเป็นธิดาของสกุลอุปัฏฐากแห่งพระอัครสาวกทั้งสอง ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมบูรณ์ด้วยมารยาท เป็นผู้ฉลาด ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้น. ตระกูลบุคคลมิจฉาทิฏฐิอื่นที่มีชาติเสมอกัน ในนครสาวัตถีนั้นแล ได้มาขอนางนั้น.
ลำดับนั้น บิดามารดาของนางกล่าวว่า ธิดาของเรามีศรัทธาเลื่อมใส นับถือพระรัตนตรัย ยินดียิ่งในการบุญมีทานเป็นต้นท่านทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ จักไม่ให้ธิดาของเราแม้นี้ให้ทาน ฟังธรรม ไปวิหาร รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรม ตามความชอบใจเราจะไม่ให้ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสู่ขอเอานางกุมาริกาจากตระกูลมิจฉาทิฏฐิที่เหมือนกับตนเถิด.
ชนที่มาขอเหล่านั้นถูกบิดามารดาของนางกุมาริกานั้นบอกคืนแล้ว จึงกล่าวว่า ธิดาของท่านทั้งหลายไปเรือนของพวกเราแล้วจงกระทำกิจทั้งปวงตามความประสงค์เถิด พวกเราจักไม่ห้ามขอท่านจงให้ธิดานั้นแก่พวกเราเถิด ผู้อันบิดามารดาของนางกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงเอาไปเถิด.
เมื่อถึงฤกษ์ดี จึงกระทำมงคลพิธีแล้วนำนางไปเรือนของตน. นางกุลธิดานั้นได้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความประพฤติและมารยาท มีสามีเป็นดังเทวดา. วัตรปฏิบัติสำหรับพ่อผัว แม่ผัว และสามีย่อมเป็นอันทำแล้วอย่างครบถ้วน.
วันหนึ่ง นางกล่าวกะสามีว่า ข้าแต่ลูกเจ้า ดิฉันปรารถนาจะให้ทานแก่พระเถระประจำสกุลของพวกเรา. สามีกล่าวว่า ดีละนางผู้เจริญ เธอจงให้ทานตามอัธยาศัยเถิด. นางจึงให้นิมนต์พระเถระทั้งสองมาแล้วกระทำสักการะใหญ่ ให้ฉันโภชนะอันประณีตแล้วนิมนต์ให้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ตระกูลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีศรัทธา ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัย ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดังดิฉันขอโอกาส ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงรับภิกษาหารในที่นี้แหละจนกว่าตระกูลนี้จะรู้คุณของพระรัตนตรัย.
พระเถระทั้งหลายรับนิมนต์แล้วฉันเป็นประจำอยู่ในตระกูลนั้น. นางกล่าวกะสามีอีกว่า ข้าแต่ลูกเจ้า พระเถระทั้งหลายมาเป็นประจำ ณ ตระกูลนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ไปดูพระเถระเล่า. สามีกล่าวว่า เราจักไปดู. วันรุ่งขึ้น นางจึงบอกแก่สามีนั้น ในตอนพระเถระทั้งหลายทำภัตกิจเสร็จแล้ว. สามีของนางนั้นเข้าไปหาแล้วทำปฏิสันถารกับพระเถระทั้งหลายแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระธรรมเสนาบดีจึงกล่าวธรรมกถาแก่สามีของนางนั้น เขาเลื่อมใสในธรรมกถาและอิริยาบถของพระเถระ ตั้งแต่นั้น จึงให้ปูลาดอาสนะเพื่อพระเถระทั้งหลาย กรองน้ำดื่ม ฟังธรรมกถาในระหว่างภัต. ในกาลต่อมา มิจฉาทิฏฐิของเขาก็ทำลายไป.
อยู่มาวันหนึ่ง พระเถระ เมื่อกล่าวธรรมกถาแก่สามีภรรยาแม้ทั้งสองนั้น จึงประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ สามีภรรยาทั้งสองดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
จำเดิมแต่นั้นมา ชนแม้ทั้งหมดมีบิดามารดาของเขาเป็นต้น จนชั้นที่สุดแม้ทาสและกรรมกรได้ทำลายมิจฉาทิฏฐิ เกิดเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์.
