๔. ชัมพุขาทกชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔ ชมฺพูขาทกชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. ชัมพุขาทกชาดก ว่าด้วยการสรรเสริญกันและกัน
โกยํ พินฺทุสฺสโร วคฺคุ สรวนฺตานมุตฺตโม อจฺจุโต ชมฺพุสาขาย โมรจฺฉาโปว กุชฺชติ ฯ
ใครนี่ มีเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง อุดมกว่าสัตว์ผู้ที่มีเสียงเพราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่งชมพู่ ส่งเสียงร้องไพเราะดุจลูกนกยูง ฉะนั้น.
กุลปุตฺโต ปชานาติ กุลปุตฺตํ ปสํสิตุํ พฺยคฺฆจฺฉาปสทิสวณฺณ ภุญฺช สมฺม ททามิ เต ฯ
กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดูกรสหายผู้มีผิวพรรณคล้ายกับลูก- เสือโคร่ง เชิญท่านบริโภคเถิด เรายอมให้แก่ท่าน.
จิรสฺสํ วต ปสฺสามิ มุสาวาที สมาคเต วนฺตาทํ กุณปาทญฺจ อญฺญมญฺญํ ปสํสเกติ ฯ ชมฺพูขาทกชาตกํ จตุตฺถํ ฯ ---------
ดูกรบุคคลผู้สรรเสริญกันและกัน เราได้เห็นคนพูดมุสา คือ กาผู้เคี้ยว กินของที่คนอื่นคายแล้ว และสุนัขจิ้งจอกผู้กินซากศพ มาประชุมกัน นานมาแล้ว. จบ ชัมพุขาทกชาดกที่ ๔.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. ชัมพุขาทกชาดก (๒๙๔) ว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกอยากกินลูกหว้า (สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งต้องการจะลวงกากินลูกหว้าแสร้งสรรเสริญกาว่า) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๔๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๓. ติกนิบาต] ๕. กุมภวรรค ๕. อันตชาดก (๒๙๕)
ใครนั่นมีเสียงหยดย้อยยอดเยี่ยม กว่าสัตว์ที่มีเสียงไพเราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่งต้นหว้า เจรจาด้วยสำเนียงอันน่าพอใจ คล้ายลูกนกยูง (กาสรรเสริญตอบสุนัขจิ้งจอกว่า)
กุลบุตรรู้จักสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน นี่ท่านผู้มีผิวพรรณเช่นกับลูกเสือโคร่ง เชิญท่านบริโภคเถิดเพื่อน เราจะให้ลูกหว้าสุกแก่ท่าน (เทวดาโพธิสัตว์เห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริงจึงกล่าวว่า)
เราเห็นมานานแล้ว คนที่มาประชุมกันพูดเท็จ สรรเสริญกันเอง คือ กากินอาหารที่เขาคายแล้วและสุนัขจิ้งจอกกินซากศพชัมพุขาทกชาดกที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โกยํ วินฺทุสฺสโร วคฺคุ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น เมื่อพระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะ พระโกกาลิกะจึงเข้าไปยังตระกูลทั้งหลายกล่าวคุณของพระเทวทัตว่า พระเถระผู้มีนามว่าเทวทัต เกิดในราชวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราชโดยสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้ามหาสมมตราช เจริญในขัตติยวงศ์อันไม่ปะปนทรงพระไตรปิฎก ได้ฌาน มีถ้อยคำไพเราะ เป็นธรรมกถึก ท่านทั้งหลายจงให้ จงกระทำแก่พระเถระเถิด.
ฝ่ายพระเทวทัตก็กล่าวคุณของพระโกกาลิกะว่า พระโกกาลิกะออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงเป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ท่านทั้งหลายจงให้ จงกระทำแก่พระโกกาลิกะเถิด. พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้นต่างกล่าวคุณของกันและกัน เที่ยวฉันอยู่ในเรือนแห่งตระกูลทั้งหลายด้วยประการดังนี้.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างกล่าวถ้อยคำพรรณนาคุณอันไม่มีจริงของกันและกัน แล้วเที่ยวฉันอาหารอยู่พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้นกล่าวคำพรรณนาคุณอันไม่เป็นจริงแล้วบริโภคภัตตาหารแม้ในกาลก่อน พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะก็บริโภคแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวป่าชมพู่แห่งหนึ่ง. ในป่าชมพู่นั้น มีกาตัวหนึ่งจับอยู่ที่กิ่งชมพู่ กินผลชมพู่สุกๆครั้งนั้น มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินมา แหงนดูเห็นกาคิดว่า ถ้ากระไร เรากล่าวคุณอันไม่เป็นจริงของกานี้ จะได้กินชมพู่สุก
เมื่อจะกล่าวคุณของกานั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ใครนี่มีเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง อุดมกว่าสัตว์ผู้มีเสียงเพราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่งชมพู่ ส่งเสียงร้องไพเราะดุจลูกนกยูงฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินฺทุสฺสโร ความว่า ประกอบด้วยเสียงหยดย้อย คือละมุนละไม กลมกล่อม.
บทว่า วคฺคุ ได้แก่ มีเสียงทั้งอ่อนทั้งเพราะ.
บทว่า อจฺจุโต ได้แก่ ไม่เคลื่อนที่ คือจับนิ่งอยู่.
ด้วยบทว่า โมรจฺฉาโปว กุชฺชติ นี้ สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า นั่นชื่ออะไร ส่งเสียงร้องเป็นที่น่าเจริญใจ ดุจนกยูงรุ่นหนุ่มฉะนั้น
ลำดับนั้น กาเมื่อจะสรรเสริญตอบสุนัขจิ้งจอกนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดูก่อนสหายผู้มีผิวพรรณคล้ายลูกเสือโคร่ง เชิญท่านบริโภคเถิด เรายอมให้แก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยคฺฆจฺฉาปสทิสวณฺณ ความว่า ท่านย่อมปรากฎแก่ข้าพเจ้า เหมือนมีวรรณะเสมอกับลูกเสือโคร่ง ดูก่อนท่านผู้มีวรรณะเช่นกับลูกเสือโคร่งผู้เจริญ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงขอกล่าวกะท่าน.
บทว่า ภุญฺช สมฺม ททามิ เต ความว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงกินผลชมพู่สุกจนพอแก่ความต้องการเถิด เรายอมให้ท่าน.
ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงเขย่ากิ่งชมพู่ให้ผลทั้งหลายหล่นลงไป.
ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นชมพู่ เห็นกากับสุนัขจิ้งจอกทั้งสองแม้นั้น กล่าวคุณอันไม่เป็นจริงของกันและกันกินชมพู่สุกอยู่ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า
ดูก่อนบุคคลผู้สรรเสริญกันและกัน เราได้เห็นคนพูดมุสา คือกาผู้เคี้ยวกินของที่คนอื่นคายแล้ว และสุนัขจิ้งจอกผู้กินซากศพ มาประชุมกันนานมาแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วนฺตาทํ ได้แก่ กาผู้กินภัตที่คนอื่นคายแล้ว.
บทว่า กุณปาทญฺจ ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกผู้กินซากศพ.
ก็แหละ เทวดานั้นครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว จึงแสดงรูปารมณ์อันน่ากลัวให้กาและสุนัขจิ้งจอกเหล่านั้นให้หนีไปจากที่นั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
สุนัขจิ้งจอกในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
กาในกาลนั้น ได้เป็น พระโกกาลิกะ
ส่วนรุกขเทวดาได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาชัมพูขาทกชาดกที่ ๔ -----------------------------------------------------