อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๕๑๙

๕. จุลลสุตโสมชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๑๙–๒๕๔๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 31 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 31 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 51 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕ จุลฺลสุตโสมชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๕. จุลลสุตโสมชาดก ว่าด้วยพระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช

ข้อ ๒๕๑๙

อามนฺตยามิ นิคมํ มิตฺตามจฺเจ ปาริสชฺเช จ สิรสฺมึ ปลิตํ ชาตํ ปพฺพชฺชํทานิ โรจหํ ฯ

เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และบริษัททั้งหลายด้วย ผมหงอก เกิดขึ้นบนศีรษะแล้ว บัดนี้ เราชอบใจจะบวช.

ข้อ ๒๕๒๐

อภุํ เม กถํ นุ ภณสิ สลฺลํ เม เทว อุรสิ กปฺเปสิ สตฺตสตา เต ภริยา กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ ฯ

อย่างไรหนอ พระองค์จึงทรงรับสั่งความไม่เจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้า แต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระ- พุทธเจ้า พระชายาของพระองค์มีอยู่ประมาณ ๗๐๐ พระนางเหล่านั้นของ พระองค์จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ?

ข้อ ๒๕๒๑

ปญฺญายิหินฺติ เอตา ทหรา อญฺญํปิ ตา คมิสฺสนฺติ สคฺคญฺจ ปตฺถยาโน เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ

นางเหล่านั้นยังสาวจักปรากฏเอง นางเหล่านั้นจักไปพึ่งพิงพระราชาองค์ อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น จึงจักบวช.

ข้อ ๒๕๒๒

ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม ยสฺส เต โหมหํ มาตา ยํ เม วิลปนฺติยา อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม ยํ ตํ อหํ วิชายิสฺสํ ยํ เม วิลปนฺติยา อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ

ดูกรพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้าชื่อว่าได้แล้วชั่ว เพราะเมื่อแม่ พร่ำเพ้ออยู่ เจ้ายังไม่ห่วงใยจะบวชเสียให้ได้. ดูกรพ่อสุตโสม แม่ได้ คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้มาไม่ดีเสียแล้ว เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ พ่อ ยังไม่ห่วงใยจะบวชเสียให้ได้.

ข้อ ๒๕๒๓

โก นาเมโส ธมฺโม สุตโสม กา จ นาม ปพฺพชฺชา ยํ โน อเมฺห ชิณฺเณ ปหาย อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ

ดูกรพ่อสุตโสม ธรรมนั่นชื่ออะไร และการบวชชื่ออะไร เพราะว่าเจ้า ละทิ้งเรา ๒ คนผู้แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใยจะบวชเสียให้ได้?

ข้อ ๒๕๒๔

ปุตฺตาปิ ตุยฺหํ พหโว ทหรา อปฺปตฺตโยพฺพนา มญฺชู เตปิ ตํ อปสฺสนฺตา มญฺเญ ทุกฺขํ นิคจฺฉนฺติ ฯ

แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มากมี ยังเล็กนัก ไม่เจริญวัย กำลัง ฉอเลาะ น่ารักใคร่ เมื่อไม่เห็นเจ้า เข้าใจว่าจะได้รับความลำบากไป ตามๆ กัน.

ข้อ ๒๕๒๕

ปุตฺเตหิ จ เม เอเตหิ ทหเรหิ อปฺปตฺตโยพฺพเนหิ มญฺชูหิ สพฺเพหิปิ ตุเมฺหหิ จิรํปิ ฐตฺวา วินาภาโว ฯ

ความที่หม่อมฉันตั้งอยู่แม้นานมาแล้ว ก็จะต้องพลัดพรากจากบุตรและ ธิดาเหล่านี้ ซึ่งยังเล็กนัก ไม่เจริญวัย กำลังฉอเลาะ จากทูลกระหม่อม ทั้งสองพระองค์ และสิ่งทั้งปวงไปเป็นของเที่ยงแท้.

ข้อ ๒๕๒๖

ฉินฺนํ นุ ตุยฺหํ หทยํ อาทู กรุณา จ นตฺถิ อเมฺหสุ ยํ โน วิกนฺทนฺติโย อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ

พระทัยของทูลกระหม่อมจะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรงพระกรุณา กระหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่าพระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลาย ผู้คร่ำครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือ เพคะ?

ข้อ ๒๕๒๗

น จ มยฺหํ ฉินฺนํ หทยํ อตฺถิ กรุณาปิ มยฺหํ ตุเมฺหสุ สคฺคญฺจ ปตฺถยมาโน เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ

ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาในเธอทั้งหลาย แต่เรา ปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น จึงจักออกบวช.

ข้อ ๒๕๒๘

ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม ยสฺส เต อหํ ภริยา ยํ เม วิลปนฺติยา อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม ยสฺส เต อหํ ภริยา ยํ เม กุจฺฉิปฏิสนฺธึ อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ ปริปกฺโก เม คพฺโภ กุจฺฉิคโต ยาว นํ วิชายามิ มาหํ เอกา วิธวา ปจฺฉา ทุกฺขานิ อทฺทกฺขึ ฯ

ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ชื่อว่าได้แล้วชั่ว เพราะเหตุไร เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงไม่ ทรงห่วงใย จะทรงผนวชเสียให้ได้. ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ชื่อว่าได้แล้วชั่ว เพราะเหตุไร พระองค์จึงมิได้ทรงห่วงใยสัตว์ผู้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะ ทรงผนวชเสียให้ได้. ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรงรออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉันเป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย.

ข้อ ๒๕๒๙

ปริปกฺโก เต คพฺโภ กุจฺฉิคโต อิงฺฆ ตฺวํ วิชายสฺสุ ปุตฺตํ อโนมวณฺณํ ตํ หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามิ ฯ

ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรสซึ่งมีมีผิวพรรณไม่ เลวทรามเถิด ฉันจักละโอรสพร้อมทั้งเธอบวชให้ได้.

ข้อ ๒๕๓๐

มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ มา โสจิ วนติมิรมตฺตกฺขิ อาโรห วรปาสาทํ อนเปกฺโข อหํ คมิสฺสามิ ฯ

ดูกรแม่จันทาผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่าร้องไห้เศร้าโศก ไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด ฉันไม่ห่วงใย จักไปบวช ให้ได้.

ข้อ ๒๕๓๑

โก ตํ อมฺม โกเปสิ กึ โรทสิ เปกฺขสิ จ มํ พาฬฺหํ กํ อวชฺฌํ ฆาเตมิ ญาตีนํ อุทิกฺขมานานํ ฯ

ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุไฉน เสด็จแม่จึงทรง กรรแสงและจ้องมองดูหม่อมฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติทั้งหลาย ที่เห็นอยู่ หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า?

ข้อ ๒๕๓๒

น หิ โส สกฺกา หนฺตุํ วิชิตาวี โย มํ ตาต โกเปสิ ปิตา เต มํ ตาต อวจ อนเปกฺโข อหํ คมิสฺสามิ ฯ

ลูกรัก ท่านผู้ใด ผู้ชนะแผ่นดินทำให้แม่ขุ่นเคือง ท่านผู้นั้นเจ้าไม่อาจฆ่า ได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ว่า ฉันไม่มีห่วงใยจักไปบวช.

ข้อ ๒๕๓๓

โยหํ ปุพฺเพ รเถน ยามิ อุยฺยานํ มตฺตกุญฺชเร จ โยเธมิ สุตโสม ปพฺพชิเต กถํ นุทานิ กริสฺสามิ ฯ

เมื่อก่อนเราเคยไปเที่ยวสวนด้วยรถ และรบกันด้วยช้างตกมัน เมื่อ พระราชบิดาทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ เราจักทำอย่างไร?

ข้อ ๒๕๓๔

มาตุ จ เม รุทนฺตฺยา เชฏฺฐสฺส จ ภาตุโน อกามสฺส หตฺเถปิ เม คหิสฺสํ น หิ คจฺฉสิ โน อกามานํ ฯ

เมื่อพระมารดาของหม่อมฉันทรงกรรแสงอยู่ และเมื่อพระเชฏฐภาดา ไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็จักยึดพระหัตถ์ทั้ง ๒ ของพระบิดาไว้ เมื่อ หม่อมฉันทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดาจะยังเสด็จไปไม่ได้.

ข้อ ๒๕๓๕

อุฏฺเฐหิ ตฺวํ ธาติ อิมํ กุมารํ รเมหิ อญฺญตฺถ มา เม ปริปนฺถมกาสิ สคฺคํ มม ปตฺถยานสฺส ฯ

แม่นมจ๋า เชิญแม่ลุกขึ้นเถิด แม่จงพากุมารนี้ไปเล่นให้รื่นรมย์เสียใน ที่อื่น กุมารนี้อย่าได้ทำอันตรายแก่ฉัน เมื่อฉันปรารถนาสวรรค์.