อยู่มาวันหนึ่ง นางทาริกานั้นกล่าวกะสามีว่า ข้าแต่ลูกเจ้า ดิฉันจะประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือน ดิฉันปรารถนาจะบวช. สามีนั้นกล่าวว่า ดีละนางผู้เจริญ แม้ฉันก็จักบวช แล้วนำภรรยานั้นไปยังสำนักภิกษุณี ด้วยบริวารมากมายให้บวชแล้วฝ่ายตนเองก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอบรรพชา พระศาสดาให้บรรพชาอุปสมบทแล้ว.
เธอแม้ทั้งสองเจริญวิปัสสนาไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัต.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุสาวชื่อโน้นเกิดเป็นปัจจัยแก่ตนและแก่สามี แม้ตนบวชแล้วบรรลุพระอรหัต ก็ให้สามีแม้นั้นบรรลุด้วย.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางภิกษุณีนี้จะได้ปลดเปลื้องสามีจากบ่วง คือราคะ ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ก่อน แม้ในกาลก่อน นางภิกษุณีนี้ก็ได้ปลดเปลื้องโบราณกบัณฑิตทั้งหลายจากบ่วงคือมรณะแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกำเนิดมฤค เจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีรูปงาม น่ารักใคร่ น่าดูมีผิวพรรณเหมือนทอง ประกอบด้วยเท้าหน้าและเท้าหลังประหนึ่งกระทำบริกรรมย้อมด้วยน้ำครั่ง เขาเช่นกับพวงเงิน นัยน์ตาทั้งสองมีส่วนเปรียบด้วยก้อนแก้วมณี และหางประดุจกลุ่มผ้ากัมพล. ฝ่ายภรรยาของเนื้อนั้นก็เป็นนางเนื้อสาวมีรูปงามน่ารัก. เนื้อทั้งสองนั้นอยู่ร่วมกันด้วยความพร้อมเพรียง. มีเนื้ออันงดงามตระการตาแปดหมื่นตัวคอยอุปัฏฐากบำรุงพระโพธิสัตว์อยู่.
ในกาลนั้น พวกพรานฆ่าเนื้อทั้งหลายและดักบ่วง.
อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เดินไปข้างหน้าเนื้อทั้งหลาย เท้าติดบ่วงจึงดึงเท้ามา ด้วยคิดว่าจักทำบ่วงนั้นให้ขาด หนังจึงขาด เมื่อดึงเท้ามาอีก เนื้อขาด เอ็นขาด บ่วงได้รัดจนจดถึงกระดูก. พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อไม่อาจทำบ่วงให้ขาดก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย จึงร้องบอกให้รู้ว่าติดบ่วง. หมู่เนื้อได้ฟังดังนั้นก็กลัวจึงพากันหนีไป.
ส่วนภรรยาของพระโพธิสัตว์นั้น หนีไปแล้วแลดูในระหว่างพวกเนื้อ ไม่เห็นพระโพธิสัตว์นั้น คิดว่าภัยนี้คงจักเกิดแก่สามีที่รักของเรา จึงรีบไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น ร้องไห้มีหน้านองด้วยน้ำตากล่าวว่า ข้าแต่สามี ท่านเป็นผู้มีกำลังมาก ท่านจักไม่อาจทนบ่วงนี้หรือ ท่านจงรวบรวมกำลังทำบ่วงนั้นให้ขาด.
เมื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่พระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่เนื้อผู้มีกำลังมาก ท่านจงพยายามดึงบ่วงออก ข้าแต่ท่านผู้มีเท้าดุจทองคำ ท่านจงพยายามดึงบ่วงที่ติดแน่นให้ขาดออก ฉันผู้เดียวเว้นท่านเสีย จะไม่รื่นรมย์อยู่ในป่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิกฺกม ได้แก่ จงพยายาม. อธิบายว่า จงดึงออก.
ศัพท์ว่า เร เป็นนิบาตใช้ในอรรถร้องเรียก.
