อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๕๔๒

๕. ปานียชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๔๒–๑๕๕๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 14 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕ ปานียชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๕. ปานียชาดก ว่าด้วยการทำบาปแล้วรังเกียจบาปที่ทำ

ข้อ ๑๕๔๒

มิตฺโต มิตฺตสฺส ปานียํ อทินฺนํ ปริภุญฺชิสํ เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ

อาตมภาพเป็นมิตรของชายคนหนึ่ง ได้บริโภคน้ำของมิตรที่เขาไม่ได้ให้ เพราะเหตุนั้นภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราทำบาปนั้นไว้แล้วอย่าได้ กระทำบาปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.

ข้อ ๑๕๔๓

ปรทารญฺจ ทิสฺวาน ฉนฺโท เม อุปปชฺชถ เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ

ความพอใจบังเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ เพราะเห็นภรรยาของผู้อื่น เพราะ เหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้วอย่าได้ กระทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้นอาตมภาพจึงออกบวช.

ข้อ ๑๕๔๔

ปิตรํ เม มหาราช โจรา อคฺคณฺหุ กานเน เตสาหํ ปุจฺฉิโต ชานํ อญฺญถา นํ วิยากรึ เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ

ขอถวายพระพรมหาบพิตร โจรทั้งหลายจับโยมบิดาของอาตมภาพไว้ใน ป่า อาตมภาพถูกโจรเหล่านั้นถาม รู้อยู่ได้แกล้งพูดถึงโยมบิดานั้นเป็น อย่างอื่นไป เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาป นั้นไว้แล้วอย่าได้ทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้นอาตมภาพจึงออกบวช.

ข้อ ๑๕๔๕

ปาณาติปาตมกรุํ โสมยาเค อุปฏฺฐิเต เตสาหํ สมนุญฺญาสึ เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ

เมื่อพลีกรรมชื่อโสมยาคะปรากฏขึ้นแล้ว มนุษย์ทั้งหลายก็พากันกระทำ ปาณาติบาต อาตมภาพได้ยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้วอย่าได้ทำบาปนั้น อีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.

ข้อ ๑๕๔๖

สุราเมรยมธุกา เย ชนา ปฐมาสุ โน พหุนฺนํ เต อนตฺถาย มชฺชปานมกปฺปยุํ เตสาหํ สมนุญฺญาสึ เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ

ในกาลก่อน ชนทั้งหลายในหมู่บ้านของอาตมภาพ สำคัญสุราและเมรัย ว่าเป็นน้ำหวานจึงได้พากันดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมาก อาตมภาพยอมอนุญาตให้แก่เขา เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพ รังเกียจว่าเราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุ นั้น อาตมภาพจึงออกบวช.

ข้อ ๑๕๔๗

ธิรตฺถุสุ พหุกาเม ทุคฺคนฺเธ พหุกณฺฏเก เย อหํ ปฏิเสวนฺโต นาลภึ ตาทิสํ สุขํ ฯ

น่าติเตียนแท้ ซึ่งกามเป็นอันมาก มีกลิ่นเหม็น มีเสี้ยนหนามมาก เราส้อง เสพอยู่ ไม่ได้รับความสุขเช่นนั้น.

ข้อ ๑๕๔๘

มหสฺสาทา สุขา กามา นตฺถิ กามา ปรํ สุขํ เย กาเม ปฏิเสวนฺติ สคฺคนฺเต อุปปชฺชเร ฯ

กามทั้งหลายมีความพอใจมาก สุขอื่นยิ่งกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใดส้อง เสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงสวรรค์.

ข้อ ๑๕๔๙

อปฺปสฺสาทา ทุขา กามา นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ เย กาเม ปฏิเสวนฺติ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร ฯ

กามทั้งหลายมีความพอใจน้อย ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใด ซ่องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก.

ข้อ ๑๕๕๐

อสิ ยถา สุนิสิโต เนตฺติโสว สุปายิโก สตฺตีว อุรสี ขิตฺตา กามา ทุกฺขตรา ตโต ฯ

เหมือนดาบที่ลับคมดีแล้วเชือด เหมือนกระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือน หอกที่พุ่งปักอก (เจ็บปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.