ข้อ ๒๕๓๖

ยนฺนูนิมํ ทเทยฺยํ ปภงฺกรํ โก นุ เม อิมินา อตฺโถ สุตโสเม ปพฺพชิเต กึ นุ เมนํ กริสฺสามิ ฯ

ไฉนหนอ พระราชาจึงพระราชทานแก้วมณีอันมีแสงสว่างนี้ เราจะ ประโยชน์ด้วยอะไรด้วยแก้วมณีนี้ เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจักทำแก้วมณีอะไรกัน?

ข้อ ๒๕๓๗

โกโส จ ตุยฺหํ วิปุโล โกฏฺฐาคารญฺจ ตุยฺหํ ปริปูรํ ปฐวี จ ตุยฺหํ วิชิตา รมสฺสุ มา ปพฺพชิ เทว ฯ

พระคลังน้อยของพระองค์ยังไพบูลย์ และพระคลังใหญ่ของพระองค์ ก็บริบูรณ์ ปฐพีมณฑลพระองค์ก็ทรงชนะแล้ว ขอพระองค์จงทรงยินดี เถิด อย่าทรงผนวชเลย พระเจ้าข้า.

ข้อ ๒๕๓๘

โกโส จ มยฺหํ วิปุโล โกฏฺฐาคารญฺจ มยฺหํ ปริปูรํ ปฐวี จ มยฺหํ วิชิตา ตํ หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามิ ฯ

คลังน้อยของเราก็ไพบูลย์ คลังใหญ่ของเราก็บริบูรณ์ และปฐพีมณฑล เราก็ชนะแล้ว แต่เราก็จักละสิ่งนั้นๆ ออกบวช.

ข้อ ๒๕๓๙

มยฺหํปิ ธนํ ปหูตํ สงฺขาตุํ โนปิ เทว สกฺโกมิ ตํ เต ททามิ สพฺพมฺปิ รมสฺสุ มา ปพฺพชิ เทว ฯ

ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้ามีมากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนับได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายทรัพย์ทั้งหมดนั้นแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรง ยินดี อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า.

ข้อ ๒๕๔๐

ชานามิ เต ธนํ ปหูตํ กุลวฑฺฒน ปูชิโต ตยา จสฺมิ สคฺคญฺจ ปตฺถยมาโน เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ

ดูกรกุลวัฒนเศรษฐี เรารู้ว่าทรัพย์ของท่านมีมาก และท่านก็บูชาเรา แต่ เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักบวช.

ข้อ ๒๕๔๑

อุกฺกณฺฐิโตสฺมิ พาฬฺหํ อรติ มํ โสมทตฺต อาวิสติ พหุกา หิ อนฺตรายา อชฺเชวาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ

ดูกรพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ยินดีย่อมมาครอบงำเรา อันตรายมีมาก เราจักบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว.

ข้อ ๒๕๔๒

อิทํ จ ตุยฺหํ รุจิตํ สุตโสม อชฺเชวทานิ ตฺวํ ปพฺพช อหํปิ ปพฺพชิสฺสามิ น อุสฺสเห ตยา วินา อหํ ฐาตุํ ฯ

ข้าแต่พระเจ้าพี่สุตโสม แม้กิจนี้ พระองค์ทรงพอพระทัย ขอพระองค์ทรง ผนวช ณ บัดนี้ ในวันนี้ แม้หม่อมฉันก็จักบวช หม่อมฉันไม่อาจจะอยู่ ห่างพระองค์ได้.

ข้อ ๒๕๔๓

น หิ สกฺกา ปพฺพชิตุํ นคเร น หิ ปจฺจติ ชนปเท จ ฯ

เธอจะบวชไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่าใครๆ ในพระนครแลคามนิคม ชนบทก็พากันไม่หุงต้ม.

ข้อ ๒๕๔๔

สุตโสเม ปพฺพชิเต กถนฺนุทานิ กริสฺสาม ฯ

เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจัก ทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า?

ข้อ ๒๕๔๕

อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ ปริตฺตํ อุทกํว ปงฺกวารมฺหิ เอวํ สุปริตฺตเก ชีวิเต น จ ปมชฺชิตุํ กาโล ฯ อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ ปริตฺตํ อุทกํว ปงฺกวารมฺหิ เอวํ สุปริตฺตเก ชีวิเต อถ พาลา ปมชฺชนฺติ ฯ เต วฑฺฒยนฺติ นิรยํ ติรจฺฉานโยนิญฺจ ปิตฺติวิสยญฺจ ตณฺหาพนฺธนพนฺธา วฑฺเฒนฺติ อสุรกายํ ฯ

เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของน้อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย. เราเข้าใจว่าชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของน้อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ แต่พวกคนพาลย่อมพากันประ- มาท. คนพาลเหล่านั้นอันเครื่องผูกคือตัณหาผูกไว้แล้ว ย่อมยังนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เปรตวิสัย และอสุรกายให้เจริญ.

ข้อ ๒๕๔๖

อูหญฺญเต รชคฺคํ อวิทูเร ปุปฺผกมฺหิ จ ปาสาเท มญฺเญ โน เกสา ฉินฺนา ยสสฺสิโน ธมฺมราชสฺส ฯ

กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกลปุปผกปราสาท ชะรอยพระธรรมราชา ผู้เรืองยศ ของพวกเราจะทรงตัดพระเกศาแล้ว.

ข้อ ๒๕๔๗

อยมสฺส ปาสาโท โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺโณ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อยมสฺส ปาสาโท โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺโณ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ อิทมสฺส กูฏาคารํ โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺณํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อิทมสฺส กูฏาคารํ โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺณํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ อยมสฺส อโสกวนิกา สุปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา รมฺมา ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อยมสฺส อโสกวนิกา สุปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา รมฺมา ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ อิทมสฺส อุยฺยานํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อิทมสฺส อุยฺยานํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ อิทมสฺส กณิการวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อิทมสฺส กณิการวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ อิทมสฺส ปาฏลิวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อิทมสฺส ปาฏลิวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ อิทมสฺส อมฺพวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อิทมสฺส อมฺพวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ อยมสฺส โปกฺขรณี สญฺฉนฺนา อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ อยมสฺส โปกฺขรณี สญฺฉนฺนา อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา ยหิมนุวิจริ ราชา ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จไปเที่ยวยังปราสาทใด นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัย พระ ราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังปราสาทใด. นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัย พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด. นี่คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัย พระ- ราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด. นี่คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัย พระ- ราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวัน ใด. นี่คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จ เที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด. นี่คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอก ไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วย พระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด. นี่คือพระราชอุทยาน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปในพระ อุทยานใด. นี่คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่น รมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จ เที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด. นี่คือ สวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอก ไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อม ด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด. นี่คือสวน กรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏ- ลิวันใด. นี่คือ สวนปาฏลิวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่น รมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด. นี่คือ สวนปาฏลิวันของพระองค์ มี ดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อม ด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด. นี่คือสวน อัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวน อัมพวันใด. นี่คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่น- รมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จ เที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด. นี่คือ สระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษ ไปด้วยบุบผาชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค พระราชา ทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด. นี่คือ สระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุบผาชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค.

ข้อ ๒๕๔๘

ราชา โข ปพฺพชิโต สุตโสโม รชฺชํ อิมํ ปหนฺตฺวาน กาสายวตฺถวสโน นาโคว เอกโก จรติ ฯ

พระเจ้าสุตโสมทรงสละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกผนวช ทรงผ้า กาสาวพัสตร เที่ยวไปพระองค์เดียว เหมือนช้างเชือกตัวประเสริฐฉะนั้น.

ข้อ ๒๕๔๙

มาสฺสุ ปุพฺเพ รติกีฬิตานิ หสิตานิ อนุสฺสริตฺถ มา โว กามา หนึสุ สุรมฺมญฺหิ สุทสฺสนํ นครํ เมตฺตจิตฺตญฺจ ภาเวถ อปฺปมาณํ ทิวา จ รตฺโต จ อถ คจฺฉิตฺถ เทวปุรํ อาวาสํ ปุญฺญกมฺมินนฺติ ฯ จุลฺลสุตโสมชาตกํ ปญฺจมํ ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ สุวปณฺฑิตชมฺพุก กุณฺฑลิโน วรกญฺญมลมฺพุสชาตกํ จ ปวรุตฺตมสงฺขสิรีวฺหยโก สุตโสมอรินฺทมราชวโร ฯ จตฺตาลีสนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงความยินดี การเล่นและการร่าเริงในครั้งก่อน เลย กามทั้งหลายอย่าทำลายท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสสนนคร น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ท่านทั้งหลายจงเจริญ เมตตาจิตหาประมาณมิได้ ทั้งกลางวันกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่านมีบุญกรรม. จบ จุลลสุตโสมชาดกที่ ๕. ----------------------------------------------------- รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เตสกุณชาดก ๒. สรภังคชาดก ๓. อลัมพุสาชาดก ๔. สังขปาลชาดก ๕. จุลลสุตโสมชาดก. จบ จัตตาฬีสนิบาตชาดก. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) ว่าด้วยเหตุที่พระเจ้าจูฬสุตโสมออกผนวช (พระโพธิสัตว์สุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๑๙๕

เราขอประกาศให้ชาวนิคม มิตร อำมาตย์ และข้าราชบริพารได้ทราบ บัดนี้ ผมที่ศีรษะของเราหงอกแล้ว เราจึงพอใจการบรรพชา (อำมาตย์ผู้องอาจแกล้วกล้าคนหนึ่งกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๙๖

ทำไมหนอ พระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมีพระชายาถึง ๗๐๐ นาง พระชายาเหล่านั้นของพระองค์จักเป็นอย่างไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๑๙๗

นางทั้งหลายเหล่านั้นจักปรากฏตามกรรมของตนเอง พวกนางยังสาว จักไปพึ่งพาพระราชาแม้พระองค์อื่นได้ ส่วนเราปรารถนาสวรรค์ เพราะเหตุนั้น จึงจักบรรพชา (พระราชชนนีรีบเสด็จมาโดยด่วนตรัสถามว่า)

ข้อ ๑๙๘

พ่อสุตโสม การที่แม่เป็นแม่ของเจ้า นับว่าแม่ได้เจ้ามาด้วยความลำบาก เมื่อแม่พร่ำเพ้อรำพันอยู่ เพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่อาลัยจะบวชเสียเล่า

ข้อ ๑๙๙

พ่อสุตโสม การที่แม่คลอดเจ้ามา นับว่าแม่ได้เจ้ามาด้วยความลำบาก เมื่อแม่พร่ำเพ้อรำพันอยู่ เพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่อาลัยจะบวชเสียเล่า (พระชนกทรงทราบข่าวแล้วเสด็จมา ตรัสถามว่า)

ข้อ ๒๐๐

พ่อสุตโสม ธรรมนั่นชื่ออะไร และอะไรชื่อว่าการบรรพชา เพราะเหตุไร เจ้าเป็นบุตรของเราทั้ง ๒ จึงไม่มีความอาลัย จะละทิ้งเราทั้ง ๒ ผู้แก่เฒ่าไปบวชเสียเล่า

ข้อ ๒๐๑

แม้ลูกชายลูกสาวของพ่อก็มีอยู่มาก ยังเล็กอยู่ ยังไม่เป็นหนุ่มเป็นสาว แม้เด็กเหล่านั้นกำลังฉอเลาะอ่อนหวาน เมื่อไม่เห็นพ่อ เห็นจะเป็นทุกข์ไปตามๆ กัน (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมสดับพระดำรัสแล้ว กราบทูลว่า)

ข้อ ๒๐๒

การอยู่ร่วมกันแม้นานแล้วพลัดพรากจากกัน ของหม่อมฉันกับลูกทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งยังเด็กอยู่ ยังไม่เป็นหนุ่มเป็นสาว กำลังฉอเลาะอ่อนหวานแม้ทั้งหมด และจากทูลกระหม่อมทั้ง ๒ พระองค์เป็นของแน่นอน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) (พระชายาทั้งหลายทราบข่าวแล้วคร่ำครวญอยู่กราบทูลว่า)

ข้อ ๒๐๓

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ ทูลกระหม่อมทรงตัดพระทัยแล้วหรือ ทรงหมดความกรุณาในพวกหม่อมฉันหรือ เพราะเหตุไร ทูลกระหม่อมจึงไม่อาลัยพวกหม่อมฉันผู้คร่ำครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียเล่า (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมสดับเสียงคร่ำครวญของพระชายาเหล่านั้นแล้วตรัสว่า)

ข้อ ๒๐๔

เราตัดใจได้แล้วก็หามิได้ และเราก็ยังมีความกรุณาในพวกเธออยู่ แต่ว่าเราปรารถนาสวรรค์ เพราะเหตุนั้น จึงจักบวช (พระมเหสีทรงพระครรภ์แก่ได้กราบทูลว่า)

ข้อ ๒๐๕

เจ้าพี่สุตโสม การที่หม่อมฉันเป็นมเหสีของเจ้าพี่ นับว่าหม่อมฉันได้เจ้าพี่มาด้วยความยากลำบาก ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้อรำพันอยู่ เพราะเหตุไร เจ้าพี่จึงไม่ทรงอาลัย จะทรงผนวชเสียเล่า

ข้อ ๒๐๖

เจ้าพี่สุตโสม การที่หม่อมฉันเป็นมเหสีของเจ้าพี่ นับว่าหม่อมฉันได้เจ้าพี่มาด้วยความยากลำบาก ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ เพราะเหตุไร เจ้าพี่จึงไม่ทรงอาลัยพระโอรสที่ปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสียเล่า

ข้อ ๒๐๗

ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์รออยู่จนกว่าหม่อมฉันจะคลอดพระโอรส ขอหม่อมฉันอย่าได้เป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ได้ประสบทุกข์ยากในภายหลัง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๒๐๘

ครรภ์ของน้องนางแก่แล้ว เอาเถิด ขอให้น้องนางจงคลอดบุตร ซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด ส่วนพี่จักละบุตรและน้องนางไปบวช (พระโพธิสัตว์ตรัสปลอบโยนพระนางว่า)

ข้อ ๒๐๙

อย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย เจ้าจันทา เจ้าผู้มีดวงเนตรงามดุจดอกกรรณิการ์เขา จงขึ้นไปยังปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด พี่จักไปอย่างคนหมดความอาลัย (พระโอรสองค์ใหญ่ทูลถามว่า)

ข้อ ๒๑๐

เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ ทำไมเสด็จแม่จึงทรงกันแสง และทรงจ้องดูหม่อมฉันนัก บรรดาพระญาติที่เห็นๆ กันอยู่ ใครที่หม่อมแม่ฆ่าไม่ได้ หม่อมฉันจะฆ่าเอง (พระเทวีตรัสว่า)

ข้อ ๒๑๑

ลูกรัก ท่านผู้ใดทำให้แม่โกรธ ท่านผู้นั้นเป็นผู้ชนะในแผ่นดิน เจ้าไม่อาจจะฆ่าเขาได้เลย ลูกรัก พระบิดาของเจ้าได้พูดกับแม่ว่า เราจักไปอย่างคนหมดความอาลัย (พระโอรสองค์ใหญ่คร่ำครวญอยู่ตรัสว่า)

ข้อ ๒๑๒

เมื่อก่อน หม่อมฉันนำช้างตกมัน ไปพระอุทยานและเล่นรบกัน บัดนี้ เมื่อเสด็จพ่อสุตโสมทรงผนวชแล้ว หม่อมฉันจักทำอย่างไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) (น้องชายองค์เล็กของพระโอรสองค์ใหญ่ตรัสว่า)

ข้อ ๒๑๓

เมื่อพระมารดาของหม่อมฉันทรงกันแสงอยู่ และเมื่อเจ้าพี่ไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็จักยึดแม้พระหัตถ์ทั้ง ๒ ของเสด็จพ่อไว้ เมื่อพวกหม่อมฉันไม่ยินยอม เสด็จพ่อจะเสด็จไปไม่ได้ (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๒๑๔

ลุกขึ้นเถิดเจ้า แม่นม เจ้าจงชวนกุมารนี้ให้ไปรื่นรมย์ที่อื่นเถิด กุมารนี้อย่าได้ทำอันตรายแก่เราเลย เมื่อเรากำลังปรารถนาสวรรค์ (พระพี่เลี้ยงกราบทูลว่า)

ข้อ ๒๑๕

ถ้ากระไร เราพึงให้แก้วมณีอันมีแสงสว่างนี้ ประโยชน์อะไรของเรากับแก้วมณีนี้หนอ เมื่อพระจอมนรชนสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจะทำอย่างไรกับแก้วมณีนั้นหนอ (มหาเสนคุตตอำมาตย์กราบทูลว่า)

ข้อ ๒๑๖

พระคลังน้อยของพระองค์ก็ไพบูลย์ เรือนคลังหลวงของพระองค์ก็บริบูรณ์ และปฐพี พระองค์ก็ทรงชนะแล้ว ขอพระองค์ทรงพอพระทัย อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๒๑๗

พระคลังน้อยของเราจะไพบูลย์ก็ตาม เรือนคลังหลวงของเราจะบริบูรณ์ก็ตาม ปฐพีถึงเราชนะแล้วก็ตาม แต่เราจักละสิ่งนั้นๆ ไปบวช

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) (กุลวัฒนเศรษฐีกราบทูลว่า)

ข้อ ๒๑๘

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ แม้ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้าก็มีอยู่มากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจจะนับได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายทรัพย์นั้นแม้ทั้งหมดแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพอพระทัย อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๒๑๙

เรารู้ว่า ทรัพย์ของท่านมีอยู่มาก กุลวัฒนะ และเราท่านก็บูชา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะเหตุนั้น จึงจักบวช (โพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสต่อไปว่า)

ข้อ ๒๒๐

พี่เบื่อหน่ายหนัก ความไม่ยินดีกำลังครอบงำพี่ พ่อโสมทัต เพราะอันตรายของพี่มีมาก พี่จึงจักบวชวันนี้แหละ (โสมทัตอนุชาตรัสว่า)

ข้อ ๒๒๑

ก็บรรพชากิจนี้เจ้าพี่ทรงพอพระทัย เจ้าพี่สุตโสม เจ้าพี่ทรงผนวชเถิด ในวันนี้ เดี๋ยวนี้แหละ แม้หม่อมฉันก็จักบวช เว้นเจ้าพี่เสียแล้ว หม่อมฉันไม่อาจจะอยู่ได้ (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๒๒๒

เจ้ายังบวชไม่ได้ เพราะใครๆ ในเมืองและในชนบทจะไม่หุงต้มกิน เมื่อมหาราชร้องไห้คร่ำครวญว่า พระจอมนรชนสุตโสมทรงผนวชแล้ว บัดนี้ พวกข้าพระพุทธเจ้าจักทำอย่างไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) (ต่อแต่นั้น พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๒๒๓

เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เหมือนกับน้ำนิดหน่อยในหม้อกรองน้ำด่าง เมื่อชีวิตเป็นของน้อยนักอย่างนี้ จึงไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย

ข้อ ๒๒๔

เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เหมือนกับน้ำนิดหน่อยในหม้อกรองน้ำด่าง เมื่อชีวิตเป็นของน้อยนักอย่างนี้ ถึงอย่างนั้นพวกคนพาลก็ยังพากันประมาทอยู่

ข้อ ๒๒๕

พวกคนพาลเหล่านั้นถูกเครื่องผูกคือตัณหาผูกมัดไว้แล้ว ย่อมทำนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรตวิสัย และอสุรกายให้เจริญ (มหาชนคร่ำครวญกล่าวว่า)

ข้อ ๒๒๖

ก็กลุ่มละอองธุลีฟุ้งลอยขึ้น ในที่ไม่ห่างไกลจากปุปผกปราสาท ชะรอยพระเกสาของพระธรรมราชา ผู้เรืองยศของพวกเรา จักถูกตัดแล้ว (มหาชนไม่เห็นพระราชา จึงเที่ยวคร่ำครวญว่า)

ข้อ ๒๒๗

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

ข้อ ๒๒๘

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

ข้อ ๒๒๙

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕)

ข้อ ๒๓๐

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

ข้อ ๒๓๑

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ อโสกวันใดหนอ นี้คือภูมิภาคแห่งอโสกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๓๒

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ อโสกวันใดหนอ นี้คือภูมิภาคแห่งอโสกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๓๓

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ พระอุทยานใดหนอ นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงามตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์

ข้อ ๒๓๔

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ พระอุทยานใดหนอ นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๓๕

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ สวนกรรณิการ์ใดหนอ นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๓๖

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ สวนกรรณิการ์ใดหนอ นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๓๗

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ สวนปาฏลิวันใดหนอ นี้คือสวนปาฏลิวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๓๘

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ สวนปาฏลิวันใดหนอ นี้คือสวนปาฏลิวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕)

ข้อ ๒๓๙

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ สวนอัมพวันใดหนอ นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๔๐

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ สวนอัมพวันใดหนอ นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

ข้อ ๒๔๑

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป ณ สระโบกขรณีใดหนอ นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์ ดารดาษไปด้วยดอกไม้นานาชนิด คับคั่งไปด้วยฝูงนก

ข้อ ๒๔๒

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป ณ สระโบกขรณีใดหนอ นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์ ดารดาษไปด้วยดอกไม้นานาชนิด คับคั่งไปด้วยฝูงนก

ข้อ ๒๔๓

พระเจ้าสุตโสมบรมราชาทรงสละราชสมบัตินี้ผนวชเสียแล้ว พระองค์ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว ดุจพญาช้างตัวประเสริฐ (พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

ข้อ ๒๔๔

ท่านทั้งหลายอย่าหวนระลึกถึงความยินดี การเล่นและความรื่นเริงทั้งหลายในกาลก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าฆ่าท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสสนนครน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก

ข้อ ๒๔๕

อนึ่ง ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิต ที่มีอารมณ์ไม่มีประมาณทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี อันเป็นสถานที่อยู่ของท่านผู้บำเพ็ญบุญ ดังนี้แล จูฬสุตโสมชาดกที่ ๕ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕) รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้ รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้ คือ ๑. เตสกุณชาดก ๒. สรภังคชาดก ๓. อลัมพุสาชาดก ๔. สังขปาลชาดก ๕. จูฬสุตโสมชาดก จัตตาลีสนิบาต จบ ชาดก ภาค ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๓๖}

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ สุตตันตปิฎกที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อามนฺตยามิ นิคมํ ดังนี้.

เรื่องปัจจุบันนิทาน เช่นเดียวกับ ในมหานารทกัสสปชาดก.

(ส่วนอดีตนิทานมีดังต่อไปนี้)

ก็ในอดีตกาล พระนครพาราณสีได้มีชื่อว่า "สุทัสนนคร" พระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต เสด็จประทับอยู่ในพระนครนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ล่วงไปได้ ๑๐ เดือนก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดาก็พระพักตร์ของพระกุมารนั้น มีสิริประหนึ่งดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ด้วยเหตุนั้น พระชนกชนนีจึงทรงขนานพระนามว่า "โสมกุมาร".

ราชกุมารนั้นพอรู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้สนใจในสุตะ มีการฟังเป็นปกติ ด้วยเหตุนั้น ชาวประชาจึงถวายพระนามว่า "สุตโสม"ครั้นเจริญวัยแล้ว พระราชกุมารเสด็จไปเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกสิลา เสด็จกลับมาก็ได้เศวตฉัตรของพระชนก เสวยราชสมบัติโดยธรรมได้มีพระอิสริยยศยิ่งใหญ่ พระองค์มีสนมกำนัลในหมื่นหกพันนาง มีพระนางจันทาเทวีเป็นประธาน.

ในเวลาต่อมา ท้าวเธอก็เจริญด้วยพระโอรสธิดา จนไม่ทรงยินดีด้วยฆราวาสวิสัย มีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปสู่ป่า ทรงผนวช. วันหนึ่งจึงตรัสเรียกนายภูษามาลามาตรัสสั่งว่า แน่ะเจ้า เมื่อใดเจ้าเห็นผมที่เศียรของเราหงอกแล้ว เจ้าพึงบอกเราเมื่อนั้น. นายภูษามาลาก็รับพระราชดำรัสของท้าวเธอ เวลาต่อมา ก็เห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูลให้ทรงทราบเมื่อพระราชาตรัสสั่งว่า เจ้าภูษามาลา ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงถอนผมนั้น มาวางไว้ในมือเรา จึงเอาแหนบทองถอนพระเกศา มาวางไว้ในพระหัตถ์.

พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรดูพระเกศาหงอกนั้น ก็ตกพระทัยว่า สรีระของเราถูกชราครอบงำแล้ว จึงทรงถือเส้นพระเกศาหงอกนั้นเสด็จลงจากปราสาท ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ที่แต่งตั้งไว้ ณ ที่เฝ้าของมหาชนแล้วตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ประมาณแปดหมื่นมีเสนาบดีเป็นประมุข พราหมณ์หกหมื่นมีปุโรหิตเป็นประธาน และชาวแว่นแคว้นชาวนิคมเป็นต้นอื่นๆมาเฝ้าเป็นจำนวนมาก แล้วตรัสว่า เกศาหงอกเกิดที่เศียรของเราแล้ว เราเป็นคนแก่เฒ่า ท่านทั้งหลายจงรับรู้ความที่เราจะออกบรรพชา ดังนี้แล้ว

ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า

เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และข้าราชบริพาร ผมที่เศียรของเรา เกิดหงอกแล้ว บัดนี้เราพอใจบรรพชาเพศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยามิ ความว่า เราขอประกาศให้ท่านทั้งหลายรับรู้. บทว่า โรจหํ ความว่า เราพอใจ ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรับรู้ว่า เรานั้นจะบรรพชา.