บทว่า หรีปท แปลว่า ผู้มีเท้าดุจทองคำ. แม้ในสรีระทั้งสิ้นของพระโพธิสัตว์นั้นก็มีวรรณดุจทองคำ. แต่นางเนื้อนี้กล่าวอย่างนั้น ด้วยอำนาจราคะ. ด้วยบทว่า นาหํ เอกา นี้ แสดงว่า ดิฉันเว้นท่านเสีย ผู้เดียวจักไม่รื่นรมย์ในป่า ก็ดิฉันจักไม่รับหญ้าและน้ำ ซูบผอมตาย.
เนื้อได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ฉันพยายามดึงอยู่ แต่ไม่สามารถทำบ่วงให้ขาดได้ ฉันเอาเท้าตะกุยแผ่นดินด้วยกำลังแรง บ่วงติดแน่นเหลือเกิน จึงบาดเท้าฉัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิกฺกมามิ ความว่า นางผู้เจริญ ฉันทำความพยายามเพื่อเธออยู่.
บทว่า น ปาเทมิ (บาลี น ปาเรมิ) ความว่า แต่ฉันไม่อาจทำบ่วงให้ขาด.
บทว่า ภูมึ สุมฺภามิ ความว่า ฉันเอาเท้าตะกุยแผ่นดินที่บ่วงด้วยหวังว่าบ่วงจะขาดบ้าง.
บทว่า เวคสา แปลว่า ด้วยกำลังแรง. บทว่า ปริกนฺตติ ความว่า บ่วงตัดหนังเป็นต้นบาดไปรอบด้าน.
ลำดับนั้น นางเนื้อจึงกล่าวกะเนื้อนั้นว่า ข้าแต่สามี ท่านอย่ากลัวเลย ดิฉันจะอ้อนวอนนายพรานตามกำลังของตน จักนำชีวิตมาเพื่อท่าน ถ้าดิฉันเมื่ออ้อนวอนจักอาจเป็นไปได้ ดิฉันจักให้แม้ชีวิตของดิฉันแล้วนำเอาชีวิตมาเพื่อท่าน แล้วปลอบโยนพระมหาสัตว์ให้เบาใจ แล้วได้ยืนชิดพระโพธิสัตว์ผู้มีตัวอาบด้วยโลหิต.
ฝ่ายนายพรานถือดาบและหอกเดินมาดุจไฟลุกติดกัป. นางเนื้อเห็นนายพรานนั้นแล้วปลอบโยนพระโพธิสัตว์นั้นว่า ข้าแต่สามี นายพรานเนื้อกำลังมาดิฉันจักกระทำตามกำลังของตน ท่านอย่ากลัว แล้วเดินสวนทางต่อนายพรานแล้วถอยไปยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง ไหว้นายพรานนั้นแล้ว กล่าวคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ว่าข้าแต่นาย สามีของข้าพเจ้ามีผิวพรรณดุจทองคำ สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจารมารยาท เป็นราชาของหมู่เนื้อแปดหมื่นตัว.
เมื่อพระยาเนื้อยังคงยืนอยู่นั่นแล เมื่อจะขอให้ฆ่าตน จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ข้าแต่นายพราน ท่านจงปูใบไม้ลง จงชักดาบออก จงฆ่าข้าพเจ้าก่อนแล้ว จึงฆ่าพระยาเนื้อต่อภายหลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปลาสานิ ความว่า ท่านจงปูใบไม้ทั้งหลาย เพื่อจะได้วางเนื้อ.
บทว่า อสึ นิพฺพาห ความว่า ท่านจงชักดาบออกจากฝัก.
