๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓ ภิกฺขาปรมฺปรชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก ว่าด้วยการให้ทานในท่านใด มีผลมาก
สุขุมาลรูปํ ทิสฺวา รฏฺฐา วิวนมาคตํ กูฏาคารวรูเปตํ มหาสยนมุโปจิตํ ตสฺส เต เปมเกนาหํ อทาสึ วฑฺฒโมทนํ สาลีนํ วิจิตฺตํ ภตฺตํ สุจิมํสูปเสจนํ ตํ ตฺวํ ภตฺตํ ปฏิคฺคยฺห พฺราหฺมณสฺส อทาปยิ อตฺตานํ อนสิตฺวาน โกยํ ธมฺโม นมตฺถุ เต ฯ
ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นสุขุมาลชาติ เคยประทับใน พระตำหนักอันประเสริฐ ทรงบรรทมเหนือพระยี่ภู่อันใหญ่โต เสด็จจาก แว่นแคว้นมาสู่ดง จึงได้ทูลถวายข้าวสุกอย่างดีแห่งข้าวสาลี เป็นภัต อันวิจิตร มีแกงเนื้ออันสะอาดด้วยความรักต่อพระองค์ พระองค์ทรงรับ ภัตนั้นแล้ว มิได้เสวยด้วยพระองค์เอง ได้พระราชทานแก่พราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้อนี้เป็นธรรมอะไรของพระองค์?
อาจริโย พฺราหฺมโณ มยฺหํ กิจฺจากิจฺเจสุ วฺยาวโฏ ครุ จ อามนฺตนิโย จ ทาตุมรหามิ โภชนํ ฯ
พราหมณ์เป็นอาจารย์ของฉัน เป็นผู้ขวนขวายในกิจน้อยกิจใหญ่ ทั้งเป็น ครู และเป็นผู้คอยตักเตือน ฉันควรให้โภชนะ.
พฺราหฺมณํทานิ ปุจฺฉามิ โคตมํ ราชปูชิตํ ราชา เต ภตฺตํ ปาทาสิ สุจิมํสูปเสจนํ ตํ ตฺวํ ภตฺตํ ปฏิคฺคยฺห อิสิสฺส โภชนํ อทา อเขตฺตญฺญูสิ ทานสฺส โกยํ ธมฺโม นมตฺถุ เต ฯ
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ผู้โคดมอันพระราชาทรงบูชา พระราชา ทรงพระราชทานภัต อันมีแกงเนื้ออย่างสะอาดแก่ท่าน ท่านรับภัตนั้น แล้วได้ถวายโภชนะแก่ฤาษี ชะรอยท่านจะรู้ว่า ตนมิได้เป็นเขตแห่งท่าน ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ธรรมข้อนี้เป็นธรรมอะไรของท่าน?
ภรามิ ปุตฺตทาเร จ ฆเรสุ คธิโต อหํ ภุญฺช มานุสเก กาเม อนุสาสามิ ราชิโน อารญฺญิกสฺส อิสิโน จิรรตฺตํ ตปสฺสิโน วุฑฺฒสฺส ภาวิตตฺตสฺส ทาตุมรหามิ โภชนํ ฯ
ข้าพเจ้ายังกำหนัดอยู่ในเรือนทั้งหลาย ต้องเลี้ยงบุตรและภรรยา ถวาย อนุศาสน์แก่พระราชา เชิญให้เสวยกามอันเป็นของมนุษย์ ข้าพเจ้าควร ถวายโภชนะแก่ฤาษี ผู้อยู่ในป่าสิ้นกาลนาน ผู้เรืองตบะ เป็นวุฒบุคคล อบรมตนแล้ว.
อิสิญฺจทานิ ปุจฺฉามิ กีสํ ธมนิสนฺถตํ ปรูฬฺหกจฺฉนขโลมํ ปงฺกทนฺตํ รชสฺสิรํ เอโก อรญฺเญ วิหรสิ นาวกงฺขสิ ชีวิตํ ภิกฺขุ เกน ตยา เสยฺโย ยสฺส ตฺวํ โภชนํ อทา ฯ
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านฤาษีผู้ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีเล็บ และขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ท่านอยู่ในป่าผู้เดียว ไม่ห่วงใยชีวิต ภิกษุที่ท่านถวายโภชนะนั้นดีกว่าท่านด้วยคุณข้อไหน?
ขณมาลุกลมฺพานิ พิลาลิตกฺกลานิ จ ธุนํ สามากนิวารํ สํหาริยํ ปหาริยํ สากํ ภิสํ มธุํ มํสํ พทรามลกานิ จ ตานิ อาหตฺว ภุญฺชามิ อตฺถิ เม โส ปริคฺคโห ปจนฺโต อปจนฺตสฺส อมมสฺส สกิญฺจโน อนาทานสฺส สาทาโน ทาตุมรหามิ โภชนํ ฯ
อาตมภาพยังขุดเผือก มันมือเสือ มันนก ยังเก็บข้าวฟ่างและลูกเดือย มาตากตำ เที่ยวหาฝักบัว เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อสัตว์ พุทราและมะขาม ป้อมมาบริโภค ความยึดถือนั้นของอาตมายังมีอยู่ เมื่ออาตมายังหุงต้ม ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่หุงต้ม ยังมีกังวลก็ควรถวายโภชนะแก่ ผู้ไม่มีความห่วงใย ยังมีความถือมั่น ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่มี ความถือมั่น.
ภิกฺขุญฺจทานิ ปุจฺฉามิ ตุณฺหิมาสีน สุพฺพตํ อิติ เต ภตฺตํ ปาทาสิ สุจิมํสูปเสจนํ ตํ ตฺวํ ภตฺตํ ปฏิคฺคยฺห ตุณฺหี ภุญฺชสิ เอกโก นาญฺญํ กญฺจิ นิมนฺเตสิ โกยํ ธมฺโม นมตฺถุ เต ฯ
บัดนี้ กระผมขอถามท่าน ภิกษุผู้นั่งนิ่ง มีวัตรอันดี พระฤาษีถวาย ภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่ท่านดังนั้น ท่านรับภัตตาหารนั้นแล้ว นั่งนิ่ง ฉันอยู่องค์เดียว ไม่เชื้อเชิญใครๆ อื่น กระผมขอนมัสการแด่ พระคุณท่าน นี้เป็นธรรมอะไรของพระคุณท่าน?
น ปจามิ น ปาเจมิ น ฉินฺทามิ น เฉทเย ตํ มํ อกิญฺจนํ ญตฺวา สพฺพปาเปหิ อารตํ วาเมน ภิกฺขมาทาย ทกฺขิเณน กมณฺฑลุํ อิสิ เม ภตฺตํ ปาทาสิ สุจิมํสูปเสจนํ ฯ เอเต หิ ทาตุมรหนฺติ สมฺมา สปริคฺคหา ปจฺจนีกมหํ มญฺเญ โย ทาตารํ นิมนฺตเย ฯ
อาตมาไม่ได้หุงต้มเอง ไม่ได้ให้ใครหุงต้ม ไม่ได้ตัดเอง ไม่ได้ให้ใคร ตัด ฤาษีรู้ว่าอาตมาไม่มีความกังวล เป็นผู้ห่างไกลจากบาปทั้งปวง จึง ถือภิกษาหารด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา ถวายภัตตาหารอันปรุง ด้วยเนื้อสะอาดแก่อาตมา. บุคคลเหล่านี้ยังมีความห่วงใย ยังมีความยึด ถือ จึงสมควรจะให้ทาน อาตมาเข้าใจเอาว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญผู้ให้ นั้นเป็นการผิด
อตฺถาย วต เม อชฺช อิธาคจฺฉิ รเถสโภ โยหํ อชฺช ปชานามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ รฏฺเฐสุ คิทฺธา ราชาโน กิจฺจากิจฺเจสุ พฺราหฺมณา อิสี มูลผเล คิทฺธา วิปฺปมุตฺตา จ ภิกฺขโวติ ฯ ภิกฺขาปรมฺปรชาตกํ เตรสมํ ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ สุว กินฺนรมุกฺก ขราชินโส ภิสชาต มเหสิ กโปตวโร อถ โมร สตจฺฉก วาณิชโก อถ ราช สพฺราหฺมณ ภิกฺขปรํ ฯ ปกิณฺณกนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
วันนี้ พระราชาผู้ประเสริฐเสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระ- พุทธเจ้าหนอ ข้าพระพุทธเจ้าเพิ่งทราบชัดวันนี้เองว่าทานที่ให้ในท่าน ผู้ใดจะมีผลมาก. พระราชาทั้งหลายทรงกังวลอยู่ในแว่นแคว้น พราหมณ์ ทั้งหลายกังวลอยู่ในกิจน้อยกิจใหญ่ ฤาษีกังวลอยู่ในเหง้ามันและผลไม้ ส่วนพวกภิกษุหลุดพ้นได้แล้ว จบ ภิกขาปรัมปรชาดกที่ ๑๓. รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สาลิเกทารชาดก ๒. จันทกินนรชาดก ๓. มหาอุกกุสชาดก ๔. อุททาลกชาดก ๕. ภิสชาดก ๖. สุรุจิชาดก ๗. ปัญจุโปสถิกชาดก ๘. มหาโมรชาดก ๙. ตัจฉกสูกรชาดก ๑๐. มหาวาณิชชาดก ๑๑. สาธินราชชาดก ๑๒. ทสพราหมณ์ชาดก ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก. จบ ปกิณณกนิบาตชาดก -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก (๔๙๖) ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก (๔๙๖) ว่าด้วยเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก (กุฎุมพีทูลถามพระราชาว่า)
ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นสุขุมาลชาติ ประทับอยู่ในปรางค์ปราสาทอันประเสริฐ เสด็จบรรทมบนพระยี่ภู่อันสูงใหญ่ เสด็จจากแคว้นมายังปัจจันตชนบทเช่นกับที่ป่าปราศจากน้ำ
จึงได้ทูลถวายภัตตาหารอันวิจิตร คือข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันดีเลิศ ซึ่งมีกับที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด ด้วยความเคารพรักต่อพระองค์
พระองค์ผู้ทรงรับภัตนั้นแล้วได้พระราชทานให้พราหมณ์ ไม่เสวยด้วยพระองค์เอง ข้อนี้เป็นธรรมอะไรของพระองค์หรือ ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายบังคมพระองค์ (พระราชาตรัสตอบว่า)
พราหมณ์เป็นอาจารย์ของเรา เป็นผู้ขวนขวายในกิจใหญ่น้อย เป็นครู และเป็นผู้ที่ควรจะเชื้อเชิญ เราจึงควรให้โภชนะแก่เขา (กุฎุมพีกล่าวกับพราหมณ์ว่า)
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ผู้โคตมโคตร ที่พระราชาทรงบูชา พระราชาได้พระราชทานภัตแก่ท่าน ซึ่งมีกับที่ปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่ท่าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก (๔๙๖)
ท่านได้รับพระราชทานภัตตาหารนั้นแล้ว กลับถวายโภชนะแก่ฤๅษี ท่านคงจะรู้ตัวซิว่า ไม่ใช่เนื้อนาบุญแห่งทาน ข้อนี้เป็นธรรมอะไรของท่านหรือ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน (พราหมณ์ตอบว่า)
ข้าพเจ้ายังต้องเลี้ยงบุตรและภรรยา เป็นผู้ติดในครอบครัว ถึงจะถวายอนุศาสน์แก่พระราชา ก็ยังบริโภคกามซึ่งเป็นของมนุษย์
ข้าพเจ้าควรจะถวายโภชนะแก่ฤๅษีผู้อยู่ป่า บำเพ็ญตบะมาช้านาน ผู้เจริญด้วยคุณ อบรมตนแล้ว (กุฎุมพีกล่าวกับฤๅษีว่า)
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามฤๅษีผู้ผอม มีร่างกายสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น มีขนรักแร้ เล็บ และขนงอกขึ้นยาว มีขี้ฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ
ท่านอยู่ผู้เดียวในป่า ไม่คำนึงถึงชีวิต เพราะเหตุไร ภิกษุจึงดีกว่าท่าน ถึงกับท่านยอมถวายโภชนะ (ฤๅษีตอบว่า)
อาตมายังขุดมันเทศและเหง้าตาล มันมือเสือ และหัวหอม หัวกระเทียมอยู่ นวดข้าวฟ่างและลูกเดือย รวบรวมตากให้แห้ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก (๔๙๖)
อาตมายังแสวงหาผัก เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อ พุทรา และมะขามป้อมเหล่านั้นมาบริโภคอยู่ อาตมายังมีการยึดถือนั้นอยู่
เมื่ออาตมายังหุงโภชนะ ยังมีความกังวล ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่หุง ผู้ละเว้นความยึดถือว่าเป็นของเรา ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น (กุฎุมพีกล่าวกับพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า)
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามภิกษุผู้นั่งนิ่ง มีวัตรอันดีงาม ฤาษีได้ถวายภัตตาหารซึ่งมีกับที่ปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่ท่าน
ท่านรับภัตตาหารนั้นแล้ว นั่งนิ่งฉันแต่ผู้เดียว ไม่เชื้อเชิญใครอื่น ข้อนี้เป็นธรรมอะไรของท่านหรือ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน (พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า)
อาตมาไม่ได้หุงเอง มิได้ใช้ให้ใครหุง ไม่ได้ตัดเอง มิได้ใช้ให้ใครตัด เพราะรู้ว่า อาตมานั้นไม่มีความกังวล งดเว้นจากบาปทั้งปวง
ฤๅษีจึงถือเอาภิกษาด้วยมือซ้าย ถือคนโทน้ำด้วยมือขวา ได้ถวายภัตตาหารซึ่งมีกับที่ปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่อาตมา
เพราะชนทั้งหลายเหล่านี้ยังมีความยึดมั่นว่าเป็นของเรา ยังมีความยึดมั่นถือมั่นจึงควรให้ทาน ส่วนอาตมาสำคัญว่า ผู้เชื้อเชิญ ผู้ถวาย เป็นปฏิปทาที่ผิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก (๔๙๖) รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้ (กุฎุมพีฟังคำของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วดีใจ จึงกล่าวว่า)
วันนี้ พระราชาผู้เป็นจอมทัพ เสด็จมาที่นี่เพื่อประโยชน์แก่เราแท้ๆ ข้าพระองค์รู้ชัดในวันนี้ถึงเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก
พระราชาทั้งหลายทรงพอพระทัยในแคว้น พราหมณ์ทั้งหลายพอใจในกิจน้อยใหญ่ ฤๅษีทั้งหลายพอใจในมูลผลาหาร ส่วนภิกษุทั้งหลายหลุดพ้นแล้ว ภิกขาปรัมปรชาดกที่ ๑๓ จบ รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้ คือ ๑. สาลิเกทารชาดก ๒. จันทกินนรีชาดก ๓. มหาอุกกุสชาดก ๔. อุททาลกชาดก ๕. ภิสชาดก ๖. สุรุจิชาดก ๗. ปัญจุโปสถิกชาดก ๘. มหาโมรชาดก ๙. ตัจฉสูกรชาดก ๑๐. มหาวาณิชชาดก ๑๑. สาธินราชชาดก ๑๒. ทสพราหมณชาดก ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก ปกิณณกนิบาต จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๖๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภกุฎุมพีผู้ใดผู้หนึ่ง ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุขุมาลรูปํ ดังนี้.
เรื่องมีว่า กุฎุมพีนั้นเป็นผู้มีสัทธาเลื่อมใส กระทำมหาสักการะแด่พระตถาคตเจ้า และแด่พระสงฆ์เนืองๆ. ครั้นวันหนึ่ง เขาได้คิดว่า เราถวายโภชนะอันประณีตและเนื้อละเอียด แด่พระพุทธรัตนะและพระสงฆ์ กระทำมหาสักการะเนืองๆ คราวนี้ต้องกระทำมหาสักการะแก่พระธรรมรัตนะบ้าง เมื่อกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะนั้นต้องทำอย่างไรเล่าหนอ. เขาถือของหอมและมาลาเป็นต้นมาก ไปสู่พระวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะนั้น ควรกระทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า.
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า ถ้าเธอปรารถนาจะกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะไซร้ จงกระทำสักการะแก่อานนท์ ผู้เป็นคลังพระธรรมเถิด.
เขากราบทูลว่า สาธุ นิมนต์พระเถระในวันรุ่งขึ้นนำไปสู่เรือนของตนด้วยสักการะใหญ่ ให้ท่านนั่งเหนืออาสนะมีค่ามาก บูชาด้วยของหอมและมาลาเป็นต้น ถวายโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วได้ถวายผ้าราคาแพงพอแก่ไตรจีวร
พระเถรเจ้าก็ดำริว่า สักการะทั้งนี้กุฎุมพีกระทำแก่พระธรรมรัตนะ ไม่สมควรแก่เรา สมควรแก่พระธรรมเสนาบดี จึงนำบิณฑบาตและผ้าไปสู่พระวิหาร ถวายแด่พระสารีบุตรเถรเจ้า พระคุณท่านนั้นเล่า ก็ดำริว่า สักการะทั้งนี้เขากระทำแก่พระธรรมรัตนะควรแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของแห่งพระธรรมพระองค์เดียวโดยแท้ จึงถวายแด่พระทศพล พระศาสดาไม่ทรงเห็นผู้ยิ่งกว่าพระองค์ จึงเสวยบิณฑบาตทรงรับผ้าจีวร
พวกภิกษุยกเรื่องขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย กุฎุมพีชื่อโน้นคิดจะกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะ ได้ถวายแด่พระอานนท์เถรเจ้า ผู้เป็นคลังพระธรรมพระเถรเจ้าดำริว่า นี้ไม่สมควรแก่ตน ได้ถวายแด่พระธรรมเสนาบดี ถึงท่านนั้นก็ดำริว่า นี้ไม่สมควรแก่ตน ได้ถวายแด่พระตถาคต ทีนั้นพระตถาคตมิได้ทรงเห็นผู้อื่นที่ยิ่งกว่าพระองค์ทรงพระดำริว่า สักการะนั้นสมควรแก่เราเท่านั้น และทรงรับผ้าเพื่อจีวร ด้วยอาการอย่างนี้ บิณฑบาตบรรลุถึงพระบาทมูลของพระธรรมสามีทีเดียว เพราะพระองค์เป็นผู้สมควร
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้นที่บิณฑบาตไปต่อๆ กัน จนถึงผู้ที่สมควรจนได้ ในครั้งก่อน แม้เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ก็ได้ถึงแล้วเหมือนกัน
พวกภิกษุพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตทรงละการลุอคติ ไม่ให้พระราชธรรมทั้งสิบประการเสื่อมเสีย เสวยราชสมบัติโดยธรรม ณ พระนครพาราณสี เมื่อเป็นเช่นนี้ การวินิจฉัยของพระองค์ไม่ต้องมี เป็นดุจว่างเปล่า
พระราชาทรงแสวงหาโทษของพระองค์ ทรงกำหนดดู แม้ทั้งภายในพระราชนิเวศน์เป็นต้นมิได้ทรงเห็นผู้กล่าวถึงโทษของพระองค์ ในภายในพระราชวัง ในภายในพระนคร และในหมู่บ้านใกล้ประตูพระนครทรงดำริว่า จักต้องแสวงหาในชนบท ทรงมอบราชสมบัติให้แก่มวลอำมาตย์ ปลอมพระองค์จาริกไปในกาสิกรัฐกับท่านปุโรหิตไม่ทรงพบผู้ที่กล่าวโทษของพระองค์เลยสักคน เสด็จไปถึงนิคมหนึ่งในชายแดน ประทับนั่งที่ศาลานอกประตู
ขณะนั้น กุฎุมพีผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ชาวนิคมไปสู่ท่าน้ำกับบริวารมากมาย เห็นพระราชาผู้มีพระสรีระละเอียดอ่อน มีผิวพรรณเพียงดังทองคำ ประทับนั่งที่ศาลา เกิดความสิเนหา เข้าไปสู่ศาลา กระทำปฏิสันถารแล้วทูลว่า เชิญท่านอยู่ตรงนี้เท่านั้นเถิดนะ ไปเรือนจัดแจงโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ให้บริวารมากคนถือภาชนะใส่ภัตไป
ขณะนั้น ดาบสผู้อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้อภิญญา ๕ มานั่ง ณ ศาลานั้นเหมือนกัน ยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาทางอากาศ จากเงื้อมเขานันทมูลกะ นั่ง ณ ศาลานั้นอีกองค์หนึ่ง กุฎุมพีถวายน้ำชำระพระหัตถ์แก่พระราชา เตรียมถาดใส่ภัตพร้อมแกงและกับมีรสเลิศต่างๆ พลางน้อมเข้าไปถวาย
พระราชาทรงรับภัตนั้นแล้ว พระราชทานแก่ปุโรหิต
พราหมณ์รับถาดภัตนั้นแล้ว ถวายแด่ดาบส
ดาบสรับถาดภัตนั้นแล้วไปสู่สำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือถาดภัตไว้ด้วยหัตถ์เบื้องซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยหัตถ์เบื้องขวา ถวายทักษิโณทกแล้ว ใส่ภัตลงในบาตร
ท่านมิได้เชื้อเชิญ มิได้ไต่ถามใครๆ ฉันแล้ว
ในเวลาที่ท่านเสร็จภัตกิจ กุฎุมพีดำริว่า
เราถวายภัตแก่พระราชา พระราชาพระราชทานภัตแก่ปุโรหิต ปุโรหิตถวายแด่ดาบส ดาบสถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ไต่ถามใครเลยทีเดียว ฉันแล้ว
อะไรเล่าหนอเป็นเหตุบังคับแห่งการให้ของท่านเหล่านี้ ผู้มีเท่านี้
อะไรเล่าเป็นเหตุบังคับให้มิต้องไต่ถามใครๆ ฉันเลยของพระปัจเจกพุทธเจ้านี้
เราต้องถามท่านเหล่านั้นตามลำดับ เขาเข้าไปหาทีละท่าน ไหว้แล้วถาม.
แม้ท่านเหล่านั้นก็บอกเขา ดังต่อไปนี้
ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นสุขุมาลชาติ เคยประทับในพระตำหนักอันประเสริฐ ทรงบรรทมเหนือพระยี่ภู่อันใหญ่โต เสด็จจากแว่นแคว้นมาสู่ดงจึงได้ทูลถวายข้าวสุกอย่างดีแห่งข้าวสาลีเป็นภัตอันวิจิตร มีแกงเนื้ออันสะอาด ด้วยความรักต่อพระองค์ พระองค์ทรงรับภัตนั้นแล้ว มิได้เสวยด้วยพระองค์เอง ให้พระราชทานแก่พราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้อนี้เป็นธรรมอะไรของพระองค์.
พราหมณ์เป็นอาจารย์ของฉัน เป็นผู้ขวนขวายในกิจน้อยกิจใหญ่ ทั้งเป็นครู และผู้คอยตักเตือน ฉันควรให้โภชนะ.
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ผู้โคดมอันพระราชาทรงบูชา พระราชาทรงพระราชทานภัต อันมีแกงเนื้ออย่างสะอาดแก่ท่าน ท่านรับภัตนั้นแล้วได้ถวายโภชนะแก่ฤาษีชะรอยท่านจะรู้ว่าตนมิได้เป็นเขตแห่งทาน ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ธรรมข้อนี้เป็นธรรมอะไรของท่าน.
ข้าพเจ้ายังกำหนัดอยู่ในเรือนทั้งหลาย ต้องเลี้ยงบุตรและภรรยา ถวายอนุศาสน์แก่พระราชา เชิญให้เสวยกามอันเป็นของมนุษย์ ข้าพเจ้าควรถวายโภชนะแก่ฤาษีผู้อยู่ในป่าสิ้นกาลนาน ผู้เรืองตบะ เป็นวุฒิบุคคลอบรมตนแล้ว.
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านฤาษีผู้ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีเล็บและขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ท่านอยู่ในป่าผู้เดียวไม่ห่วงใยชีวิต ภิกษุที่ท่านถวายโภชนะนั้นดีกว่าท่านด้วยคุณข้อไหน.
อาตมภาพยังขุดเผือก มันมือเสือ มันนก ยังเก็บข้าวฟ่างและลูกเดือยมาตากตำ เที่ยวหาฝักบัวเหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อสัตว์ พุทรา และมะขามป้อมมาบริโภค ความยึดถือนั้นของอาตมายังมีอยู่
เมื่ออาตมายังหุงต้ม ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่หุงต้ม
ยังมีกังวล ก็ควรถวายโภชนะแก่ผู้ไม่มีความห่วงใย
ยังมีความถือมั่น ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่มีความถือมั่น.
บัดนี้ กระผมขอถามท่านภิกษุผู้นั่งนิ่ง มีวัตรอันดี พระฤาษีถวายภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่ท่านดังนั้น ท่านรับภัตตาหารนั้นแล้วนั่งนิ่งฉันอยู่องค์เดียว ไม่เชื้อเชิญใครๆ อื่น กระผมขอนมัสการแด่พระคุณท่าน นี้เป็นธรรมอะไรของพระคุณท่าน.
อาตมาไม่ได้หุงต้มเอง ไม่ได้ให้ใครหุงต้ม ไม่ได้ตัดเอง ไม่ได้ให้ใครตัด ฤาษีรู้ว่าอาตมาไม่มีความกังวล เป็นผู้ห่างไกลจากบาปทั้งปวง จึงถือภิกษาหารด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา ถวายภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่อาตมาบุคคลเหล่านี้ยังมีความห่วงใย ยังมีความยึดถือ จึงสมควรจะให้ทาน อาตมาเข้าใจเอาว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญผู้ให้นั้นเป็นการผิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวนํ ความว่า เคยเสด็จมาสู่ชายแดนนี้ อันเป็นเสมือนป่าที่หาน้ำมิได้.
บทว่า กูฏาคารวรูเปตํ ความว่า เคยเสด็จเข้าไปแต่พระตำหนักอันประเสริฐ คือเคยประทับอยู่ในพระตำหนักอันประเสริฐ. บทว่า มหาสยนมุปาสิตํ คือเคยเสด็จเข้าสู่พระแท่นสิริยาสน์อันตกแต่งไว้เป็นอันดี ในพระตำหนักนั้นเอง.
บทว่า ตสฺส เต ความว่า ข้าพระองค์เห็นพระองค์ผู้เห็นปานนี้.
บทว่า เปมเกน ความว่า ความจงรักอันมีต่อพระองค์นั้น.
บทว่า วฑฺฒโมทนํ ได้แก่ ข้าวสุกอย่างดี. บทว่า วิจิตฺตํ ความว่า อันหุงด้วยข้าวสารอันงดงามปราศจากเม็ดหักและเม็ดดำ. บทว่า อทาปยิ แปลว่า ได้ถวายแล้ว.
บทว่า อตฺตานํ แปลว่า ด้วยพระองค์อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า อนสิตฺวาน แปลว่า มิได้เสวยแล้ว.
บทว่า โกยํ ธมฺโม ความว่า ข้อนี้เป็นสภาวธรรมอะไรของพระองค์ พระเจ้าข้า.
บทว่า นมตฺถุ เต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมแด่พระองค์ผู้มิได้เสวยด้วยตนแล้วพระราชทานแก่ผู้อื่น.
บทว่า อาจริโย ความว่า ดูก่อนกุฎุมพี พราหมณ์ผู้นี้เป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนอาจาระของฉัน.
บทว่า ปาวโต แปลว่า ผู้ขวนขวาย. บทว่า อามนฺตนิโก ความว่า ควรที่ฉันจะพึงเชื้อเชิญ คือเหมาะที่จะถือเอาสิ่งที่ฉันให้.
บทว่า ทาตุมรหามิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ฉันจึงควรให้โภชนะแก่อาจารย์เห็นปานนี้ ทั้งนี้พระราชาทรงพรรณนาคุณของพราหมณ์.
บทว่า อเขตฺตญฺญสิ ความว่า ชะรอยว่าท่านจะทราบเขตของทานโดยแท้ คือการให้ในตน มิใช่เขตเช่นนี้ว่า สิ่งที่ให้แล้วในเรา มิได้มีผลมากเลย.
บทว่า อนุสาสามิ ความว่า ท่านปุโรหิตกล่าวถึงโทษในตนอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าละทิ้งประโยชน์ตน ถวายอนุศาสน์อรรถและธรรมแด่พระราชา.
บทว่า อารญฺญิกสฺส คือ ปุโรหิตกล่าวคุณของพระฤาษี.
บทว่า อิสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณมีศีลเป็นต้น.
บทว่า ตปสฺสิโน คือ ผู้บำเพ็ญตบะ.
บทว่า วุฑฺฒสฺส ได้แก่ ผู้เป็นบัณฑิต เจริญด้วยคุณธรรม.
บทว่า นาวกงฺขสิ ความว่า ทั้งตนเองก็หาโภชนะได้ยาก ยังให้โภชนะเช่นนี้แก่ผู้อื่น ไม่ห่วงใยในชีวิตของตนเลยหรือ.
บทว่า ภิกฺขุ เกน คือ ภิกษุนี้ประเสริฐกว่าพระคุณด้วยคุณข้อไหน.
บทว่า ขณมาลุกลมฺพานิ ความว่า อาตมายังขุดเผือกมัน.
บทว่า พิลาลิตกฺกลานิ จ ความว่า มันมือเสือ และมันนก.
บทว่า ธุนิสามากนิวารํ ความว่า ยังสลัดข้าวฟ่างและลูกเดือย.
บทว่า สสาทิยํ ปสาทิยํ ความว่า เมื่อสลัดข้าวฟ่างและลูกเดือยเหล่านี้ได้ก็ผึ่งแดด แล้วซ้อมที่แห้งแล้วอีก ฟัดด้วยกระด้ง ตำเป็นข้าวสารนำมาหุงต้มบริโภค.
บทว่า สากํ ได้แก่ ผักชนิดหนึ่งที่เป็นกับข้าวได้.
บทว่า มํสํ ได้แก่ เนื้อมีเนื้ออันเป็นเดนราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น. บทว่า ตานิ อาหตฺถ ความว่า นำผักเป็นต้นเหล่านั้นมา.
บทว่า อมมสฺส ได้แก่ ผู้หมดความห่วงใยว่าของเราด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า สกิญฺจโน ได้แก่ ยังมีความห่วงใย.
บทว่า อนาทานสฺส ได้แก่ ผู้ไม่ยึดถือ.
บทว่า ทาตุมรหามิ ความว่า ย่อมควรเพื่อจะให้โภชนะที่ตนได้แล้วแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เห็นปานนี้.
บทว่า ตุณฺหิมาสินํ คือนั่งไม่พูดกะใครๆ.
บทว่า อกิญฺจนํ คือผู้เว้นจากความห่วงใยด้วยอำนาจราคะเป็นต้น.
บทว่า อารนํ ได้แก่ เว้นขาดแล้ว คือละบาปทั้งปวงตั้งอยู่.
บทว่า กมณฺฑลุํ ได้แก่ ลักจั่น.
บทว่า เอเต หิ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเหยียดมือชี้ว่า คนทั้ง ๓ มีพระราชาเป็นต้นเหล่านี้.
บทว่า ทาตุมรหนฺติ ความว่า ย่อมควรที่จะให้แก่บุคคลเช่นเรา.
บทว่า ปจฺจนีกํ ความว่า ความจริงการเชื้อเชิญผู้ให้นะ เป็นปฏิปทาที่ผิด คือนี้เป็นการเลี้ยงชีวิตด้วยการแสวงหา ปิณฑะตอบแทนบิณฑะอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอเนสนา ๒๑ อย่างย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาปฏิบัติ.
กุฎมพีฟังคำนั้นของท่านแล้วดีใจ กล่าวคาถาสุดท้าย ๒ คาถาว่า
วันนี้พระราชาผู้ประเสริฐเสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระพุทธเจ้าหนอ ข้าพระพุทธเจ้าเพิ่งทราบชัดวันนี้เองว่า ทานที่ให้ในท่านผู้ใดจักมีผลมาก
พระราชาทั้งหลายทรงกังวลอยู่ในแว่นแคว้น
พราหมณ์ทั้งหลายกังวลอยู่ในกิจน้อยกิจใหญ่
ฤาษีกังวลอยู่ในเหง้ามันและผลไม้
ส่วนพวกภิกษุหลุดพ้นได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รเถสโภ ความว่า พระจอมรถ กุฎุมพีพูดหมายความถึงพระราชา.
บทว่า กิจฺจากิจฺเจสุ คือในกิจของพระราชาที่ตนพึงกระทำ.
บทว่า ภิกฺขโว ความว่า แต่พระภิกษุผู้ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พ้นได้แล้วจากภพทั้งปวง.
พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่เขาแล้ว ก็กลับไปสู่สถานแห่งตนทีเดียว.
ดาบสก็เหมือนกัน ส่วนพระราชาทรงพักอยู่ในสำนักของเขาสองสามวัน แล้วเสด็จไปสู่พระนครพาราณสีเหมือนกัน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่บิณฑบาตไปถึงที่สมควรจนได้ แม้ในครั้งก่อน ก็ได้ไปถึงแล้วเหมือนกัน
ทรงประชุมชาดกว่า
กุฎุมพีผู้บูชาธรรมครั้งนั้น ได้มาเป็นกุฎุมพีผู้ทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะ
พระราชาได้มาเป็น พระอานนท์
ปุโรหิตได้มาเป็น พระสารีบุตร
พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้ว
ส่วนดาบสจากหิมพานต์ ได้มาเป็น เราตถาคต แล. จบอรรถกถาภิกขาปรัมปรชาดกที่ ๑๓ จบอรรถกถาปกิณณกนิบาตชาดก -----------------------------------------------------
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สาลิเกทารชาดก ว่าด้วย นกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่
๒. จันทกินนรชาดก ว่าด้วย นางจันทกินนรี
๓. มหาอุกกุสชาดก ว่าด้วย สัตว์ ๔ สหาย
๔. อุททาลกชาดก ว่าด้วย จรณธรรม
๕. ภิสชาดก ว่าด้วย ผู้ลักเอาเหง้ามัน
๖. สุรุจิชาดก ว่าด้วย พระเจ้าสุรุจิ
๗. ปัญจุโปสถิกชาดก ว่าด้วย นกพิราบ
๘. มหาโมรชาดก ว่าด้วย พญานกยูงพ้นจากบ่วง
๙. ตัจฉกสูกรชาดก ว่าด้วย หมูพร้อมใจกันสู้เสือ
๑๐. มหาวาณิชชาดก ว่าด้วย โลภมากจนตัวตาย
๑๑. สาธินราชชาดก ว่าด้วย พระเจ้าวิเทหราชประพาสดาวดึงส์
๑๒. ทสพราหมณ์ชาดก ว่าด้วย ชาติพราหมณ์ ๑๐ ชาติ
๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก ว่าด้วย การให้ทานในท่านใด มีผลมาก จบ ปกิณณกนิบาตชาดก -----------------------------------------------------