อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๙๒๑

๕. ภิสชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๒๑–๑๙๔๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 21 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 21 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 24 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕ ภิสชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๕. ภิสชาดก ว่าด้วยผู้ลักเอาเหง้ามัน

ข้อ ๑๙๒๑

อสฺสํ ควํ รชตํ ชาตรูปํ ภริยญฺจ โส อิธ ลภตํ มนาปํ ปุตฺเตหิ ทาเรหิ สมงฺคิ โหตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ม้า วัว เงิน ทอง และภรรยาที่น่าชอบใจ จงพร้อมพรั่งด้วยบุตรและภรรยา มากมายเถิด.

ข้อ ๑๙๒๒

มาลญฺจ โส กาสิกจนฺทนญฺจ ธาเรตุ ปุตฺตสฺส พหู ภวนฺตุ กาเมสุ ติพฺพํ กุรุตํ อเปกฺขํ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ทัด ทรงระเบียบ ดอกไม้ ลูบไล้กระแจะจันทน์ แคว้นกาสี จงเป็นผู้ มากไปด้วยบุตร จงกระทำความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลายเถิด.

ข้อ ๑๙๒๓

ปหูตธญฺโญ กสิมา ยสสฺสี ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม วยํ อปสฺสํ ฆรมาวสาตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็น คฤหัสถ์มีธัญชาติมากมาย สมบูรณ์ด้วยเครื่องกสิกรรม มียศ จงได้บุตร ทั้งหลาย มั่งมีทรัพย์ ได้กามคุณทุกอย่าง จงอยู่ครองเรือนอย่างไม่เห็น ความเสื่อมเลย.

ข้อ ๑๙๒๔

โส ขตฺติโย โหตุ ปสยฺหการี ราชาธิราชา พลวา ยสสฺสี ส จาตุรนฺตํ มหิมาวสาตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจง ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์บรมราชาธิราช มีกำลัง มียศศักดิ์ จงครอบ ครองแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตเถิด.

ข้อ ๑๙๒๕

โส พฺราหฺมโณ โหตุ อวีตราโค มุหุตฺตนกฺขตฺตปเถสุ ยุตฺโต ปูเชตุ นํ รฏฺฐปตี ยสสฺสี ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็น พราหมณ์มัวประกอบในทางทำนายฤกษ์ยาม อย่าได้คลายความยินดีใน ตำแหน่ง ท่านผู้เป็นเจ้าแคว้น ผู้มียศ จงบูชาผู้นั้นไว้เถิด.

ข้อ ๑๙๒๖

อชฺฌายกํ สพฺพสมนฺตเวทํ ตปสฺสินํ มญฺญตุ สพฺพโลโก ปูเชนฺตุ นํ ชานปทา สเมจฺจ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอชาวโลกทั้งมวล จงสำคัญผู้นั้นว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมนต์ทั้งปวง ผู้เรืองตบะ ชาว ชนบททั้งหลายทราบดีแล้ว จงบูชาผู้นั้นเถิด.

ข้อ ๑๙๒๗

จตุสฺสทํ คามวรํ สมิทฺธํ ทินฺนญฺหิ โส ภุญฺชตุ วาสเวน อวีตราโค มรณํ อุเปตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงครอบ ครองบ้านส่วย อันพระราชาทรงประทานให้ เป็นบ้านที่มั่งคั่ง สมบูรณ์ ด้วยเหตุ ๔ ประการ ดุจท้าววาสวะพระราชทานให้ อย่าได้คลายความ ยินดีจนกระทั่งถึงความตายเถิด.

ข้อ ๑๙๒๘

โส คามณิ โหตุ สหายมชฺเฌ นจฺเจหิ คีเตหิ ปโมทมาโน มา ราชโต พฺยสนมลตฺถ กิญฺจิ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็น นายบ้าน บันเทิงอยู่ด้วยการฟ้อนรำขับร้องในท่ามกลางสหาย อย่าได้ รับความพินาศอย่างใดอย่างหนึ่งจากพระราชาเลย.

ข้อ ๑๙๒๙

ยํ เอกราชา ปฐวึ วิชิตฺวา อิตฺถีสหสฺสาน ฐเปตุ อคฺคํ สีมนฺตินีนํ ปวรา ภวาตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้พระมหา- กษัตริย์ผู้ทรงเป็นเอกราช ทรงปราบปรามศัตรูได้ทั่วพื้นปฐพี ทรงสถาปนา ให้หญิงนั้นเป็นยอดสตรีจำนวนพัน ขอหญิงนั้นจงเป็นมเหสีผู้ประเสริฐ กว่านางสนมทั้งหลายเถิด.

ข้อ ๑๙๓๐

ทาสีนํ หิ สา สพฺพสมาคตานํ ภุญฺเชยฺย สาทุํ อวิกมฺปมานา จราตุ ลาเภน วิกตฺถมานา ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้หญิงนั้น จงเป็นทาสีไม่สะดุ้งสะเทือน กินของดีๆ ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่มา ประชุมกันอยู่ จงเที่ยวโอ้อวดลาภอยู่เถิด.

ข้อ ๑๙๓๑

อาวาสิโก โหตุ มหาวิหาเร นวกมฺมิโก โหตุ กชงฺคลายํ อาโลกสนฺธึ ทิวสา กโรตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ เป็นเจ้าอาวาสในวัดใหญ่ๆ จงเป็นผู้ประกอบนวกรรมในเมืองกชังคละ จงกระทำหน้าต่างตลอดวันเถิด.

ข้อ ๑๙๓๒

โส พชฺฌตุ ปาสสเตหิ ฉพฺภิ รมฺมา วนา นิยฺยตุ ราชธานึ คุตฺเตหิ โส หญฺญตุ ปาจเนหิ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ช้างเชือกใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ช้าง เชือกนั้น จงถูกคล้องด้วยบ่วงบาศตั้งร้อย จงถูกนำออกจากป่าอันน่า รื่นรมย์มายังราชธานี จงถูกทิ่มแทงด้วยประตักและสับด้วยขอเถิด.

ข้อ ๑๙๓๓

อลกฺกมาลี ติปุกณฺณวิทฺโธ ลฏฺฐิหโต สปฺปมุขํ อุเปตุ สกญฺจ พทฺโธ วิสิขํ จราตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ลิงตัวใดลักเอาเหง้ามันของท่านไป ขอให้ลิงตัว นั้นมีพวงดอกไม้สวมคอ ถูกเจาะหูด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว เมื่อฝึกหัดให้เล่นงู เข้าไปใกล้ปากงู ถูกมัดตระเวนเที่ยวไปตามตรอก เถิด.