ข้อ ๑๕๕๑

องฺคารานํว ชลิตํ กาสุํ สาธิกโปริสํ ผาลํว ทิวสนฺตตฺตํ กามา ทุกฺขตรา ตโต ฯ

หลุมถ่านเพลิงลุกโพลงแล้ว ลึกกว่าชั่วบุรุษ ผาลที่เขาเผาร้อนอยู่ตลอดวัน (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.

ข้อ ๑๕๕๒

วิสํ ยถา หลาหลํ เตลํ ปกฺกุฏฺฐิตํ ยถา ตมฺพโลหํ วิลีนํว กามา ทุกฺขตรา ตโตติ ฯ ปานียชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ---------

เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง น้ำมันที่เดือดพล่าน ทองแดงที่กำลังละลาย คว้าง (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น. จบ ปานียชาดกที่ ๕.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. ปานียชาดก (๔๕๙) ว่าด้วยการรังเกียจบาปเพราะเผลอไปดื่มน้ำ (พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อจะถวายพระพรแก่พระราชา จึงได้ตรัสว่า)

ข้อ ๕๙

อาตมาเป็นมิตรของชายคนหนึ่งได้ดื่มน้ำของมิตรที่เขามิได้ให้ เหตุนั้น ภายหลังจึงรังเกียจว่า นั้นเป็นความชั่วเราได้ทำแล้ว เราอย่าได้ทำความชั่วอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมาจึงบวช (๑)

ข้อ ๖๐

ก็อาตมาเห็นภรรยาของคนอื่นแล้วเกิดความรัก เหตุนั้น ภายหลังจึงรังเกียจว่า นั้นเป็นความชั่วเราได้ทำแล้ว เราอย่าได้ทำความชั่วอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมาจึงบวช (๒)

ข้อ ๖๑

ขอถวายพระพรมหาบพิตร พวกโจรในป่าได้จับบิดากับอาตมา อาตมารู้อยู่ถูกพวกโจรเหล่านั้นถาม ก็ได้ตอบเรื่องนั้นเป็นอย่างอื่นไป

ข้อ ๖๒

เหตุนั้น ภายหลังจึงรังเกียจว่า นั้นเป็นความชั่วเราได้ทำแล้ว เราอย่าได้ทำความชั่วอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมาจึงบวช (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๖๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต] ๕. ปานียชาดก (๔๕๙)

ข้อ ๖๓

เมื่อเขาตั้งพิธีบูชายัญชื่อโสมยาคะ พวกมนุษย์ได้กระทำปาณาติบาต อาตมาได้ยินยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา

ข้อ ๖๔

เหตุนั้น ภายหลังจึงรังเกียจว่า นั้นเป็นความชั่วเราได้ทำแล้ว เราอย่าได้ทำความชั่วอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมาจึงบวช (๔)

ข้อ ๖๕

เมื่อก่อน ชนทั้งหลายในบ้านของอาตมา ได้สำคัญสุราและเมรัยเหมือนน้ำหวาน ได้ปรุงน้ำเมาเพื่อความหายนะแก่ชนจำนวนมาก อาตมาได้ยินยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา

ข้อ ๖๖

เหตุนั้น ภายหลังจึงรังเกียจว่า นั้นเป็นความชั่วเราได้ทำแล้ว เราอย่าได้ทำความชั่วอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมาจึงบวช (๕) (พระราชาทรงติเตียนกามว่า)

ข้อ ๖๗

น่าติเตียนจริงๆ กามเป็นอันมากมีกลิ่นเหม็น มีขวากหนามมาก เราซ่องเสพอยู่ ไม่ได้ความสุขเช่นนั้นเลย (พระอัครมเหสีทรงสรรเสริญความสุขในกามว่า)

ข้อ ๖๘

กามทั้งหลายน่าพอใจมาก มีความสุข สุขที่ยิ่งกว่ากามไม่มี คนผู้ซ่องเสพกามย่อมขึ้นสวรรค์ (พระโพธิสัตว์ติเตียนกามว่า)

ข้อ ๖๙

กามทั้งหลายน่ายินดีน้อย มีทุกข์มาก ทุกข์ที่ยิ่งกว่ากามไม่มี คนผู้ซ่องเสพกามย่อมตกนรก @เชิงอรรถ : @ คำว่า โสมยาคะ หมายความว่า เมื่อมีงานมหรสพใหม่เกิดขึ้น พวกมนุษย์พากันทำพลีกรรมแก่ยักษ์@ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า พิธีโสมยาคะ (ขุ.ชา.อ. ๖/๖๓/๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๖๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต] ๖. ยุธัญชยชาดก (๔๖๐)