นายพรานได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า คนที่เป็นมนุษย์ยังไม่ให้ชีวิตตนเพื่อประโยชน์แก่สามีได้เลย นางเนื้อนี้เป็นสัตว์เดียรัจฉานยังบริจาคชีวิตได้ ทั้งยังกล่าวเป็นภาษามนุษย์ด้วยเสียงอันไพเราะ วันนี้ เราจะให้ชีวิตของสามีแห่งนางเนื้อนี้ และชีวิตของนางเนื้อนี้ด้วย
ครั้นคิดฉะนี้แล้ว ก็มีจิตเลื่อมใส จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
เราไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือได้เห็นเนื้อที่พูดภาษามนุษย์ได้ แน่ะนางผู้มีหน้าอันเจริญ ตัวท่านและพระยาเนื้อนี้จงเป็นสุขเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ความว่า ในกาลก่อนแต่นี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นหรือได้ฟังมาเห็นปานนี้ ย่อมไม่มี.
บทว่า ภาสนฺตึ มานุสึ มิคึ ความว่า เพราะในกาลก่อนแต่นี้ ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นเนื้อพูดวาจามนุษย์ได้เลย.
บาลีว่า น จ เม สุตา วา ทิฏฺฐา วา ภาสนฺตี มานุสี มิคี แปลว่า เนื้อพูดภาษามนุษย์ ข้าพเจ้าไม่ได้ยินได้ฟังหรือเห็นมาเลย ดังนี้ก็มี เนื้อความของบทบาลีเหล่านั้น ย่อมปรากฎตามบาลีนั่นแหละ.
นายพรานผู้เป็นบัณฑิต ฉลาดในอุบายเรียกนางเนื้อนั้นว่า ภทฺเท แน่ะนางผู้มีหน้าอันเจริญด้วยประการฉะนี้แล้ว ปลอบโยนนางเนื้อนั้นอีกว่า ท่านแม้ทั้งสองคือตัวท่านและพระยาเนื้อนี้จงเป็นผู้มีความสุข ปราศจากทุกข์เถิด แล้วได้ไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ เอามีดตัดบ่วงที่หนัง ค่อยๆ นำบ่วงที่ติดเท้าออก แล้วเอาเอ็นปิดเอ็น เอาเนื้อปิดเนื้อ เอาหนังปิดหนังแล้วเอามือบีบนวดเท้า.
ด้วยอานุภาพบารมีที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญมา ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตของนายพราน และด้วยอานุภาพมิตรธรรมของนางเนื้อ บันดาลให้เอ็น เนื้อและหนังติดกับเอ็น เนื้อ หนัง ในขณะนั้นทันที. ฝ่ายพระโพธิสัตว์มีความสุข ปราศจากทุกข์ได้ยืนอยู่. นางเนื้อเห็นพระโพธิสัตว์มีความสุขสบาย จึงเกิดความโสมนัส.
เมื่อจะกระทำอนุโมทนาแก่นายพราน จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
ข้าแต่นายพราน วันนี้ข้าพเจ้าเห็นพระยาเนื้อหลุดพ้นมาได้ แล้วชื่นชมยินดีอยู่ฉันใด ขอให้ท่านพร้อมด้วยญาติทั้งปวงของท่าน จงชื่นชมยินดี ฉันนั้น.
ด้วยบทว่า ลุทฺทก นี้ ในคาถานั้นนางเนื้อเรียก โดยอำนาจชื่อที่ได้ด้วยการทำกรรมอันร้ายกาจ.
พระโพธิสัตว์คิดว่า นายพรานนี้เป็นที่พึ่งอาศัยของเรา แม้เราก็ควรเป็นที่พึ่งอาศัยของนายพรานนี้บ้าง จึงมอบก้อนแก้วมณีให้แก่นายพรานก้อนหนึ่งซึ่งตนได้พบในภาคพื้นที่เที่ยวหากิน แล้วให้โอวาทแก่พรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย ตั้งแต่นี้ไป ท่านอย่าได้กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้นจงรวบรวมทรัพย์สมบัติเลี้ยงดูลูกเมีย กระทำบุญมีทานและศีลเป็นต้น ด้วยก้อนแก้วมณีนี้เถิด แล้วก็เข้าป่าไป.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
นายพรานในครั้งนั้น ได้เป็น พระฉันนะ
นางเนื้อได้เป็น ภิกษุณีสาว
ส่วนพระยาเนื้อได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุวรรณมิคชาดกที่ ๙ -----------------------------------------------------