ข้อ ๑๙๓๔

โย เว อนฏฺฐํ นฏฺฐนฺติ อาห กาเมว โส ลภตุ ภุญฺชตุ จ อคารมชฺเฌ มรณํ อุเปตุ โย วา โภนฺโต สงฺกติ กญฺจิเทว ฯ

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดแกล้งกล่าวถึงของที่ไม่หายว่าหายก็ดี หรือผู้ใด สงสัยคนใดคนหนึ่งก็ดี ขอให้ผู้นั้นจงได้บริโภคกามทั้งหลาย จงเข้าถึง ความตายอยู่ในท่ามกลางเรือนเถิด.

ข้อ ๑๙๓๕

ยเทสมานา วิจรนฺติ โลเก อิฏฺฐญฺจ กนฺตญฺจ พหูนเมตํ ปิยํ มนุญฺญํ อิธ ชีวโลเก กสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเม ฯ

สัตว์ทั้งหลายในโลก ย่อมพากันเที่ยวแสวงหากามใด เป็นสิ่งที่น่า ปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าฟูใจของสัตว์เป็นอันมาก ในชีวโลกนี้ เพราะเหตุไร ฤาษีทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกามเลย.

ข้อ ๑๙๓๖

กาเมสุ เว หญฺญเร พชฺฌเร จ กาเมสุ ทุกฺขญฺจ ภยญฺจ ชาตํ กาเมสุ ภูตาธิปตี ปมตฺตา ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา ฯ เต ปาปธมฺมา ปสเวตฺว ปาปํ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ตสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเม ฯ

ดูกรท่านผู้เป็นจอมภูต เพราะกามนั่นแล สัตว์ทั้งหลายจึงถูกประหาร ถูกจองจำ เพราะกามทั้งหลาย ทุกข์และภัยจึงเกิดเพราะกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจึงประมาทลุ่มหลงกระทำกรรมอันเป็นบาป สัตว์เหล่านั้น มีบาป จึงประสบบาปกรรม เมื่อตายไปแล้วย่อมไปสู่นรก เพราะเห็น โทษในกามคุณดังนี้ ฤาษีทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกาม.

ข้อ ๑๙๓๗

วีมํสมาโน อิสิโน ภิสานิ ตีเร คเหตฺวาน ถเล นิเธสึ สุทฺธา อปาปา อิสโย วสนฺติ เอตานิ เต พฺรหฺมจารี ภิสานิ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะทดลองดูว่า ฤาษีเหล่านี้ยัง น้อมไปในกามหรือไม่ จึงถือเอาเหง้ามันที่ฝั่งน้ำไปฝังไว้บนบก ฤาษี ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีบาป นี้เหง้ามันของท่าน.

ข้อ ๑๙๓๘

น เต นฏา โน ปน กีฬเนยฺยา น พนฺธวา โน ปน เต สหายา กิสฺมึ ปรวมฺภํ สหสฺสเนตฺต อิสีหิ ตุวํ กีฬสิ เทวราช ฯ

ดูกรท้าวสหัสนัยน์เทวราช ฤาษีเหล่านั้นมิใช่นักฟ้อนของท่าน และมิใช่ ผู้ที่ท่านจะพึงล้อเล่น ไม่ใช่พวกพ้องและสหายของท่าน เพราะเหตุไร ท่านจึงมาดูหมิ่นล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย?

ข้อ ๑๙๓๙

อาจริโย เมสิ ปิตา จ มยฺหํ เอสา ปติฏฺฐา ขลิตสฺส พฺรหฺเม เอกาปราธํ ขม ภูริปญฺญ น ปณฺฑิตา โกธพลา ภวนฺติ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีปัญญากว้าง ท่านเป็นอาจารย์และ เป็นบิดาของข้าพเจ้า ขอเงาเท้าของท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าผู้พลั้ง- พลาด ขอได้โปรดอดโทษครั้งหนึ่งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่มีความ โกรธเป็นกำลัง.

ข้อ ๑๙๔๐

สุวาสิตํ อิสินํ เอกรตฺตํ ยํ วาสวํ ภูตปติทฺทสาม สพฺเพว โภนฺโต สุมนา ภวนฺตุ ยํ พฺราหฺมโณ ปจฺจุปาทิ ภิสานิ ฯ

การที่พวกเราได้เห็นท้าววาสวะผู้เป็นจอมภูต นับเป็นราตรีเอกของพวก เราเหล่าฤาษีซึ่งอยู่กันด้วยดี ท่านผู้เจริญ ทุกคนจงพากันดีใจเถิด เพราะ ท่านพราหมณ์ได้เหง้ามันคืนแล้ว.

ข้อ ๑๙๔๑

อหญฺจ สารีปุตฺโต จ โมคฺคลฺลาโน จ กสฺสโป อนุรุทฺโธ ปุณฺณานนฺโท ตทาสุํ สตฺต ภาตโร ฯ ภคินี อุปฺปลวณฺณา ทาสี ขุชฺชุตฺตรา ตทา จิตฺโต คหปติ ทาโส ยกฺโข สาตาคิโร ตทา ฯ ปาลิเลยฺโย ตทา นาโค มธุโท เสฏฺฐวานโร กาฬุทายี ตทา สกฺโก เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ ภิสชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ---------

เราตถาคต สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ อนุรุทธะ ปุณณะและ อานนท์ เป็น ๗ พี่น้อง ในครั้งนั้น อุบลวรรณาเป็นน้องสาว ขุชชุตตรา เป็นทาสี จิตตคฤหบดีเป็นทาส สาตาคีระเป็นเทวดา ปาลิเลยยกะเป็น ช้าง มธุทะผู้ประเสริฐเป็นวานร กาฬุทายีเป็นท้าวสักกะ ท่านทั้งหลาย จงทรงชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ภิสชาดกที่ ๕.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. ภิสชาดก (๔๘๘) ว่าด้วยท้าวสักกะลักเหง้าบัวเพื่อลองใจฤๅษี (อุปกัญจนดาบสสาบานว่า)

ข้อ ๗๘

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอผู้นั้นจงได้ม้า โค เงิน ทอง และภรรยาที่น่าพอใจในโลกนี้ และจงเป็นผู้พรั่งพร้อมไปด้วยบุตรภรรยามากหลาย (ดาบสผู้น้องชายคนที่ ๒ เมื่อจะชำระตนให้หมดจด จึงสาบานว่า)

ข้อ ๗๙

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอผู้นั้นจงทัดทรงระเบียบดอกไม้ นุ่งห่มผ้าแคว้นกาสี ลูบไล้จุรณแก่นจันทน์ และเขาจงมีบุตรมากๆ อนึ่ง จงทำความเยื่อใยอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๕. ภิสชาดก (๔๘๘) (ดาบสน้องชายที่เหลือต่างกล่าวสาบานว่า)

ข้อ ๘๐

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ผู้นั้นเป็นกสิกร จงมีข้าวเปลือกมากมาย เป็นคฤหัสถ์ จงมียศ มีบุตรมากหลาย มีทรัพย์ มีวัตถุที่น่าใคร่ทั้งปวง อย่าได้เห็นความเสื่อม อยู่ครองเรือนเถิด