ข้อ ๗๐

กามทั้งหลายมีทุกข์มากกว่าการใช้ดาบที่ลับดีแล้วฟัน ใช้กริชที่ชุ่มด้วยน้ำมันแทง และใช้หอกพุ่งปักที่อก

ข้อ ๗๑

กามทั้งหลายมีทุกข์มากกว่าการถูกฝังในหลุมถ่านเพลิง ที่ลุกโพลงลึกเกินชั่วคนแล้วใช้ผาลที่เผาร้อนไถไปทั้งวัน

ข้อ ๗๒

กามทั้งหลายมีทุกข์มากกว่าการดื่มยาพิษที่ร้ายแรง กว่าการใช้น้ำมันที่เดือดพล่านรด กว่าการตกกระทะทองแดงที่กำลังละลายคว้างปานียชาดกที่ ๕ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงการข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิตฺโต มิตฺตสฺส ดังนี้.

ดังจะกล่าวโดยพิสดาร สมัยหนึ่ง คฤหัสถ์ผู้เป็นสหายกันชาวกรุงสาวัตถีประมาณ ๕๐๐ คน ฟังพระธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว บรรพชาถึงอุปสมบท พากันอยู่ภายในโกฏฐิสัณฐาคาร ถึงเวลาเที่ยงคืน ต่างก็ตรึกถึงกามวิตก.

เรื่องทั้งหมดบัณฑิตพึงให้พิสดาร โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

แปลกแต่ว่า ครั้นท่านพระอานนท์ให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน โดยอาณัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระศาสดาประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดถวาย ทรงกระทำมิให้เป็นการเจาะจง ไม่ตรัสว่า พวกเธอพากันตรึกถึงกามวิตกแล้ว ตรัสด้วยสามารถเป็นพระดำรัสสงเคราะห์แก่ภิกษุทั้งปวงว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสเป็นของเล็กน้อยไม่มีเลย ธรรมดาว่าภิกษุต้องข่มกิเลสที่เกิดแล้วๆ เสีย บัณฑิตครั้งก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ต่างก็ข่มกิเลสทั้งหลายเสียได้ บรรลุปัจเจกพุทธญาณ ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี

สหายสองคนในบ้านน้อยตำบลหนึ่งในแคว้นกาสี พากันถือกระออมน้ำดื่มไปสู่ไร่ในป่า วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วฟันไร่ ในเวลากระหายน้ำก็พากันมาดื่มน้ำ. ในคนสองคนนั้น คนหนึ่งเมื่อมาก็เก็บน้ำดื่มของตนไว้เสีย ดื่มน้ำจากกระออมของอีกคนหนึ่ง

ตอนเย็นออกจากป่าแล้ว ยืนอาบน้ำสำรวจดูว่า วันนี้เราได้ทำบาปอะไรๆ ไว้ ด้วยกายทวารเป็นต้นบ้าง มีหรือไม่ เห็นการที่ขโมยน้ำของเพื่อนกันดื่มถึงความสลดใจคิดว่า ตัณหานี้ เมื่อเจริญคงโยน เราเข้าไปในอบายทั้งหลายเป็นแน่แท้ เราจักข่มกิเลสอันนี้เสียให้ได้ กระทำการขโมยน้ำของเพื่อนกันดื่มนั้นให้เป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจกพุทธญาณให้บังเกิดได้แล้ว ยืนนึกถึงคุณที่ตนได้รับอยู่.

ลำดับนั้น อีกคนหนึ่งอาบน้ำแล้วขึ้นมากล่าวกะเขาว่า มาเถิดสหาย เราพากันไปเรือนเถิด.

เขาตอบว่า เธอไปเถิด ฉันไม่มีจิตคิดถึงเรือน เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว.

เขากล่าวว่า อันว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เป็นอย่างท่านดอก.

