๑๐. จัมเปยยชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐ จมฺเปยฺยชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๐. จัมเปยยชาดก บำเพ็ญตบะเพื่อต้องการเกิดเป็นมนุษย์
กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ โอสธี วิย ตารกา เทวตา นุสิ คนฺธพฺพี น ตํ มญฺญามิ มานุสี ฯ
ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมาเหมือนดาวประจำรุ่ง เรา ไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์?
นมฺหิ เทวี น คนฺธพฺพี น มหาราช มานุสี นาคกญฺญาสฺมิ ภทฺทนฺเต อตฺเถนมฺหิ อิธาคตา ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา หม่อมฉันหาใช่เทวดา คนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้.
วิพฺภนฺตจิตฺตา กุปิตินฺทฺริยาสิ เนตฺเตหิ เต วาริคณา สวนฺติ กินฺเต นฏฺฐํ กึ ปน ปตฺถยานา อิธาคตา นาริ ตทิงฺฆ พฺรูหิ ฯ
ดูกรนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อัน เศร้าหมอง หยาดน้ำตาไหลออกจากเบ้าตาทั้งสองของท่าน อะไรของ ท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไรจึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกเถิด?
ยมุคฺคเตโช อุรโคติ จาหุ นาโคติ นํ อาหุ ชโน ชนินฺท ตมคฺคหี ปุริโส ชีวิกตฺโถ ตํ พนฺธนา มุญฺจ ปตี มเมโส ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน มหาชนเขาร้องเรียกสัตว์ใดว่า อุรค- ชาติผู้มีเดชสูง มหาชนเขาร้องเรียกสัตว์นั้นว่า นาค บุรุษคนนี้จับนาค นั้นมาต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั่นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระ- องค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิด เพคะ.
กถนฺวยํ พลวิริยูปปนฺโน หตฺถตฺถมาคจฺฉิ วนิพฺพกสฺส อกฺขาหิ เม นาคกญฺเญ ตมตฺถํ กตํ วิชาเนมุ คหีตนาคํ ฯ
ดูกรนางนาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบไปด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึง มาถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ถึงการที่นาคราชถูกกระทำ จนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด?
นครํปิ นาโค ภสฺมํ กเรยฺย ตถาหิ โส พลวิริยูปปนฺโน ธมฺมญฺจ นาโค อปจายมาโน ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรติ ฯ
แท้จริง นาคราชนั้นประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้นครให้เป็น ภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น เคารพ นบนอบธรรม ฉะนั้น จึงได้ บากบั่นบำเพ็ญตบะ.
จาตุทฺทสึ ปณฺณรสึ จ ราช จตุปฺปเถ สมฺมติ นาคราชา ตมคฺคหี ปุริโส ชีวิกตฺโถ ตํ พนฺธนา มุญฺจ ปตี มเมโส ฯ
ข้าแต่พระราชา นาคราชอธิษฐานรักษาอุโบสถในดิถีที่ ๑๔ และดิถีที่ ๑๕ นอนอยู่ใกล้ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาต้องการเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรด ปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังเถิด เพคะ.
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา วาริเคหสยา นารี ตาปิ ตํ สรณํ คตา ฯ ธมฺเมน โมเจหิ อสาหเสน คาเมน นิกฺเขน ควํ สเตน โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ
สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑลแก้วมณี บันดาลวารี เป็นห้องไสยาสน์ แม้สนมนารีเหล่านั้นก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง. ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจาก กรรมอันสาหัสเถิด ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อย ตัว ขอนาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่ คุมขังเถิด เพคะ.
ธมฺเมน โมเจมิ อสาหเสน คาเมน นิกฺเขน ควํ สเตน โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ ทมฺมิ นิกฺขสตํ ลุทฺท ถูลญฺจ มณิกุณฺฑลํ จตุรสฺสญฺจ ปลฺลงฺกํ อุมฺมารปุปฺผสนฺนิภํ ฯ เทฺว จ สาทิสิโย ภริยา อุสภญฺจ ควํ สตํ โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ
เราจะปล่อยนาคราชนี้ไปโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วย ร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง โคร้อยตัว นาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียด กายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง. ดูกรนายพราน ฉันจะให้ทอง ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์ สี่เหลี่ยมสีดังดอกผักตบ ภรรยารูปงาม ๒ คน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัว แก่ท่าน ขอนาคราชตัวต้องการบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจาก ที่คุมขังเถิด.
วินาปิ ทานา ตว วจนํ ชนินฺท มุญฺเจมุ นํ อุรคํ พนฺธนสฺมา โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรงพระราชทานสิ่งไรเลย เพียงแต่รับสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยนาคราชนั้น จากที่คุมขังทันที ขอนาคราชตัวต้องการบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
มุตฺโต จมฺเปยฺยโก นาโค ราชานํ เอตทพฺรวิ นโม เต กาสิราชตฺถุ นโม เต กาสิวฑฺฒน อญฺชลึ เต ปคฺคณฺหามิ ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ฯ
จัมเปยยนาคราชหลุดพ้นได้แล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้า กาสิกราช ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง ผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าพระ- พุทธเจ้าประนมอัญชลีแด่พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า.
อทฺธา หิ ทุพฺพิสฺสสเมตมาหุ ยํ มานุโส วิสฺสเส อมานุสมฺหิ สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ ทกฺเขมุ เต นาค นิเวสนานิ ฯ
ดูกรนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคย กับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ก็ถ้าท่านขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เรา ก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.
สเจปิ วาโต คิริมาวเหยฺย จนฺโท จ สุริโย จ ฉมา ปเตยฺยุํ สพฺพา จ นชฺโช ปฏิโสตํ วเชยฺยุํ น เตฺววหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ นภํ ผเลยฺย อุทธิ วิสุสฺเส สํวตฺเตยฺย ภูตธรา วสุนฺธรา สิลุจฺจโย เมรุ สมูลมุพฺพเห น เตฺววหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ
ข้าแต่พระราชา ถึงแม้ว่า ลมจะพึงพัดภูเขาไปก็ดี พระจันทร์ และพระ อาทิตย์จะพึงเผาผลาญแผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย. ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้า จะทำลายไป ทะเลจะเหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่าภูตธราและพสุนธรา จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลาจะพึงถอนไปทั้งราก ถึง กระนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่กล่าวคำเท็จเลย.
อทฺธา หิ ทุพฺพิสฺสสเมตมาหุ ยํ มานุโส วิสฺสเส อมานุสมฺหิ สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ ทกฺเขมุ เต นาค นิเวสนานิ ฯ
ดูกรนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคย กับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ก็ถ้าท่านขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เรา ก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.
ตุเมฺห โขตฺถ โฆรวิสา อุฬารา มหาเตชา ขิปฺปโกปี จ โหถ มม การณา พนฺธนสฺมา ปมุตฺโต อรหสิ โน ชานิตเว กตานิ ฯ
ท่านเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย ท่านหลุดพ้นจากที่ คุมขังไปได้ก็เพราะเหตุแห่งเรา ท่านควรจะรู้คุณที่เราทำให้แก่ท่าน.
โส ปจฺจตํ นิรเย โฆรรูเป มา กายิกํ สาตมลตฺถ กิญฺจิ เปฬาย พนฺโธ มรณํ อุเปตุ โย ตาทิสํ กมฺมกตํ น ชาเน ฯ
ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในตะกร้า เกือบจะถึงความตาย จักไม่รู้จัก อุปการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจง หมกไหม้อยู่ในนรกอันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกายสักหน่อย หนึ่งเลย.
สจฺจปฺปฏิญฺญา ตวเมส โหตุ อกฺโกธโน โหหิ อนูปนาหี สพฺพญฺจ เต นาคกุลํ สุปณฺณา อคฺคึว คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตุ ฯ
คำปฏิญาณของท่านนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง ท่านอย่าได้มีความโกรธ อย่า ผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือนไฟในฤดูร้อน ฉะนั้น.
อนุกมฺปสิ นาคกุลํ ชนินฺท มาตา ยถา สุปฺปิยเมกปุตฺตํ อหญฺจ เต นาคกุเลน สทฺธึ กาหามิ เวยฺยาวฏิกํ อุฬารํ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือน มารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียวผู้เป็นสุดที่รัก ฉะนั้น. ข้าพระพุทธเจ้ากับ นาคสกุล จะขอกระทำเวยยาวฏิกกรรมอย่างยอดยิ่งแด่พระองค์.
โยเชนฺตุ เว ราชรเถ สุจิตฺเต กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต นาเค จ โยเชนฺตุ สุวณฺณกปฺปเน ทกฺเขมุ นาคสฺส นิเวสนานิ ฯ
เจ้าพนักงานรถ จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร จงเทียมอัสดรอันเกิด ในกัมโพชกรัฐซึ่งฝึกหัดอย่างดีแล้ว และเจ้าพนักงานช้างจงผูกช้างตัว ประเสริฐทั้งหลาย ให้งามไปด้วยสุวรรณหัตถาภรณ์ เราจะไปดูนิเวศน์ ของนาคราช.
เภรี มุทิงฺคา ปณวา จ สงฺขา อาวชฺชยึสุ อุคฺคเสนรญฺโญ ปายาสิ ราชา พหุ โสภมาโน ปุรกฺขโต นาริคณสฺส มชฺเฌ ฯ
พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และแตรสังข์ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชาทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปในท่าม กลางหมู่สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก.
สุวณฺณจิตฺตกํ ภูมึ อทฺทกฺขิ กาสิวฑฺฒโน โสวณฺณมเย จ ปาสาเท เวฬุริยผลกตฺถเต ฯ ส ราชา ปาวิสิ พฺยมฺหํ จมฺเปยฺยสฺส นิเวสนํ อาทิจฺจวณฺณสนฺนิภํ กํสวิชฺชุปภสฺสรํ ฯ นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ นานาคนฺธสมีริตํ โส ปาเวกฺขิ กาสิราชา จมฺเปยฺยสฺส นิเวสนํ ฯ ปวิฏฺฐสฺมึ กาสิรญฺเญ จมฺเปยฺยสฺส นิเวสเน ทิพฺพา ตุริยา ปวชฺชึสุ นาคกญฺญา จ นจฺจิสุํ ฯ ตํ นาคกญฺญา จริตํ คเณน อนฺวารุหิ กาสิราชา ปสนฺโน นิสีทิ โสวณฺณมยมฺหิ ปีเฐ สาปสฺสเย จนฺทนสารลิตฺเต ฯ
พระเจ้ากาสีวัฒนราช ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคอันงามวิจิตรลาดแล้ว ด้วยทรายทองทั้งสุวรรณปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์. พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ของจัมเปยยนาคราชอันประดับประดาแล้ว งามโอภาสดุจแสงพระอาทิตย์ มีรัศมีดังสายฟ้าในกลุ่มเมฆ พระเจ้า กาสิกราชทรงทอดพระเนตรจนทั่วนิเวศน์ของจัมเปยยนาคราช อันดาดาษ ไปด้วยรุกขชาตินานาชนิด หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นทิพย์ต่างๆ เมื่อพระเจ้า กาสิกราชเสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของจัมเปยยนาคราช ทิพยดนตรีก็บรรเลง และเหล่านางนาคกัญญาต่างก็ฟ้อนรำขับร้องถวาย. พระเจ้ากาสิกราช เสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัยประทับ นั่งบนพระแท่นทองอันมีพนัก ไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ทิพย์.
โส ตตฺถ ภุตฺวา จ อโถ รมิตฺวา จมฺเปยฺยกํ กาสิราชา อโวจ วิมานเสฏฺฐานิ อิมานิ ตุยฺหํ อาทิจฺจวณฺณานิ ปภสฺสรานิ เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ ตา กมฺพุกายูรธรา สุวตฺถา วฏฺฏงฺคุลี ตมฺพตลูปปนฺนา ปคฺคยฺห ปาเยนฺติ อโนมวณฺณา เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ นชฺโช จ เตมา ปุถุโลมมจฺฉา อาทาสกุนฺตาภิรุทา สุติตฺถา เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ โกญฺจา มยูรา ทิวิยา จ หํสา วคฺคุสฺสรา โกกิลา สมฺปตนฺติ เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ อมฺพา จ สาลา ติลกา จ ชมฺพุโย อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ อิมา จ เต โปกฺขรญฺญา สมนฺตโต ทิพฺยา จ คนฺธา สตตํ สมฺปวายนฺติ เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ
พระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นเสวยสมบัติและทรงรื่นรมย์อยู่ในนาคพิภพ นั้นแล้ว ได้ตรัสถามจัมเปยยนาคราชว่า วิมานอันประเสริฐของท่าน เหล่านี้ มีรัศมีดังพระอาทิตย์งามผุดผ่อง วิมานเช่นนี้ไม่มีในมนุษยโลก ดูกรพญานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะธรรมเพื่อประโยชน์อะไร? นาง นาคกัญญาเหล่านั้นล้วนสวมใส่กำไลทอง นุ่งห่มเรียบร้อย มีนิ้วมือกลม กลึง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดงงาม ผิวพรรณไม่ทราม พากันยกทิพยปานะถวาย ให้พระองค์ทรงเสวย เหล่านารีเช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูกรพญานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะธรรมเพื่อประโยชน์อะไร? อนึ่ง มหา นทีอันชุ่มชื่น ดาษดื่นไปด้วยปลาที่มีเกล็ดนานาชนิด มีนกเงือกร่ำร้อง อยู่อึงมี่ มีท่าราบเรียบ แม่น้ำเช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูกร พระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะธรรมเพื่อประโยชน์อะไร? ฝูงนก กระเรียน ฝูงนกยูง ฝูงหงส์ และฝูงนกดุเหว่าทิพย์ ร่ำร้องเสียงไพเราะ จับใจ ต่างก็โผผินบินจับอยู่บนต้นไม้ ทิพยสกุณาเช่นนี้จะได้มีใน มนุษยโลกก็หาไม่ ดูกรพญานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะธรรมเพื่อ ประโยชน์อะไร? ต้นมะม่วง ต้นสาละ หมากเม่าควาย ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์ และแคฝอย ผลิดอกออกผลเป็นพวงๆ ทิพยรุกขชาติ เช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูกรพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญ ตบะธรรมเพื่อประโยชน์อะไร? อนึ่ง ทิพยสุคนธ์รอบๆ สระโบกขรณี เหล่านี้ หอมฟุ้งอยู่เป็นนิตย์ ทิพยสุคนธ์เช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลก ก็หาไม่ ดูกรพญานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะธรรมเพื่อประโยชน์อะไร?
น ปุตฺตเหตุ น ธนสฺส เหตุ น อายุโน จาปิ ชนินฺท เหตุ มนุสฺสโยนึ อภิปตฺถยาโน ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรมิ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะธรรม เพราะเหตุแห่งบุตรทรัพย์ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่ แต่เพราะ ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ ฉะนั้น จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ ธรรม.
ตฺวํ โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส อลงฺกโต กปฺปิตเกสมสฺสุ สุโรสิโต โลหิตจนฺทเนน คนฺธพฺพราชาว ทิสา ปภาสสิ ฯ เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว สพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต ปุจฺฉามิ ตํ นาคราเชตมตฺถํ เสยฺโย อิโต เกน มนุสฺสโลโก ฯ
ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีส่องแสงสว่าง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงเกสา และมัสสุแล้ว ประพรมด้วยจุรณจันทน์แดง ฉายแสงไปทั่วทิศ ดัง คนธรรพราช ฉะนั้น. ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เพรียบพร้อมไปด้วยสรรพกามารมณ์ ดูกรพระยานาคราช เราขอถาม เนื้อความนี้กะท่าน มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพนี้ ด้วยเหตุไร?
ชนินฺท นาญฺญตฺร มนุสฺสโลกา สุทฺธี ว สํวิชฺชติ สํยโม วา อหญฺจ ลทฺธาน มนุสฺสโยนึ กามามิ ชาติมรณสฺส อนฺตํ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เว้นมนุษยโลกเสียแล้ว ความบริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มีเลย ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะธรรมด้วยตั้งใจ ว่า เราได้กำเนิดมนุษย์แล้วจักทำที่สุดแห่งชาติและมรณะได้.
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน นาริโย จ ทิสฺวาน ตุวญฺจ นาค กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
ชนเหล่าใด มีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชน เหล่านั้น ควรคบหาแท้ทีเดียว ดูกรพระยานาคราช เราได้เห็นนางนาค กัญญาทั้งหลายของท่าน และตัวท่านแล้ว จักทำบุญให้มาก.
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน นาริโย จ ทิสฺวาน มมญฺจ ราช กโรหิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
ชนเหล่าใด มีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชน เหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์ได้ทอดพระ- เนตรเห็นนางนาคกัญญา และตัวข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงทรงบำเพ็ญ บุญให้มากเถิด.
อิทญฺจ เม ชาตรูปํ ปหูตํ ราสิ สุวณฺณสฺส จ ตาลมตฺตา อิโต หริตฺวา โสวณฺณฆรานิ การย รูปิยสฺส จ ปาการํ กโรนฺตุ ฯ มุตฺตานญฺจ วาหสหสฺสานิ ปญฺจ เวฬุริยมิสฺสานิ อิโต หริตฺวา อนฺเตปุเร ภูมิยํ สนฺถรนฺตุ นิกฺกทฺทมา เหหิติ นีรชา จ ฯ เอตาทิสํ อาวส ราชเสฏฺฐ วิมานเสฏฺฐํ พหุ โสภมานํ พาราณสึ นครํ อิทฺธํ ผีตํ รชฺชญฺจ กาเรหิ อโนมปญฺญาติ ฯ จมฺเปยฺยชาตกํ ทสมํ ฯ ---------
กองเงิน และกองทองของข้าพระพุทธเจ้านี้มากมาย สูงประมาณเท่า ต้นตาล พระองค์จงรับสั่งให้พวกราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้วจง รับสั่งให้สร้างพระราชวังด้วยทองคำ ให้สร้างกำแพงด้วยเงินเถิด. นี้ กองแก้วมุกดาอันเจือปนด้วยแก้วไพฑูรย์ห้าพันเล่มเกวียน พระองค์ จงรับสั่งให้ราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้วให้ลาดลง ณ ภูมิภาค ภายในพระราชฐาน ภูมิภาคภายในพระราชฐานก็จักปราศจากเปือกตม และละอองธุลี. ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้ทรงพระปรีชาอันล้ำเลิศ ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ ครอบครองพระนครพาราณสีอันมั่งคั่ง สมบูรณ์ สง่างามล้ำเลิศ ดุจทิพยวิมานเห็นปานฉะนี้เถิด พระเจ้าข้า. จบ จัมเปยยชาดกที่ ๑๐.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖) ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖) ว่าด้วยพญานาคจัมเปยยะ (พระราชาทรงเห็นนางนาคสุมนาอยู่ในอากาศ จึงตรัสว่า)
เธอเป็นใครกันหนอ รัศมีช่างงามผ่องใสดุจสายฟ้า อุปมาเหมือนดาวประกายพรึก ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเธอว่า เป็นเทพธิดา หญิงคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์หนอ (นางนาคสุมนาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงตรัสตอบว่า)
ขอเดชะพระมหาราช หม่อมฉันมิใช่เทพธิดา มิใช่หญิงคนธรรพ์ มิใช่หญิงมนุษย์ หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา มาที่นี้เพราะเหตุอย่างหนึ่ง (พระราชาตรัสถามว่า)
เธอมีจิตกระวนกระวาย อินทรีย์เศร้าหมอง มีหยาดน้ำตาไหลนองหน้า แม่นาง เชิญบอกมาเถิด อะไรของเธอหาย หรือเธอปรารถนาสิ่งใด จึงมาที่นี้ (นางนาคสุมนาตอบว่า)
ก็ชาวโลกร้องเรียกสัตว์ใดว่า อุรคชาติ ผู้มีเดชยิ่งใหญ่ ขอเดชะ พระองค์ผู้จอมชน ชนทั้งหลายเรียกสัตว์นั้นว่า นาค ชายผู้ต้องการเลี้ยงชีพได้จับนาคนั้นมา นาคนั้นเป็นสามีหม่อมฉัน ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยนาคนั้นจากเครื่องผูกเถิดเพคะ (พระราชาตรัสถามว่า)
นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังและความเพียร กลับมาตกอยู่ในเงื้อมมือของคนวณิพกได้อย่างไร แม่นางนาคกัญญา ขอแม่นางจงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา เราจะรู้ว่า นาคราชถูกจับมาได้อย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖) (นางนาคสุมนาตอบว่า)
แท้จริง นาคราชนั้นประกอบด้วยกำลังและความเพียร พึงกระทำแม้พระนครให้เป็นเถ้าธุลีได้ แต่เพราะนาคราชเป็นผู้นบนอบพระธรรม ฉะนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ
ขอเดชะพระมหาราช นาคราชอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถ และปัณณรสีอุโบสถ นอนรักษาอุโบสถอยู่ใกล้หนทางสี่แพร่ง ชายผู้ต้องการเลี้ยงชีพได้จับนาคราชนั้นมา นาคราชนั้นเป็นสามีหม่อมฉัน ขอพระองค์โปรดปล่อยนาคราชนั้น จากเครื่องพันธนาการเถิด เพคะ (และนางอ้อนวอนพระราชานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า)
นางนาค ๑๖,๐๐๐ นางสวมใส่กุณฑลแก้วมณี นอนอยู่ในห้องใต้น้ำ นางนาคแม้เหล่านั้นยึดเอานาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง
ขอพระองค์โปรดปล่อยนาคราชไปโดยธรรม ด้วยความไม่ผลุนผลัน ด้วยบ้านส่วย ๑๐๐ หลัง ทองคำ ๑๐๐ แท่ง และโค ๑๐๐ ตัว ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก (พระราชาตรัสว่า)
เราจะปล่อยนาคราชไปโดยธรรม ด้วยความไม่ผลุนผลัน ด้วยบ้านส่วย ๑๐๐ หลัง ทองคำ ๑๐๐ แท่ง และโค ๑๐๐ ตัว ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖)
พ่อพราน เราจะให้ทองคำแก่ท่าน ๑๐๐ แท่ง ต่างหูแก้วมณีมีค่ามาก และบัลลังก์ ๔ เหลี่ยม มีสีอันเป็นสิริคล้ายดอกสามหาว
ภรรยาที่เหมาะสมกัน ๒ คน และโคอุสภะอีก ๑๐๐ ตัว ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก (นายพรานกราบทูลพระราชาว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน แม้จะทรงเว้นการพระราชทาน เพียงพระดำรัสของพระองค์เท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยอุรคชาตินั้นจากเครื่องผูก ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก (พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)
พญานาคจัมเปยยะหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการแล้ว ได้กราบทูลพระราชานั้นว่า ขอเดชะพระเจ้ากาสี ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ขอเดชะ พระองค์ผู้ผดุงแคว้นกาสีให้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ขอประคองอัญชลีต่อพระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ของข้าพระองค์ (พระราชาตรัสว่า)
นาคราช แน่นอนทีเดียวที่เขาพูดกันว่า มนุษย์กับอมนุษย์จะพึงคุ้นเคยกัน เป็นเรื่องคุ้นเคยกันได้ยาก แต่ถ้าท่านขอร้องเราเกี่ยวกับเรื่องนั้น เราก็จะไปเยี่ยมที่อยู่ของท่าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖) (ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะปฏิญญาให้พระราชาทรงเชื่อ จึงกราบทูลว่า)
ขอเดชะพระมหาราช ถึงลมจะพัดพาเอาภูเขาไปได้ก็ดี ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึงแผดเผาแผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายจะพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึงอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่พึงพูดเท็จแน่นอน
ขอเดชะพระมหาราช ถึงท้องฟ้าจะพึงถล่มทะลาย น้ำทะเลจะพึงเหือดแห้ง แผ่นดินซึ่งมีนามว่าภูตธาราและวสุนธราจะพึงม้วนเข้า และภูเขาสิเนรุศิลาล้วนจะพึงถอนขึ้นทั้งรากก็ดี ถึงอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่พึงพูดเท็จ (พระราชาไม่ทรงเชื่อจึงตรัสซ้ำอีกว่า)
นาคราช แน่นอนทีเดียวที่เขาพูดกันว่า มนุษย์กับอมนุษย์จะพึงคุ้นเคยกัน เป็นเรื่องคุ้นเคยกันได้ยาก แต่ถ้าท่านขอร้องเราเกี่ยวกับเรื่องนั้น เราก็จะไปเยี่ยมที่อยู่ของท่าน (และตรัสคาถาต่อไปว่า)
พวกท่านเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่งนัก มีเดชมาก และก็โกรธง่าย ท่านหลุดพ้นจากเครื่องผูกเพราะเรา ควรจะรู้คุณที่เรากระทำแล้ว (พระโพธิสัตว์เมื่อจะทำปฏิญญาอีก จึงกราบทูลว่า)
ผู้ใดถูกขังติดอยู่ในกระชังใกล้จะตาย ยังไม่รู้จักบุญคุณที่พระองค์ทรงทำแล้วเช่นนั้น ขอผู้นั้นจงหมกไหม้อยู่ในนรกที่โหดร้าย อย่าได้ความสำราญทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖) (พระราชาทรงชมเชยพระโพธิสัตว์นั้นว่า)
ขอปฏิญญาของท่านจงเป็นสัตย์จริงเถิด ขอท่านอย่าเป็นผู้มีนิสัยมักโกรธและผูกโกรธ ขอครุฑทั้งหลายจงงดเว้นตระกูลนาคของท่านทั้งมวล เหมือนบุคคลงดเว้นไฟในคิมหันตฤดู (ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ชมเชยพระราชาว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน พระองค์ทรงอนุเคราะห์ตระกูลนาค เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรสุดที่รักคนเดียว ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับตระกูลนาค จะทำการขวนขวายตอบแทนพระองค์อย่างโอฬาร (พระราชาทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปยังภพนาค จึงรับสั่งว่า)
เจ้าพนักงานทั้งหลายจงเทียมราชรถที่งามวิจิตร จงเทียมม้าอัสดรที่ฝึกดีแล้ว ซึ่งเกิดในแคว้นกัมโพชะ อนึ่ง จงผูกช้างตัวประเสริฐ ซึ่งประดับด้วยสุวรรณวัตถาภรณ์ เราจะไปเยี่ยมนิเวศน์ของนาคราช (พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า)
เจ้าพนักงานตีกลอง ตะโพน แกว่งบัณเฑาะว์ เป่าสังข์ ต่อพระเจ้าอุคคเสน พระราชามีหมู่นารีแวดล้อม เสด็จไปท่ามกลางหมู่นารีงดงามยิ่งนัก (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเรื่องนั้น จึงตรัสว่า)
พระราชาผู้ผดุงแคว้นกาสีให้เจริญ ได้ทอดพระเนตรภูมิภาคที่วิจิตรด้วยทรายทอง และปราสาททอง ซึ่งปูด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖)
พระราชาพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ ซึ่งประดับตบแต่งไว้แล้ว อันมีรัศมีโอภาสเปล่งปลั่ง ดุจดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย และประดุจดังสายฟ้าในกลุ่มเมฆ
พระเจ้ากาสีพระองค์นั้น เสด็จทอดพระเนตรจนทั่วพระนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ ที่ดารดาษด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์ ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นหอมนานาประการ
เมื่อพระเจ้ากาสีเสด็จไปยังนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ เหล่าทิพย์ดนตรีก็บรรเลง ทั้งเหล่านางนาคกัญญาก็ฟ้อนรำ
พระเจ้ากาสีเสด็จขึ้นสู่นาคนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย ประทับนั่งบนภัทรบิฐทองคำ มีพนักอิงฉาบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์หอมซึ่งเป็นทิพย์
พระองค์เสวยและทรงรื่นรมย์อยู่ในนาคพิภพนั้นแล้ว ได้ตรัสกับพญานาคจัมเปยยะว่า ท่านมีวิมานอันประเสริฐเหล่านี้ ซึ่งรัศมีเปล่งปลั่งดังรัศมีดวงอาทิตย์ วิมานเช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี นาคราช เพื่อประสงค์อะไรอีก ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่
นางนาคกัญญาเหล่านั้นสวมสังวาลทองคำ ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีองคุลีกลมกลึง มีฝ่ามือฝ่าเท้าแดง ผิวพรรณไม่ทรามเลย คอยประคองให้ท่านดื่มน้ำทิพย์ ความงามเช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่
อนึ่ง ในพิภพของท่าน แม่น้ำเหล่านี้ ดาษดื่นด้วยฝูงปลามีเกล็ดหนานานาชนิด มีนกเงือกเปล่งสำเนียงเสียงร้องอยู่ระงมไพร มีท่าน้ำที่สวยงาม นทีทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี นาคราช เพื่อประสงค์อะไรอีก ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖)
ฝูงนกกระเรียน นกยูง หงส์ และนกดุเหว่าทิพย์ ต่างพากันเปล่งสำเนียงประสานเสียงอย่างไพเราะ โผผินไปมา ปักษีทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่
ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย ผลิดอกออกผลบานสะพรั่ง รุกขชาติอันเป็นทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่
อนึ่ง รอบๆ สระโบกขรณีของท่าน ทิพยสุคนธ์เหล่านี้หอมฟุ้งตลบอบอวล ไม่ขาดสาย ทิพยสุคนธ์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่ (นาคราชกราบทูลว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะ เพราะเหตุแห่งบุตร เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่ แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้าปรารถนากำเนิดแห่งมนุษย์ เพราะเหตุนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะอยู่ (พระราชาทรงชมเชยพระโพธิสัตว์ว่า)
ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีเปล่งปลั่ง ประดับตบแต่งอย่างสวยงาม ตัดผมโกนหนวดเรียบร้อย ชโลมลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง เปล่งรัศมีไปทั่วทิศ ดุจราชาแห่งคนธรรพ์
ท่านถึงพร้อมด้วยเทพฤทธิ์ มีอานุภาพยิ่งใหญ่ เพียบพร้อมด้วยกามทั้งสิ้น นาคราช เราขอถามเนื้อความนั้นกับท่าน มนุษยโลกมีอะไรประเสริฐกว่านาคพิภพนี้หรือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖) เพียบพร้อมด้วยกามทั้งสิ้น นาคราช เราขอถามเนื้อความนั้นกับท่าน มนุษยโลกมีอะไรประเสริฐกว่านาคพิภพนี้หรือ (นาคราชกราบทูลว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน นอกจากมนุษยโลกแล้ว ความบริสุทธิ์หรือความสำรวมย่อมไม่มี ข้าพระพุทธเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จะทำที่สุดแห่งการเกิดและการตาย (พระราชาตรัสว่า)
ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้ ข้าพเจ้าเห็นนางนาคกัญญาและตัวท่านแล้ว จะทำบุญให้มาก นะนาคราช (นาคราชกราบทูลว่า)
ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้ ขอเดชะพระมหาราช พระองค์เห็นนางนาคกัญญา และข้าพระพุทธเจ้าแล้ว โปรดทรงทำบุญให้มากเถิด (พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงทรัพย์จึงกราบทูลว่า)
ก็เงินทองของข้าพระพุทธเจ้านี้มีอยู่เพียงพอ กองทองคำสูงประมาณชั่วลำตาล พระองค์โปรดให้ขนไปจากที่นี่แล้วจงให้สร้างพระตำหนักทองคำ และสร้างกำแพงเงินเถิด
อนึ่ง แก้วมุกดาประมาณ ๕,๐๐๐ เล่มเกวียน ที่ปนกับแก้วไพฑูรย์ พระองค์โปรดให้ขนไปจากที่นี่แล้วจงลาดลงบนภาคพื้นภายในบุรี เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาคพื้นจักไม่เป็นโคลนตม และจะไม่มีฝุ่นละออง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗)
ขอเดชะพระมหาราชผู้ประเสริฐ ทรงมีพระปรีชาอันล้ำเลิศ ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ ครอบครองกรุงพาราณสีซึ่งมั่งคั่งสมบูรณ์ สง่างามล้ำเลิศดุจทิพยวิมานเห็นปานนี้เถิดจัมเปยยชาดกที่ ๑๐ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ ดังนี้.
ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอยู่รักษาอุโบสถกรรมเป็นความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติแล้วอยู่รักษาอุโบสถกรรมเหมือนกัน.
อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอังครัฐราชธานี ในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะต่อกันมีแม่น้ำชื่อจัมปานที ได้มีนาคพิภพอยู่ใต้แม่น้ำจัมปานทีนั้น. พระยานาคราชชื่อว่าจัมเปยยะ ครองราชสมบัติในนาคพิภพนั้น.
(โดยปกติ พระราชาแห่งแคว้นทั้งสองเป็นศัตรูกระทำยุทธชิงชัยแก่กันและกันเนืองๆ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ) บางครั้งพระเจ้ามคธราชยึดแคว้นอังคะได้ บางครั้งพระเจ้าอังคราชยึดแคว้นมคธได้.
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ามคธราชกระทำยุทธนาการกับพระเจ้าอังคราช ทรงปราชัยต่อยุทธสงคราม เสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งหลบหนีไปถึงฝั่งจัมปานที พวกทหารพระเจ้าอังคราชติดตามไปทันเข้า จึงทรงพระดำริว่า เราโดดน้ำตายเสียดีกว่าตายในเงื้อมมือของข้าศึกดังนี้แล้ว จึงโจนลงสู่แม่น้ำ พร้อมทั้งม้าพระที่นั่ง.
ครั้งนั้น จัมเปยยนาคราชเนรมิตมณฑปแก้วไว้ภายในห้วงน้ำ แวดล้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ดื่มมหาปานะอยู่. ม้าพระที่นั่งกับพระเจ้ามคธราชจมน้ำดิ่งลงไป เฉพาะพระพักตร์แห่งพระยานาคราช. พระยานาคราชเห็นพระราชาทรงเครื่องประดับตกแต่งก็บังเกิดความสิเนหา จึงลุกจากอาสนะทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย แล้วอัญเชิญให้พระราชาประทับนั่งบนบัลลังก์ของตน ทูลถามถึงเหตุที่ดำน้ำลงมา.
พระเจ้ามคธราชตรัสเล่าความตามเป็นจริง.
ลำดับนั้น จัมเปยยนาคราชปลอบโยนพระเจ้ามคธราชให้เบาพระทัยว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย ข้าพระพุทธเจ้าจักช่วยจัดการให้พระองค์เป็นเจ้าของทั้งสองรัฐ ดังนี้แล้ว เสวยยศอันยิ่งใหญ่อยู่ ๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงออกจากนาคพิภพพร้อมด้วยพระเจ้ามคธราช.
พระเจ้ามคธราชทรงจับพระเจ้าอังคราชได้ด้วยอานุภาพของพระยานาคราช แล้วตรัสสั่งให้สำเร็จโทษเสีย เสวยราชสมบัติในสองรัฐสีมามณฑล. นับแต่นั้นมา ความวิสาสะคุ้นเคยระหว่างพระเจ้ามคธราชกับพระยานาคราชก็ได้กระชับมั่นคงยิ่งขึ้น. พระเจ้ามคธราชให้สร้างรัตนมณฑปขึ้นที่ฝั่งจัมปานที แล้วเสด็จออกกระทำพลีกรรมแก่พระยานาคราชด้วยมหาบริจาคทุกๆ ปี.
แม้พระยานาคราชก็ออกจากนาคพิภพมารับพลีกรรมพร้อมด้วยมหาบริวาร.
มหาชนพากันมาเฝ้าดูสมบัติของพระยานาคราช.
กาลครั้งนั้น พระบรมโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเข็ญใจไปที่ฝั่งน้ำพร้อมด้วยราชบริษัท เห็นสมบัติของพระยานาคราชนั้นแล้วก็เกิดโลภเจตนา ปรารถนาจะได้สมบัตินั้น จึงทำบุญให้ทานรักษาศีล พอจัมเปยยนาคราชทำกาลกิริยาไปได้ ๗ วันก็จุติไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ ณ ห้องอันมีสิริในปราสาทที่อยู่ของจัมเปยยนาคราชนั้น.
สรีระร่างกายของพระบรมโพธิสัตว์ได้ปรากฏใหญ่โต มีวรรณะขาวราวกะพวงดอกมะลิสด.
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นก็เกิดวิปฏิสารคิดไปว่า อิสริยยศในฉกามาวจรสวรรค์ เป็นเสมือนข้าวเปลือกที่เขาโกยกองเก็บไว้ในฉางได้มีแก่เรา ด้วยผลแห่งกุศลที่เราทำไว้ เราสิกลับมาถือปฏิสนธิในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่ดังนี้แล้วเกิดความคิดที่จะตาย.
ลำดับนั้น นางนาคมาณวิกาชื่อว่าสุมนา เห็นพระมหาสัตว์นั้นแล้วดำริว่า ชะรอยจักเป็นสัตว์ผู้มีอานุภาพมากมาเกิดแน่ดังนี้แล้วจึงให้สัญญาแก่นางนาคมาณวิกาทั้งหลาย นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นทั้งหมดต่างถือนานาดุริยสังคีต มากระทำการบำเรอขับกล่อมพระมหาสัตว์ นาคพิภพที่สถิตของพระมหาสัตว์นั้น ได้ปรากฏเสมือนพิภพแห่งท้าวสักกเทวราช.
มรณจิต (คือจิตที่คิดอยากตาย) ของพระมหาสัตว์ก็ดับหายไป.
พระมหาสัตว์เจ้าละเสียซึ่งสรีระของงู ทรงประดับเครื่องสรรพาลังการ ประทับเหนือพระแท่นบรรทม. นับจำเดิมแต่นั้นมา พระอิสริยยศก็ปรากฏแก่พระมหาสัตว์เจ้ามากมาย. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าเสวยนาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น ในเวลาต่อมาก็เกิดวิปฏิสาร คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยกำเนิดดิรัจฉานนี้แก่เรา เราจักอยู่รักษาอุโบสถกรรม พ้นจากอัตภาพนี้ไปสู่ดินแดนมนุษย์ จักได้แทงตลอดสัจจธรรม กระทำที่สุดแห่งทุกข์ดังนี้
นับจำเดิมแต่นั้นก็ทรงรักษาอุโบสถกรรมอยู่ในปราสาทนั้นทีเดียว พวกนางมาณวิกาตกแต่งกายงดงามพากันไปยังสำนักของพระมหาสัตว์นั้น ศีลของพระมหาสัตว์ก็วิบัติทำลายอยู่เนืองๆ. จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงออกจากปราสาทไปสู่พระอุทยาน นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นก็ติดตามไปแม้ในพระอุทยาน อุโบสถศีลของพระมหาสัตว์ก็แตกทำลายอยู่ร่ำไป.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าทรงจินตนาการว่า ควรที่เราจะออกจากนาคพิภพนี้ไปยังมนุษยโลกอยู่รักษาอุโบสถ. นับแต่นั้นมาเมื่อถึงวันอุโบสถ พระองค์ก็ออกจากนาคพิภพไปยังมนุษยโลก (ทรงประกาศ) สละร่างกายในทานมุขว่า ใครจะมีความต้องการอวัยวะของเรามีหนังเป็นต้นก็จงถือเอาเถิด ใครต้องการจะทำให้เราเล่นกีฬางูก็จงกระทำเถิด แล้วคู้ขดขนดกายนอนรักษาอุโบสถอยู่ที่ยอดจอมปลวกใกล้มรรคา แถบปัจจันตชนบทแห่งหนึ่ง.
ชนทั้งหลายเดินผ่านไปมาในหนทางใหญ่เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าแล้ว พากันบูชาด้วยเครื่องสักการะมีของหอมเป็นต้นแล้วหลีกไป. ชาวปัจจันตชนบทไปพบแล้วคิดว่า คงจักเป็นนาคราชผู้มีมหิทธานุภาพ จึงจัดทำมณฑปขึ้นเบื้องบน ช่วยกันเกลี่ยทรายรอบบริเวณ แล้วบูชาด้วยสักการะมีของหอมเป็นต้น.
จำเดิมแต่นั้นมา มนุษย์ทั้งหลายก็เลื่อมใสในพระมหาสัตว์เจ้า ทำการบูชาปรารถนาบุตรบ้าง ปรารถนาธิดาบ้าง.
แม้พระมหาสัตว์เจ้าทรงรักษาอุโบสถกรรม ถึงวันจาตุททสีและปัณณรสี ดิถี ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำก็มานอนอยู่เหนือจอมปลวก ต่อในวันปาฏิบทแรมค่ำหนึ่ง จึงกลับไปสู่นาคพิภพ.
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ารักษาอุโบสถอยู่อย่างนี้ เวลาล่วงไปเนิ่นนาน.
อยู่มาวันหนึ่ง นางสุมนาอัครมเหสีทูลถามพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปยังมนุษยโลกเข้าอยู่รักษาอุโบสถศีลนั้น ความจริงมนุษยโลกน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน หากว่าภัยจะพึงบังเกิดแก่พระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกหม่อมฉันจะพึงรู้ได้ด้วยนิมิตอย่างไร ขอพระองค์จงตรัสบอกนิมิตอย่างนั้น แก่พวกหม่อมฉันด้วยเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงนำนางสุมนาเทวีไปยังขอบสระมงคลโบกขรณี แล้วตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าหากใครๆ จักประหารทำให้เราลำบากไซร้ น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่นมัว
ถ้าพญาครุฑจับเอาไป น้ำจักเดือดพลุ่งขึ้นมา
ถ้าหมองูจับเอาไป น้ำจักมีสีแดงเหมือนโลหิต
พระโพธิสัตว์ตรัสบอกนิมิต ๓ ประการแก่นางสุมนาเทวีอย่างนี้แล้ว ทรงอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถ เสด็จออกจากนาคพิภพไปมนุษยโลก นอนเหนือจอมปลวก ยังจอมปลวกให้งดงามด้วยรัศมีแห่งสรีรกาย แม้สรีรกายของพระมหาสัตว์นั้นก็ปรากฏขาวสะอาดผุดผาดดังพวงเงิน ท่อนพระเศียรเบื้องบนคล้ายคลุมไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง.
อนึ่ง ในชาดกนี้ สรีรกายของพระโพธิสัตว์มีขนาดเท่าศีรษะคันไถ.
ในภูริทัตตชาดก มีขนาดเท่าลำขา.
ในสังขปาลชาดก มีขนาดเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง.
กาลครั้งนั้น มีมาณพชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งไปเมืองตักกสิลา เรียนอาลัมภายนมนต์ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เดินทางกลับบ้านของตนโดยผ่านมรรคานั้น เห็นพระมหาสัตว์เจ้าแล้วคิดว่า เราจักจับงูนี้บังคับให้เล่นกีฬา ในคามนิคมราชธานีทั้งหลาย ยังทรัพย์ให้เกิดขึ้นดังนี้แล้ว จึงหยิบทิพโอสถ ร่ายทิพมนต์ ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้าจำเดิมแต่พระมหาสัตว์เจ้าสดับทิพมนต์แล้ว เกิดอาการเหมือนซี่เหล็กร้อนยอนเข้าไปในพระกรรณทั้งสอง เบื้องพระเศียรปวดร้าวราวกะถูกเหล็กสว่านไช.
พระมหาสัตว์เจ้าทรงรำพึงว่า นี่อย่างไรกันหนอ จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงภายในขนดแลไป ได้เห็นหมองู แล้วดำริว่า พิษของเรามากมาย ถ้าเราโกรธแล้วพ่นลมจมูกออกไป สรีระของหมองูนี้จักย่อยแหลกไปเหมือนกองเถ้า แต่เมื่อทำเช่นนั้น ศีลของเราก็จักด่างพร้อย เราจักไม่แลดูหมองูนั้น.
ท้าวเธอจึงหลับพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเศียรไว้ภายในขนด พราหมณ์หมองูเคี้ยวโอสถแล้วร่ายมนต์พ่นน้ำลาย ลงที่สรีรกายของพระมหาสัตว์ ด้วยอานุภาพแห่งโอสถและมนต์ เรือนร่างของพระมหาสัตว์ในที่ซึ่งถูกน้ำลายรดแล้วๆ ปรากฏเป็นเสมือนพองบวมขึ้น.
ครั้งนั้น พราหมณ์หมองูจึงฉุดหางพระมหาสัตว์ลากลงมาให้นอนเหยียดยาว บีบตัวด้วยไม้กีบแพะทำให้ทุพพลภาพ จับศีรษะให้มั่นแล้วบีบเค้น พระมหาสัตว์จึงอ้าปากออก. ทีนั้นพราหมณ์หมองูจึงพ่นน้ำลายเข้าไปในปากของพระมหาสัตว์ แล้วจัดการพ่นโอสถและมนต์ ทำลายพระทนต์จนหลุดถอน ปากของมหาสัตว์เต็มไปด้วยโลหิต. พระมหาสัตว์สู้อดกลั้นทุกขเวทนาเห็นปานนี้ เพราะกลัวศีลของตัวจะแตกทำลาย ทรงหลับพระเนตรนิ่งมิได้ทำการเหลียวมองดู.
แม้พราหมณ์หมองูนั้นยังคิดว่า เราจักทำนาคราชให้ทุพพลภาพ ดังนี้ จึงขึ้นเหยียบย่ำร่างกายของพระมหาสัตว์ตั้งแต่หางขึ้นไป คล้ายกับจะทำให้กระดูกแหลกละเอียดไป แล้วม้วนพับอย่างผืนผ้า ขยี้กระดูกให้ขยายเช่นอย่างคลายเส้นด้ายให้กระจาย จับหางทบทุบเช่นอย่างทุบผ้า สกลสรีรกายของพระมหาสัตว์แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต พระมหาสัตว์นั้นสู้อดกลั้นมหาทุกขเวทนาไว้.
ครั้นพราหมณ์หมองูรู้ว่า พระมหาสัตว์อ่อนกำลังลงแล้ว จึงเอาเถาวัลย์มาถักทำเป็นตะกร้า ใส่พระมหาสัตว์ลงไปในตะกร้านั้นแล้ว นำไปสู่ปัจจันตคามให้เล่นท่ามกลางมหาชน. พราหมณ์หมองูปรารถนาจะให้แสดงท่วงทีอย่างใดๆ ในประเภทสีมีสีขียวเป็นต้น และสัณฐานทรวดทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมเป็นต้น หรือขนาดเล็กใหญ่เป็นต้น พระมหาสัตว์เจ้าก็กระทำท่วงทีนั้นๆ ทุกอย่าง ฟ้อนรำทำพังพานได้ตั้งร้อยอย่างพันอย่าง.
มหาชนดูแล้วชอบใจให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เป็นอันมาก เพียงวันเดียวเท่านั้นได้ทรัพย์ตั้งพันและเครื่องบริขารราคานับเป็นพัน แต่ชั้นแรกพราหมณ์หมองูคิดไว้ว่า เราได้ทรัพย์สักพันหนึ่งแล้วก็จักปล่อยไป แต่ครั้นได้ทรัพย์จำนวนเท่านั้นแล้วคิดเสียว่า ในปัจจันตคามแห่งเดียว เรายังได้ทรัพย์ถึงขนาดนี้ ในสำนักพระราชาและมหาอำมาตย์ คงจักได้ทรัพย์มากมายจึงซื้อเกวียนเล่มหนึ่งกับยานสำหรับนั่งสบายเล่มหนึ่ง บรรทุกของลงในเกวียน แล้วนั่งบนยานน้อยพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก บังคับพระมหาสัตว์ให้เล่นในบ้านและนิคมเป็นต้นโดยลำดับไป แล้วคิดว่า เราจักให้นาคราชเล่นถวายในสำนักของพระเจ้าอุคคเสนแล้วก็จักปล่อยดังนี้ แล้วก็เดินทางต่อไป
พราหมณ์หมองูฆ่ากบนำมาให้นาคราชกินเป็นอาหาร นาคราชรำพึงว่า พราหมณ์หมองูนี้ฆ่ากบอยู่บ่อยๆ เพราะอาศัยเราเป็นเหตุ เราจักไม่บริโภคกบนั้นแล้วไม่ยอมบริโภค. เมื่อพราหมณ์หมองูรู้ดังนั้น ได้ให้ข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งแก่พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าหากเราจักถือเอาอาหารนี้ไซร้ เราคงจักตายภายในตะกร้าเป็นมั่นคง จึงมิได้บริโภคอาหารแม้เหล่านั้น.
พราหมณ์หมองูไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว ให้พระมหาสัตว์เล่นให้คนดู ที่ใกล้ประตูเมือง ได้ทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก. แม้พระราชาก็ตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า เจ้าจงให้งูเล่นให้เราดูบ้าง. เขาทูลสนองพระราชโองการว่า ได้พะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าจักให้เล่นถวายพระองค์ ในวันปัณณรสี พรุ่งนี้.
พระราชาตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศว่า พรุ่งนี้ นาคราชจักฟ้อนรำที่หน้าชานชาลาหลวง มหาชนจงมาประชุมกันดูเถิด แล้วในวันรุ่งขึ้นตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งชานชาลาหลวง และตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูมาเฝ้า พราหมณ์หมองูนำพระมหาสัตว์มาด้วยตะกร้าแก้ว ตั้งตะกร้าไว้ที่พื้นลาดอันวิจิตร นั่งคอยอยู่.
ฝ่ายพระราชาเสด็จลงจากปราสาทแวดล้อมด้วยหมู่มหาชน ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์. พราหมณ์หมองูนำพระมหาสัตว์ออกมาแล้วให้ฟ้อนรำถวาย. มหาชนพากันดีใจ ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ตามปกติ พากันปรบมือ โบกธงโบกผ้า แสดงความรื่นเริงนับด้วยหมื่นแสน.
ฝนรัตนะเจ็ดประการก็ตกลงมาตรงเบื้องบนพระโพธิสัตว์ เมื่อพระมหาสัตว์ถูกจับมานั้นครบหนึ่งเดือนเต็มบริบูรณ์ ตลอดเวลาเหล่านี้ พระมหาสัตว์สู้ทนมิได้บริโภคอาหารเลย.
ฝ่ายนางสุมนาเทวีระลึกถึงว่า สามีที่รักของเราเสด็จไปนานนักหนา จนป่านนี้ยังไม่เสด็จมาที่นี่เลย ครบหนึ่งเดือนพอดี จักมีเหตุเภทภัยอะไรหนอ ดังนี้แล้วจึงไปตรวจดูสระโบกขรณี เห็นมีน้ำสีแดงดังโลหิตก็ทราบว่า ชะรอย สามีของตนจักถูกหมองูจับเอาไป จึงออกจากนาคพิภพไปตรวจดูใกล้จอมปลวก เห็นร่องรอยที่พระมหาสัตว์ถูกหมองูจับและทำให้ลำบาก แล้วทรงกันแสงร่ำไห้คร่ำครวญดำเนินไปยังปัจจันตคามสอบถามดู สดับข่าวความเป็นไปนั้นแล้ว ติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่ามกลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง.
พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชาอยู่นั่นแหละเหลือบแลดูอากาศ เห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อยเข้าไปนอนขดในตะกร้าเสีย.
ในเวลาที่พระมหาสัตว์เลื้อยเข้าไปสู่ตะกร้าแล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ? จึงทอดพระเนตรแลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศ.
จึงตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า
ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมาเหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ มญฺญามิ มานุสี ความว่า เรามิได้เข้าใจว่าท่านเป็นหญิงมนุษย์ ท่านควรจะเป็นนางเทพธิดา หรือหญิงคนธรรพ์.
บัดนี้เป็นคาถาโต้ตอบระหว่างราชากับนางสุมนาเทวี (ซึ่งมีลำดับดังต่อไปนี้)
(นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหาราชา หม่อมฉันหาใช่เทพธิดา หญิงคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่งจึงได้มาในพระนครนี้.
(พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อันเศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาดน้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไรจึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกมาเถิด.
(นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่าอุรคชาติ ผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่านาค บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมาเพื่อต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิดเพคะ.
(พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมาถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ถึงการที่นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด.
(นางสุมนาทูลตอบว่า) แท้จริง นาคราชนั้นประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้นครให้เป็นภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้นเคารพนบนอบธรรม ฉะนั้น จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺเถนมฺหิ ความว่า หม่อมฉันอาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้.
บทว่า กุปิตินฺทฺริยา ได้แก่ เป็นผู้มีอินทรีย์เศร้าหมอง.
บทว่า วาริคณา ได้แก่ หยาดน้ำตา.
บทว่า อุรโคติ จาหุ ความว่า ก็มหาชนเรียกขานสัตว์ใดว่า อุรคชาติ.
บทว่า ตมคฺคหี ปุริโส ความว่า บุรุษผู้นี้จับพระยานาคนั้นมาเพื่อต้องการเลี้ยงชีวิต.
บทว่า วนิพฺพกสฺส ความว่า พระราชาตรัสถามว่า นาคราชนี้เป็นผู้มีอานุภาพมาก อย่างไรเล่าจึงตกมาอยู่ในเงื้อมมือของบุรุษวณิพกนี้ได้.
บทว่า ธมฺมญฺจ ความว่า นางสุมนาเทวีกราบทูลว่า นาคราชภัสดาของหม่อมฉันนี้ ทำความเคารพพระธรรมคือเบญจศีล และพระธรรมคือการอยู่รักษาอุโบสถ เพราะฉะนั้น แม้ถูกบุรุษนี้จับมา ถึงแม้พระยานาคจะคิดว่า หากเราจะพ่นลมหายใจลงเบื้องบนบุรุษนี้ไซร้ เขาก็จักแหลกละเอียดไปเหมือนกองเถ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีลของเราก็จักแตกทำลายเพราะกลัวศีลจะแตกทำลาย จึงสู้อุตส่าห์บากบั่นอดกลั้นความทุกข์นั้นไว้ ตั้งใจทำตบะ คือกระทำความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น.
พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมาได้เล่า.
ลำดับนั้น นางสุมนาเทวี เมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึงกล่าวคาถาความว่า
ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้มีปกติรักษาจาตุททสีอุโบสถ และปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการหาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปฺปเถ ความว่า นาคราชนี้ตั้งจิตปรารถนาอธิษฐานธรรมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ณ ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ในสถานที่ใกล้ทางสี่แพร่ง.
บทว่า ตํ พนฺธนา ความว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานทรัพย์แก่หมองูนี้ แล้วปลดปล่อยนาคราชผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีคุณความดีอย่างนี้นั้น จากที่คุมขังคือตะกร้าเสียเถิด พระเจ้าข้า.
ก็แลครั้นนางนาคกัญญาสุมนาเทวีทูลอย่างนี้แล้ว
เมื่อจะทูลอ้อนวอนพระราชาซ้ำอีก ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า
สนมนารีถึงหมื่นหกพันนางล้วนสวมใส่กุณฑลแก้วมณี บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม้สนมนารีเหล่านั้น ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง.
ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอนาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ความว่า นางสุมนาเทวีแสดงความว่า ขอพระองค์อย่าทรงสำคัญว่า นาคราชนี้จะเป็นผู้ขัดสนยากจน เพราะสนมนารีทั้งหลายของนาคราชนี้ ล้วนประดับตกแต่งด้วยสรรพาลังการยังมีประมาณเท่านี้ สมบัติที่เหลือยากที่จะนับ หาประมาณมิได้.
บทว่า วาริเคเห สยา ความว่า ทรงบันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์บรรทมอยู่ ณ ห้วงวารีนั้น.
บทว่า โอสฏฺฐกาโย ความว่า จงเป็นผู้มีกายเป็นอิสระ.
บทว่า จราตุ แปลว่า จงเที่ยวไป.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
เราจะปล่อยนาคราชนี้ไปโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง โคร้อยตัว นาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง.
ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจะให้ทอง ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอกผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน ขอนาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺท ความว่า เพื่อจะปลดปล่อยพระยานาคราช พระราชาจึงตรัสเรียกพราหมณ์หมองูมา เมื่อจะแสดงไทยธรรมที่จะพึงพระราชทานแก่เขา จึงตรัสอย่างนี้ ส่วนพระคาถาก็มีอรรถาธิบายดังกล่าวrแล้วในหนหลังนั่นแล.
ลำดับนั้น ลุททกพราหมณ์กราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรงพระราชทานสิ่งไรเลย เพียงแต่ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังทันที ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงเหยียดกายตรงเที่ยวไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว วจนํ ความว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถึงแม้พระองค์จะมิได้ทรงพระราชทานสิ่งใดเลย เพียงแต่พระองค์ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จักเคารพ รับเหนือเกล้า.
บทว่า มุญฺเจมิ นํ ความว่า พราหมณ์หมองูกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักปล่อยพระยานาคนี้ทันที.
ก็แลครั้นลุททกพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็นำพระมหาสัตว์ออกจากตะกร้า.
นาคราชออกมาแล้วเลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้ ละอัตภาพนั้นเสียแล้ว กลายเพศเป็นมาณพน้อย ตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอันงดงาม คล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น.
นางสุมนาเทวีลอยมาจากอากาศ ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตน นาคราชได้ยืนประคองอัญชลี นอบน้อมพระราชาอยู่.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
จัมเปยยนาคราชหลุดพ้นจากที่คุมขังแล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลีแด่พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า.
(พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ความว่า จัมเปยยนาคราชทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน จัมเปยยนาคพิภพอันเป็นนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้า เป็นรมณียสถาน ควรที่จะดูจะเห็น ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะแสดงพิภพนั้นเพื่อทรงทอดพระเนตร ขอเชิญพระองค์พร้อมทั้งพลพาหนะ เสด็จไปทอดพระเนตรเถิด.
บทว่า ทุพฺพิสฺสาสํ ความว่า เป็นของคุ้นเคยได้โดยยาก.
บทว่า สเจ จ ความว่า พระราชาตรัสตอบว่า ถ้าหากเธอจะอ้อนวอนเชื้อเชิญเรา เราก็อยากจะเห็นนิเวศน์ของเธอ ก็แต่เรายังไม่วางใจเชื่อเธอได้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อถือ
ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่า ลมจะพึงพัดภูเขาไปได้ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์จะพึงเผาผลาญแผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย.
ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะเหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่าภูตธราและพสุนธราจะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลาจะพึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํวตฺเตยฺย ภูตธรา พสุนฺธรา ความว่า มหาปฐพีอันถึงการนับว่าภูตธราก็ดี วสุนธราก็ดีนี้ จะพึงม้วนได้ดังเสื่อลำแพน.
บทว่า สมูลมุพฺพเห ความว่า มหาสิเนรุบรรพตจะพึงถอนรากปลิวไปในอากาศได้ ดังใบไม้แห้งอย่างนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ
จึงตรัสพระคาถานั้นแหละซ้ำอีกว่า
ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึง เหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ก็ถ้าเธอขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากไปดูนิเวศน์ของเธอ ดังนี้.
เมื่อจะประกาศกำชับว่า เธอควรจะรู้จักคุณที่เราทำแล้วแก่เธอ ส่วนตัวเราเองย่อมรู้สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อได้ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า
เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย เธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วยเหลือ เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารา แปลว่า ร้ายแรงอย่างยิ่ง.
บทว่า ชานิตเว แปลว่า ควรจะรู้.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทำสัตย์สาบานเพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไป จึงกล่าวคาถาความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในตะกร้าเกือบจะถึงความตาย จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่ในนรกอันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกายสักหน่อยหนึ่งเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจตํ แปลว่า จงหมกไหม้.
บทว่า กมฺมกตํ ความว่า นาคราชกราบทูลว่า หากข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้จักอุปการคุณที่บุคคลทำแล้ว เช่นพระองค์อย่างนี้ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงมีอันเป็นเห็นปานนี้เถิด.
ลำดับนั้น พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์
เมื่อจะทรงชมเชย จึงตรัสพระคาถาความว่า
คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธออย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือนผู้เว้นไฟในฤดูร้อนฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวเมส โหตุ ความว่า สัจจปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นวาจาสัตย์เที่ยงตรงเถิด.
บทว่า คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตุ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเมื่อไม่ปรารถนาความร้อนในฤดูคิมหันต์ ย่อมเว้นห่างกองไฟอันลุกโพลงอยู่ฉันใด ขอสุบรรณทั้งหลาย จงเว้นว่างหลีกห่างไปเสียให้ไกลฉันนั้น.
แม้พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะชมเชยพระราชา จึงกล่าวคาถานอกนี้ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียวผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับนาคสกุลจะขอกระทำเวยยาวฏิกกรรมอย่างโอฬารแด่พระองค์.
พระราชาทรงสดับคำของนาคราชแล้ว มีพระประสงค์จะเสด็จไปนาคพิภพ
เมื่อจะตรัสสั่งให้ทำการตระเตรียมพลเสนาที่จะเสด็จไป จึงตรัสพระคาถาความว่า
เจ้าพนักงานรถจงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร จงเทียมอัสดรอันเกิดในกัมโพชกรัฐซึ่งฝึกหัดอย่างดีแล้ว และเจ้าพนักงานช้างจงผูกช้างตัวประเสริฐทั้งหลายให้งามไปด้วยสุวรรณหัตถาภรณ์ เราจะไปดูนิเวศน์แห่งท้าวนาคราช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต ความว่า จงเทียมอัศวพาชีอันเกิดในกัมโพชกรัฐ ที่ได้รับการฝึกหัดอย่างดี.
คาถานอกนี้ต่อไปเป็นพระคาถาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในกาลเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ความว่า
พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และแตรสังข์ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชาทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปในท่ามกลางหมู่สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุ โสภมาโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าพาราณสีแวดล้อมด้วยเหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนางเป็นบริวาร เสด็จไปสู่นาคพิภพ แต่พระนครพาราณสีท่ามกลางหมู่สนมนารีนั้น เสด็จดำเนินไปงดงามยิ่งนัก.
ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสีเสด็จออกจากพระนครไป
พระมหาสัตว์เจ้าทรงบันดาลนาคพิภพให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว ๗ ประการ และประตูป้อมคู หอรบ แล้วนิรมิตมรรคาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ ให้ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน.
พระราชาพร้อมด้วยราชบริพาร เสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคและปราสาทราชวัง น่ารื่นเริง บันเทิงพระทัย.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราชได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคอันงาม วิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ของจัมเปยยนาคราชมีรัศมีโอภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ.
พระเจ้ากาสิกราชทรงทอดพระเนตรจนทั่วนิเวศน์ของจัมเปยยนาคราช อันดารดาษไปด้วยพฤกษชาตินานาชนิด หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์อบอวลล้วนวิเศษ.
เมื่อพระเจ้ากาสิกราชเสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรีก็ประโคมขับบรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลายก็ฟ้อนรำ ขับร้อง.
พระเจ้ากาสิกราชเสด็จขึ้นนิเวศน์ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย ประทับนั่ง ณ พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ทิพย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณจิตฺตกํ ความว่า ลาดแล้วด้วยทรายทอง.
บทว่า พฺยมฺหํ ความว่า สู่นาคพิภพอันประดับตกแต่งแล้ว.
บทว่า จมฺเปยฺยสฺส ความว่า เสด็จไปยังนาคพิภพอันประดับแล้ว ทรงพระราชดำเนินเข้าสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช.
บทว่า กํสวิชฺชูปภสฺสรํ ความว่า รุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ.
บทว่า นานาคนฺธสมีริตํ ความว่า หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์มีอย่างต่างๆ.
บทว่า จริตํ คเณน ความว่า สู่นิเวศน์นั้นอันนางนาคกัญญา ตามเสด็จไปพร้อมหน้า.
บทว่า จนฺทนสารลิตฺเต ความว่า ไล้ทาแล้วด้วยแก่นจันทน์อันเป็นทิพย์.
เมื่อพระเจ้ากาสิกราชประทับนั่งบนบัลลังก์แล้ว พนักงานชาวเครื่องวิเศษก็เชิญเครื่องทิพย์อันสมบูรณ์ด้วยรสโอชานานาประการ น้อมเข้าไปถวาย และเชิญไปเลี้ยงดูเหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนางพร้อมทั้งราชบริษัทที่เหลือ.
พระเจ้าพาราณสีพร้อมด้วยราชบริษัท ทรงเสวยข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เป็นต้น เพลิดเพลินเจริญใจด้วยทิพยกามคุณ และประทับ ณ สุขไสยาสน์ประมาณได้เจ็ดวัน ทรงสรรเสริญอิสริยยศของพระมหาสัตว์ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนท่านนาคราช ก็เพราะเหตุไรหรือ ท่านจึงละสมบัติเห็นปานนี้ ไปนอนอยู่รักษาอุโบสถศีล ณ จอมปลวกในมนุษยโลก.
ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าก็ทูลเล่าถวายให้ทรงทราบ.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นเสวยสมบัติ และทรงรื่นรมย์ประทับอยู่ในนาคพิภพนั้นแล้ว ได้ตรัสถามจัมเปยยนาคราชว่า วิมานอันประเสริฐของท่านเหล่านี้ มีรัศมีดังพระอาทิตย์ งามผุดผาด วิมานเช่นนี้ ไม่มีในมนุษยโลก ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
นางนาคกัญญาเหล่านั้นสวมใส่กำไลทองนุ่งห่มเรียบร้อย มีนิ้วมือกลมกลึง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดงงามยิ่งนัก ผิวพรรณงดงามไม่ทรามเลย พากันยกทิพยปานะถวายให้พระองค์ทรงเสวย สนมนารีเช่นนี้จะมีอยู่ในมนุษยโลกก็หามิได้ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
อนึ่ง มหานทีอันชุ่มชื่น ดาษดื่นไปด้วยปลามีเกล็ดหนานานาชนิด มีอาทาสสกุณปักษีร่ำร้องไพเราะจับใจ ทั้งท่าขึ้นลงนทีธารก็ราบรื่นเป็นอันดี แม่น้ำเช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
ฝูงนกกระเรียน ฝูงนกยูง ฝูงหงส์ และฝูงนกดุเหว่าทิพย์ ร่ำร้องเสียงไพเราะจับใจ ต่างก็โผผินบินจับอยู่บนต้นไม้ ทิพยสกุณาเช่นนี้จะได้มีในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
ต้นมะม่วง ต้นสาละ ทั้งช้างน้าว อ้อยช้างและต้นชมพู่ ต้นคูนและแคฝอย ผลิดอกออกผลเป็นพวงๆ ทิพยรุกขชาติเช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไร.
อนึ่ง ทิพยสุคนธ์รอบๆ สระโบกขรณีเหล่านี้หอมฟุ้งอยู่เป็นนิตย์ ทิพยสุคนธ์เช่นนี้จะมีอยู่ในมนุษยโลกก็หามิได้ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
(จัมเปยยนาคราชทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบธรรมเพราะเหตุแห่งบุตร ทรัพย์ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่ แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ ฉะนั้น จึงได้บากบั่นมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตา พระราชาตรัสหมายถึงนางนาคกัญญาหมื่นหกพันนางเหล่านั้น.
บทว่า กมฺพุกายูรธรา แปลว่า สวมใส่อาภรณ์อันล้วนด้วยทอง.
บทว่า วฏฺฏงฺคุลี แปลว่า มีองคุลีกลมเช่นกันหน่อแก้วประพาฬ.
บทว่า ตมฺพตลูปปนฺนา ความว่า ประกอบไปด้วยฝ่ามือและฝ่าเท้า แดงงดงามยิ่งนัก.
บทว่า ปาเยนฺติ ความว่า พากันยกทิพยปานะประคองเข้าถวายให้พระองค์ทรงเสวย.
บทว่า ปุถุโลมมจฺฉา ความว่า ประกอบไปด้วยปลานานาชนิดที่มีเกล็ดหนา.
บทว่า อาทาสสกุนฺตาภิสุทา ความว่า มีนกเงือกร่ำร้องอยู่อึงมี่.
บทว่า สุติตฺถา ความว่า มีท่าขึ้นลงราบรื่นเรียบร้อย.
บทว่า ทิวิยา จ หํสา ได้แก่ ฝูงหงส์ทิพย์.
บทว่า สมฺปตนฺติ ความว่า ร่ำร้องเสียงไพเราะจับใจต่างโผผินบินจากต้นโน้นมาต้นนี้.
บทว่า ทิพฺยา คนฺธา ความว่า อนึ่ง ทิพยสุคนธ์ทั้งหลายย่อมฟุ้งตลบไปไม่ขาดสาย ในสระโบกขรณีทั้งหลายเหล่านั้น.
บทว่า อภิปตฺถยาโน ความว่า ปรารถนาซึ่งกำเนิดมนุษย์เที่ยวไป.
บทว่า ตสฺมา ความว่า ด้วยเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงบากบั่น คือประคองความเพียร กระทำตบะคือบำเพ็ญอุโบสถศีล ได้แก่เข้าอยู่รักษาอุโบสถ.
เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว
พระราชา เมื่อจะทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาความว่า
ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีส่องแสงสว่าง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงเกศาและมัสสุแล้ว ประพรมด้วยจุรณจันทน์แดง ฉายแสงไปทั่วทิศ ดังคนธรรพราชฉะนั้น ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เพียบพร้อมไปด้วยสรรพกามารมณ์ ดูก่อนท่านนาคราช เราขอถามเนื้อความนี้กะท่าน มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพด้วยเหตุไร.
ลำดับนั้น พระยานาคราช เมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เว้นมนุษยโลกเสียแล้ว ความบริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มีเลย ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบธรรม ด้วยตั้งใจว่า เราได้กำเนิดมนุษย์แล้วจักทำที่สุดแห่งชาติและมรณะได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทฺธิ วา ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า เว้นจากมนุษยโลกแล้ว ความบริสุทธิ์กล่าวคือ อมตนฤพานก็ดี ความสำรวมระวังในศีลก็ดี ไม่มีเลย.
บทว่า อนฺตํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้ากระทำตบะด้วยคิดว่า เราได้กำเนิดมนุษย์แล้วจักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะได้.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า
ชนเหล่าใดมีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ดูก่อนพระยานาคราช เราได้เห็นนางนาคกัญญาทั้งหลายของท่านและตัวท่านแล้ว จักทำบุญให้มาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาริโย จ ความว่า พระราชาตรัสว่า เราเห็นนางนาคกัญญาทั้งหลายเหล่านี้ของท่านและตัวท่านแล้ว จักกระทำบุญเป็นอันมาก.
ลำดับนั้น พระยานาคราชกราบทูลพระราชาว่า
ชนเหล่าใดมีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนางนาคกัญญา และตัวข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงบำเพ็ญบุญให้มากเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรหิ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์พึงกระทำ (บุญกุศลให้มากๆ เถิด).
ครั้นพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าอุคคเสนะทรงมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปยังมนุษยโลก จึงตรัสอำลาว่า ดูก่อนท่านนาคราช เรามาอยู่ก็เป็นเวลานาน จำจักต้องลากลับไปยังมนุษยโลก.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงทูลท้าวเธอว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดเลือกถือเอาทรัพย์สมบัติไปตามพระประสงค์เถิด.
เมื่อจะทรงแสดงทรัพย์สมบัติ จึงกราบทูลว่า
กองเงินและกองทองของข้าพระพุทธเจ้านี้มากมายสูงประมาณเท่าต้นตาล พระองค์จงตรัสสั่งให้พวกราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้วจงตรัสสั่งให้สร้างพระราชวังด้วยทองคำ ให้สร้างกำแพงด้วยเงินเถิด.
นี้กองแก้วมุกดาอันเจือปนด้วยแก้วไพฑูรย์ห้าพันเล่มเกวียน พระองค์จงตรัสสั่งให้ราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้วให้ลาดลง ณ ภูมิภาคภายในพระราชฐาน ภูมิภาคภายในพระราชฐานก็จักสะอาดปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี
ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นราชาอันประเสริฐ ผู้ทรงพระปรีชาอันล้ำเลิศ ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ ครอบครองพระนครพาราณสีอันมั่งคั่งสมบูรณ์ สง่างามล้ำเลิศ ดุจทิพยวิมานเห็นปานฉะนี้เถิด พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราสิ ความว่า กองเงินกองทองประมาณชั่วลำตาล มีอยู่ในที่นั้นๆ.
บทว่า โสวณฺณฆรานิ ได้แก่ พระราชวังทอง.
บทว่า นิกฺกทฺทมา ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภูมิภาคภายในพระราชฐานก็จักสะอาด ปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี.
บทว่า เอตาทิสํ ความว่า (ครอบครองพระนครพาราณสี) อันมีกำแพงล้อมไปด้วยทองและเงิน มีภูมิภาคลาดแล้วด้วยแก้วมุกดาและแก้วไพฑูรย์ เห็นปานฉะนี้.
บทว่า ผีตํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงอยู่ครอบครองพระนครพาราณสี อันมั่งคั่งแพร่หลายฉะนี้.
บทว่า อโนมปญฺญา ความว่า มีพระปัญญาอันไม่ทราม.
พระราชาทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์แล้วก็ทรงรับไว้.
พระมหาสัตว์จึงให้พนักงานเภรี เที่ยวตีกลองประกาศว่า ราชบุรุษทั้งปวงจงพากันขนเอาทรัพย์สมบัติ มีเงินทองเป็นต้นไปตามปรารถนาเถิด แล้วเอาเกวียนหลายร้อยเล่มบรรทุกทรัพย์สมบัติ ส่งถวายพระราชา.
พระราชาเสด็จออกจากนาคพิภพ กลับไปสู่พระนครพาราณสี ด้วยยศบริวารเป็นอันมาก. เล่ากันว่า นับแต่นั้นมา พื้นชมพูทวีปจึงเกิดมีเงินมีทองขึ้น.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า โปราณบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถศีล ด้วยอาการอย่างนี้.
แล้วทรงประชุมชาดกว่า
หมองูในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเทวทัต ในบัดนี้
นางนาคกัญญาสุมนาเทวีได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
พระเจ้าอุคคเสนราชได้มาเป็น พระสารีบุตร
ส่วนจัมเปยยนาคราชได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาจัมเปยยชาดกที่ ๑๐ -----------------------------------------------------