๑๐. นันทิยมิคราชชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐ นนฺทิยมิคราชชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก ว่าด้วยพระยาเนื้อนันทิยะ
สเจ พฺราหฺมณ คจฺฉสิ สาเกตํ อญฺชนํ วนํ วชฺชาสิ นนฺทิยํ นาม ปุตฺตํ อสฺมากโมรสํ มาตาปิตา จ เต วุฑฺฒา เต ตํ อิจฺฉนฺติ ปสฺสิตุํ ฯ
ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าท่านจะไปยังเมืองสาเกตุ โปรดช่วยส่งข่าวบุตรของ ข้าพเจ้าชื่อนันทิยะ ผู้อยู่ในพระราชอุทยานชื่ออัญญชนวันว่า มารดา บิดาของท่านแก่แล้ว ปรารถนาจะได้เห็นท่าน.
ภุตฺตา มยา นิวาปานิ ราชิโน ปานโภชนํ ตํ ราชปิณฺฑํ อวโภตฺตุํ นาหํ พฺราหฺมณมุสฺสเห ฯ
ดูกรพราหมณ์ เหยื่อ คือ น้ำและหญ้าของพระราชา ข้าพเจ้าบริโภค แล้ว เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ทำกิจของพระราชาให้เป็นผลสำเร็จ ก็ไม่สามารถ บริโภคราชทรัพย์ให้เป็นการบริโภคชั่วได้.
โอทหิสฺสามหํ ปสฺสํ ขุรปฺปานิสฺส ราชิโน ตทาหํ สุขิโต มุตฺโต อปิ ปสฺเสยฺย มาตรํ ฯ
ข้าพเจ้าจะยืนหันข้างให้พระราชาผู้ทรงพระแสงธนู เมื่อใด เมื่อนั้น ข้าพเจ้าก็จะพ้นจากมรณภัย มีความสุข ได้พบเห็นมารดา.
มิคราชา ปุเร อาสึ โกสลสฺส นิเกตเว นนฺทิโย นาม นาเมน อภิรูโป จตุปฺปโท ฯ
เมื่อก่อน เราเป็นพระยาเนื้อชื่อว่านันทิยะ มีรูปงาม อาศัยพระราช- อุทยานของพระเจ้าโกศล.
ตํ มํ วธิตุมาคจฺฉิ ทายสฺมึ อญฺชนาวเน ธนุํ อารชฺชํ กตฺวาน อุสุํ สนฺธาย โกสโล ฯ
พระเจ้าโกศลเสด็จมาที่พระราชอุทยานชื่ออัญชนวันนั้น ทรงโก่งธนูสอด ลูกศร หมายจะทรงยิงเรา.
ตสฺสาหํ โอทหึ ปสฺสํ ขุรปฺปานิสฺส ราชิโน ตทาหํ สุขิโต มุตฺโต มาตรํ ทฏฺฐุมาคโตติ ฯ นนฺทิยมิคราชชาตกํ ทสมํ ฯ อาวาริยวคฺโค ปฐโม ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ อถ กุชฺฌรเถสภ เกตุวโร ทรีมุข สเนรุตา จ ปุน อปนนฺท สิรี จ สุจิตฺตวโร อถ ธมฺมิก นนฺทิมิเคน ทส ฯ ---------
เรายืนหันข้างให้พระเจ้าโกศลผู้ทรงพระแสงธนู เมื่อใด เมื่อนั้น เรา พ้นจากมรณภัย มีความสุข กลับมาหามารดา. จบ นันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐. จบ อาวาริยวรรคที่ ๑. ----------------------------------------------------- รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อาวาริยชาดก ๒. เสตเกตุชาดก ๓. ทรีมุขชาดก ๔. เนรุชาดก ๕. อาสังกชาดก ๖. มิคาโลปชาดก ๗. สิริกาฬกัณณิชาดก ๘. กุกกุฏชาดก ๙. ธัมมัทธชชาดก ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. นันทิยมิคราชชาดก (๓๘๕) ว่าด้วยพญาเนื้อนันทิยะ (พ่อแม่ของเนื้อนันทิยโพธิสัตว์ต้องการจะเห็นลูก จึงส่งข่าวถึงลูกว่า)
พ่อพราหมณ์ ถ้าท่านไปป่าอัญชันเมืองสาเกตุ ช่วยบอกเนื้อลูกชายในไส้ของข้าพเจ้าที่ชื่อนันทิยะด้วยว่า พ่อแม่ของเจ้าแก่เฒ่าปรารถนาจะพบเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๖. ฉักกนิบาต] ๑. อวาริยวรรค รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ (เนื้อนันทิยโพธิสัตว์ประกาศข้อความนี้ว่า)
ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าได้กินหญ้า น้ำ และข้าวของพระราชา ก้อนข้าวของพระราชานั้น ข้าพเจ้าจะไม่พยายามกินให้เสียเปล่า
ข้าพเจ้าจะหันข้างให้พระราชาผู้ทรงถือธนู เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะพึงพ้นความตาย ได้รับความสุข พบเห็นพ่อแม่ได้บ้าง (พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า)
เมื่อก่อนเราได้เป็นพญาเนื้อ ๔ เท้า มีรูปงามชื่อว่านันทิยะ อยู่ ณ ที่ประทับของพระเจ้าโกศล
พระเจ้าโกศลได้เสด็จมาที่อัญชนามฤคทายวัน ทรงโก่งธนู สอดลูกศรเพื่อจะฆ่าเรา
เราได้หันข้างให้พระราชาผู้ทรงเหนี่ยวธนูพระองค์นั้น เมื่อนั้นเราจึงพ้นความตาย ได้รับความสุข มาพบพ่อแม่ นันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐ จบ อวาริยวรรคที่ ๑ จบ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อวาริยชาดก ๒. เสตเกตุชาดก ๓. ทรีมุขชาดก ๔. เนรุชาดก ๕. อาสังกชาดก ๖. มิคาโลปชาดก ๗. สิริกาฬกัณณิชาดก ๘. กุกกุฏชาดก ๙. ธัมมัทธชชาดก ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๔๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สเจ พฺราหฺมณ คจฺฉสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่า เธอเลี้ยงคฤหัสถ์หรือ? เมื่อเธอกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. เมื่อพระองค์ตรัสตามว่า เป็นอะไรกับเธอ? เมื่อเธอทูลว่า เป็นมารดาบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
จึงตรัสว่า ดีแล้ว ดีแล้วภิกษุ เธอรักษาวงศ์ของโบราณกบัณฑิตทั้งหลายไว้ เพราะว่าโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็ได้ให้แม้ชีวิตแก่มารดาบิดาทั้งหลาย แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าโกศลครองราชสมบัติอยู่ในสาเกตนคร แคว้นโกศล พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดเนื้อ เติบโตแล้วมีชื่อว่านันทิยมฤค ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ เลี้ยงมารดาบิดา.
ครั้งนั้น พระเจ้าโกศลได้เป็นกษัตริย์ที่มีพระทัยฝักใฝ่กับการล่าเนื้อเท่านั้น ก็พระองค์ไม่โปรดให้คนทั้งหลายทำกสิกรรมเป็นต้น ทรงมีบริวารมาก เสด็จไปล่าเนื้อทุกวัน. คนทั้งหลายจึงประชุมปรึกษากันว่า พ่อคุณเอ๋ย พระราชาพระองค์นี้ทรงทำการงดงานของพวกเรา แม้การครองเรือนก็จะล่มจม ถ้ากระไรแล้ว พวกเราควรล้อมสวนป่าอัญชัน สร้างประตู ขุดสระโบกขรณีไว้ปลูกต้นไม้ แล้วมีมือถือไม้ค้อนและกระบองเป็นต้น เข้าป่าไปฟาดพุ่มไม้ต้อนเนื้อมาล้อมไว้ ให้เข้าอยู่คอกในสวนเหมือนวัว แล้วปิดประตูไว้ จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทำงานของพระองค์.
ทุกคนมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า นั่นเป็นอุบายที่ดีในเรื่องนี้ พากันจัดเตรียมสวนไว้แล้วเข้าป่าไปล้อมสถานที่ไว้ประมาณโยชน์หนึ่ง.
ขณะนั้น เนื้อชื่อนันทิยะพาพ่อแม่ไปนอนอยู่ที่พื้นดินในป่าดอนเล็กๆ แห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายมีมือถือโล่และอาวุธเป็นต้น พากันล้อมดอนนั้น โดยเอาแขนเกี่ยวแขนกัน คือจับมือกัน ได้มองเห็นเนื้อฝูงหนึ่งจึงพากันเข้าไปดอนนั้น.
เนื้อนันทิยะเห็นพวกเขาแล้วคิดว่า วันนี้เราควรจะสละชีพให้ชีวิตเป็นทานเพื่อพ่อแม่ แล้วลุกขึ้นไหว้พ่อแม่ แล้วขอขมาพ่อแม่ว่า ข้าแต่พ่อและแม่ ถ้าคนเหล่านี้เข้ามาดอนนี้แล้ว จักเห็นพวกเราทั้ง ๓ ท่านทั้ง ๒ คงอยู่ได้ด้วยอุบายอย่างหนึ่งการอยู่ได้ชีวิตของท่านเป็นสิ่งประเสริฐ ลูกจักให้ทานชีวิตเพื่อพ่อเพื่อแม่ พอคนทั้งหลายยืนที่ชายดอนฟาดพุ่มไม้เท่านั้น ก็จะออกไปครานั้นพวกเขาจะเข้าใจว่า ในดอนเล็กๆ นี้ คงจักมีเนื้อตัวเดียวเท่านั้น ไม่พากันเข้าไปดอน ขอพ่อแม่จงอย่าประมาทเถิด. ดังนี้แล้วได้เป็นผู้เตรียมพร้อมจะไปยืนอยู่แล้ว.
พอคนทั้งหลายยืนที่ชายดอนโห่แล้วตีพุ่มไม้เท่านั้น เขาก็ออกจากดอนนั้นไป. คนเหล่านั้นเข้าใจว่า ในดอนนี้คงจักมีเนื้อตัวเดียวเท่านี้แหละ จึงไม่พากันเข้าดอน. ครั้งนั้น นันทิยะได้ไปเข้าอยู่ในระหว่างเนื้อทั้งหลาย คนทั้งหลายได้พากันต้อนเนื้อทุกตัวเข้าสวนแล้วกั้นประตูไว้ ทูลให้พระราชาทรงทราบแล้วไปสู่ที่ของตนๆ.
ต่อแต่นั้นมา พระราชาก็เสด็จโดยลำพังพระองค์เอง หรือทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งไปนำเอาเนื้อมา ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปยิงเนื้อตัวหนึ่งแล้วเอามันมาดังนี้. จึงเนื้อทั้งหลายพากันตั้งวาระกันไว้ เนื้อตัวที่ถึงวาระจะยืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายจะยิงเนื้อนั้นแล้วเอามา.
ฝ่ายนันทิยะก็ดื่มน้ำในสระโบกขรณีและกินหญ้าในสวนนั้น ตลอดเวลาที่วาระของเขายังไม่ถึง. ครั้งนั้น โดยเวลาล่วงไปหลายวัน พ่อแม่ของเขาอยากจะพบเขา คิดว่า นันทิยะมฤคราชลูกเรามีพลังเหมือนช้างสมบูรณ์ด้วยกำลัง ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่คงจักกระโดดข้ามรั้วมาเยี่ยมพวกเราแน่นอน เราทั้งหลายจักส่งข่าวไปหาเขา แล้วยืนที่ใกล้ทางเห็นพราหมณ์คนหนึ่ง จึงถามเขาด้วยคำพูดของคนว่า พ่อคุณ, ท่านจะไปไหน?
เมื่อเขาตอบว่า เมืองสาเกต ดังนี้แล้ว
เมื่อจะส่งข่าวไปหาลูก จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไปป่าอัญชัน เมืองสาเกตไซร้ ท่านจงบอกลูกผู้เกิดแต่อกของฉัน ชื่อนันทิยะว่า พ่อแม่ของเจ้าแก่แล้วและพวกเขาอยากจะพบเจ้า.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า
ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไปเมืองสาเกตไซร้ ในเมืองสาเกตมีสวนชื่อว่าอัญชนวัน ในสวนนั้น มีเนื้อชื่อว่านันทิยะผู้เป็นบุตรของฉัน ท่านพึงบอกเขาว่า มารดาบิดาของเจ้าแก่แล้วอยากจะพบเจ้า ตลอดเวลาที่ยังไม่ตาย.
เขารับคำว่า ดีแล้ว ไปถึงเมืองสาเกต แล้วรุ่งขึ้นก็เข้าสวนถามว่า ใครชื่อว่านันทิยมฤค. เนื้อมาแล้วยืนอยู่ใกล้พราหมณ์นั้น บอกว่า ข้าพเจ้า.
พราหมณ์บอกเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว.
นันทิยะได้ยินคำนั้นแล้ว เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะต้องไปแต่จะไม่กระโดดข้ามรั้วไป เพราะข้าพเจ้ากินเหยื่อกินน้ำและหญ้า ที่เป็นของพระราชาแล้วเหยื่อเป็นต้นนั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็นหนี้สำหรับข้าพเจ้า ทั้งข้าพเจ้าก็อยู่ในท่ามกลางหมู่เนื้อเหล่านี้มานานแล้ว ขึ้นชื่อว่าการไปโดยไม่ได้แสดงกำลังของตนไม่ทำความสวัสดีให้พระราชานั้น และเนื้อทั้งหลายเหล่านั้น ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า แต่เมื่อถึงวาระของตนแล้ว ข้าพเจ้าจักทำความสวัสดีแก่ท่านเหล่านั้นสุขสบาย แล้วจึงจะมาดังนี้
ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เรากินอาหาร กินน้ำและหญ้าของพระราชาแล้ว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เราจะไม่พยายามกินอาหารพระราชทานนั้นเปล่าๆ
เราจักเอียงข้างให้พระราชาผู้ทรงมีธนูในพระหัตถ์ ทรงยิงเมื่อใด เมื่อนั้น เราจะพ้นภัยเป็นสุขใจ คงเห็นแม่บ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวาปานิ ได้แก่ เหยื่อที่ล้อมไว้ในที่นั้นๆ.
บทว่า ปานโภชนํ ได้แก่ น้ำและหญ้าที่เหลือ.
บทว่า ตํ ราชปิณฺฑํ ความว่า น้ำและหญ้านั้นชื่อว่าปิณฑะ เพราะหมายความว่า หาเอาของหลวงมารวมไว้.
บทว่า อวภุตฺตุํ ความว่า เพื่อกินเสียเปล่าๆ. อธิบายว่า เนื้อนันทิยะกล่าวว่า ผู้กินแล้ว เมื่อไม่ยังราชกิจให้สำเร็จ ชื่อว่ากินเหยื่อนั้นเสียเปล่า ข้าพเจ้านั้นไม่พยายามจะกินให้เสียเปล่าอย่างนั้น.
คำว่า พฺราหฺมณ ในคำว่า พฺราหฺมณมุสฺสเห เป็นคำร้องเรียก ส่วน ม อักษรกล่าวไว้ด้วยอำนาจบทสนธิ การเชื่อมบท.
บทว่า โอทหิสฺสามหํ ปสฺสํ ขุรปาณิสฺส ราชิโน ความว่า ข้าแต่พราหมณ์ เมื่อถึงวาระของตนแล้วข้าพเจ้าจักออกจากฝูงเนื้อมายืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง กราบทูลพระราชาผู้ทรงผูกสอดลูกธนูแล้วเสด็จมาว่าขอเดชะข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงยิงข้าพระพุทธเจ้า แล้วเอียงข้างที่อ้วนพีของตนให้เป็นเป้า.
บทว่า สุขิโต มุตฺโต ความว่า เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเป็นผู้พ้นแล้วจากภัยคือความตาย มีความสุข ไม่มีทุกข์ พระราชาทรงอนุญาตแล้ว คงเห็นแม่บ้าง.
พราหมณ์ได้ฟังคำนั้นแล้วก็หลีกไป ในเวลาต่อมาในวันที่เป็นวาระของเนื้อนันทิยะ พระราชาได้เสด็จมายังสวนพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก. ฝ่ายเนื้อมหาสัตว์ได้ยืนอยู่ ณ ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง พระราชาทรงโก่งลูกธนูด้วยหมายพระทัยว่า เราจักยิงเนื้อ. มหาสัตว์ไม่หนีไปเหมือนสัตว์ทั้งหลาย ที่ถูกมรณภัยคุกคามแล้วหนีไป เป็นเหมือนไม่มีภัย ทำเมตตาให้เป็นปุเรจาริกแล้ว ได้ยืนเอียงข้างที่อ้วนพีให้เป็นเป้า ไม่กระดิกเลย.
พระราชาไม่อาจปล่อยลูกศรออกไปได้ด้วยอำนาจของเมตตานั้น.
พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงปล่อยลูกศรไม่ออกหรือ ขอพระองค์จงทรงปล่อยเถิด.
ร. ดูก่อนมฤคราช เราไม่สามารถปล่อยออกไปได้.
ม. ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงรู้คุณธรรมของผู้มีคุณธรรม. ครั้งนั้นพระราชาทรงเลื่อมใสพระโพธิสัตว์ ทรงทิ้งธนู แล้วตรัสว่า แม้ท่อนไม้ท่อนนี้ไม่มีจิตใจ ก็ยังรู้คุณธรรมของท่านก่อน ฝ่ายข้าพเจ้าเป็นมนุษย์มีจิตใจหารู้ไม่ ขอจงให้อภัยฉัน ฉันให้อภัยเจ้า.
ม. ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงพระราชทานอภัยแก่ข้าพระพุทธเจ้าก่อน ส่วนฝูงเนื้อในอุทยานนี้จักทำอย่างไร?
ร. แม้สัตว์เหล่านี้ เราก็ให้อภัย
มหาสัตว์ ครั้นให้พระราชทานอภัยแก่เนื้อในป่า นกที่บินอยู่ในอากาศ และปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำทุกตัวอย่างนี้แล้วได้ให้พระราชาทรงประดิษฐานอยู่ในศีล ๕ แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาควรทรงละการลุอำนาจอคติไม่ทรงยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ ครองราชย์โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ดังนี้.
พระมหาสัตว์ได้แสดงราชธรรมที่กล่าวไว้อย่างนี้ โดยผูกเป็นคาถาไว้ทีเดียวว่า :-
ขอพระองค์จงทรงตรวจดูกุศลธรรมเหล่านี้ที่สถิตอยู่แล้วในพระองค์ คือ ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเคร่งครัด ความไม่พิโรธ การไม่เบียดเบียน ความอดทน ความไม่ผิดพลาด.
ต่อแต่นั้นไป ปิติและโสมนัสจะเกิดแก่พระองค์หาน้อยไม่ ดังนี้แล้ว พักอยู่ในราชสำนัก ๒-๓ วัน จึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงโปรดให้ราชบุรุษตีสุวรรณเภรี เดินไปประกาศการพระราชทานอภัยแก่สรรพสัตว์ ในพระนคร อย่าได้ทรงประมาท ดังนี้แล้วจึงไปเยี่ยมพ่อแม่.
คาถาดังต่อไปนี้ เป็นคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว.
ในเมืองใกล้ที่ประทับของพระเจ้าโกศล ได้มีสัตว์ ๔ เท้า มีรูปร่างงดงาม โดยชื่อว่านันทิยะ
พระเจ้าโกศลทรงคาดศรแล้ว ได้เสด็จมาที่ป่าพระราชทานชื่ออัญชันแล้ว ทรงโก่งธนูเพื่อจะทรงยิงเรานั้น.
ปางเมื่อเราเอียงข้างให้พระราชาพระองค์นั้น ผู้ทรงมีศรในพระหัตถ์ทรงยิง เราพ้นจากภัยแล้วมีความสุขใจ ได้มาพบแม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลสฺส นิเกตเว ความว่า ใกล้ราชสำนักคือที่ประทับของพระเจ้าโกศล. อธิบายว่า ในป่าใกล้ราชสำนักนั้น.
บทว่า ทายสฺมึ ความว่า ในสวนที่พระราชทานเพื่อประโยชน์ให้เป็นที่อยู่ของเนื้อทั้งหลาย.
บทว่า อารชฺชํ กตฺวาน มีเนื้อความว่า ยกขึ้นรวมเข้ากันกับสาย คือโก่งธนู.
บทว่า สนฺธาย ความว่า ทรงพาดคือประกอบ คือลูกศร.
บทว่า โอทหึ ความว่า เอียงให้ คือตั้งให้เป็นเป้า.
คำว่า มาตรํ ทฏฺฐฺมาคโต นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. อธิบายว่า ข้าพเจ้าครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาแล้ว ได้ทูลพระราชาให้ตีสุวรรณเภรีประกาศ เพื่อต้องการพระราชทานอภัยแก่มวลสัตว์แล้ว จึงได้มาหาพ่อแม่.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประมวลชาดกไว้
ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาบิดา ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล
พ่อแม่ คือพระยามฤคในครั้งนั้น ได้แก่ ตระกูลมหาราช
พราหมณ์ได้แก่ พระสารีบุตร
พระราชาได้แก่ พระอานนท์
ส่วนนันทิยมฤคราชได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถานันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ :-
๑. อาวาริยชาดก ว่าด้วย การกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ
๒. เสตเกตุชาดก ว่าด้วย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ
๓. ทรีมุขชาดก ว่าด้วย โทษของกาม
๔. เนรุชาดก ว่าด้วย อานุภาพของเนรุบรรพต
๕. อาสังกชาดก ว่าด้วย ความหวัง
๖. มิคาโลปชาดก ว่าด้วย โทษของคนหัวดื้อ
๗. สิริกาลกรรณิชาดก ว่าด้วย สิริกับกาฬกรรณี
๘. กุกกุฏชาดก ว่าด้วย ผลของการไม่เชื่อง่าย
๙. ธัมมัทธชชาดก ว่าด้วย พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง
๑๐. นันทิยมิคราชชาดก ว่าด้วย พระยาเนื้อนันทิยะ จบ อาวาริยวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------