๙. มหาธรรมปาลชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙ มหาธมฺมปาลชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๙. มหาธรรมปาลชาดก ว่าด้วยเหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม
กินฺเต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก อกฺขาหิ เม พฺราหฺมณ เอตมตฺถํ กสฺมา นุ ตุมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่มๆ ในตระกูลของท่านไม่ตายนี้ เป็นผลของกรรมอะไรที่ท่านได้ประพฤติมา เป็นอย่างดีแล้ว ดูกรพราหมณ์ ขอท่านช่วยบอกเนื้อความนี้แก่เรา เหตุไรหนอคนหนุ่มๆ ของท่านจึงไม่ตาย?
ธมฺมํ จราม น มุสา ภณาม ปาปานิ กมฺมานิ วิวชฺชยาม อนริยํ ปริวชฺเชม สพฺพํ ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา งดเว้นกรรมชั่ว งดเว้นกรรมอัน ไม่ประเสริฐทั้งปวง เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ ตาย.
สุโณม ธมฺมํ อสตํ สตญฺจ น จาปิ ธมฺมํ อสตํ โรจยาม หิตฺวา อสนฺเต น ชหาม สนฺเต ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
พวกเราได้ฟังธรรมของอสัตบุรุษ และสัตบุรุษแล้ว ไม่ชอบใจธรรมของ อสัตบุรุษเลย ละทิ้งอสัตบุรุษเสีย แต่ไม่ละทิ้งสัตบุรุษ เพราะเหตุนี้ แหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ปุพฺเพว ทานา สุมนา ภวาม ททํปิ เว อตฺตมนา ภวาม ทตฺวาปิ เว นานุตปาม ปจฺฉา ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
ก่อนจะให้ทาน พวกเราก็เป็นผู้ตั้งใจดี แม้กำลังให้ก็ชื่นชมยินดี ครั้น ให้แล้วก็ไม่เดือดร้อน ในภายหลัง เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของ พวกเราจึงไม่ตาย.
สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ อทฺธิเก จ วณิพฺพเก ยาจนเก ทลิทฺเท อนฺเนน ปาเนน อภิตปฺปยาม ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คนเดินทาง วณิพก ยาจก และคน ขัดสนทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
มยญฺจ ภริยํ นาติกฺกมาม ภริยาปิ อเมฺห นาติกฺกมนฺติ อญฺญตฺร ตาหิ พฺรหฺมจริยํ จราม ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติ พรหมจรรย์นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของ พวกเราจึงไม่ตาย.
ปาณาติปาตา วิรมาม สพฺเพ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยาม อมชฺชปา โนปิ มุสา ภณาม ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
เราทุกคนงดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นสิ่งที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่กล่าว มุสา ไม่ดื่มน้ำเมา เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ ตาย.
เอตาสุ เว ชายเร สุตฺตมาสุ เมธาวิโน โหนฺติ พหูตปญฺญา พหุสฺสุตา เวทคุนา จ โหนฺติ ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
บุตรของพวกเราเกิดในหญิงที่ดีเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาดเฉลียว มีปัญญามาก เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของ พวกเราจึงไม่ตาย.
มาตาปิตโร ภคินีภาตโร จ ปุตฺตา จ ทารา จ มยญฺจ สพฺเพ ธมฺมํ จราม ปรโลกเหตุ ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตรภรรยา และเราทุกคนประพฤติธรรม เพราะเหตุแห่งโลกหน้า เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึง ไม่ตาย.
ทาสา จ ทาสี อนุชีวิโน จ ปริจารกา กมฺมกรา จ สพฺเพ ธมฺมํ จรนฺติ ปรโลกเหตุ ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มิยฺยเร ฯ
ทาส ทาสี คนอาศัยเลี้ยงชีพ คนใช้ และกรรมกรทั้งหมด ก็ประพฤติ ธรรมเพราะเหตุแห่งโลกหน้า เพราะเหตุนี้แหละ คนหนุ่มๆ ของพวก เราจึงไม่ตาย.
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ฯ
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อม นำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ฉตฺตํ มหนฺตํ วิย วสฺสกาเล ธมฺเมน คุตฺโต มม ธมฺมปาโล อญฺญสฺส อฏฺฐีนิ สุขี กุมาโรติ ฯ มหาธมฺมปาลชาตกํ นวมํ ฯ ---------
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝนฉะนั้น ธรรม ปาละบุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ท่านนำเอามานี้เป็น กระดูกสัตว์อื่น บุตรของเรายังมีความสุข. จบ มหาธรรมปาลชาดกที่ ๙.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๐. ทสกนิบาต] ๙. มหาธัมมปาลชาดก (๔๔๗) ๙. มหาธัมมปาลชาดก (๔๔๗) ว่าด้วยมหาธรรมปาลกุมาร (อาจารย์ทิศาปาโมกข์ถามพราหมณ์ว่า)
วัตรของท่านเป็นอย่างไร อนึ่ง พรหมจรรย์ของท่านเป็นอย่างไร นี้เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่ท่านประพฤติดีแล้วอย่างไร พราหมณ์ ขอท่านโปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกท่านจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ (พราหมณ์ตอบว่า)
พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวเท็จ งดเว้นกรรมชั่ว ละเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแล พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
พวกเราฟังธรรมทั้งของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ แต่พวกเราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษเลย จึงละเว้นอสัตบุรุษ ไม่ละเว้นสัตบุรุษ เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
ก่อนจะให้ทาน พวกเราก็ดีใจ แม้ขณะให้ก็พอใจ แม้ให้ไปแล้วก็ไม่เดือดร้อนในภายหลัง เพราะฉะนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คนเดินทาง วณิพก ยาจก และคนจนให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ @เชิงอรรถ : @ ประพฤติธรรม ในที่นี้หมายถึงประพฤติกุศลกรรมบถ (ทางแห่งความดี ๑๐) คือ ทางกาย ๓ ได้แก่@(๑) ละการฆ่าสัตว์ (๒) ละการลักทรัพย์ (๓) ละการประพฤติผิดในกาม ทางวาจา ๔ ได้แก่ (๑) ละการ@พูดเท็จ (๒) ละการพูดส่อเสียด (๓) ละการพูดคำหยาบ (๔) ละการพูดเพ้อเจ้อ ทางใจ ๓ ได้แก่ (๑) ไม่@เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น (๒) ไม่มีจิตคิดร้ายต่อผู้อื่น (๓) มีความเห็นชอบ (ขุ.ชา.อ. ๕/๙๓/๔๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๐. ทสกนิบาต] ๙. มหาธัมมปาลชาดก (๔๔๗)
อนึ่ง พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงพวกภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา นอกจากภรรยาเหล่านั้นแล้ว พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
พวกเรางดเว้นการฆ่าสัตว์ทั้งปวง ละเว้นสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่พูดเท็จเลย เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
บุตรทั้งหลายที่เกิดในหญิงชั้นสูงมีมารยาทอันดีงามเหล่านั้น เป็นคนฉลาด มีปัญญามาก เป็นพหูสูต จบไตรเพท เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
พ่อแม่ พี่น้องหญิงชาย ลูกเมีย และเราทั้งหมดก็ประพฤติธรรมเพราะเหตุโลกหน้า เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ
ทาสชายหญิง บุคคลรอบข้างที่อาศัยเลี้ยงชีพ และคนงานทั้งหมดก็ประพฤติธรรมเพราะเหตุโลกหน้า เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ (พราหมณ์แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรมว่า)
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ตนประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ถึงทุคติ
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มคันใหญ่ในฤดูฝน ธรรมปาลกุมารของเรามีธรรมคุ้มครอง ยังอยู่เป็นสุข กระดูกที่ท่านนำมาเป็นกระดูกคนอื่น มหาธัมมปาลชาดกที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๓๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จพระนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ทรงปรารภความไม่ทรงเชื่อของพระพุทธบิดาในพระราชนิเวศน์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กินฺเต วตํ ดังนี้.
ความย่อว่า
ครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชถวายข้าวยาคูและของเคี้ยวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวารในพระราชนิเวศน์ของพระองค์. เมื่อทรงกระทำสัมโมทนียกถาในระหว่างภัต ได้ตรัสว่า พระเจ้าข้า เวลาที่พระองค์ทำความเพียรอยู่ มีหมู่เทวดามายืนอยู่ในอากาศบอกแก่หม่อมฉันว่า สิทธัตถกุมารโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว เพราะเสวยพระกระยาหารน้อย.
เมื่อพระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงเชื่อหรือ?
จึงตรัสว่า หม่อมฉันไม่เชื่อดอก พระเจ้าข้า ยังห้ามเทวดาที่ยืนกล่าวอยู่ในอากาศเสียอีกว่า พระโอรสของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าที่โคนต้นโพธิ์แล้ว จะยังไม่ปรินิพพาน.
พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในครั้งก่อน ครั้งอาตมภาพเกิดเป็นมหาธรรมปาลกุมาร เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์เอากระดูกแพะมาแสดง บอกว่า บุตรของท่านตายเสียแล้ว นี่กระดูกบุตรของท่าน พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อ กล่าวกับอาจารย์ว่า ในตระกูลของเรานี่จะตายกำลังหนุ่มนั้นเป็นไม่มี ก็เหตุไร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อเล่า?
พระพุทธบิดาทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี ได้มีบ้านธรรมปาลคามในแคว้นกาสี บ้านนั้นที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นที่อยู่ของตระกูลธรรมบาล พราหมณ์ที่อยู่อาศัยในบ้านนั้นปรากฏชื่อว่าธรรมบาลเพราะเหตุที่รักษาธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐.
ในตระกูลของเขาชั้นทาสและกรรมกรก็ให้ทานรักษาศีลทำอุโบสถกรรม.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลนั้นได้นามว่าธรรมปาลกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้ว บิดาได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง ส่งไปเรียนศิลปะ ณ เมืองตักกสิลา ธรรมปาลกุมารไป ณ ที่นั้นแล้ว เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้เป็นหัวหน้ามาณพพวกอันเตวาสิก ๕๐๐ คน.
ครั้งนั้นบุตรคนโตของอาจารย์ตายลง อาจารย์มีศิษย์มาณพแวดล้อม พร้อมด้วยหมู่ญาติร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ทำฌาปนกิจศพบุตรในป่าช้า ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์และหมู่ญาติต่างร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้น.
ธรรมปาลบุตรคนเดียวเท่านั้น ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ.
เมื่อมาณพ ๕๐๐ คนนั้นมาจากป่าช้าแล้ว ได้พากันไปนั่งรำพันอยู่ในสำนักอาจารย์ว่า น่าเสียดาย มาณพหนุ่มสมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้ พลัดพรากจากมารดาบิดา ตายเสียแต่ยังหนุ่มทีเดียว ธรรมปาลกุมารกล่าวว่า เพื่อน ท่านทั้งหลายกล่าวว่ายังหนุ่ม ก็เหตุไรเล่าจึงได้ตายกันเสียแต่ยังหนุ่ม เวลาหนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ? มาณพเหล่านั้นกล่าวกะธรรมปาลกุมารว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่รู้จักความตายของสัตว์เหล่านี้ดอกหรือ?
ธรรมปาลกุมาร. เรารู้ แต่ไม่มีใครตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.
มาณพทั้งหลาย. สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีแล้วกลับไม่มี มิใช่หรือ?
ธรรมปาลกุมาร. จริง สังขารไม่เที่ยง แต่สัตว์ทั้งหลายไม่ตายแต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้ว ถึงซึ่งความไม่เที่ยง.
มาณพทั้งหลาย. แน่ะเพื่อนธรรมปาละ ในเรือนของท่านไม่มีใครตายหรือ?
ธรรมปาลกุมาร. ที่ตายแต่ยังหนุ่มไม่มี มีแต่ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.
มาณพทั้งหลาย. ข้อนี้เป็นประเพณีแห่งตระกูลของท่านหรือ?
ธรรมปาลกุมาร. ถูกแล้ว เป็นประเพณีแห่งตระกูลของเรา.
มาณพทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของธรรมปาลกุมารดังนั้นแล้ว จึงพากันบอกแก่อาจารย์
อาจารย์เรียกธรรมปาลกุมารมาถามว่า พ่อธรรมปาละ ได้ยินว่า ในตระกูลของท่าน คนไม่ตายกันแต่ยังหนุ่ม จริงหรือ? ธรรมปาลกุมารตอบว่า จริง ท่านอาจารย์.
อาจารย์ฟังคำของเขาแล้วคิดว่า กุมารนี้พูดอัศจรรย์เหลือเกิน เราจักไปสำนักบิดาของกุมารนี้ถามดู ถ้าเป็นจริง เราจักบำเพ็ญธรรมเช่นนั้นบ้าง อาจารย์นั้นครั้นทำฌาปนกิจศพบุตรเสร็จแล้ว ล่วงมาได้ ๗,๘ วันได้เรียกธรรมปาลกุมารมาสั่งว่า แน่ะพ่อ เราจักจากไป เจ้าจงบอกศิลปะแก่มาณพเหล่านี้ จนกว่าเราจะกลับมา สั่งแล้วก็เก็บกระดูกแพะตัวหนึ่งมาล้างเอาใส่กระสอบ ให้คนรับใช้ผู้หนึ่งถือตามไป ออกจากเมืองตักกสิลาไปโดยลำดับ.
ถึงบ้านนั้น เที่ยวถามถึงเรือนของมหาธรรมปาละว่า หลังไหน รู้แห่งแล้วก็ไปยืนอยู่ที่ประตู.