บรรดาชนทั้งหลายที่ได้ฟังพระราชาดำรัสเหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งเป็นคนองอาจแกล้วกล้า กราบทูลคาถาความว่า

อย่างไรหนอ พระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายาของพระองค์มีถึง ๗๐๐ นางพระนางเหล่านั้นของพระองค์จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุํ ได้แก่ สิ่งอันไม่เป็นความเจริญ.

บทว่า อุรสิ กปฺเปสิ ความว่า พระองค์ทรงยังพระศัสตราอันล้างแล้วด้วยดี ให้ไหวใกล้ทรวงอกของข้าพระพุทธเจ้า.

บทว่า สสฺตสตา นี้ อำมาตย์นั้นกล่าวหมายถึง ขัตติยกัญญาผู้มีชาติเสมอกัน.

บทว่า กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ ความว่า พระราชชายาของพระองค์เหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงผนวชเสียแล้วจักเป็นอนาถา หาที่พึ่งมิได้ จักอยู่ได้อย่างไร การที่พระองค์ทรงทำนางเหล่านั้นให้ไม่มีที่พึ่ง แล้วทรงผนวชนี้ ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสคาถาที่ ๓ ความว่า

นางเหล่านั้นยังสาวจักปรากฏเอง นางเหล่านั้นจักไปพึ่งพิงพระราชาองค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนาสวรรค์ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงจักบรรพชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญายนฺติ ความว่า นารีเหล่านี้จักปรากฏด้วยกิจของตนๆ เราเป็นอะไรของนางเหล่านี้ ทุกนางล้วนยังสาว พระราชาอื่นๆ ก็ยังมี นารีเหล่านี้จักไปพึ่งพระราชาอื่นๆ นั้นได้.

อำมาตย์เป็นต้น เมื่อไม่สามารถจะทูลทัดทานพระโพธิสัตว์ได้ จึงพากันไปยังสำนักของพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระราชชนนีรีบเสด็จมาโดยด่วน ตรัสว่า ลูกรัก ข่าวว่าเจ้าประสงค์จะบวชจริงหรือ ดังนี้แล้ว

ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาความว่า

ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้า ชื่อว่าได้รับความยาก เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใยจะบวชให้ได้.

ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้ด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใยจะบวชให้จงได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุลฺลทฺธํ ความว่า เจ้าชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้มาโดยยาก เพราะเมื่อจะได้ก็ต้องฝ่าความลำบาก จึงได้เจ้าผู้เป็นบุตรมา.

บทว่า ยํ เม ความว่า เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่โดยประการต่างๆ เจ้ายังปรารถนาจะบวชให้ได้ด้วยเหตุใด เหตุนั้นการได้บุตรเช่นกับเจ้า จึงชื่อว่าแม่ได้มาด้วยความยากลำบาก.

พระโพธิสัตว์มิได้ตรัสอะไรกับพระราชมารดา ซึ่งทรงปริเทวนาการอยู่อย่างนี้. พระราชชนนีทรงกันแสงร่ำไห้ ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่งเสียเองทีเดียว ลำดับนั้น ประชาชนจึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชบิดาของพระโพธิสัตว์.

พระราชบิดาเสด็จมาแล้ว ตรัสคาถาอย่างเดียวกันความว่า

ดูก่อนพ่อสุตโสม ธรรมนั้นชื่ออะไร และการบวชชื่ออะไร เพราะว่า เจ้าจะละทิ้งเราสองคนผู้แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใยจะบวชอย่างเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน อมฺเห ความว่า เจ้าเป็นบุตรของมารดาบิดา ไยจึงไม่ปฏิบัติมารดาบิดาซึ่งแก่ชราในเวลาที่ควรปฏิบัติ ทอดทิ้งมิได้อาลัยบวชเสีย เหมือนยังกะกลิ้งศิลาลงเหวฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น บิดาขอถามเจ้า ธรรมของเจ้านี้ชื่ออะไร?

พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้วก็นิ่งเสีย.

ลำดับนั้น พระราชบิดาจึงตรัสว่า สุตโสมลูกรัก ถ้าหากเจ้าไม่มีความสิเนหาอาลัยในมารดาบิดาแล้วบุตรธิดาของเจ้ายังเล็กๆ มีมาก ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากเจ้าได้ ในเวลาเด็กเหล่านั้นเจริญวัยแล้วเจ้าจึงค่อยบวชเถิด แล้วตรัสคาถาที่ ๗ ความว่า

แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มีมาก ยังเล็กนัก ยังไม่เป็นหนุ่มสาว กำลังฉอเลาะน่ารักใคร่ เมื่อไม่เห็นเจ้า น่าจะลำบากไปตามๆ กัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชู ความว่า พูดจาน่ารัก.

บทว่า นิคจฺฉนฺติ ความว่า พ่อสำคัญว่า จักพากันถึงความลำบาก คือกลับได้ทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ.

พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า

ความตั้งอยู่นาน แล้วพลัดพรากจากกัน จากโอรสธิดาเหล่านี้ของหม่อมฉัน ซึ่งกำลังเป็นเด็ก ยังไม่เจริญวัยช่างฉอเลาะก็ดี จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์และสิ่งทั้งปวงไปก็ดี เป็นของเที่ยงแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหิ ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ใช่ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจากโอรสธิดาเท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้แม้ทูลกระหม่อมทั้งสอง แม้สรรพสังขารอื่นๆ ถึงดำรงอยู่ได้นานคือตั้งอยู่สิ้นกาลนาน ก็เพียงที่จะพลัดพรากจากกัน คือความเป็นต่างๆ กัน เพราะในโลกสันนิวาสแม้ทั้งสิ้น สังขารแม้อย่างหนึ่ง จะชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มีเลย.

พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแด่พระราชบิดาอย่างนี้ สมเด็จพระราชบิดาทรงสดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้ทรงดุษณีภาพลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงไปแจ้งแก่พระชายาที่รักทั้งเจ็ดร้อยของพระมหาสัตว์พระชายาเหล่านั้นจึงลงจากปราสาท ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้าต่างยึดข้อพระบาท ปริเทวนาการ กล่าวคาถาความว่า

พระทัยของทูลกระหม่อมจะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรงพระกรุณาหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่าพระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลายผู้คร่ำครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือเพคะ.

คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้

ข้าแต่พระสุตโสมผู้พระสวามี พระหทัยในพวกกระหม่อมฉันของทูลกระหม่อมซึ่งกระทำพวกหม่อมฉันให้เป็นหม้ายเสด็จไปบวช จะตัดขาดเชียวหรือหนอ เพราะไม่มีความสิเนหาแม้เพียงเล็กน้อย หรือชื่อว่าความการุญของทูลกระหม่อมไม่มี เพราะไม่มีพระกรุณาจึงละทิ้งพวกหม่อมฉันซึ่งคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ไปบรรพชา.

พระมหาสัตว์ทรงสดับเสียงปริเทวนาการของเหล่าบาทบริจาริกาเหล่านั้นผู้กลิ้งเกลือกร่ำไรรำพันอยู่แทบบาทมูล แล้วตรัสคาถาลำดับต่อไปว่า

ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาในเธอทั้งหลาย แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักออกบวช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคญฺจ ความว่า พระมหาสัตว์ทรงปลอบใจพระชายาเหล่านั้นว่า เราปรารถนาสวรรค์ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้ พุทธาทิบัณฑิตสรรเสริญแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงจักบวช เธอทั้งหลายอย่าคิดเสียใจ.

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระมเหสีของพระโพธิสัตว์ให้ทรงทราบ

พระอัครมเหสีนั้นมีภาระหนัก ทรงครรภ์บริบูรณ์ เสด็จมาถวายบังคมพระมหาสัตว์ ประทับยืน ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้ตรัสคาถา ๓ คาถาความว่า

ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใย จะทรงผนวชเสีย.

ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไรพระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใยสัตว์ผู้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสีย.

ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรงรออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉันเป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เม ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์มิได้ห่วงใยจะบวชเสีย ตำแหน่งอัครมเหสีที่หม่อมฉันได้จากสำนักของพระองค์นั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก.

ในคาถาที่สองมีอธิบายว่า เพราะเหตุไรพระองค์จะทรงละหม่อมฉันผู้กำลังท้อง มิได้ห่วงใย บวชเสีย ความเป็นอัครมเหสีของพระองค์ที่หม่อมฉันได้มานั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก.

บทว่า ยาว นํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่จนกว่าหม่อมฉันจะประสูติก่อนเถิด.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ความว่า

ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรสซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด ฉันจักละโอรส พร้อมทั้งเธอบวชให้จงได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เรารู้ว่าเธอครรภ์แก่ แต่เมื่อเธอประสูติจักประสูติพระโอรส หาใช่ธิดาไม่ ขอเธอจงประสูติโอรสด้วยความสวัสดีเถิด ส่วนเราจะละบุตรกับตัวเธอ บวชให้ได้ทีเดียว.

พระนางเทวีสดับพระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ไม่สามารถจะอดกลั้นความโศกไว้ได้ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม คราวนี้นับแต่วันนี้ไป ชื่อว่าสิริของหม่อมฉันคงไม่มีเลย แล้วเอาหัตถ์ทั้งสองกุมพระหทัย หลั่งพระอัสสุชลพลางปริเทวนาการด้วยพระสุรเสียงอันดัง

ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะทรงปลอบโยนพระนาง จึงตรัสพระคาถาความว่า

ดูก่อนพระน้องนางจันทา เธออย่าร้องไห้ไปเลย ดูก่อนพระนางผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่าเศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด เราไม่เยื่อใยจักไปบวช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ ความว่า ดูก่อนพระน้องนางจันทาเทวีผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย. บทว่า วนติมิรมตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีพระเนตรเสมอด้วยดอกอัญชัน แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า "โกวิลารตมฺพกฺขิ" ความก็ว่า เนตรของพระนางจันทาเทวีนั้นแดงเหมือนดอกหงอนไก่.

พระนางจันทาเทวีสดับพระราชดำรัสแล้ว ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ประทับนั่งกันแสงอยู่. ลำดับนั้น พระโอรสองค์ใหญ่ของพระโพธิสัตว์ เห็นพระมารดาทรงกันแสง จึงดำริว่า เหตุไรหนอพระมารดาของเราจึงประทับนั่งทรงกันแสงอยู่

เมื่อจะทูลถามพระมารดา จึงตรัสพระคาถา ความว่า

ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุไฉนเสด็จแม่จึงทรงกันแสง และจ้องมองดูหม่อมฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติที่เห็นอยู่ หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกเปสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ ใครคนไหนทำให้เสด็จแม่ต้องขุ่นเคือง คือใครได้ทำสิ่งไม่เป็นที่รักแก่เสด็จแม่.

บทว่า อเปกฺขสิ จ มีอธิบายว่า เมื่อเสด็จแม่จ้องหม่อมฉัน ทำไมจึงต้องทรงพระกันแสง.

บทว่า กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมิ ความว่า พระราชโอรสทูลถามว่า หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรจะให้ฆ่า สำหรับพระญาติของเสด็จแม่ที่เห็นกันอยู่นั่นแหละ โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉัน.

ลำดับนั้น พระนางเทวีตรัสพระคาถา ความว่า

ลูกรัก ท่านผู้ใดทรงชนะในแผ่นดิน ท่านผู้นั้นเจ้าไม่อาจจะฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ว่า ฉันไม่มีความห่วงใย จักไปบวช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตาวี ความว่า ลูกรัก ท่านผู้ใดเป็นผู้ชนะในแผ่นดินนี้ ทำให้แม่ขุ่นเคือง คือยังความโกรธ และความเศร้าโศกให้เข้าไปในหทัยของแม่ ด้วยการกล่าวคำไม่เป็นที่รัก ท่านผู้นั้น ลูกไม่อาจจะฆ่าได้เพราะเป็นพระบิดาของลูกเอง พระองค์ทรงตรัสกะแม่ว่า เราจักสละสิริราชสมบัติและตัวเธอ เข้าสู่ป่าแล้วบรรพชา นี้คือเหตุแห่งการกันแสงของแม่.

เชษฐโอรสทรงฟังพระเสาวนีย์ของพระมารดาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เสด็จแม่ตรัสคำนี้อย่างไรกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ตกเป็นคนอนาถา หาที่พึ่งมิได้มิใช่หรือ ดังนี้แล้วทรงปริเทวนาการ ตรัสคาถาความว่า

เมื่อก่อน เราเคยไปเที่ยวสวนด้วยรถและรบกันด้วยช้างตกมัน เมื่อพระราชบิดาสุตโสมทรงผนวชแล้ว คราวนี้เราจักทำอย่างไร?

คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ เมื่อก่อนเราเคยขึ้นรถอันประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมด้วยอาชาไนย ๔ ตัว ไปพระราชอุทยานสู้รบกุญชรชาติตัวเมามัน ทั้งเล่นกีฬาอื่นๆ เช่นอัศวกีฬาเป็นต้น บัดนี้ เมื่อพระราชบิดาสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจักทำอย่างไร?

ลำดับนั้น โอรสองค์น้อยผู้กนิษฐภาดาของเชษฐโอรส มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา เห็นกษัตริย์ทั้งสองทรงกันแสงอยู่ จึงเข้าไปเฝ้าพระมารดาทูลถามว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เพราะเหตุไร เสด็จแม่กับเสด็จพี่จึงทรงกันแสง ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว ก็ทูลปลอบโยนท่านทั้งสองว่า ถ้ากระนั้น ขอเสด็จแม่และเสด็จพี่อย่าทรงกันแสงเลย หม่อมฉันจักไม่ยอมให้พระบิดาทรงผนวชก่อนแล้วเสด็จลงจากปราสาท พร้อมด้วยพวกพี่เลี้ยง เสด็จไปยังสำนักพระราชบิดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข่าวว่า เสด็จพ่อตรัสสั่งว่า จะละทิ้งหม่อมฉันผู้ไม่ประสงค์ให้บวช ไปบวชเสียหม่อมฉันไม่ยอมให้เสด็จพ่อบวช ทูลแล้วก็เข้าสวมกอดพระศอพระราชบิดาไว้แน่น

ตรัสคาถาความว่า

เมื่อพระมารดาของหม่อมฉันทรงกันแสงอยู่ และเมื่อพระเชษฐภาดาไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็จักยึดพระหัตถ์ทั้งสองของพระบิดาไว้ เมื่อหม่อมฉันทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดาจะยังเสด็จไปไม่ได้.

พระมหาสัตว์เจ้าทรงดำริว่า โอรสของเรานี้จะทำอันตรายแก่เราด้วยอุบายอย่างไรหนอ เราจึงจะให้เธอหลีกไปเสียได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงแลดูพระพี่เลี้ยงตรัสว่า แน่ะพี่เลี้ยง แม่คุณเชิญเถิด นี้เป็นเครื่องประดับคอคือแก้วมณีส่วนนี้จงเป็นของเจ้า เจ้าจงช่วยพาพระโอรสไปเสีย อย่าทำอันตรายแก่เราเลย

เมื่อพระองค์เองไม่ทรงสามารถที่จะจับพระหัตถ์พระโอรส จึงทรงคิดติดสินบนพระพี่เลี้ยง แล้วตรัสคาถาความว่า

แม่นมเอ๋ย เชิญแม่ลุกขึ้นเถิด แม่จงพาพระกุมารนี้ไปเล่นให้รื่นรมย์เสียในที่อื่น เมื่อเรากำลังปรารถนาสวรรค์ กุมารนี้อย่าทำอันตรายแก่เราเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ กุมารํ ความว่า แม่นมเอ๋ย เจ้าจงลุกขึ้น ช่วยพาพระกุมารนี้ไป แล้วมารับเอาแก้วมณีนี้ นำพระกุมารให้ไปรื่นรมย์เสียในที่อื่น.

พระพี่เลี้ยงนั้นได้บำเหน็จแล้ว จึงเตือนพระกุมารให้รู้สึกองค์ แล้วพาไปในที่อื่น พลางปริเทวนการกล่าวคาถา ความว่า

ไฉนหนอ พระราชาจึงทรงประทานแก้วมณีอันมีแสงสว่างนี้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยแก้วมณีนี้ เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไรได้กับแก้วมณีนี้.

คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้

พระพี่เลี้ยงคร่ำครวญว่า ไฉนหนอเราจึงรับเอาแก้วมณีนี้เพื่อเป็นค่าจ้าง พระราชาก็ทรงพระราชทานแก้วมณีนั้นอันกระทำซึ่งรัศมี คือส่องแสงสว่างเป็นประกาย เมื่อพระเจ้าสุตโสมบรมนรินทร์ทรงผนวชแล้ว แก้วมณีนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา.

บทว่า กึ นุ เมนํ กริสฺสามิ ความว่า เมื่อพระองค์ทรงผนวชแล้ว เราจักไม่ได้แก้วมณีนี้ ถึงแม้จะได้ก็จักทำอะไรกับแก้วมณีนี้ ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของเราเถิด.

ลำดับนั้น อำมาตย์มหาเสนาคุตต์คิดว่า ชะรอยพระราชานี้จะทรงทำความสำคัญว่า ราชทรัพย์ในคลังของเรามีน้อย เราจักทูลความที่พระราชทรัพย์มีมากแด่พระองค์.

เขาลุกขึ้นถวายบังคม แล้วกล่าวคาถาความว่า

พระคลังน้อยของพระองค์ไพบูลย์ และพระคลังใหญ่ของพระองค์ก็บริบูรณ์ ปฐพีมณฑล พระองค์ก็ทรงชนะแล้ว ขอพระองค์จงทรงยินดีเถิด อย่าทรงผนวชเลย พระเจ้าข้า.

พระมหาสัตว์ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า

คลังน้อยของเราก็ไพบูลย์ คลังใหญ่ของเราก็บริบูรณ์ และปฐพีมณฑลเราก็ชนะแล้ว แต่เราจักละสิ่งนั้นๆ ออกบวช.

เมื่อมหาเสนาคุตตอำมาตย์ได้ฟังพระดำรัสเช่นนั้น จึงถอยออกไป.

กุลพันธนเศรษฐีจึงลุกขึ้นถวายบังคม กล่าวคาถาความว่า

ขอเดชะ ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้ามีมากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนับได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายทรัพย์ทั้งหมดนั้นแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงยินดี อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า.

พระมหาสัตว์ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า

ดูก่อนกุลวัฑฒนเศรษฐี เรารู้ว่าทรัพย์ของท่านมีมาก และท่านก็บูชาเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักต้องบวช.

ครั้นกุลพันธนเศรษฐีได้ฟังพระราชดำรัส ก็ถอยออกไป.

พระมหาสัตว์จึงตรัสเรียกพระอนุชาพระนามว่า โสมทัต มารับสั่งว่า พ่อโสมทัต พี่กระสันเหมือนไก่ป่าถูกขังอยู่ในกรง ความไม่ยินดีในฆราวาสครอบงำพี่ พี่จักบวชในวันนี้ให้ได้ เธอจงครอบครองราชสมบัตินี้เถิด.

เมื่อจะทรงมอบราชสมบัติให้ จึงตรัสพระคาถาความว่า

ดูก่อนพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ยินดีย่อมมาครอบงำเรา อันตรายมีมาก เราจักบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว.

แม้โสมทัตทรงฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็มีพระประสงค์จะทรงผนวช

เมื่อจะแสดงพระประสงค์นั้น จึงตรัสคาถาต่อไปความว่า

ข้าแต่พระเจ้าพี่สุตโสม แม้กิจนี้พระองค์ทรงพอพระทัย ขอพระองค์ทรงผนวช ณ บัดนี้ แม้หม่อมฉันก็จักบวชในวันนี้ทีเดียว หม่อมฉันไม่อาจอยู่ห่างพระองค์ได้.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงห้ามพระอนุชา แล้วตรัสคาถากึ่งคาถาความว่า

เธอจักบวชยังไม่ได้ เพราะว่าใครๆ ในพระนคร และคามนิคมในชนบทจะไม่พากันหุงต้ม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ ปจฺจติ ความว่า เพราะได้ทราบความประสงค์ ในการบรรพชาของพี่ในบัดนี้ ก่อนเก่านั้นใครๆ ในสุทัสนนคร อันมีอาณาเขต ๑๒ โยชน์นี้ และในชนบททั้งสิ้น ยังไม่พากันหุงหาอาหาร คือยังไม่พากันยังไฟในเตาให้โพลงถ้าเมื่อเราบวชเสียทั้งสองคน ชาวแว่นแคว้นจักว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง เพราะเหตุนั้น เธอยังบวชไม่ได้ พี่จักบวชผู้เดียวเท่านั้น.

มหาชนได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว พากันกลิ้งเกลือกแทบพระยุคลบาทของพระมหาสัตว์ ปริเทวนาการทูลว่า

เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักกระทำอย่างไรเล่าพระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกกันไปเลย ถึงเราจักดำรงอยู่ได้นาน ก็จักต้องพลัดพรากจากท่านทั้งหลาย เพราะสังขารที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเที่ยงไม่มี

เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่มหาชน จึงตรัสว่า

เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของนิดหน่อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย.

เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของนิดหน่อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ แต่พวกคนพาลย่อมพากันประมาท.

คนพาลเหล่านั้นอันเครื่องผูกคือตัณหาผูกไว้แล้ว ย่อมยังนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เปรตวิสัยและอสุรกายให้เจริญ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ ความว่า ดูก่อนอาณาประชาราชฎร์ เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไปในสัตว์ทั้งหลายอื่นๆชีวิตนี้มีอันรุกร้นเข้าไปเป็นอรรถ มีอันนำเข้าไปเป็นอรรถ แต่ในที่นี้ มีอันรวบรัดเอาเป็นอรรถ เพราะฉะนั้น ในที่นี้มีเนื้อความอย่างนี้ว่าน้ำเล็กน้อยใส่ลงในโคลน น้ำด่างของพวกช่างย้อม ย่อมจับด่างแห้งเร็วฉันใด แม้ชีวิตก็ฉันนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเช่นนี้ ใช่กาลที่จะประมาทในบุญกิริยาของสัตว์ทั้งหลายผู้ยึดอายุสังขารเล็กน้อยนั้นไปมาอยู่ไม่ชอบที่จะทำความไม่ประมาทอย่างเดียว.

บทว่า อถ พาลา ปมชฺชนฺติ ความว่า คนพาลทั้งหลายเป็นเหมือนจะไม่แก่ไม่ตาย จมอยู่ในเปลือกตม คือกามคุณ มัวเมาประมาทอยู่ดุจสุกรจมอยู่ในโคลนคือคูถฉะนั้น.

บทว่า อสุรกายํ ความว่า และย่อมยังกำเนิดกาลกัญชิกอสุรกายให้เจริญ.

พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปุปผกปราสาท ประทับยืนบนชั้นที่เจ็ด ทรงเอาพระขรรค์ตัดพระเมาลีแล้ว ตรัสว่า เราไม่เป็นอะไรกันกับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงหาพระราชาของตน แล้วโยนพระเมาลีทั้งเครื่องโพกไปในระหว่างมหาชน. มหาชนรับเอาพระเมาลีแล้วต่างกลิ้งเกลือกปริเทวนาการบนภาคพื้น ละอองธุลีเป็นอันมากฟุ้งขึ้นในที่นั้น

มหาชนที่กลับมายืนดู ได้เห็นละอองธุลีนั้น ต่างรำพันว่า พระเมาลีทั้งเครื่องโพกอันพระราชาทรงตัดโยนมาในระหว่างมหาชน ฉะนั้น สายละอองธุลีนี้จึงฟุ้งขึ้นในที่ใกล้ปราสาท แล้วกล่าวคาถาความว่า

กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกลปุปผกปราสาท ชะรอยพระธรรมราชาผู้เรืองยศของพวกเรา จะทรงตัดพระเกศาแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อูหญฺญเต แปลว่า ตั้งขึ้น.

บทว่า รชคฺคํ แปลว่า กองธุลี.

บทว่า อวิทูเร ความว่า (กองธุลีเกิดขึ้น) ไม่ห่างจากที่พวกเรายืนอยู่นี้เลย.

บทว่า ปุปฺผกมฺหิ ความว่า ใกล้ๆ ปุปผกปราสาท.

บทว่า มญฺเญ โน ความว่า พวกเราเข้าใจว่า พระธรรมราชาของพวกเราจักตัดพระเกศาเสียแล้ว.

ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าทรงใช้มหาดเล็กให้ไปนำบริขารของบรรพชิตมา โปรดให้นายภูษามาลาปลงพระเกศาและพระมัสสุ แล้วเปลื้องเครื่องราชอลังการไว้บนพระบรรจถรณ์ตัดชายพระภูษาแดง ทรงกาสาวพัสตร์ ทรงคล้องบาตรดินที่จะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย จับธารพระกรเสด็จจงกรมไปมา ณ ท้องพระโรง แล้วเสด็จลงจากปราสาท ทรงดำเนินไปในละแวกถนน แต่ไม่มีใครจำพระองค์ผู้เสด็จไปได้เลย

ลำดับนั้น ขัตติยกัญญาเจ็ดร้อยนางของพระมหาสัตว์นั้นพากันขึ้นไปยังปราสาท ไม่พบพระมหาสัตว์พบเฉพาะห่อเครื่องอาภรณ์ก็กลับลงมา ตรงไปยังสำนักของนางสนมหมื่นหกพันที่เหลือ ฟังข่าวว่า พระสุตโสมมหิศรองค์ปิยราชสวามีของพวกท่านทรงผนวชเสียแล้ว ต่างก็ปริเทวนาการด้วยเสียงอันดัง ออกไปภายนอก.

ขณะนั้น มหาชนได้ทราบว่า พระราชาทรงผนวชแล้ว ชาวพระนครทั้งสิ้นก็แตกตื่นประชุมกันที่ประตูพระราชวังว่า ข่าวว่าพระราชาของพวกเราทรงผนวชแล้ว.

มหาชนต่างพากันไปยังสถานที่ๆ เคยประทับเช่นปราสาทเป็นต้น ด้วยคิดว่า พระราชาจักเสด็จอยู่ที่นี่จักเสด็จอยู่ตรงนี้ แต่ก็มิได้พบพระราชา จึงพากันเที่ยวปริเทวนาการ ด้วยคาถาเหล่านี้ความว่า

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จไปเที่ยวยังปราสาทใด นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังปราสาทใด นี้คือปราสาทของพระองค์ แพรวพราวไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมกำนัลใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติเสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวันนั้นของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง.

พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิดเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค.

พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีติกิณฺโณ ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผา และนานามาลัย.

บทว่า ปริกิณฺโณ แปลว่า แวดล้อมเป็นแวดวง.

บทว่า อิตฺถาคาเรหิ ความว่า หญิงทั้งหลายนับแต่ทาสีไปชื่อว่าอิตถาคารคือสนมนางใน แม้อำมาตย์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่าญาติทั้งนั้น ในบทว่า ญาติสงฺเฆน นี้.

บทว่า กูฏาคารํ ได้แก่ พระที่บรรทมและห้องกูฏาคารอันวิจิตรไปด้วยรัตนะทั้งเจ็ด.

บทว่า อโสกวนิกา ได้แก่ ภูมิภาคในอโศกวัน.

บทว่า สพฺพกาลิกา ความว่า ทนต่อการใช้สอยทุกเมื่อ ทั้งบานเป็นนิตย์.

บทว่า อุยฺยานํ ได้แก่ พระราชอุทยานเช่นเดียวกับสวนจิตรลดาในนันทนวัน.

บทว่า สพฺพกาลิกํ ความว่า ดาดาษไปด้วยไม้ดอกไม้ผลอันบังเกิดขึ้นในฤดูกาลแม้ทั้งหก คือในกรรณิการ์วันเป็นต้นก็มีดอกไม้ผลิตดอกบานดีตลอดกาลทั้งปวงเหมือนกัน.

บทว่า สญฺฉนฺนา ความว่า ดาดาษด้วยดีด้วยดอกโกสุม อันเกิดทั้งทางน้ำทางบกมีอย่างต่างๆ.

บทว่า อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นก.

มหาชนปริเทวนาการในที่นั้นๆ อย่างนี้แล้ว กลับมายังพระลานหลวงอีก

กล่าวคาถาความว่า

พระเจ้าสุตโสมทรงสละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกทรงผนวช ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ เที่ยวไปพระองค์เดียวเหมือนช้างตัวประเสริฐ ฉะนั้น

ดังนี้แล้วต่างพากันสละสมบัติในเรือนของตนๆ จูงมือบุตรธิดาออกไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั่นเอง. พระราชมารดาราชบิดา พระชายา พระโอรสธิดากับหญิงฟ้อนหมื่นหกพัน ก็ทรงปฏิบัติเช่นนั้นเหมือนกัน. พระนครทั้งสิ้นดูเหมือนว่างเปล่า ฝ่ายชาวชนบทก็ได้ตามไปเบื้องหลังแห่งชนเหล่านั้น.

พระโพธิสัตว์ทรงพาบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ เสด็จมุ่งตรงไปยังป่าหิมพานต์.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมารับสั่งว่า พ่อวิสสุกรรมเทพบุตร พระเจ้าสุตโสมมหาราชเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ควรจะได้ที่ประทับทั้งสมาคมก็จักใหญ่หลวง เธอจงไปเนรมิตอาศรมบทยาว ๓ โยชน์กว้าง ๕ โยชน์ ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในหิมวันตประเทศ.

วิสสุกรรมเทพบุตรก็บันดาลตามเทวบัญชาทุกประการ จัดบรรพชิตบริขารไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วบันดาลหนทางเดินได้คนเดียวไว้ เสร็จแล้วก็กลับไปยังเทวโลกทันที. พระมหาสัตว์เสด็จไปตามทางนั้น เสด็จเข้าสู่อาศรมบทนั้น พระองค์ทรงผนวชเองก่อนแล้วให้ประชาชนที่เหลือบวชภายหลัง. ในเวลาต่อมา ชนทั้งหลายบวชมากขึ้น สถานที่กว้างถึง ๓๐ โยชน์ก็เต็มบริบูรณ์

ก็กำหนดที่ท้าวสักกะทรงใช้วิสสุกรรมเทพบุตรให้เนรมิตอาศรมบทก็ดี กำหนดที่ประชาชนบวชเป็นอันมากก็ดี กำหนดที่พระโพธิสัตว์จัดอาศรมบทก็ดี พึงทราบโดยนัยที่มาแล้วใน หัตถิปาลชาดก นั่นเอง.

มิจฉาวิตกมีกามวิตกเป็นต้น เกิดขึ้นแก่คนใดๆ พระมหาสัตว์เจ้าก็เสด็จเข้าไปหาคนๆ นั้น ณ ที่นั้นโดยทางอากาศ ประทับนั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ.

เมื่อจะทรงโอวาท จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า

ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงความยินดี การเล่นและการร่าเริงในกาลก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำลายท่านทั้งหลายได้เลยจริงอยู่ สุทัสนนครน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่านผู้มีบุญกรรม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รติกีฬิตานิ ความว่า (ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึง) ความยินดีในกาม และการเล่นอันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการเล่นทางกายวาจาและใจ.

บทว่า มา โว กามา หนึสุ ความว่า วัตถุกามและกิเลสกามอย่าเบียดเบียนพวกท่าน.

บทว่า รมฺมญฺญหิ ความว่า สุทัสนนครน่ารื่นรมย์ยินดี ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงสุทัสนนครนั้น.

บทว่า เมตฺตํ นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น.

ก็พระโพธิสัตว์นั้นตรัสบอกพรหมวิหาร ๔.

บทว่า อปฺปมาณํ ได้แก่ เมตตาพรหมวิหารมีสัตว์หาประมาณมิได้ เป็นอารมณ์.

บทว่า คญฺฉิตฺถ แปลว่า จักได้ไป.

บทว่า เทวปุรํ ได้แก่ พรหมโลก.

แม้หมู่ฤาษีนั้นตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยประการฉะนี้

เรื่องราวทั้งหมดควรกล่าวโดยนัยที่มาแล้ว ใน หัตถิปาลชาดก นั่นแล.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติปางก่อน ตถาคตก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เหมือนกัน

แล้วทรงประชุมชาดกว่า

พระมารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ศากยมหาราชสกุล

พระนางจันทาเทวีได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล

เชษฐโอรสได้มาเป็น พระสารีบุตร

กนิษฐโอรสได้มาเป็น พระราหุล

พระพี่เลี้ยงได้มาเป็น นางขุชชุตตรา

กุลพันธนเศรษฐีได้มาเป็น พระกัสสป

มหาเสนาคุตต์ได้มาเป็น พระโมคคัลลานะ

โสมทัตกุมารได้มาเป็น พระอานนท์

บริษัทที่เหลือได้มาเป็น พุทธบริษัท

ส่วนพระเจ้าสุตโสมได้มาเป็น เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้แล. จบอรรถกถาจุลลสุตโสมชาดกที่ ๕ จบอรรถกถาจัตตาฬีสนิบาต เพียงเท่านี้ -----------------------------------------------------

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. เตสกุณชาดก ว่าด้วย นกตอบปัญหาพระราชา

๒. สรภังคชาดก ว่าด้วย สรภังคดาบสเฉลยปัญหา

๓. อลัมพุสาชาดก ว่าด้วย อิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ

๔. สังขปาลชาดก ว่าด้วย สังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ

๕. จุลลสุตโสมชาดก ว่าด้วย พระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช จบ จัตตาฬีสนิบาตชาดก -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา