๓. พรหมทัตตชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ พฺรหฺมทตฺตชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. พรหมทัตตชาดก ว่าด้วยผู้ขอกับผู้ถูกขอ
ทฺวยํ ยาจนโก ราช พฺรหฺมทตฺต นิคจฺฉติ อลาภํ ธนลาภํ วา เอวํธมฺมา หิ ยาจนา ฯ
ดูกรมหาบพิตร ผู้ขอย่อมได้ ๒ อย่าง คือ ได้ทรัพย์ หรือไม่ได้ทรัพย์ แท้จริง การขอมีอย่างนี้เป็นธรรมดา.
ยาจนํ โรทนํ อาหุ ปญฺจาลานํ รเถสภ โย ยาจนํ ปจฺจกฺขาติ ตมาหุ ปฏิโรทนํ ฯ
ดูกรมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ในปัญจาลรัฐ บัณฑิตกล่าวถึงการขอว่า เป็น การร้องไห้ ผู้ใด ปฏิเสธคำขอ บัณฑิตกล่าวคำปฏิเสธของผู้นั้นว่า เป็น การร้องไห้ตอบ.
มํ มาทฺทสํสุ โรทนฺตํ ปญฺจาลา สุสมาคตา ตุวํ วา ปฏิโรทนฺตํ ตสฺมา อิจฺฉามหํ รโห ฯ
ชาวปัญจาลรัฐ ผู้มาประชุมกันแล้ว อย่าได้เห็นอาตมภาพผู้กำลังร้องไห้อยู่ หรืออย่าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงกรรแสงตอบอยู่ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ จึงปรารถนาขอเฝ้าในที่ลับ.
ททามิ เต พฺราหฺมณ โรหิณีนํ ควํ สหสฺสํ สห ปุงฺคเวน อริโย หิ อริยสฺส กถํ น ทชฺชา สุตฺวาน คาถา ตว ธมฺมยุตฺตาติ ฯ พฺรหฺมทตฺตชาตกํ ตติยํ ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายวัวแดงหนึ่งพันพร้อมด้วยวัวจ่าฝูง แก่ท่าน อันอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยเหตุผลของท่านแล้ว ทำไมจะไม่พึงให้แก่ท่านผู้เป็นอารยชนเล่า. จบ พรหมทัตตชาดกที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๔. จตุกกนิบาต] ๓. กุฏิทูสกวรรค ๔. จัมมสาฏกชาดก (๓๒๔) ๓. พรหมทัตตชาดก (๓๒๓) ว่าด้วยพระเจ้าพรหมทัต (ดาบสโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถากับพระราชาว่า)
ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าผู้ขอ ย่อมได้ผล ๒ อย่าง คือ (๑) ไม่ได้ทรัพย์ (๒) ได้ทรัพย์ เพราะการขอมีสภาพเช่นนี้เป็นธรรมดา
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นปัญจาละ บัณฑิตทั้งหลายเรียกการขอว่า เป็นการร้องไห้ เรียกการปฏิเสธว่า เป็นการร้องไห้ตอบ
ชาวแคว้นปัญจาละผู้มาประชุมพร้อมเพรียงกัน ขออย่าได้เห็นอาตมภาพร้องไห้หรือเห็นพระองค์ทรงกันแสงตอบเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาสถานที่ลับ (พระราชาตรัสพระราชทานพรแก่ดาบสโพธิสัตว์ว่า)
ท่านพราหมณ์ โยมขอถวายโคแดง ๑,๐๐๐ ตัว พร้อมกับโคจ่าฝูงแก่ท่าน เพราะพระอริยะได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยธรรม ของพระคุณเจ้าแล้วจะไม่พึงถวายแก่พระอริยะได้อย่างไรพรหมทัตตชาดกที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองอาฬวี ประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบท จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทฺวยํ ยาจนโก ราช ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันมีมาแล้วใน มณิกัณฐชาดก ในหนหลังนั่นเอง.
แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเธอมากไปด้วยการขอ มากไปด้วยการทำวิญญัติอยู่ จริงหรือ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ผู้อันพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินปวารณาไว้ ปรารถนาจะขอร่มใบไม้ และรองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่ง ก็ไม่ขอในท่ามกลางมหาชน เพราะกลัวหิริโอตตัปปะร้าวฉาน จึงได้กล่าวขอในที่ลับ.
แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าปัญจาลราชครองราชสมบัติอยู่ในอุตตรปัญจาลนคร กบิลรัฐ พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในบ้านตำบลหนึ่ง เจริญวัยแล้วไปเมืองตักกสิลาเรียนศิลปะทั้งปวง ในกาลต่อมา ได้บวชเป็นดาบส เลี้ยงชีพด้วยมูลผลาผลของป่า ด้วยการแสวงหา อยู่ในหิมวันตประเทศช้านาน เมื่อจะเที่ยวไปยังถิ่นมนุษย์เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปยังอุตตรปัญจาลนคร อยู่ในพระราชอุทยาน.
วันรุ่งขึ้น เมื่อจะแสวงหาภิกษาจึงเข้าไปยังพระนคร ถึงประตูพระราชวัง.
พระราชาทรงเลื่อมใสในอาจาระของพระดาบสนั้น จึงนิมนต์ให้นั่งในท้องพระโรง ให้ฉันโภชนะอันควรแก่พระราชา ถือเอาปฏิญญาแล้วให้อยู่ในพระราชอุทยานนั่นแหละ. พระดาบสนั้นฉันอยู่ เฉพาะในพระราชมณเฑียรนั่นเองเป็นประจำ เมื่อล่วงฤดูฝนแล้ว มีความประสงค์จะไปยังหิมวันตประเทศตามเดิมจึงคิดว่า เมื่อเราจะเดินทางไป ควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวหนึ่งคู่และร่มใบไม้หนึ่งคัน เราจักทูลขอพระราชา.
วันหนึ่ง พระดาบสนั้นเห็นพระราชาเสด็จมายังพระราชอุทยาน ไหว้แล้วประทับนั่งอยู่ จึงคิดว่า จักทูลขอรองเท้าและร่ม กลับคิดอีกว่า คนเมื่อขอผู้อื่นว่า ท่านจงให้ของชื่อนี้ ชื่อว่าย่อมร้องไห้ ฝ่ายคนอื่นผู้กล่าวว่า ไม่มี ชื่อว่าย่อมร้องไห้ตอบก็มหาชนอย่าได้เห็นเราผู้ร้องไห้ อย่าได้เห็นพระราชาร้องไห้ตอบเลย ดังนั้น เราแม้ทั้งสองร้องไห้กันอยู่ในที่ปกปิดเร้นลับ จักเป็นผู้นิ่งเงียบ.
ลำดับนั้น พระดาบสจึงกราบทูลกะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพหวังเฉพาะที่ลับ. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งให้พวกราชบุรุษถอยออกไป. พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าเมื่อเราทูลขอ พระราชาจักไม่ประทานให้ไซร้ ไมตรีของเราก็จักแตกไป เพราะฉะนั้น เราจักไม่ทูลขอ จึงในวันนั้น เมื่อไม่อาจระบุชื่อจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเสด็จไปก่อนเถิด อาตมภาพจักรู้ในวันพรุ่งนี้.
ในกาลที่พระราชาเสด็จมาพระราชอุทยานอีกวันหนึ่ง ก็กราบทูลเหมือนอย่างนั้น อีกวันหนึ่งก็กราบทูลเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. รวมความว่า เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นไม่อาจทูลขออย่างนี้เวลาได้ล่วงเลยไป ๑๒ ปี.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า พระผู้เป็นเจ้าของเรากล่าวว่า หวังเฉพาะที่ลับ เมื่อบริษัทถอยออกไปแล้ว ก็ไม่อาจกล่าวคำอะไรๆ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าประสงค์จะกล่าวเท่านั้นกาลเวลาล่วงไปถึง ๑๒ ปี อนึ่ง พระผู้เป็นเจ้านั้นประพฤติพรหมจรรย์มานาน ชะรอยเธอจะระอาใจใคร่จะบริโภคสมบัติ หวังเฉพาะราชสมบัติกระมัง ก็เธอเมื่อไม่อาจระบุชื่อราชสมบัติจึงได้นิ่งวันนี้เราจักรู้กันละ เธอปรารถนาสิ่งใด เราจักให้สิ่งนั้น ตั้งต้นแต่ราชสมบัติไป.
พระราชานั้นเสด็จไปยังพระราชอุทยาน ทรงนมัสการแล้วประทับนั่ง เมื่อพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า อาตมภาพหวังเฉพาะในที่ลับ และเมื่อบริษัทถอยออกไปแล้ว จึงตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นผู้ไม่อาจกราบทูลอะไรๆ ว่า ท่านกล่าวว่า หวังได้ที่ลับ แม้ได้ที่ลับแล้วก็ไม่อาจกล่าวอะไร ตลอดเวลา ๑๒ ปีข้าพเจ้าขอปวารณาสิ่งทั้งปวงมีราชสมบัติเป็นต้นต่อท่าน ท่านอย่าได้กลัวภัย จงขอสิ่งที่ท่านชอบใจเถิด.
พระโพธิสัตว์จึงทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์จักประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอหรือ. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักให้.
พระโพธิสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เมื่ออาตมภาพเดินทางไป ควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่งกับร่มใบไม้หนึ่งคัน. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ สิ่งของมีประมาณเท่านี้ ท่านไม่อาจขอจนตลอดเวลา ๑๒ ปีเทียวหรือ.
พระโพธิสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร. พระราชาตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร? ท่านจึงได้กระทำอย่างนี้.
พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า มหาบพิตร คนผู้ขอว่าท่านจงให้สิ่งชื่อนี้แก่เรา ชื่อว่าร้องไห้คนผู้กล่าวว่าไม่มี ชื่อว่าร้องไห้ตอบ ถ้าพระองค์ถูกอาตมภาพทูลขอ จะไม่พระราชทานไซร้ มหาชนจงอย่าได้เห็นการที่อาตมภาพจึงหวังเฉพาะที่ลับ เพื่อประโยชน์นี้ แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาเบื้องต้นว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัต ผู้ขอย่อมได้ ๒ อย่าง คือไม่ได้กับได้ทรัพย์ แท้จริง การขอย่อมมีอย่างนี้เป็นธรรมดา.
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าชาวปัญจาละ บัณฑิตกล่าวการขอว่า เป็นการร้องไห้ ผู้ใดปฏิเสธต่อผู้ขอ บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่า เป็นการร้องไห้ตอบ.
ชาวปัญจาละผู้มาประชุมกันแล้ว อย่าได้เห็นอาตมภาพผู้กำลังร้องไห้อยู่ หรืออย่าได้เห็นพระองค์ผู้กำลังกรรแสงตอบอยู่ เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาขอเฝ้าในที่ลับ.
บรรดาบทเหล่านั้น พระโพธิสัตว์เรียกพระราชา แม้ด้วยบททั้งสองว่า ราช พฺรหฺมทตฺต
บทว่า นิคจฺฉติ ได้แก่ ย่อมได้เฉพาะ คือย่อมประสบ.
บทว่า เอวํธมฺมา แปลว่า มีอย่างนี้เป็นสภาวะ.
บทว่า อาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าว.
บทว่า ปญฺจาลานํ รเถสภ ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นปัญจาละ.
บทว่า โย ยาจนํ ปจฺจกฺขาติ ความว่า ก็ผู้ใดย่อมปฏิเสธต่อผู้ขอนั้นว่าไม่มี.
บทว่า ตมาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแล้ว คือย่อมกล่าวการปฏิเสธนั้นว่า เป็นการร้องไห้ตอบ.
บทว่า มํ มาทฺทสํสุ ความว่า ชาวปัญจาละผู้อยู่ในแคว้นของพระองค์มาประชุมกันแล้ว อย่าได้เห็นอาตมภาพผู้ร้องไห้อยู่เลย.
พระราชาทรงเลื่อมใสในลักษณะแห่งความเคารพของพระโพธิสัตว์
เมื่อจะทรงให้พร จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายวัวแดงหนึ่งพันตัว พร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่าน อันอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยเหตุผลของท่านแล้ว ไฉนจะไม่พึงให้แก่อารยชนเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหิณีนํ แปลว่า มีสีแดง.
บทว่า อริโย ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท.
บทว่า อริยสฺส ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท.
บทว่า กถํ น ทชฺเช ความว่า เพราะเหตุไร จะไม่พึงให้.
บทว่า ธมฺมยุตฺตา ได้แก่ ประกอบด้วยเหตุ.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร อาตมภาพไม่ต้องการวัตถุกาม พระองค์จงประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอ แล้วรับเอารองเท้าชั้นเดียวกับร่มใบไม้ โอวาทพระราชาว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมเถิด เมื่อพระราชาทรงวิงวอนอยู่นั่นแล ได้ไปยังหิมวันตประเทศ ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดในที่นั้นแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
ส่วนดาบสในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาพรหมทัตตชาดกที่ ๓ -----------------------------------------------------