๔. มาตุโปสกคิชฌชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔ มาตุโปสกคิชฺฌชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. มาตุโปสกคิชฌชาดก เมื่อถึงคราวพินาศความคิดย่อมวิบัติ
เต กถนฺนุ กริสฺสนฺติ วุฑฺฒา คิริทรีสยา อหํ พนฺโธสฺมิ ปาเสน นิลิยสฺส วสํ คโต ฯ
มารดาและบิดาของเราแก่เฒ่าชราแล้ว นอนอยู่ในถ้ำจักทำอย่างไรหนอ เราก็ติดบ่วงตกอยู่ในอำนาจของนายพราน?
กึ คิชฺฌ ปริเทเวสิ กา นุ เต ปริเวทนา นเม สุโต วา ทิฏฺโฐ วา ภาสนฺโต มานุสึ ทิโช ฯ
ดูกรแร้ง เหตุไรท่านจึงคร่ำครวญอยู่เล่า การคร่ำครวญของท่านเป็นอย่าง ไรหนอ แร้งพูดภาษามนุษย์ เราไม่เคยได้ยินหรือเห็นมาเลย.
ภรามิ มาตาปิตโร วุฑฺเฒ คิริทรีสเย เต กถนฺนุ กริสฺสนฺติ อหํ วสํ คโต ตว ฯ
ข้าพเจ้าเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรานอนอยู่ในถ้ำ มารดาบิดาท่านจักทำ อย่างไร เพราะข้าพเจ้าตกอยู่ในอำนาจของท่านเสียแล้ว.
ยนฺนุ คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อเวกฺขติ กสฺมา ชาลญฺจปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌสิ ฯ
เขาพูดกันว่า แร้งมองเห็นซากศพได้ไกลถึงร้อยโยชน์ เหตุไฉนท่าน แม้จะมาถึงข่าย และบ่วงก็ไม่รู้สึก.
ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌติ ฯ
เมื่อใด จะมีความพินาศ สัตว์จะถึงความสิ้นชีวิต เมื่อนั้นถึงแม้จะมา ถึงข่าย และบ่วงก็ไม่รู้สึกเลย.
ภรสฺสุ มาตาปิตโร วุฑฺเฒ คิริทรีสเย มยา ตฺวํ สมนุญฺญาโต โสตฺถึ ปสฺสาหิ ญาตเก ฯ
ท่านจงไปเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรา นอนอยู่ในถ้ำ เราอนุญาตให้ ท่านกลับไปหาพวกญาติโดยสวัสดี.
เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ภริสฺสํ มาตาปิตโร วุฑฺเฒ คิริทรีสเยติ ฯ มาตุโปสกคิชฺฌชาตกํ จตุตฺถํ ฯ ---------
ดูกรนายพราน เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจงเพลิดเพลินพร้อมด้วยญาติทั้ง ปวงเถิด ข้าพเจ้าจะไปเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรานอนอยู่ในถ้ำ. จบ มาตุโปสกคิชฌชาดกที่ ๔.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. มาตุโปสกคิชฌชาดก (๓๙๙) ว่าด้วยพญาแร้งโพธิสัตว์เลี้ยงมารดา (แร้งรำพึงรำพันว่า)
พ่อแม่ของเราแก่เฒ่าอาศัยอยู่ที่ซอกเขา จักกระทำอย่างไรหนอ เราก็ติดบ่วง ตกอยู่ในอำนาจของนายพรานนิลียะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๗. สัตตกนิบาต] ๑. กุกกุวรรค ๔. มาตุโปสกคิชฌชาดก (๓๙๙) (ลูกนายพรานถามว่า)
นี่นกแร้ง เจ้ากำลังคร่ำครวญหรือ คร่ำครวญไปทำไม เราไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นนกที่พูดภาษามนุษย์ได้ (แร้งตอบว่า)
เราเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าซึ่งอาศัยอยู่ที่ซอกเขา ท่านทั้ง ๒ นั้นจักทำอย่างไรหนอ เพราะเราตกอยู่ในอำนาจของท่านเสียแล้ว (ลูกนายพรานกล่าวว่า)
ธรรมดานกแร้งย่อมเห็นซากศพได้ ไกลถึงร้อยโยชน์มิใช่หรือ เพราะเหตุไร เจ้าแม้มาใกล้ข่ายและบ่วงแล้วก็ไม่รู้ (แร้งกล่าวว่า)
เมื่อใดสัตว์มีความเสื่อมในขณะจะสิ้นชีวิต เมื่อนั้นถึงจะมาใกล้ข่ายและบ่วงก็ไม่รู้ (ลูกนายพรานกล่าวว่า)
เจ้าจงเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าซึ่งอาศัยอยู่ที่ซอกเขาเถิด เราอนุญาต เจ้าจงไปพบพวกญาติโดยความสวัสดีเถิด (แร้งกล่าวว่า)
เมื่อเป็นเช่นนั้น นายพราน ขอท่านจงบันเทิงใจพร้อมกับหมู่ญาติทั้งหมดเถิด เราจักเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าซึ่งอาศัยอยู่ที่ซอกเขา มาตุโปสกคิชฌชาดกที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๕๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เต กถํ นุ กริสฺสนฺติ ดังนี้.
เรื่องจักมีชัดแจ้งใน สามชาดก.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง เติบโตแล้วให้พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า ตาเสื่อมคุณภาพแล้ว สถิตอยู่ที่ถ้ำเขาคิชฌกูฏ นำเนื้อโคเป็นต้นมาเลี้ยง.
เวลานั้นในเมืองพาราณสี นายพรานคนหนึ่งดักบ่วงแร้งโดยไม่กำหนดเวลาไปดูไว้ที่ป่าช้าอยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เมื่อแสวงหาเนื้อโคได้เข้าไปป่าช้า เขาติดบ่วงไม่ได้คิดถึงตนระลึกถึงแต่พ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้ว บ่นไปว่า พ่อแม่ของเราจักอยู่ไปได้อย่างไรหนอ?ไม่รู้ว่าเราติดบ่วงเลยหมดที่พึ่งขาดอาหารปัจจัย เห็นจักผอมตายที่ถ้ำในภูเขานั่นเอง ดังนี้
กล่าวคาถาที่ ๑ ไปพลางว่า :-
ท่านเหล่านั้น พ่อแม่ของเราแก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่ซอกเขา จักทำอย่างไรหนอ เราก็ติดบ่วงตกอยู่ในอำนาจของนายพรานนิลิยะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิลิยสฺส ได้แก่บุตรของนายพรานที่มีชื่ออย่างนี้
บุตรของนายพรานได้ยินคำโอดครวญของแร้งนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า :-
แร้ง เจ้าโอดครวญทำไม การโอดครวญของเจ้าจะมีประโยชน์อะไรเล่า ข้าไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นนกพูดภาษาคนได้เลย.
เราเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่ซอกเขา ท่านจักทำอย่างไรหนอ? เมื่อเราตกอยู่ในอำนาจของท่านแล้ว.
ชาวโลกพูดกันว่า แร้งมองเห็นซากศพไกลถึงร้อยโยชน์ เหตุไฉน เจ้าแม้เข้าไปใกล้ตาข่ายและบ่วงแล้วจึงไม่รู้จัก.
เมื่อใดความเสื่อมจะมีและสัตว์จะมีความสิ้นชีวิต เมื่อนั้นเขาแม้จะเข้าไปใกล้ตาข่ายและบ่วงแล้วก็ไม่รู้จัก
เจ้าจงไปเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ในซอกเขาเถิด ข้าอนุญาตเจ้าแล้ว เจ้าจงไปพบญาติทั้งหลายโดยสวัสดี
ดูก่อนนายพราน เจ้าจงบันเทิงใจพร้อมด้วยญาติทั้งมวลเหมือนกันเถิด เราก็จักเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่ซอกเขา.
คาถาเหล่านี้คือ คาถาที่ ๒ นายพรานกล่าวคาถาที่ ๓ แร้งกล่าวแล้วตามลำดับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยนฺนุ ความว่า ชาวโลกกล่าวคำนี้ใดไว้นะ.
บทว่า คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อุเปกฺขติ ความว่า แร้งมองเห็นซากศพที่วางอยู่เกินร้อยโยชน์ ถ้าหากชาวโลกกล่าวถ้อยคำนั้นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน แร้งแม้เข้าไปใกล้ข่ายและบ่วงจึงไม่รู้จัก คือ แม้มาถึงที่แล้วก็ไม่รู้จัก.
บทว่า ปราภโว ได้แก่ ความพินาศ.
บทว่า ภรสฺสุ ความว่า นายพรานนั้น ครั้นได้ฟังธรรมกถาของพระโพธิสัตว์นี้แล้วคิดว่า พระยาแร้งผู้ฉลาด เมื่อโอดครวญก็ไม่โอดครวญเพื่อตน แต่โอดครวญเพื่อพ่อแม่ พระยาแร้งนี้ไม่ควรตาย แล้วได้กล่าวยินดีต่อพระโพธิสัตว์นั้น.
ก็แหละครั้นกล่าวแล้ว ก็แก้บ่วงออกด้วยจิตใจรักใคร่อ่อนโยน.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์พ้นจากมรณทุกข์มีความสุขใจแล้ว เมื่อจะทำอนุโมทนาแก่นายพรานนั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายแล้ว ได้คาบเอาเนื้อเต็มปากไปให้พ่อแม่.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
บุตรนายพรานในครั้งนั้น ได้แก่ พระฉันนเถระ ในบัดนี้
พ่อแม่ได้แก่ ราชตระกูลใหญ่
ส่วนพระยาแร้งได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๔ -----------------------------------------------------