ลำดับนั้น ท่านจึงถามเขาว่าเป็นเช่นไรเล่า. เขาตอบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีผมเพียง ๒ องคุลี ครองผ้าย้อมน้ำฝาด พากันอยู่ ณ เงื้อมเขานันทมูลกะ ในป่าหิมพานต์ตอนเหนือ. ท่านลูบศีรษะ ในบัดดลนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ของท่านก็อันตรธานหายไป กลับกลายเป็นครองผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมแล้ว คาดรัดประคด เช่นกับสายฟ้า มีจีวรเฉวียงบ่า มีสีเพียงดังแผ่นครั่ง ห่มเฉวียงบ่าไว้ข้างหนึ่งมีผ้าบังสุกุลจีวรสีเมฆ พาดอยู่บนบ่าเบื้องขวา มีบาตรดินสีเหมือนแมลงภู่ คล้องอยู่ที่บ่าเบื้องซ้าย. ท่านสถิตอยู่ในอากาศแสดงธรรมแล้วเหาะไปลงที่เงื้อมเขานันทมูลกะทันที.

ยังมีกุฎุมพีคนหนึ่งในกาสิกคามนั่นเอง นั่งอยู่ที่ตลาด เห็นชายผู้หนึ่งพาภริยาของตนเดินไป ทำลายอินทรีย์เสีย มองดูหญิงผู้เลอโฉมนั้น

หวนคิดไปอีกว่า ความโลภนี้แหละ เมื่อมันเจริญจักโยนเราเข้าไปในอบายทั้งหลายได้ มีใจสลดเจริญวิปัสสนา บรรลุปัจเจกพุทธญาณ สถิตในอากาศแสดงธรรม เหาะไปเงื้อมเขานันทมูลกะเช่นกัน.

ยังมีบิดากับบุตรคู่หนึ่งเป็นชาวกาสิกคามเหมือนกัน เดินทางไปร่วมกัน. พวกโจรป่าพากันซุ่มอยู่ที่ปากดง พวกโจรเหล่านั้นจับบิดากับบุตรได้ ยึดบุตรไว้ปล่อยบิดาไป ด้วยสั่งว่า เจ้าจงไปนำทรัพย์มาไถ่บุตรของท่านเถิด

จับพี่น้องสองคนได้ก็ยึดน้องชายเอาไว้ ปล่อยพี่ชายไป

จับอาจารย์กับอันเตวาสิกได้ ยึดเอาอาจารย์ไว้ ปล่อยอันเตวาสิกไป.

อันเตวาสิกต้องไปนำทรัพย์มาไถ่ตัวอาจารย์ไป ด้วยความโลภในศิลปะ.

ลำดับนั้น บิดาและบุตรนั้นรู้ว่า พวกโจรซุ่มอยู่ที่ตรงนั้น จึงทำกติกากันไว้ว่า เจ้าอย่าเรียกข้าว่าพ่อนะ ถึงข้าก็จะไม่เรียกเองว่าลูก ในเวลาถูกพวกโจรจับได้ ถูกถามว่าแกเป็นอะไรกัน ต่างคนก็ต่างพูดมุสาวาท ทั้งๆ ที่รู้อยู่ แล้วแกล้งตอบว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน.

เมื่อทั้งคู่ออกพ้นจากดง ไปยืนอาบน้ำอยู่ในเวลาเย็น บุตรชายชำระศีลของตน เห็นมุสาวาทนั้น คิดว่า บาปนี้เมื่อเจริญจักโยนเราไปในอบายทั้งหลายได้ เราจักข่มกิเลสนี้ให้ได้ ดังนี้ เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจกพุทธญาณให้เกิดขึ้นแล้ว สถิตอยู่ในอากาศแสดงธรรมแก่บิดา เหาะไปสู่เงื้อมเขานันทมูลกะเหมือนกัน.

ยังมีอีกผู้หนึ่งเป็นนายอำเภอคนหนึ่งในกาสิกคามนั่นแล บังคับไม่ให้คนฆ่าสัตว์. ครั้นในเวลากระทำพลีกรรม มหาชนประชุมกันกล่าวกะเขาว่า เจ้านายขอรับ พวกเราต้องฆ่าเนื้อและสุกรเป็นต้น กระทำพลีกรรมแก่หมู่ยักษ์บ้างเถิดขอรับกาลนี้เป็นกาลแห่งพลีกรรม ก็กล่าวว่า พวกท่านจงกระทำตามแบบอย่างที่เคยกระทำมาในครั้งก่อนนั่นแล. พวกมนุษย์ได้ทำปาณาติบาตมากมาย.

เขามองเห็นปลาและเนื้อเป็นอันมาก รำคาญใจว่า มนุษย์เหล่านี้ที่ฆ่าสัตว์มีประมาณเท่านี้ จักฆ่าตามคำของเราผู้เดียวเท่านั้น ดังนี้แล้ว จึงยืนพิงช่องหน้าต่าง เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจกพุทธญาณให้เกิดแล้ว สถิตในอากาศแสดงธรรม เหาะไปเงื้อมเขานันทมูลกะเหมือนกัน.

ยังอีกผู้หนึ่งเป็นนายอำเภอในแคว้นกาสิกะเหมือนกัน ห้ามการซื้อขายน้ำเมาไว้อย่างกวดขัน ถูกมหาชนพากันถามว่า เจ้านายขอรับ เมื่อก่อนเวลานี้เป็นเวลางาน เรียกชื่อว่าสุราฉัณ (สุราที่ดื่มกันในวันมีมหรสพ)พวกกระผมจะทำอย่างไรขอรับ จึงกล่าวว่า พวกท่านจงทำตามแบบอย่างเก่าก่อนนั่นแล. พวกมนุษย์พากันกระทำการมหรสพ ดื่มสุราเมาแล้ว ทะเลาะกันจนมือเท้าแตกหัก ศีรษะแตก หูฉีกขาด ถูกจองจำด้วยสินไหมเป็นอันมาก.

นายอำเภอเห็นพวกคนนั้นแล้วคิดว่า เมื่อเราไม่อนุญาต คนเหล่านี้ก็ไม่ต้องได้ประสบทุกข์กัน. เขาทำความรำคาญใจด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยืนพิงช่องหน้าต่างอยู่ เจริญวิปัสสนา บรรลุปัจเจกพุทธญาณแล้วสถิตอยู่ในอากาศแสดงธรรมว่า พวกท่านจงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด แล้วเหาะไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะเหมือนกัน.

จำเนียรกาลนานมา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ต่างเหาะมาลงที่ประตูกรุงพาราณสี เพื่อภิกขาจาร ล้วนนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย เที่ยวโปรดสัตว์ด้วยอิริยาบถมีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น อันน่าเลื่อมใสจนไปถึงประตูวัง.

พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นพระคุณเจ้าเหล่านั้น ทรงมีจิตเลื่อมใส นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ ล้างเท้า ทาด้วยน้ำมันหอม อังคาสด้วยขาทนียและโภชนียะอันประณีต ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง

ตรัสถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย การบรรพชาในปฐมวัยของพระคุณเจ้าทั้งหลาย ดูช่างงดงามจริง เมื่อจะบรรพชาในวัยนี้ พระคุณเจ้าทั้งหลายต่างเห็นโทษในกามทั้งหลาย อย่างไรกันนะ อะไรเป็นอารมณ์ของพระคุณเจ้าเล่า.

เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นจะทูลแด่พระราชานั้น จึงทูลเป็นคาถาองค์ละ ๑ คาถา

ดังต่อไปนี้ :-

อาตมภาพเป็นมิตรของชายคนหนึ่ง ได้ดื่มน้ำของมิตรที่เขามิได้ให้ เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้กระทำบาปต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.

ความพอใจบังเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ เพราะเห็นภริยาของผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้กระทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.

ขอถวายพระพรมหาบพิตร โจรทั้งหลายจับโยมบิดาของอาตมภาพไว้ในป่า อาตมภาพถูกโจรเหล่านั้นถาม ทั้งๆ ที่รู้อยู่ ได้แกล้งพูดถึงโยมบิดานั้นเป็นอย่างอื่นไป เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.

เมื่อพลีกรรมชื่อว่าโสมยาคะ ปรากฏแล้ว มนุษย์ทั้งหลายก็พากันกระทำปาณาติบาต อาตมภาพได้ยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงได้ออกบวช.

ในกาลก่อน ชนทั้งหลายในหมู่บ้านของอาตมภาพ สำคัญสุราและเมรัยว่าเป็นน้ำหวาน จึงได้พากันดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมาก อาตมภาพจึงยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้นภายหลังอาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงได้ออกบวช.

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายได้ภาษิตคาถาทั้ง ๕ เหล่านี้ โดยลำดับ.