พวกทาสของพราหมณ์ที่เห็นก่อน ต่างก็รับร่มรับรองเท้าจากมือของอาจารย์ และรับกระสอบจากมือของคนรับใช้. เมื่ออาจารย์กล่าวว่า พวกท่านจงไปบอกบิดาของกุมารว่า อาจารย์ของธรรมปาลกุมารบุตรของท่านมายืนอยู่ที่ประตู พวกทาสรับคำว่า ดีแล้ว แล้วก็พากันไปบอกพราหมณ์รีบไปที่ใกล้ประตู เชื้อเชิญว่า มาข้างนี้เถิดท่าน แล้วนำอาจารย์ขึ้นเรือน ให้นั่งบนบัลลังก์ ทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้น.
อาจารย์บริโภคอาหารแล้ว เวลานั่งสนทนากันอยู่ตามสบาย จึงแสร้งกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านเป็นคนมีสติปัญญา เรียนจบไตรเพทและศิลปะ ๑๘ ประการแล้ว แต่ได้ตายเสียแล้วด้วยโรคอย่างหนึ่ง สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย.
พราหมณ์ตบมือหัวเราะดังลั่น.
เมื่ออาจารย์ถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านหัวเราะอะไร? ก็ตอบว่า ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนั้นจักเป็นคนอื่น.
อาจารย์กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ท่านได้เห็นกระดูกบุตรของท่านแล้ว จงเชื่อเถิด แล้วนำกระดูกออกกล่าวว่า นี่กระดูกบุตรของท่าน.
พราหมณ์กล่าวว่า นี่จักเป็นกระดูกแพะหรือกระดูกสุนัข แต่ลูกฉันยังไม่ตาย เพราะในตระกูลของเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้วไม่มีใครเคยตายแต่ยังหนุ่มเลย ท่านพูดปด.
ขณะนั้น คนทั้งหมดได้ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่.
อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้นแล้วมีความโสมนัส เมื่อจะถามว่า ท่านพราหมณ์ ในประเพณีตระกูลของท่านที่คนหนุ่มๆ ไม่ตาย ถ้าไม่มีเหตุคงไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเหตุไร คนหนุ่มๆ จึงไม่ตาย? ดังนี้
ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่มๆ ไม่ตายนี้ เป็นผลแห่งกรรมอะไร ที่ท่านประพฤติดีแล้ว
ดูก่อนพราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา เหตุไรหนอ คนหนุ่มๆ ของพวกท่านจึงไม่ตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ คือ เป็นวัตตสมาทาน.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ คือ เป็นพรหมจรรย์อันประเสริฐสุด.
บทว่า กิสฺส สุจิณฺณสฺส ความว่า การที่คนหนุ่มๆ ในตระกูลของพวกท่านไม่ตายเป็นผลแห่งสุจริตอย่างไหน?
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะพรรณนาคุณานุภาพที่เป็นเหตุให้คนหนุ่มในตระกูลนั้นไม่ตาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา งดเว้นกรรมชั่ว งดเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษแล้ว เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษเลย ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจดี แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว ครั้นให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คนเดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่ดื่มของเมา ไม่กล่าวปด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆของพวกเราจึงไม่ตาย.
บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
ทาส ทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมดล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ กุศลกรรมทุกอย่างเป็นต้นว่า พวกเราไม่ปลงสัตว์โดยที่สุดแม้มดดำจากชีวิต เพราะเหตุแห่งชีวิตตนและไม่มองดูสิ่งของของผู้อื่นด้วยโลภจิต อันบัณฑิตพึงพรรณนาให้พิสดาร.
ก็ในคาถานี้ พราหมณ์กล่าวถึงการพูดมุสา แต่กล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมที่สูงขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จจะไม่ทำย่อมไม่มี ได้ยินว่า บุคคลเหล่านั้นไม่พูดเท็จ แม้ด้วยประสงค์จะให้หัวเราะ.
บทว่า ปาปานิ ได้แก่ กรรมอันลามกที่เป็นเหตุให้เข้าถึงนรกแม้ทุกอย่าง.
บทว่า อนริยํ ได้แก่ งดเว้นกรรมที่เว้นจากความเป็นกรรมอันประเสริฐ คือที่ไม่ดี ได้แก่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด.
หิ อักษรในคำว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ นี้เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า เพราะเหตุนี้ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย คือขึ้นชื่อว่าอกาลมรณะในระหว่าง ย่อมไม่มีแก่พวกเรา. บาลีว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า สุโณม เป็นต้น ความว่า ได้ยินว่า พวกเรา ธรรมอันแสดงกุศลของสัตบุรุษก็ฟัง ธรรมอันแสดงอกุศลของอสัตบุรุษก็ฟังทั้งนั้น แต่พวกเราก็เป็นสักแต่ว่าฟังธรรมนั้นแล้วเท่านั้น ไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษนั้นเลย แต่ไม่ให้มีการทะเลาะหรือวิวาทกับอสัตบุรุษเหล่านั้น แม้ฟังแล้ว ได้แล้วก็ประพฤติตามสัตบุรุษ ไม่ละสัตบุรุษแม้สักขณะเดียว ละอสัตบุรุษคือปาปมิตรเสียแล้ว เป็นผู้ซ่องเสพแต่กัลยาณมิตรเท่านั้น.
บทว่า สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเราเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีบาปอันสงบแล้ว แลบาปอันลอยแล้วบ้าง สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่เหลือบ้าง ชนที่เหลือมีคนเดินทางเป็นต้นบ้าง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ ก็ในพระบาลีคาถานี้ก็มาตามหลังคาถาว่า ปุพฺเพว ทานา เหมือนกัน.
บทว่า นาติกฺกมาม ความว่า พวกเราไม่นอกใจภรรยาของตน กระทำมิจฉาจารในหญิงอื่นในภายนอก.
บทว่า อญฺญตฺร ตาหิ ความว่า พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงที่เหลือ นอกจากภรรยาของตน แม้ภรรยาของพวกเราก็เป็นไปในชายที่เหลืออย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า ชายเร แปลว่า ย่อมเกิด.
บทว่า สุตฺตมาสุ คือ ในหญิงผู้สูงสุด ผู้มีศีลดีทั้งหลาย.
ข้อนี้มีอธิบายว่า บุตรเหล่าใดของพวกเราเกิดในหญิงผู้สูงสุด ผู้มีศีลสมบูรณ์เหล่านั้น บุตรเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีประการอย่างนี้ คือเป็นผู้ฉลาดเป็นต้น ความตายในระหว่างจักมีแก่บุตรเหล่านั้น แต่ที่ไหนเล่า แม้เพราะเหตุนั้น คนหนุ่มๆ ในตระกูลของพวกเราจึงไม่ตาย.
บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติสุจริตธรรม ๓ ประการเพื่อประโยชน์แก่ปรโลก.
หญิงรับใช้ทั้งหลาย ชื่อว่าทาสี.
ในที่สุด พราหมณ์ก็ได้แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรมด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ว่า :-
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น ธรรมปาละบุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของเรายังมีความสุข.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺขติ ความว่า ธรรมดาว่า ธรรมที่บุคคลรักษาแล้วนั้น ย่อมกลับรักษาซึ่งบุคคลผู้มีธรรมอันตนรักษาแล้ว.
บทว่า สุขมาวหาติ คือ ย่อมนำสุขในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายกับนิพพานสุขมาให้.
บทว่า น ทุคฺคตึ คือ ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ อันต่างด้วยทุคติมีนรกเป็นต้น.
พราหมณ์นั้นแสดงว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรารักษาธรรมอย่างนี้ แม้ธรรมก็รักษาพวกเราเหมือนกัน.
บทว่า ธมฺเมน คุตฺโต คือ อันธรรมที่ตนรักษาอันเช่นกับด้วยร่มใหญ่คุ้มครองแล้ว.
บทว่า อญฺญฺสฺส อฏฺฐีนิ ความว่า ก็กระดูกที่ท่านนำมานี้ จักเป็นกระดูกของสัตว์อื่น คือของแพะก็ตามของสุนัขก็ตาม ท่านจงทิ้งกระดูกเหล่านั้นเสีย บุตรของเรายังมีความสุข.
อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การมาของข้าพเจ้าเป็นการมาดี มีผล ไม่ไร้ผล แล้วมีความยินดี ขอขมาโทษกะบิดาธรรมปาละแล้วกล่าวว่า นี่เป็นกระดูกแพะ ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะลองท่าน บุตรของท่านสบายดี ท่านจงให้ธรรมที่ท่านรักษาแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้แล้วเขียนข้อความลงในสมุด อยู่ในที่นั้น ๒-๓ วันแล้วไปเมืองตักกสิลา ให้ธรรมปาลกุมารศึกษาศิลปะทุกอย่าง แล้วส่งไปด้วยบริวารใหญ่.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ในเวลาจบสัจจะ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล.
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
มารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธมารดาพุทธบิดา ในบัดนี้
อาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระสารีบุตร ในบัดนี้
บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท ในบัดนี้
ส่วนธรรมปาลกุมาร ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙ -----------------------------------------------------