ข้อ ๘๑

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอผู้นั้นจงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ เป็นพระราชายิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลาย ทรงมีพลัง ประกอบด้วยพระอิสริยยศ ทรงครอบครองแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตเถิด

ข้อ ๘๒

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ จงอย่าได้คลายความยินดี(ในตำแหน่ง) เชี่ยวชาญในคลองแห่งฤกษ์ยามและนักษัตร เจ้าผู้ครองแคว้นผู้ทรงยศ จงบูชาเขาเถิด

ข้อ ๘๓

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอชาวโลกทั้งปวงจงสำคัญผู้นั้นว่า เป็นครูสอนเวทมนต์ทุกชนิด มีตบะ ขอชาวชนบทจงมุ่งไปบูชาเขาพร้อมๆ กัน

ข้อ ๘๔

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอผู้นั้นจงเก็บกินบ้านส่วยที่มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยเหตุ ๔ ประการ เหมือนท้าววาสวะประทานให้ จงอย่าได้คลายความกำหนัดจนกระทั่งตาย @เชิงอรรถ : @ สมบูรณ์ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ (๑) ด้วยผู้คน เพราะมีผู้คนคับคั่ง (๒) ด้วยข้าวเปลือก เพราะมี@ข้าวเปลือกมากมาย (๓) ด้วยฟืนที่หาได้ง่าย (๔) ด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์ (ขุ.ชา.อ. ๖/๘๔/๒๙๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๕. ภิสชาดก (๔๘๘)

ข้อ ๘๕

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอผู้นั้นจงเป็นผู้ใหญ่บ้าน บันเทิงใจอยู่ด้วยการฟ้อนรำขับร้องในท่ามกลางหมู่สหาย จงอย่าได้รับความพินาศอะไรๆ จากพระราชาเลย

ข้อ ๘๖

ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอองค์เอกอัครราชาทรงปราบปรามศัตรูทั่วพื้นปฐพี จงสถาปนาหญิงนั้นในตำแหน่งที่ยอดกว่าหญิงพันๆ คน และประเสริฐกว่าหญิงภายในขอบขัณฑสีมา

ข้อ ๘๗

ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอหญิงนั้นอย่าได้หวาดหวั่นท่ามกลางนางทาสีทั้งหลาย ที่มาประชุมพร้อมกัน พึงบริโภคของอร่อย จงประพฤติโอ้อวดเพราะลาภอยู่เถิด

ข้อ ๘๘

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอผู้นั้นจงเป็นผู้ปฏิบัติที่อยู่ในมหาวิหาร จงเป็นนักก่อสร้างในกชังคลนคร จงกระทำหน้าต่างตลอดวัน

ข้อ ๘๙

ท่านพราหมณ์ ช้างเชือกใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอช้างเชือกนั้นจงถูกคล้องด้วยบ่วงบาศตั้งร้อยที่อวัยวะ ๖ แห่ง จงถูกนำออกจากป่าอันน่ารื่นรมย์ไปยังราชธานี จงถูกขอสับ ถูกปฏักแทง

ข้อ ๙๐

ท่านพราหมณ์ ลิงตัวใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป ขอลิงตัวนั้นจงสวมใส่พวงดอกรักขาว ถูกเจาะหู ห้อยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยเรียวไม้ เข้าไปใกล้ปากงู จงถูกล่ามโซ่ตระเวนเที่ยวไปตามตรอกเถิด @เชิงอรรถ : @ คำว่า ทำตลอดวัน ในที่นี้หมายถึงทำให้เสร็จภายในวันเดียวเท่านั้น (ขุ.ชา.อ. ๖/๘๘/๒๙๕)@ อวัยวะ ๖ แห่ง คือ เท้าทั้ง ๔ คอ และสะเอว (ขุ.ชา.อ. ๖/๘๙/๒๙๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๕. ภิสชาดก (๔๘๘) (พระโพธิสัตว์สาบานว่า)

ข้อ ๙๑

ผู้ใดแลกล่าวถึงสิ่งที่ไม่หายว่าหาย หรือว่าผู้ใดสงสัยใครๆ ก็ตาม ขอผู้นั้นจงได้ประสบและซ่องเสพกามทั้งหลาย ท่ามกลางเรือนจนกระทั่งตาย (ท้าวสักกะถามพระโพธิสัตว์ว่า)

ข้อ ๙๒

กามเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก และน่าพอใจ ของเทวดาและมนุษย์เป็นจำนวนมากในชีวโลกนี้ ที่สัตว์ทั้งหลายเที่ยวแสวงหาอยู่ในโลก ทำไมฤๅษีทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกามทั้งหลาย (พระโพธิสัตว์แก้ปัญหาของท้าวสักกะว่า)

ข้อ ๙๓

เพราะกามทั้งหลายแล สัตว์ทั้งหลายย่อมฆ่ากัน และย่อมจองจำกัน เพราะกามทั้งหลายจึงเกิดทุกข์ เกิดภัย ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจึงประมาท ทำกรรมชั่วเพราะโมหะ

ข้อ ๙๔

สัตว์เหล่านั้นผู้มีธรรมชั่วก็ประสบสิ่งที่ชั่ว เมื่อตายไปก็ตกนรก เพราะฉะนั้น ฤๅษีทั้งหลายเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงไม่สรรเสริญกามทั้งหลาย (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๙๕

โยมเมื่อจะทดลองฤๅษีทั้งหลาย จึงหยิบเอาเหง้าบัวซึ่งวางไว้ที่ริมฝั่งแล้วไปฝังไว้บนบก พระคุณเจ้าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฤๅษีทั้งหลายอยู่อย่างบริสุทธื์ ไม่มีผู้ชั่วช้า นี้เหง้าบัวของท่าน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๕. ภิสชาดก (๔๘๘) (พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า)

ข้อ ๙๖

ฤๅษีทั้งหลายไม่ใช่นักฟ้อนสำหรับพระองค์ และไม่ใช่บุคคลที่จะพึงล้อเล่น ไม่ใช่ญาติ และไม่ใช่สหายของพระองค์ ขอถวายพระพร ท้าวสหัสสนัยน์เทวราช อาศัยเหตุอะไร พระองค์จึงได้ล้อเล่นกับฤๅษีทั้งหลาย (ท้าวสักกะขอขมาพระโพธิสัตว์ว่า)

ข้อ ๙๗

ท่านพราหมณ์ ขอพระคุณเจ้าจงเป็นทั้งอาจารย์ และบิดาของโยม ข้อนี้ขอจงเป็นที่พึ่งแก่โยมผู้พลั้งพลาดไปแล้ว ท่านผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน ขอท่านจงงดโทษสักครั้งหนึ่งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ถือโกรธ (พระโพธิสัตว์งดโทษต่อท้าวสักกะแล้วให้หมู่ฤๅษียกโทษให้ว่า)

ข้อ ๙๘

คืนเดียวที่พวกฤๅษีอยู่ในป่าก็นับว่าอยู่ดีแล้ว เพราะพวกเราได้เห็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ ขอพระคุณเจ้าทั้งปวงจงพอใจ เพราะพราหมณ์ได้เหง้าบัวคืนมา (พระศาสดาได้ตรัสคาถาประมวลชาดกว่า)

ข้อ ๙๙

ในกาลนั้น ตถาคต สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ อนุรุทธะ ปุณณะ และอานนท์ ทั้ง ๗ เป็นพี่น้องกัน

ข้อ ๑๐๐

ในกาลนั้น อุบลวรรณาเป็นน้องสาว ขุชชุตตราเป็นทาสี จิตตคหบดีเป็นทาส สาตาคิระเป็นยักษ์

ข้อ ๑๐๑

ในกาลนั้น ปาลิเลยยะได้เป็นช้าง วานรที่ถวายน้ำผึ้งได้เป็นวานรตัวประเสริฐ กาฬุทายีได้เป็นท้าวสักกะ พวกเธอจงทรงจำชาดกไว้อย่างนี้ ภิสชาดกที่ ๕ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๓๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสฺสํ ควํ รชฏํ ชาตรูปํ ดังนี้.

ก็เรื่องปัจจุบันจักแจ่มแจ้งใน กุสชาดก

แต่ว่า ในกาลครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามพระภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้กระสันจริงหรือ ครั้นภิกษุนั้นรับว่าจริงพระเจ้าข้า. ตรัสถามต่อไปว่าอาศัยอะไร เมื่อทูลว่ากิเลสพระเจ้าข้า.

ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันมีธรรมเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้เห็นปานนี้ เหตุไรยังจะอาศัยกิเลสกระสันอยู่เล่า บัณฑิตในครั้งก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติบวชในลัทธิเป็นพาเหียร ยังพากันปรารภถึงวัตถุกามและกิเลสกาม กระทำได้เป็นคำสบถอยู่ได้เลย ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ผู้มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ.

พวกญาติพากันขนานนามว่า มหากาญจนกุมาร.

ครั้นเมื่อท่านเดินได้ ก็เกิดบุตรคนอื่นอีกคนหนึ่ง พวกญาติขนานนามว่า อุปกาญจนกุมาร โดยลำดับอย่างนี้ ได้มีบุตรถึง ๗ คน. แต่คนสุดท้องเป็นธิดาคนหนึ่ง พวกญาติขนานนามว่า กาญจนเทวี.

มหากาญจนกุมารโตแล้ว เรียนศิลปะทั้งปวงมาจากเมืองตักกสิลา.

ครั้งนั้นมารดาบิดาปรารถนาจะผูกพันท่านไว้ด้วยฆราวาส พูดกันว่า เราพึงสู่ขอทาริกาจากสกุลที่มีกำเนิดเสมอกับตนให้เจ้า เจ้าจงดำรงฆราวาสเถิด.

ท่านบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ครับ ข้าพเจ้าไม่ต้องการครองเรือนเลย เพราะภพทั้ง ๓ ปรากฏแก่ข้าพเจ้าว่ามีภัยน่าสะพรึงกลัวเหมือนไฟติดอยู่ทั่วๆ ไป เป็นเครื่องจองจำเหมือนเรือนจำ เป็นของพึงเกลียดชังอย่างยิ่ง เหมือนกับแผ่นดินอันเป็นที่เทโสโครกข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเมถุนธรรมแม้แต่ความฝัน บุตรคนอื่นๆ ของท่านมีอยู่ โปรดบอกให้เขาครองเรือนต่อไปเถิด. แม้จะถูกอ้อนวอนบ่อยๆ แม้จะถูกท่านบิดามารดาส่งพวกสหายไปอ้อนวอนก็คงไม่ปรารถนาเลย.

ครั้งนั้นพวกสหายพากันถามท่านว่า เพื่อนเอ๋ย ก็แกปรารถนาอะไรเล่าจึงไม่อยากจะบริโภคกามคุณเลย. ท่านบอกอัธยาศัยในการออกจากกามแก่พวกนั้น มารดาบิดาฟังเรื่องนั้นแล้วก็ขอร้องบุตรที่เหลือ. แม้บุตรเหล่านั้นต่างก็ไม่ต้องการ. กาญจนเทวีก็ไม่ต้องการเหมือนกัน.

อยู่มาไม่ช้า มารดาบิดาก็พากันถึงแก่กรรม มหากาญจนบัณฑิต ครั้นกระทำกิจที่ต้องทำให้แก่มารดาบิดาแล้ว ก็ให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนขัดสนด้วยทรัพย์ ๘๐ โกฏิแล้วชวนน้องชาย ๖ คนและน้องสาว ทาสชายคนหนึ่ง ทาสหญิงคนหนึ่ง และสหายคนหนึ่ง ออกมหาภิเนษกรมณ์เข้าสู่ป่าหิมพานต์. ท่านเหล่านั้นอาศัยสระปทุมในป่าหิมพานต์นั้นสร้างอาศรม ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ แล้วพากันบวชเลี้ยงชีพด้วยมูลผลาหารในป่า.

ท่านเหล่านั้นไปป่าก็ไปร่วมกัน ผู้หนึ่งพบต้นไม้หรือใบไม้ ณ ที่ใด ก็เรียกคนอื่นๆ ไป ณ ที่นั้น ต่างพูดกันถึงเรื่องที่เห็นที่ได้ยินเป็นต้นไปพลาง เลือกเก็บผลไม้ใบไม้ไปพลาง เป็นเหมือนที่ทำงานของชาวบ้าน. ดาบสมหากาญจน์ผู้อาจารย์ดำริว่า อันการเที่ยวแสวงหาผลาผลด้วยอำนาจความคะนองเช่นนี้ ดูไม่เหมาะแก่พวกเราผู้ทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิมาบวชเสียเลย ตั้งแต่นี้ไปเราคนเดียวจักหาผลไม้มา.

พอถึงอาศรมแล้ว ท่านก็เรียกดาบสเหล่านั้นทุกคนมาประชุมกันในเวลาเย็น แจ้งเรื่องนั้นให้ทราบแล้วกล่าวว่า พวกเธอจงอยู่ทำสมณธรรมกันในที่นี้แหละ ฉันจักไปหาผลาผลมา. ครั้งนั้นดาบสมีอุปกาญจนะเป็นต้นพากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวกข้าพเจ้าพากันอาศัยท่านบวชแล้ว ท่านจงกระทำสมณธรรม ณ ที่นี้แหละน้องสาวของพวกเราก็ต้องอยู่ที่นี้เหมือนกัน ทาสีเล่าก็ต้องอยู่ในสำนักของน้องสาวนั้น พวกข้าพเจ้า ๘ คนจักผลัดกันไปนำผลาผลมา ท่านทั้งสามคนเป็นผู้พ้นวาระ แล้วรับปฏิญญา.