ฝ่ายพระราชาทรงสดับคำพยากรณ์ของพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละองค์แล้วได้ทรงสดุดีว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย บรรพชานี้เหมาะสมแก่พระคุณเจ้าทั้งหลายทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺโต มิตฺตสฺส ความว่า มหาบพิตร อาตมภาพเป็นเพื่อนคนหนึ่ง บริโภคน้ำดื่มของเพื่อนกัน โดยทำนองนี้.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะอาตมภาพไม่กระทำบาปกรรมซ้ำอีก เหมือนอย่างพวกปุถุชนกระทำกันอยู่.

บทว่า ปาปํ ความว่า อาตมภาพกระทำบาปนั้นให้เป็นอารมณ์แล้วบวช.

บทว่า ฉนฺโท ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร เพราะเห็นภริยาของผู้อื่น โดยทำนองนี้ ความพอใจในกามจึงเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว.

บทว่า อคณฺหิ แปลว่า ได้รุมกันจับ.

บทว่า ชานํ ความว่า อาตมภาพถูกพวกโจรนั้น ถามว่าผู้นี้เป็นอะไรของแก ทั้งๆ ที่ทราบอยู่นั่นแหละ จึงตอบไปเสียอย่างอื่นว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน.

บทว่า โสมยาเค ความว่า เมื่องานมหรสพใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว พวกมนุษย์พากันกระทำพลีกรรมแก่ยักษ์ชื่อว่าพิธีโสมยาคะ ครั้นพิธีนั้นปรากฏแล้ว อาตมภาพก็พิจารณาอนุญาต.

บทว่า สุราเมรยมธุกา ความว่า ฝูงชนที่สำคัญอยู่ซึ่งสุรามีสุราเจือด้วยแป้งเป็นต้นและเมรัยมีน้ำดองดอกไม้เป็นต้นว่าเป็นเหมือนน้ำผึ้ง.

บทว่า เย ชนา ปฐมาสุ โน ความว่า ฝูงชนที่เป็นเช่นนี้ มีแล้ว ได้มีก่อนในบ้านของพวกเรา.

บทว่า พหุนฺนํ เต ความว่า พวกเหล่านั้น เมื่อถึงงานมหรสพคราวหนึ่งได้มีการดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมากในวันหนึ่ง.

พระราชาทรงสดับพระธรรมเทศนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงมีจิตเลื่อมใส ทรงถวายผ้าจีวรและเภสัช ทรงส่งพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้ว.

แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ทำอนุโมทนาแก่ท้าวเธอได้พากันไป ณ ที่นั้นนั่นแล.

ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทรงเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในวัตถุกามทั้งหลาย ทรงเสวยพระกระยาหารอันมีรสเลิศต่างๆก็มิได้ทรงเรียก มิได้ทรงทอดพระเนตรพวกสตรี ทรงมีจิตเบื่อหน่าย เสด็จเข้าห้องอันทรงสิริ ประทับนั่งกระทำกสิณบริกรรมที่ข้างฝาอันมีสีขาว ทรงทำฌานให้บังเกิดขึ้นแล้ว พระองค์ทรงบรรลุฌานแล้ว.

เมื่อจะทรงติเตียนกามทั้งหลาย จึงตรัสพระคาถาว่า

น่าติเตียนแท้ ซึ่งกามเป็นอันมาก มีกลิ่นเหม็น มีเสี้ยนหนามมาก เราซ่องเสพอยู่ ไม่ได้รับความสุขเช่นนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุกณฺฏเก ได้แก่ มีหมู่ปัจจามิตรมากมาย.

บาลีว่า โย จ นั้น ทีจริงก็คือ โย อหํ แปลว่า เราใด. อีกอย่างบาลีก็ว่า โย จ อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ ความสุขในฌานเช่นนั้น คือเว้นจากกิเลส.

ลำดับนั้น พระอัครมเหสีของพระองค์ทรงดำริว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงสดับธรรมกถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วทรงมีท่าทางเบื่อหน่าย มิได้ตรัสกับพวกเราเลย เสด็จเข้าพระตำหนักอันทรงสิริ เราจักคอยจับพระองค์ดูก่อนดังนี้แล้วเสด็จไปสู่พระทวารตำหนักอันทรงสิริประทับยืนที่พระทวาร ทรงสดับพระอุทานของพระราชาผู้กำลังทรงติเตียนกามทั้งหลาย จึงตรัสว่า

ข้าแต่พระทูลกระหม่อม พระองค์ทรงติเตียนกาม ความสุขที่เช่นกับกามสุข ไม่มีละหรือ

เมื่อจะทรงพรรณนาถึงความสุขในกาม จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

กามทั้งหลายมีรสอร่อยมาก สุขอื่นยิ่งไปกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใด ซ่องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหสฺสาทา ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ธรรมดาว่ากามเหล่านี้มีความแช่มชื่นมาก ความสุขชนิดอื่นที่ยิ่งไปกว่านี้ ไม่มีเลย เพราะผู้เสพกามเป็นปกติ จะไม่เข้าถึงอบายทั้งหลาย จะพากันไปบังเกิดในสวรรค์แล.

พระโพธิสัตว์เจ้าทรงได้สดับพระราชเสาวนีย์นั้นแล้ว

เมื่อจะทรงติเตียนว่า จงย่อยยับเสียเถิด เจ้าคนถ่อย เจ้าพูดอะไร ขึ้นชื่อว่าความสุขในกามทั้งหลายมีที่ไหนกันเล่า เพราะกามเหล่านี้เป็นวิปริณามทุกข์ทั้งนั้นแหละ

จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาที่เหลือว่า

กามทั้งหลาย มีรสอร่อยน้อย ทุกข์อื่นยิ่งไปกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใด ซ่องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงนรก.

เหมือนดาบที่ลับคมดีแล้วเชือด เหมือนกระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือนหอกที่พุ่งไปปักอก กามทั้งหลาย เป็นทุกข์ยิ่งไปกว่านั้น.

หลุมถ่านเพลิงลุกขึ้นโพลงแล้ว ลึกกว่าชั่วบุรุษ ผาลที่เขาเผาร้อนอยู่จนตลอดวัน กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งไปกว่านั้น.

เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง น้ำมันที่เดือดพล่าน ทองแดงที่กำลังละลายคว้าง กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งไปกว่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตฺตึโส เท่ากับ เนตฺติโส. คำว่า เนตฺตึโส แม้นี้เป็นชื่อของพระขรรค์ชนิดนั้น.

บทว่า ทุกฺขตรา ความว่า ความทุกข์อันใด ที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคล เพราะอาศัยหลุมถ่านเพลิงที่ลุกโพลง หรือตาข่ายเหล็กที่ถูกย่างไว้ตลอดวันอย่างนี้ กามทั้งหลายนั่นแหละ ยังเป็นทุกข์ยิ่งกว่าความทุกข์แม้นั้น.

ในคาถาต่อๆ ไปมีเนื้อความว่า ยาพิษเป็นต้นเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะนำทุกข์มาให้ฉันใด แม้กามทั้งหลายก็เป็นทุกข์ฉันนั้น แต่ความทุกข์นั้น เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความทุกข์ที่เหลือ.

พระมหาสัตว์ ทรงแสดงธรรมแก่พระเทวีอย่างนี้แล้ว ได้ทรงให้พวกอำมาตย์ประชุมกัน แล้วตรัสว่า ดูก่อนอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย พวกเธอจงรับราชสมบัติไว้เถิด ฉันจักบวช ทั้งๆ ที่มหาชนพากันร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั่นแล เสด็จลุกขึ้นไปประทับในอากาศประทานพระโอวาท เสด็จไปสู่ป่าหิมพานต์ตอนเหนือทางอากาศนั่นเอง ทรงให้สร้างอาศรม ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์ ผนวชเป็นฤาษี ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ได้เสด็จไปสู่พรหมโลกแล้ว.

พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสที่เป็นของเล็กน้อยไม่มีเลย ถึงจะมีประมาณน้อย บัณฑิตทั้งหลายก็พากันข่มเสียได้ทั้งนั้น ดังนี้แล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย

(เมื่อจบสัจจะภิกษุ ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล)

ทรงประชุมชาดกว่า

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพานแล้ว

พระเทวีได้กลับมาเป็น พระมารดาพระราหุล

ส่วนพระเจ้าพาราณสี ก็คือ เราตถาคต นั่นแล. จบอรรถกถาปานียชาดกที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา