๓. ธรรมเทวปุตตชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ ธมฺมเทวปุตฺตชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. ธรรมเทวปุตตชาดก ว่าด้วยเรื่องธรรมชนะอธรรม
ยโสกโร ปุญฺญกโรหมสฺมิ สทตฺถุโต สมณพฺราหฺมณานํ มคฺคารโห เทวมนุสฺสปูชิโต ธมฺโม อหํ เทหิ อธมฺม มคฺคํ ฯ
ดูกรอธรรมเทพบุตร ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่ค้ายศ ไม่ค้าบุญ สมณะและพราหมณ์ สรรเสริญทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีธรรม อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว คู่ควรแก่หนทาง ท่านจงให้หนทางแก่เรา.
อธมฺมยานํ ทฬฺหมารุหิตฺวา อสนฺตสนฺโต พลวาหมสฺมิ ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺช ทชฺชํ มคฺคํ อหํ ธมฺม อทินฺนปุพฺพํ ฯ
ดูกรธรรมเทพบุตร เราผู้ชื่อว่าอธรรมขึ้นสู่ยามแห่งอธรรมอันมั่นคง ไม่ เคยกลัวใคร มีกำลังเข้มแข็ง เราจะพึงให้ทางที่ไม่เคยให้ใครแก่ท่านใน วันนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า?
ธมฺโม หเว ปาตุรโหสิ ปุพฺเพ ปจฺฉา อธมฺโม อุทปาทิ โลเก เชฏฺโฐ จ เสฏฺโฐ จ สนนฺตโน จ อุยฺยาหิ เชฏฺฐสฺส กนิฏฺฐ มคฺคา
ธรรมแลปรากฏก่อน ภายหลังอธรรมจึงเกิดขึ้นในโลก เราเป็นผู้เจริญ กว่า ประเสริฐกว่า ทั้งเก่ากว่า ขอจงให้ทางแก่เราเถิด น้องเอ๋ย.
น ยาจนาย นปิ ปาฏิรูปา น อรหตฺตา เตหํ ทเทยฺย มคฺคํ ยุทฺธญฺจ โน โหตุ อุภินฺนมชฺช ยุทฺธสฺมิ โย ชิสฺสติ ตสฺส มคฺโค ฯ
เราจะไม่ให้หนทางแก่ท่าน เพราะการขอร้องหรือเพราะความเป็นผู้สมควร ในวันนี้เราทั้งสองจงมารบกัน แล้วหนทางจะเป็นของผู้ชนะในการรบ.
สพฺพา ทิสา อนุวิสฺสโฏหมสฺมิ มหพฺพโล อมิตยโส อตุโลฺย คุเณหิ สพฺเพหิ อุเปตรูโป ธมฺโม อธมฺม ตฺวํ กถํ วิเชสฺสสิ ฯ
เราผู้ชื่อว่าธรรม เป็นผู้ฤาชาปรากฏไปทั่วทุกทิศ มีกำลังมาก มียศประมาณ ไม่ได้ ไม่มีผู้เสมอเหมือน ประกอบด้วยคุณทั้งปวง อธรรมเอ๋ย ท่าน จักชนะได้อย่างไร?
โลเหน เว หญฺญติ ชาตรูปํ น ชาตรูเปน หนนฺติ โลหํ สเจ อธมฺโม หญฺญติ ธมฺมมชฺช อโย สุวณฺณํ วิย ทสฺสเนยฺยํ ฯ
เขาเอาค้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หาได้เอาทองตีเหล็กไม่ ถ้าหากว่าเรา ผู้ชื่อว่าอธรรม ฆ่าท่านผู้ชื่อว่าธรรมในวันนี้ได้ เหล็กจะน่าดู น่าชมเหมือน ทองคำ ฉะนั้น.
สเจ ตุวํ ยุทฺธพโล อธมฺม น ตุยฺห วุฑฺฒา จ ครู จ อตฺถิ มคฺคญฺจ เต ทมฺมิ ปิยาปฺปิเยน วาจาทุรุตฺตานิปิ เต ขมามิ ฯ
ดูกรอธรรมเทพบุตร ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบไซร้ ผู้หลัก ผู้ใหญ่ และครูของท่านมิได้มี เราจะย่อมให้หนทางอันเป็นที่รักด้วย อาการอันไม่เป็นที่รักของท่าน ทั้งจะขออดทนถ้อยคำชั่วๆ ของท่าน.
อิทญฺจ สุตฺวา วจนํ อธมฺโม อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท ยุทฺธตฺถิโกเว น ลภามิ ยุทฺธํ เอตฺตาวตา โหติ หโต อธมฺโม ฯ
อธรรมเทพบุตรได้ฟังคำนี้แล้ว ก็เป็นผู้มีศีรษะลงเบื้องต่ำ มีเท้าขึ้นเบื้อง สูง ตกลงจากรถ รำพันเพ้อว่าเราปรารถนาจะรบก็ไม่ได้รบ อธรรม เทพบุตรถูกตัดรอนเสียแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ขนฺตีพโล ยุทฺธพลํ วิเชตฺวา หนฺตฺวา อธมฺมํ นิหนิตฺว ภูมฺยา ปายาสิ จิตฺโต อภิรุยฺห สนฺทนํ มคฺเคเนว อติพโล สจฺจนิกฺกโม ฯ
ธรรมเทพบุตรผู้มีขันติเป็นกำลัง มีจิตเที่ยงตรง มีกำลังมาก มีความบาก บั่นอย่างแท้จริง ชำนะกำลังรบ ได้ฆ่าอธรรมเทพบุตรฝังเสียในแผ่นดิน แล้ว ขึ้นสู่รถของตนไปโดยหนทางนั่นเทียว.
มาตา ปิตา สมณพฺราหฺมณา จ อสมฺมานิตา ยสฺส สเก อคาเร อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ เต ยถา อธมฺโม ปติโต อวํสิโร ฯ
มารดา บิดา และสมณพราหมณ์ ไม่ได้รับความนับถือในเรือนของชน เหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อม ต้องพากันไปสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตรผู้มีศีรษะลงในเบื้องต่ำตกไป แล้วฉะนั้น.
มาตา ปิตา สมณพฺราหฺมณา จ สุสมฺมานิตา ยสฺส สเก อคาเร อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ เต ยถาปิ ธมฺโม อภิรุยฺห สนฺทนนฺติ ฯ ธมฺมเทวปุตฺตชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
มารดา บิดา และสมณพราหมณ์ ได้รับความนับถือเป็นอย่างดีในเรือน ของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้ว ย่อมพากันไปสุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถของตนไปสู่เทวโลก ฉะนั้น. จบ ธรรมเทวปุตตชาดกที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ธัมมเทวปุตตชาดก (๔๕๗) ว่าด้วยธรรมเทพบุตร (ธรรมเทพบุตรเชิญอธรรมเทพบุตรมาแล้วกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเป็นผู้สร้างยศ เป็นผู้สร้างบุญ จนเป็นที่ชมเชยของสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายทุกเมื่อ อธรรมเทพบุตร ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายธรรม เป็นผู้ที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว จึงเป็นผู้ควรแก่หนทาง ขอท่านจงให้หนทางเถิด (อธรรมเทพบุตรกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าขึ้นยานฝ่ายอธรรมอย่างมั่นคง มิได้หวาดหวั่น เป็นผู้ทรงพลัง เพราะเหตุไร ข้าพเจ้านั้นจะต้องให้หนทาง ที่ไม่เคยให้แก่ท่านในวันนี้เล่า (ธรรมเทพบุตรกล่าวว่า)
ธรรมแลปรากฏขึ้นก่อน ภายหลังอธรรมจึงเกิดขึ้นในโลก ข้าพเจ้าเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุด และเก่าแก่กว่า เพราะเหตุนั้น จงหลีกทางให้พี่ไปเถิด น้องชาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต] ๓. ธัมมเทวปุตตชาดก (๔๕๗) (อธรรมเทพบุตรกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าก็จะไม่ให้หนทางแก่ท่านเพราะการขอร้อง เพราะการเจรจาได้ถูกต้อง หรือเพราะเป็นผู้ควรแก่หนทาง วันนี้เราทั้ง ๒ จงรบกันเถิด ผู้ใดชนะในการรบ หนทางเป็นของผู้นั้น (ธรรมเทพบุตรกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเป็นผู้ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วทิศ มีพลังมหาศาล มียศหาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เทียมเท่า ประกอบด้วยคุณทั้งปวง เป็นฝ่ายธรรม อธรรมเทพบุตร ท่านจะชนะได้อย่างไร
คนเขาใช้เหล็กเท่านั้นตีทอง หาใช้ทองตีเหล็กไม่ วันนี้ถ้าอธรรมกำจัดธรรมได้ เหล็กก็จะพึงน่าดูเหมือนทองคำ
อธรรมเทพบุตร ถ้าท่านมีกำลังในการรบ ผู้หลักผู้ใหญ่และครูของท่านก็จะไม่มี จะด้วยความพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะยอมให้หนทางแก่ท่าน แม้คำหยาบคายของท่าน ข้าพเจ้าก็ยกโทษให้ (พระผู้มีพระภาคครั้นทรงทราบข้อความนี้จึงได้ตรัสว่า)
ก็อธรรมเทพบุตรครั้นได้สดับคำนี้แล้ว ก็ล้มศีรษะปักลง เท้าชี้ขึ้น รำพึงรำพันอยู่ว่า เราต้องการจะต่อสู้ ยังไม่ทันได้ต่อสู้ อธรรมเทพบุตรได้ถูกกำจัดแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้
ธรรมเทพบุตรผู้มีขันติเป็นพลังชนะแล้ว ฆ่าอธรรมเทพบุตรผู้มีพลังในการรบได้แล้ว ให้ตกไป ณ ภาคพื้น มีจิตใจปลาบปลื้ม มีพลังกล้าแข็ง มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ขึ้นรถขับไปตามทางนั่นแล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต] ๔. อุทยชาดก (๔๕๘)
ผู้ใดไม่ยกย่องนับถือมารดาบิดา สมณะและพราหมณ์ในเรือนของตน ผู้เช่นนั้นหลังจากตายไป ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว ย่อมตกนรกเหมือนอธรรมเทพบุตรล้มศีรษะปักลงแล้ว
ส่วนผู้ใดยกย่องนับถือมารดาบิดา สมณะและพราหมณ์ในเรือนของตน ผู้เช่นนั้นหลังจากตายไป ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว ย่อมไปสู่สุคติเหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นรถขับไปธัมมเทวปุตตชาดกที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงการที่แผ่นดินสูบพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยโสกโร ปุญฺญกโรหมสฺมิ ดังนี้.
ความย่อว่า ในครั้งนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตกลับเกรี้ยวกราดกับพระตถาคตเจ้า เลยถูกแผ่นดินสูบเสียแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตให้การประหารในชินจักรของเรา ถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน เธอก็เคยให้ประหารในธรรมจักร ถูกแผ่นดินสูบบ่ายหน้าไปสู่อเวจีมหานรก ดังนี้แล้ว
จึงได้นำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นเทพบุตรนามว่า ธรรม ในกามาวจรเทวโลก ส่วนพระเทวทัตเป็นเทพบุตรชื่อว่า อธรรม.
ในเทวบุตรทั้ง ๒ องค์นั้น ธรรมเทพบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการอันเป็นทิพย์ ทรงรถทิพย์อันประเสริฐแวดล้อมไปด้วยหมู่เทวอัปสรเมื่อพวกมนุษย์บริโภคอาหารเย็นแล้ว นั่งสนทนากันอย่างสบาย ที่ประตูเรือนของตนๆ ก็สถิตอยู่ในอากาศ ณ คามนิคม ชนบทและราชธานีในวันเพ็ญอันเป็นวันอุโบสถ ชวนหมู่ชนให้ถือมั่นซึ่งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการว่า ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีปาณาติบาตเป็นต้นพากันบำเพ็ญธรรม คือการบำรุงมารดาบิดา ทั้งสุจริตธรรม ๓ ประการทั่วกันเถิด เมื่อบำเพ็ญอยู่อย่างนี้ จักมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เสวยยศอันยิ่งใหญ่ ดังนี้ จึงกระทำประทักษิณชมพูทวีป.
ฝ่ายอธรรมเทพบุตร ชักชวนให้ถืออกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ โดยนัยมีอาทิว่า พวกเธอจงฆ่าสัตว์กันเถิด ดังนี้แล้ว จึงกระทำการเวียนซ้ายชมพูทวีปลำดับนั้น รถของเทพบุตรเหล่านั้นได้มาพบกันในอากาศ. ต่อมาพวกบริษัทของเทพบุตรเหล่านั้นต่างถามกันว่า พวกท่านเป็นฝ่ายไหน พวกท่านเป็นฝ่ายไหนกัน. ต่างตอบกันว่า พวกเราเป็นฝ่ายธรรมเทพบุตร พวกเราเป็นฝ่ายอธรรมเทพบุตร จึงต่างพากันแยกทางหลีกเป็น ๒ ฝ่าย.
ฝ่ายธรรมเทพบุตร เรียกอธรรมเทพบุตรมากล่าวว่า สหายเอ๋ย เธอเป็นฝ่ายอธรรม ฉันเป็นฝ่ายธรรม หนทางสมควรแก่ฉัน เธอจงขับรถของเธอหลีกไป จงให้ทางแก่ฉันเถิด
แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ฉันเป็นผู้สร้างยศ เป็นผู้สร้างบุญ สมณะและพราหมณ์พากันสรรเสริญทุกเมื่อ อธรรมเอ๋ย ฉันชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรม เป็นผู้สมควรแก่หนทาง เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พากันบูชา ท่านจงให้หนทางแก่ฉันเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโสกโร ได้แก่ ฉันเป็นผู้สร้างยศให้แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สทตฺถุโต คือ ได้รับความชื่นชมทุกเมื่อ สรรเสริญอยู่เป็นนิตย์.
ลำดับนั้น อธรรมเทพบุตรกล่าวว่า
ดูก่อนธรรมเทพบุตร เราผู้ชื่อว่าอธรรม ขึ้นสู่ยานแห่งอธรรม อันมั่นคงไม่เคยกลัวใคร มีกำลังเข้มแข็ง ธรรมเอ๋ย เราจะพึงให้ทางที่ไม่เคยให้ใครแก่ท่านในวันนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า.
ธรรมแลปรากฏก่อน ภายหลังอธรรมจึงเกิดขึ้นในโลก เราเป็นผู้เจริญกว่า ประเสริฐกว่า ทั้งเก่ากว่า ขอจงให้ทางแก่เราเถิด น้องเอ๋ย.
เราจะไม่ให้หนทางแก่ท่าน เพราะการขอร้อง หรือเพราะความเป็นผู้สมควร ในวันนี้เราทั้งสองจงมารบกัน แล้วหนทางจะเป็นของผู้ชนะในการรบ.
เราผู้ชื่อว่า ธรรม เป็นผู้ลือชาปรากฏไปทั่วทุกทิศ มีกำลังมาก มียศประมาณไม่ได้ ไม่มีผู้เสมอเหมือนประกอบด้วยคุณทั้งปวง อธรรมเอ๋ย ท่านจะชนะได้อย่างไร.
เขาเอาค้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หาได้เอาทองมาตีเหล็กไม่ ถ้าหากว่า เราผู้ชื่อว่าอธรรม ฆ่าท่านผู้ชื่อว่าธรรม ในวันนี้ได้ เหล็กจะน่าดูน่าชมเหมือนทองคำฉะนั้น.
ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบไซร้ ผู้หลักผู้ใหญ่และครูของท่านมิได้มี เราจะยอมให้หนทางอันเป็นที่รักด้วยอาการอันไม่เป็นที่รักของท่าน ทั้งจะขออดทนถ้อยคำชั่วๆ ของท่าน.
คาถาทั้ง ๖ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเป็นคำโต้ตอบของเทพบุตรเหล่านั้นนั่นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺชทชฺชํ ความว่า ก็แล ข้าพเจ้านั้นชื่อว่า อธรรม ขึ้นรถอันเป็นยานของอธรรมแล้ว ไม่เคยกลัวต่อใคร มีกำลัง ธรรมเอ๋ย เหตุไรในวันนี้ ข้าพเจ้าจะให้ทางที่ไม่เคยให้ใครๆ แก่เจ้าเล่า.
บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการปรากฏแล้วในโลกนี้ก่อนทีเดียว ในกาลเริ่มปฐมกัป อธรรมเกิดขึ้นภายหลัง.
ด้วยบทว่า เชฏฺโฐ จ นี้ ธรรมกล่าวว่า เพราะความที่ธรรมบังเกิดก่อน ฉันจึงเจริญกว่า ประเสริฐกว่า เก่ากว่า ส่วนเธอเป็นน้อง เหตุนั้น เธอจงหลีกทางไป.
บทว่า นปิ ปาฏิรูปา ความว่า ข้าพเจ้าจะไม่ขอยอมให้หนทางแก่เจ้าเด็ดขาด จะด้วยคำขอร้อง ด้วยคำที่พูดสมควร ด้วยเหตุที่ควรให้หนทางทั้งนั้นแหละ.
บทว่า อนุสโฏ ความว่า ฉันมีชื่อเสียงแผ่ไปแล้ว เลื่องลือไปแล้ว ปรากฏเด่นทั่วทุกทิศ คือในทิศใหญ่ ๔ ทิศ ในทิศน้อย ๔ ทิศ.
บทว่า โลเหน ได้แก่ ด้วยค้อนเหล็ก.
บทว่า หญฺญติ แปลว่า จักฆ่าเสียให้ได้.
บทว่า ยุทฺธพโล อธมฺม ความว่า ถ้าเธอเป็นผู้มีกำลังในการรบ.
บทว่า วุฑฺฒา จ คุรู จ ความว่า ถ้าท่านเหล่านี้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านเหล่านี้เป็นครู เป็นบัณฑิตของท่าน อย่างนี้ย่อมมีไม่ได้.
บทว่า ปิยาปฺปิเยน ความว่า ฉันเมื่อจะให้ทั้งด้วยอาการอันเป็นที่รัก ทั้งด้วยอาการอันไม่เป็นที่รัก ก็จะให้ทางอันเป็นที่รักแก่เธอ ด้วยอาการอันเป็นที่รัก.
ก็แล ในขณะที่พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถานี้จบลงนั่นเอง อธรรมก็ไม่อาจจะดำรงอยู่บนรถได้ หกคะเมนตกลง ณ เบื้องปฐพี ครั้นปฐพีเปิดช่องให้ก็ไปบังเกิดในอเวจีมหานรกนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ
ได้ตรัสคาถาที่เหลือ ดังนี้ว่า
อธรรมเทพบุตรได้ฟังคำนี้แล้วก็เป็นผู้มีศีรษะลงเบื้องต่ำมีเท้าขึ้นเบื้องสูงตกลงจากรถ รำพันเพ้อว่า เราปรารถนาจะรบก็ไม่ได้รบ อธรรมเทพบุตรถูกตัดรอนเสียแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ธรรมเทพบุตร ผู้มีขันติเป็นกำลัง มีจิตเที่ยงตรง มีกำลังมาก มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ชำนะกำลังรบได้ฆ่าอธรรมเทพบุตร ฝังเสียในแผ่นดินแล้ว ขึ้นสู่รถของตน ไปโดยหนทางนั่นแล.
มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ไม่ได้รับความนับถือในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้ว ย่อมต้องพากันไปสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตรมีศีรษะลงในเบื้องต่ำตกไปแล้ว ฉะนั้น.
มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ได้รับความนับถือเป็นอย่างดี ในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้ว ย่อมพากันไปสู่สุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถของตนไปสู่เทวโลก ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุทฺธตฺถิโก เว ได้แก่ เขามีความบ่นเพ้อดังนี้.
ได้ยินว่า เขากำลังบ่นเพ้ออยู่นั่นแล ตกจมแผ่นดินไปแล้ว.
บทว่า เอตฺตาวตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธรรมจมแผ่นดินไปเพียงใด อธรรมชื่อว่าถูกกำจัดแล้วเพียงนั้น.
บทว่า ขนฺติพโล ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธรรมเทพบุตรจมแผ่นดินไปอย่างนี้แล้ว ธรรมเทพบุตรเป็นผู้มีกำลังคืออธิวาสนขันติ ชำนะพลรบฆ่าแล้วฝังไว้ในแผ่นดิน ให้ตกไป มีจิตแน่นอน เพราะเกิดความคิดขึ้น จึงขึ้นสู่รถของตน มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ได้ไปตามหนทางนั่นแล.
บทว่า อสมฺมานิตา แปลว่า อันเขาไม่สักการะ.
บทว่า สรีรเทหํ ความว่า ได้ทอดทิ้งกายกล่าวคือสรีระในโลกนี้เอง.
บทว่า นิรยํ วชนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้นผู้สมควรแก่สักการะ อันคนชั่วใดไม่สักการะในเรือน เหล่าคนชั่วเห็นปานนั้นย่อมหกคะเมนลงสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตรเอาศีรษะตกลงไปเบื้องต่ำ ฉะนั้น.
บทว่า สุคตึ วชนฺติ ความว่า เหล่าบัณฑิตผู้เป็นเช่นนั้น อันผู้ใดสักการะแล้ว ผู้นั้นย่อมไปสู่สุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถรบไปเทวโลก ฉะนั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็กราดเกรี้ยวโต้กับเรา ถูกแผ่นดินสูบไปแล้ว
จึงทรงประชุมชาดกว่า
อธรรมเทพบุตรในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
แม้บริษัทของอธรรมเทพบุตรนั้นก็ได้เป็น บริษัทของพระเทวทัต
ส่วนธรรมเทพบุตร ก็คือ เราตถาคต นั่นเอง
ส่วนบริษัทได้มาเป็น พุทธบริษัท นี้นั่นแล. จบอรรถกถาธรรมเทวปุตตชาดกที่ ๓ -----------------------------------------------------