ตั้งแต่บัดนั้น คนทั้ง ๘ ก็ผลัดกันวาระละหนึ่งคนหาผลาผลมา ที่เหลือคงอยู่ในศาลาของตนนั้นเอง ไม่จำเป็นก็ไม่ได้รวมกัน. ผู้ที่ถึงวาระหาผลาผลมาแล้ว ก็แบ่งเป็น ๑๑ ส่วน เหนือแผ่นหินซึ่งมีอยู่แผ่นหนึ่ง เสร็จแล้วตีระฆัง ถือเอาส่วนแบ่งของตนเข้าไปที่อยู่. ดาบสที่เหลือพากันออกมาด้วยเสียงระฆังอันเป็นสัญญา ไม่กระทำเสียงเอะอะ เดินไปด้วยท่าทางอันแสดงความเคารพ ถือเอาส่วนแบ่งที่จัดไว้เพื่อตน แล้วไปที่อยู่ฉัน แล้วทำสมณธรรมต่อไป.

กาลต่อมา ดาบสทั้งหลายนำเหง้าบัวมาฉัน พากันมีตบะรุ่งเรือง มีตบะแก่กล้า ชำนะอินทรีย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ต่างกระทำกสิณกรรมอยู่.

ครั้งนั้น พิภพของท้าวสักกะหวั่นด้วยเดชแห่งศีลของดาบสเหล่านั้น.

ท้าวสักกะเล่าก็ยังทรงระแวงอยู่นั้นเองว่า ฤาษีเหล่านี้ยังน้อมใจไปในกามอยู่หรือหามิได้หนอ. ท้าวเธอทรงดำริว่า เราจักคอยจับฤาษีเหล่านี้ แล้วสำแดงอานุภาพซ่อนส่วนแบ่งของพระมหาสัตว์เสียตลอด ๓ วัน.

วันแรกพระมหาสัตว์ไม่เห็นส่วนแบ่งก็คิดว่า คงจักลืมส่วนแบ่งของเราเสียแล้ว

ในวันที่สองคิดว่า เราคงมีโทษ ชะรอยจะไม่ตั้งส่วนแบ่งไว้เพื่อเราด้วยต้องการจะประณาม

ในวันที่สามคิดว่า เหตุการณ์อะไรเล่านะถึงไม่ตั้งส่วนแบ่งแก่เรา ถ้าโทษของเราจักมี เราต้องขอให้งดโทษ แล้วก็ตีระฆังเป็นสัญญาในเวลาเย็น. ดาบสทั้งหมดประชุมกัน พูดกันว่าใครตีระฆัง. ท่านตอบว่า ฉันเอง. พ่อคุณทั้งหลายพากันถามว่า เพราะเหตุไรเล่า ขอรับท่านอาจารย์.

ตอบว่า พ่อคุณทั้งหลาย ในวันที่ ๓ ใครหาผลาผลมา.

ดาบสท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้า ขอรับท่านอาจารย์.

ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนที่เหลือ แบ่งส่วนเผื่อฉันหรือไม่เล่า.

ตอบว่า แบ่งครับท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าแบ่งไว้เป็นส่วนที่เจริญขอรับ.

ถามว่า เมื่อวานเล่าเวรใครไปหามา.

ท่านผู้อื่นลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้าขอรับ.

ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนนึกถึงฉันหรือไม่.

ตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งส่วนอันเจริญไว้เผื่อท่านครับ.

ถามว่า วันนี้เล่าใครหามา.

อีกท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้า.

ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนได้นึกถึงฉันหรือไม่.

ตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งส่วนที่เจริญไว้เพื่อท่านแล้วครับ.

ท่านกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ฉันไม่ได้รับส่วนแบ่งสามวันทั้งวันนี้ ในวันแรกฉันไม่เห็นส่วนแบ่งคิดว่า ผู้แบ่งส่วนคงจักลืมฉันเสีย ในวันที่สองคิดว่า ฉันคงมีโทษอะไรๆส่วนวันนี้คิดว่า ถ้าโทษของฉันมี ฉันจักขอขมา จึงเรียกเธอทั้งหลายมาประชุมด้วยตีระฆังเป็นสัญญา เธอทั้งหลายต่างบอกว่า พวกเราพากันแบ่งส่วนเหง้าบัวเหล่านี้ แล้วฉันไม่ได้ ควรจะรู้ตัวผู้ขโมยกินเหง้าบัวเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าการขโมยเพียงเหง้าบัวก็ไม่เหมาะแก่ผู้ที่ละกามแล้วบวช.

ดาบสเหล่านั้นฟังคำของท่านแล้ว ต่างก็มีจิตเสียวสยองกันทั่วทีเดียวว่า โอ กรรมหนักจริง.

เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้อันใหญ่ในป่า ณ อาศรมบทนั้น ลงมาจากคาคบนั่งอยู่ในสำนักของดาบสเหล่านั้นเหมือนกัน. ช้างเชือกหนึ่งถูกจำปลอก ไม่สามารถทนทุกข์ได้ ทำลายปลอกหนีเข้าป่าไป ได้เคยมาไหว้คณะฤาษีตามกาลสมควร แม้ช้างนั้นก็มายืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ยังมีลิงตัวหนึ่งเคยถูกให้เล่นกับงู รอดมาได้จากมือหมองู เข้าป่าอาศัยอยู่ใกล้อาศรมนั้นเอง วันนั้นลิงแม้นั้นก็นั่งไหว้คณะฤาษีอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ท้าวสักกะดำริว่า จักคอยจับคณะฤาษีก็ไม่ได้สำแดงกายให้ปรากฏยืนอยู่ในสำนักของดาบสเหล่านั้น.

ขณะนั้น อุปกาญจนดาบสน้องชายของพระโพธิสัตว์ ลุกจากอาสนะไหว้พระโพธิสัตว์แล้ว แสดงความนอบน้อมแก่ดาบสที่เหลือถามว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่ได้ปรารถนาสิ่งอื่นเลย จะได้เพื่อจะชำระตนเองหรือไม่.

ท่านตอบว่า ได้จ๊ะ.

อุปกาญจนดาบสนั้นยืนในท่ามกลางคณะฤาษี เมื่อจะกระทำสบถว่า ถ้าข้าพเจ้าฉันเหง้าบัวของท่านแล้ว ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด.

จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ ม้า วัว เงิน ทอง และภรรยาที่น่าชอบใจ จงพร้อมพรั่งด้วยบุตรและภรรยามากมายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสํ ควํ นี้ พึงทราบว่า เขากล่าวติเตียนวัตถุกามทั้งหลายว่า ปิยวัตถุมีประมาณเท่าใด ความโศกและความทุกข์มีประมาณเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น เพราะความวิปโยคเหล่านั้น.

คณะฤาษีได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านผู้นิรทุกข์ คำสบถของท่านหนักยิ่งปานไร พากันปิดหู. ส่วนพระโพธิสัตว์กล่าวว่า พ่อคุณเอ๋ย คำสบถของเธอหนักยิ่งนัก เธอไม่ได้ฉันจงนั่ง ณ อาสนะสำหรับเธอเถิด.

เมื่ออุปกาญจนดาบสทำสบถนั่งลงแล้ว น้องคนที่ ๒ ลุกขึ้นไหว้พระมหาสัตว์

เมื่อจะชำระตนด้วยคำสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงทัดทรงระเบียบ ดอกไม้ เครื่องลูบไล้กระแจะจันทน์แคว้นกาสี จงเป็นผู้มากไปด้วยบุตร จงกระทำความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติพฺพํ ความว่า จงกระทำความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้าในวัตถุกามและกิเลสกาม. คำนี้เขากล่าวด้วยอำนาจการปฏิเสธทุกข์เท่านั้นว่า ผู้ใดมีความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้าในวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้น ผู้นั้นย่อมได้รับทุกข์อย่างมหันต์ เพราะความวิปโยคเหล่านั้น.

เมื่อน้องชายที่ ๒ นั่งแล้ว ดาบสที่เหลือต่างก็ได้กล่าวคาถาคนละคาถา ตามควรแก่อัธยาศัยของตนว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นคฤหัสถ์มีธัญชาติมากมาย สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม มียศ จงได้บุตรทั้งหลาย จงมีทรัพย์ ได้กามคุณทุกอย่าง จงอยู่ครองเรือนอย่างไม่เห็นความเสื่อมเลย.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์บรมราชาธิราช มีกำลัง มียศศักดิ์ จงครอบครองแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตเถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นพราหมณ์ มัวประกอบในทางทำนายฤกษ์ยาม อย่าได้คลายความยินดีในตำแหน่ง ท่านผู้เป็นเจ้าแคว้นผู้มียศ จงบูชาผู้นั้นเถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอชาวโลกทั้งมวลจงสำคัญผู้นั้นว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมนต์ทั้งปวงผู้เรืองตบะ ชาวชนบททั้งหลายทราบดีแล้วจงบูชาผู้นั้นเถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงครอบครองบ้านส่วยอันพระราชาทรงพระราชทานให้ เป็นบ้านที่มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วยเหตุ ๔ ประการ ดุจท้าววาสวะพระราชทานให้ อย่าได้คลายความยินดีจนกระทั่งถึงความตายเถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นนายบ้าน บันเทิงอยู่ด้วยความฟ้อนรำขับร้องในท่ามกลางสหาย อย่าได้รับความพินาศอย่างใดอย่างหนึ่งจากพระราชาเลย.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเอกราช ทรงปราบปรามศัตรูได้ทั่วพื้นปฐพี ทรงสถาปนาให้หญิงนั้นเป็นยอดสตรีจำนวนพัน ขอหญิงนั้นจงเป็นมเหสีผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลายเถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้หญิงนั้นจงเป็นทาสี ไม่สะดุ้งสะเทือน กินของดีๆ ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่มาประชุมกันอยู่ จงเที่ยวโอ้อวดลาภอยู่เถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นเป็นเจ้าอาวาสในวัดใหญ่ๆ จงเป็นผู้ประกอบนวกรรมในเมืองกชังคละ จงกระทำหน้าต่างตลอดวันเถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ช้างเชือกใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ช้างเชือกนั้นจงถูกคล้องด้วยบ่วงบาศตั้งร้อย จงถูกนำออกจากป่า อันน่ารื่นรมย์มายังราชธานี จงถูกทิ่มแทงด้วยปฏักและสับด้วยขอเถิด.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ลิงตัวใดลักเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ลิงตัวนั้นมีดอกไม้สวมคอ ถูกเจาะหูด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว เมื่อฝึกหัดให้เล่นงู เข้าไปใกล้ปากงู ถูกมัดตระเวนเที่ยวไปตามตรอกเถิด.

ในบรรดาคาถาเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ที่น้องชายคนที่ ๓ ของพระโพธิสัตว์กล่าวเป็นคำสบถ.

บทว่า กสิมา ได้แก่ กสิกรรมที่สมบูรณ์.

บทว่า ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม ความว่า ให้ผู้นั้นเป็นชาวนามีกสิกรรมอันสมบูรณ์ จงได้บุตรมาก มีเหย้าเรือน มีทรัพย์ มีแก้ว ๗ ประการ ได้สิ่งที่น่าใคร่มีรูปเป็นต้นทุกประเภท.

บทว่า วยํ อปสฺสํ ความว่า จงไม่เห็นความเสื่อมของตนแม้จะสมควรแก่บรรพชาในเวลาแก่ จงครองเรือนอันเพียบพร้อมด้วยเบญจกามคุณเรื่อยไปดังนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยเบญจกามคุณนั้น ย่อมถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ด้วยความพลัดพรากจากกามคุณ.

ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๔ กล่าว

บทว่า ราชาธิราชา ได้แก่ เป็นพระราชาผู้ยิ่งในระหว่างแห่งพระราชาทั้งหลายนี้ ท่านแสดงโทษในราชสมบัติว่า ธรรมดาว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อความยิ่งใหญ่พลัดพรากไป ย่อมเกิดทุกข์อย่างใหญ่หลวง.

ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๕ กล่าว

บทว่า อวีตราโค ได้แก่ ผู้มีตัณหาด้วยตัณหาอันเป็นที่ตั้งของปุโรหิต ทั้งนี้ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า ความเป็นปุโรหิตของพราหมณ์ปุโรหิตถูกมฤตยูกลืนเสียเท่านั้น ความโทมนัสใหญ่หลวงย่อมเกิดขึ้น.

ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๖ กล่าว

บทว่า ตปสฺสีนํ ความว่า ชาวโลกทั้งปวงจงสำคัญเขาว่า เป็นผู้มีตบะ สมบูรณ์ด้วยศีล ท่านกล่าวทั้งนี้ด้วยสามารถติเตียนลาภสักการะว่า ความโทมนัสใหญ่หลวงย่อมเกิด เพราะลาภสักการะปราศไปเสีย.

ในคาถาที่ดาบสผู้เป็นสหายกล่าว บทว่า จตุสฺสทํ ความว่า ผู้ใดลักเหง้าบัวของท่านไป ผู้นั้นจงครอบครองบ้านส่วยด้วยอุดมเหตุ ๔ สถาน คือด้วยผู้คน เพราะเป็นผู้มีคนคับคั่ง ด้วยข้าวเปลือก เพราะข้าวเปลือกมากมาย ด้วยฟืนหาได้ง่าย และด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์มั่งคั่ง อันพระราชาทรงพระราชทาน.

บทว่า วาสเวน ความว่า อันไม่หวั่นไหว ดุจท้าววาสวะทรงประทาน คืออันพระราชานั้นพระราชทานแล้ว เพราะให้พระราชาพระองค์นั้นทรงโปรดปราน ด้วยอานุภาพแห่งพรที่ได้จากท้าววาสวะ.

บทว่า อวีตราโค ความว่า จงมีราคะไม่ไปปราศเลย คือยังจมอยู่ในปลักกาม เหมือนสุกรเป็นต้นจมปลักตมอยู่ฉะนั้น ตกไปสู่ความตายเถิด. ดาบสผู้สหายนั้น เมื่อแถลงโทษของกามทั้งหลาย จึงกล่าวอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

ในคาถาที่ทาสกล่าว บทว่า คามณี ความว่า เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทาสแม้นี้ก็ติเตียนกามทั้งหลายเหมือนกัน จึงกล่าวอย่างนี้.

ในคาถาที่กาญจนเทวีกล่าว บทว่า ยํ ได้แก่ หญิงใด.

บทว่า เอกราชา คือ อัครราชา.

บทว่า อิตฺถีสหสฺสานํ ท่านกล่าวด้วยความสละสลวยแห่งคำ. อธิบายว่า ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าหญิง ๑๖,๐๐๐ นาง.

บทว่า สีมนฺตินีนํ ความว่า แห่งหญิงผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลาย. กาญจนเทวีนั้น แม้ดำรงอยู่ในความเป็นหญิงก็ติเตียนกามทั้งหลาย ดุจกองคูถที่มีกลิ่นเหม็นฉะนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ในคาถาที่ทาสีกล่าว

บทว่า สพฺพสมาคตานํ ความว่า ให้ผู้นั้นเป็นทาสีนั่งไม่หวั่นไหวไม่สะดุ้งสะเทือน บริโภคของมีรสดี ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่ประชุมกัน ได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่า การนั่งกินในสำนักของเจ้านายทั้งหลาย เป็นเรื่องอัปรีย์ของพวกทาสี เหตุนั้น นางทาสีนั้นจึงกล่าวอย่างนี้ เพราะเป็นเรื่องอัปรีย์ของตน.

บทว่า จราตุ แปลว่า จงประพฤติ.

บทว่า ปรลาเภน วิกตถมานา ความว่า กระทำกรรมแห่งผู้ล่อลวงเพราะเหตุแห่งลาภ ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นเถิด. นางแม้ดำรงอยู่ในความเป็นทาสี ก็ยังติเตียนวัตถุแห่งกิเลสเหมือนกันด้วยคาถานี้.

ในคาถาที่เทวดากล่าว บทว่า อาวาสิโก ความว่า ผู้ปกครองอาวาส.

บทว่า กชงฺคลายํ ความว่า ในนครมีชื่ออย่างนั้น ได้ยินว่า ในนครนั้นมีทัพสัมภาระหาได้ง่าย.

บทว่า อาโลกสนฺธึ ทิวสา ความว่า จงกระทำบานหน้าต่างตลอดวันเถิด ได้ยินว่า เทวบุตรนั้น ในกาลแห่งพระพุทธกัสสป ได้เป็นพระเถระในสงฆ์ ในมหาวิหารเก่ามีบริเวณ ๑ โยชน์ ติดกับเมืองกชังคละ เมื่อกระทำนวกรรมในวิหารเก่านั่นแล ต้องเสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวง เหตุนั้นจึงปรารภถึงทุกข์นั้นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้.

ในคาถาที่ช้างกล่าว บทว่า ปาสสเตหิ ความว่า ด้วยบ่วงจำนวนมาก.

บทว่า ฉพฺภิ ความว่า ในฐานะ ๖ คือ เท้า ๔ คอ ๑ ส่วนสะเอว ๑.

บทว่า คุตฺเตหิ ความว่า ด้วยปลอกเหล็กยาว มีเงี่ยงสองทาง.

บทว่า ปาจเนภิ ได้แก่ ด้วยปฏักคือด้วยขอสับ ได้ยินว่า ช้างนั้นปรารภถึงทุกข์ที่ตนเข็ดหลาบมาแล้วนั้นเอง จึงกล่าวอย่างนี้.

ในคาถาที่วานรกล่าว บทว่า อลกฺกมาลิ ความว่า ประกอบด้วยมาลาสวมคอที่หมองูใส่คอวางไว้.

บทว่า ติปุกณฺณวิทฺโธ ความว่า ถูกเจาะหูด้วยดีบุก.

บทว่า ลฏฺฐิหโต ความว่า หมองูให้ศึกษากีฬางู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. แม้วานรนั้นได้กล่าวอย่างนี้ หมายถึงทุกข์ที่ตนได้เสวยในเงื้อมมือของหมองู.

ก็เมื่อชนทั้ง ๑๓ สบถกันอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ดำริว่า บางทีพวกเหล่านี้พึงกินแหนงในเราว่าผู้นี้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่หายไปเลยว่าหายไป ดังนี้ เราต้องสบถบ้าง.

เมื่อทำสบถ จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดแลแกล้งกล่าวถึงของที่ไม่หายว่าหายก็ดี หรือผู้สงสัยคนใดคนหนึ่งก็ดี ขอให้ผู้นั้นจงได้บริโภคกามทั้งหลาย จงเข้าถึงความตายอยู่ในท่ามกลางเรือน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต เป็นอาลปนะ. ท่านอธิบายไว้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดเล่ากล่าวถึงส่วนที่มิได้หายไปว่าหายไปหมดแล้ว หรือผู้ใดสงสัยในพวกเธอคนใดคนหนึ่ง ให้ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคเบญจกามคุณ อย่าได้บรรพชาอันน่ารื่นรมย์เลยเทียวนะ จงตายเสียในท่ามกลางเรือนนั่นเทียว.

ก็แลเมื่อฤาษีทั้งหลายพากันสบถแล้ว ท้าวสักกะทรงกลัวคิดว่า เราหมายจะทดลองพวกนี้ดู จึงทำให้เหง้าบัวหายไป พวกเหล่านี้พากันติเตียนกามทั้งหลาย ประหนึ่งก้อนน้ำลายที่ถ่มทิ้ง ทำสบถกัน เราต้องถามพวกเหล่านั้น ถึงเหตุที่ติเตียนกามคุณดู แล้วทรงสำแดงกายให้ปรากฏ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์

เมื่อตรัสถาม ตรัสคาถาสืบไปว่า

สัตว์ทั้งหลายในโลก ย่อมพากันเที่ยวแสวงหากามใด เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าฟูใจของสัตว์เป็นอันมากในชีวโลกนี้ เพราะเหตุใด ฤาษีทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกามนั้นเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทสมานา มีอรรถาธิบายว่า ฝูงสัตว์ต่างเสาะหาวัตถุกามและกิเลสกามอันใด ด้วยกรรมทั้งสมควรและไม่สมควร มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น พากันท่องเที่ยวไปในโลก กามนั้นเป็นสิ่งน่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก และน่าชื่นใจของสัตว์เป็นอันมาก คือของมวลเทพดาและมนุษย์ เหตุไรเล่า หมู่ฤาษีจึงมิได้สรรเสริญกามทั้งหลายเลย. ด้วยบทว่า กามทั้งหลาย นี้ท้าวสักกะทรงแสดงวัตถุนั้นโดยสรุป.

ครั้งนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะแก้ปัญหาของท้าวเธอ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมภูต เพราะกามนั่นแล สัตว์ทั้งหลายจึงถูกประหาร ถูกจองจำ เพราะกามทั้งหลาย ทุกข์และภัยจึงเกิด เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจึงประมาทลุ่มหลง กระทำกรรมอันเป็นบาป

สัตว์เหล่านั้นมีบาป จึงประสบบาปกรรม เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่นรก เพราะเห็นโทษในกามคุณดังนี้ ฤาษีทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกาม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ ความว่า คนทั้งหลายย่อมกระทำทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น เพราะเหตุแห่งกาม คือ เพราะอาศัยกามทั้งหลาย.

บทว่า หญฺญเร ความว่า ย่อมเดือดร้อนเพราะอาชญาเป็นต้น.

บทว่า พชฺฌเร ความว่า ย่อมถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำคือเชือกเป็นต้น.

บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มิใช่ความสำราญอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต.

บทว่า ภยํ ได้แก่ ภัยทั้งปวง มีการติเตียนตนเป็นต้น.

พระมหาสัตว์เรียกท้าวสักกะว่า ภูตาธิบดี.

บทว่า อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ความว่า เพราะเห็นโทษเห็นปานนี้ ก็โทษนี้นั้นพึงแสดงด้วยสูตรทั้งหลาย มีทุกขักขันธสูตร เป็นต้น.

ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์มีพระมนัสสลด ตรัสคาถาต่อไปว่า

ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะทดลองดูว่าฤาษีเหล่านี้ยังน้อมไปในกามหรือไม่ จึงถือเอาเหง้าบัวที่ฝั่งน้ำไปฝังไว้บนบก ฤาษีทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีบาป นี้เหง้าบัวของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีมํสมาโน ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมทดลองว่า ฤาษีเหล่านี้น้อมจิตไปในกามหรือไม่.

บทว่า อิสิโน ความว่า ถือเอาเหง้าบัวอันเป็นของท่านผู้แสวงหา.

บทว่า ตีเร คเหตฺวาน ความว่า ถือเอาเหง้าบัวที่ท่านเก็บไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้วฝังไว้ ณ ส่วนหนึ่งบนบก.

บทว่า สุทฺธา ความว่า บัดนี้เรารู้ถึงการกระทำสบถของท่าน ฤาษีเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีบาปอยู่.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น แล้วกล่าวว่า

ดูก่อนท้าวสหัสนัยน์เทวราช ฤาษีเหล่านี้มิใช่นักฟ้อนของท่าน และมิใช่ผู้ที่ท่านจะพึงล้อเล่น ไม่ใช่พวกพ้องและสหายของท่าน เพราะเหตุไร ท่านจึงมาดูหมิ่น ล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ดูก่อนท้าวเทวราช พวกกระผมไม่ใช่เป็นนักฟ้อนของท่าน และเป็นผู้ไม่สมควรที่ใครๆ จะพึงล้อเล่น ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่สหายของท่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะอะไร พระองค์จึงทำการดูหมิ่น เพราะอาศัยอะไร พระองค์จึงล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย.

ครั้งนั้นท้าวสักกะ เมื่อจะขอขมาท่าน จึงกล่าวคาถาที่ ๒๐ ว่า

ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ท่านเป็นอาจารย์และเป็นบิดาของข้าพเจ้า ขอเงาเท้าของท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าผู้พลั้งพลาด ขอได้โปรดอดโทษสักครั้งหนึ่งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสา ปติฏฺฐา ความว่า เงาแห่งเท้าของท่านนี้ จงเป็นที่พึ่งแห่งความพลั้งพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้.

บทว่า โกปพลา ความว่า ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตทั้งหลายย่อมมีขันติเป็นกำลัง มิใช่เป็นผู้มีความโกรธเป็นกำลัง.

พระมหาสัตว์อดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว เมื่อจะให้คณะฤาษีอดโทษด้วยตนเอง จึงกล่าวคาถาต่อไปว่า

การที่พวกเราได้เห็นท้าววาสวะผู้เป็นจอมภูต นับเป็นราตรีเอกของพวกเราเหล่าฤาษีซึ่งอยู่กันด้วยดี ท่านผู้เจริญทุกคนจงพากันดีใจเถิด เพราะท่านพราหมณ์ได้เหง้าบัวคืนแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตึ มีอรรถาธิบายว่า เป็นราตรีเอกที่ผู้มีอายุทั้งหลายพากันอยู่ในป่านี้ เป็นอันอยู่ดีกันทั้งนั้น เพราะเหตุไร เหตุว่าพวกเราพากันเห็นท้าววาสวะผู้เป็นเจ้าแห่งภูต ถ้าพวกเราอยู่ในเมืองละก็คงไม่ได้เห็น.

บทว่า โภนฺโต ความว่า พ่อมหาจำเริญเอ๋ย ทุกคนจงดีใจเถิด จงปลื้มใจเถิด จงอดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุไรเล่า เพราะท่านพราหมณ์ได้เหง้าบัวคืนแล้ว คือเหตุว่าอาจารย์ของพวกเธอได้คืนเหง้าบัว.

ท้าวสักกเทวราชบังคมคณะฤาษีแล้วเสด็จไปสู่เทวโลก. ฝ่ายคณะฤาษีพากันยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ต่างได้เข้าถึงพรหมโลก.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โบราณกบัณฑิตพากันทำสบถละกิเลสอย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจจะ เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงในพระโสดาปัตติผล.

เมื่อพระศาสดาจะทรงประชุมชาดก ได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายอีก ๓ คาถาว่า

เราตถาคตสารีบุตร โมคคัลลานะกัสสปะ อนุรุทธะ ปุณณะ

และอานนท์เป็น ๗ พี่น้อง ในครั้งนั้น

อุบลวรรณาเป็นน้องสาว

ขุชชุตตราเป็นทาสี

จิตตคฤหบดีเป็นทาส

สาตาคีระเป็นเทวดา

ปาลิเลยยกะเป็นช้าง

มธุระผู้ประเสริฐ เป็นวานร

กาฬุทายีเป็นท้าวสักกะ

ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบอรรถกถาภิสกชาดกที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา