อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๘๘

๘. ตจสารชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๘๘–๗๙๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 6 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘ ตจสารชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๘. ตจสารชาดก คนฉลาดย่อมไม่แสดงอาการให้ศัตรูเห็น

ข้อ ๗๘๘

อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ตจสารสมปฺปิตา ปสนฺนมุขวณฺณาตฺถ กสฺมา ตุเมฺห น โสจถ ฯ

พวกเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ถูกเขาจองจำด้วยท่อนไม้ไผ่แล้ว ยังเป็นผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่เศร้าโศกเล่า?

ข้อ ๗๘๙

น โสจนาย ปริเทวนาย อตฺโถ จ ลพฺภา อปิ อปฺปโกปิ โสจนฺตเมนํ ทุขิตํ วิทิตฺวา ปจฺจตฺถิกา อตฺตมนา ภวนฺติ ฯ

บุคคลไม่พึงได้ความเจริญแม้แต่เล็กน้อย ด้วยความเศร้าโศก และ ความร่ำรำพัน พวกศัตรูรู้ว่า บุคคลนั้นเศร้าโศก ได้รับความทุกข์ ย่อม ดีใจ.

ข้อ ๗๙๐

ยโต จ โข ปณฺฑิโต อาปทาสุ น เวธติ อตฺถวินิจฺฉยญฺญู ปจฺจตฺถิกาสฺส ทุขิตา ภวนฺติ ทิสฺวา มุขํ อวิการํ ปุราณํ ฯ

ส่วนบัณฑิตผู้ฉลาดในการวินิจฉัยความ ย่อมไม่สะทกสะท้านเพราะอัน- ตรายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าเมื่อไร พวกศัตรูได้เห็นหน้าของบัณฑิตนั้น อัน ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนแต่ก่อน ย่อมเกิดความทุกข์.

ข้อ ๗๙๑

ชปฺเปน มนฺเตน สุภาสิเตน อนุปฺปทาเนน ปเวณิยา วา ยถา ยถา ยตฺถ ลเภถ อตฺถํ ตถา ตถา ตตฺถ ปรกฺกเมยฺย ฯ

บุคคลจะพึงได้ประโยชน์ในที่ใด ด้วยประการใดๆ เช่น การร่ายมนต์ การปรึกษาท่านผู้รู้ การกล่าววาจาอ่อนหวาน การให้สินบน หรือการสืบ วงศ์ตระกูล พึงหาเพียรในที่นั้น ด้วยประการนั้นๆ เถิด.

ข้อ ๗๙๒

ยโต จ ชาเนยฺย อลพฺภเนยฺโย มยา วา อญฺเญน วา เอส อตฺโถ อโสจมาโน อธิวาสเยยฺย กมฺมํ ทฬฺหํ กินฺติ กโรมิทานีติ ฯ ตจสารชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ ---------

ก็ในการใด บัณฑิตพึงรู้ว่า ประโยชน์นี้เราหรือคนอื่นไม่พึงได้รับ ใน กาลนั้น ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรอดกลั้นไว้ด้วยคิดเสียว่า กรรมเป็น ของมั่นคง บัดนี้ เราจะกระทำอย่างไรดี. จบ ตจสารชาดกที่ ๘.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘. ตจสารชาดก (๓๖๘) ว่าด้วยขื่อคาไม้ไผ่ (พระราชาทรงเห็นเด็กเหล่านั้นไม่กลัวทั้งยังมีใจร่าเริง จึงตรัสถามว่า)

ข้อ ๙๕

พวกเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ถูกจองจำด้วยขื่อคาที่ทำด้วยลำไม้ไผ่ ยังมีหน้าผ่องใส เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงไม่เศร้าโศก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๒. วัณณาโรหวรรค ๙. มิตตวินทุกชาดก (๓๖๙) (พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)

ข้อ ๙๖

ความเศร้าโศกและความพิไรรำพัน ไม่ได้ประโยชน์เลยแม้แต่น้อยนิด คนที่เศร้าโศกเป็นทุกข์ ศัตรูรู้เข้าแล้วย่อมพอใจ

ข้อ ๙๗

ส่วนคนผู้เป็นบัณฑิตรู้หลักในการวินิจฉัยอรรถคดี ย่อมไม่สะทกสะท้านในเพราะอันตรายในกาลใดๆ เขามีใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ยังเหมือนเดิม ศัตรูเห็นเข้าแล้วย่อมเป็นทุกข์

ข้อ ๙๘

บุคคลพึงได้ประโยชน์ในที่ใดด้วยประการใดๆ คือ ด้วยการร่ายมนต์ ด้วยการปรึกษากับบัณฑิต ด้วยคำอันเป็นสุภาษิต ด้วยการให้สินจ้างรางวัล หรือด้วยประเพณี พึงพากเพียรพยายาม ทำประโยชน์ในที่นั้นด้วยประการนั้นๆ

ข้อ ๙๙

อนึ่ง ในกาลใดบัณฑิตรู้ว่า ประโยชน์นี้เราหรือบุคคลอื่นไม่พึงได้รับ แม้ในกาลนั้นบัณฑิตก็ไม่ควรเศร้าโศก พึงอดกลั้น ด้วยคิดเสียว่า กรรมเป็นของมั่นคง บัดนี้ เราจะทำอะไรได้ตจสารชาดกที่ ๘ จบ ๙. มิตตวินทุกชาดก (๓๖๙) ว่าด้วยนายมิตตวินทุกะ (นายมิตตวินทุกะเห็นเทพบุตรโพธิสัตว์นั้น จึงถามว่า)

ข้อ ๑๐๐

ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรไว้แก่เหล่าเทวดา ข้าพเจ้าได้กระทำความชั่วอะไรไว้ จักรนี้จึงได้จรดที่ศีรษะแล้วพัดผันอยู่บนกระหม่อมของข้าพเจ้า @เชิงอรรถ : @ ในอรรถกถาแปลว่า ด้วยวงศ์ตระกูล (ขุ.ชา.อ. ๔/๙๘/๔๘๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๑๗}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ดังนี้

จริงอยู่ ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญา ฉลาดในอุบายเหมือนกัน.

อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

เรื่องอดีตทั้งปวงซึ่งมีคำเริ่มว่า ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลกฎุมพีในหมู่บ้าน.

ดังนี้ไป พึงกล่าวตามทำนองชาดกแรกนั่นแหละ.

ก็ในชาดกนี้เมื่อหมอตายแล้ว ชาวบ้านกล่าวว่า เด็กเหล่านั้นเป็นผู้ฆ่ามนุษย์ จึงจองจำเด็กเหล่านั้นด้วยไม้ตะโหงก แล้วนำไปยังนครพาราณสีด้วยหวังใจว่า จักถวายพระราชาทอดพระเนตร. ในระหว่างทางนั่นแล พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่พวกเด็กที่เหลือว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัว ท่านทั้งหลายเฝ้าพระราชาแล้วก็อย่ากลัว พึงเป็นผู้มีอินทรีย์ร่าเริง พระราชาจักตรัสกับพวกเราก่อน จำเดิมแต่นั้น เราจักรู้.

เด็กเหล่านั้นรับคำว่าได้ แล้วจึงกระทำเหมือนอย่างนั้น.

พระราชาทรงเห็นเด็กเหล่านั้นไม่กลัว มีอินทรีย์ร่าเริง ทรงดำริว่า เด็กเหล่านี้ถูกหาว่าเป็นผู้ฆ่าคนถูกจำด้วยไม้ตะโหงกนำมา แม้จะถึงความทุกข์เห็นปานนี้ก็ไม่กลัว มีอินทรีย์ร่าเริงยินดีทีเดียว อะไรหนอเป็นเหตุไม่เศร้าโศกของเด็กพวกนี้ เราจักถามพวกเขาดู.

เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

พวกเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ถูกเขาจองจำด้วยท่อนไม้ไผ่ ยังเป็นผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่เศร้าโศกเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ความว่า อยู่ในเงื้อมมือของพวกอมิตรผู้เอาไม้ตะโหงกจำที่คอแล้วนำมา.

บทว่า ตจสารสมปฺปิตา ความว่า พระราชาตรัสอย่างนี้ เพราะเด็กเหล่านั้นถูกจองจำด้วยท้อนไม้ไผ่.

บทว่า กสฺมา ความว่า พระราชาตรัสถามว่า พวกเจ้าแม้ได้รับความพินาศเห็นปานนี้ เพราะเหตุไรจึงไม่เศร้าโศก.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า

บุคคลไม่พึงได้ความเจริญแม้แต่เล็กน้อยด้วยความเศร้าโศกและความร่ำไห้ พวกศัตรูรู้ว่าบุคคลนั้นเศร้าโศก ได้รับความทุกข์ ย่อมจะดีใจ.

ส่วนบัณฑิตผู้ฉลาดในการวินิจฉัยความ ย่อมไม่สะทกสะท้านเพราะอันตรายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าเมื่อไร พวกศัตรูได้เห็นหน้าบัณฑิตนั้น อันไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนแต่ก่อน ย่อมเกิดความทุกข์.

บุคคลพึงได้ประโยชน์ในที่ใดด้วยประการใด เช่น การร่ายมนต์ การปรึกษาท่านผู้รู้ การกล่าววาจาอ่อนหวาน การให้สินบน หรือการสืบวงศ์ตระกูล บัณฑิตพึงพากเพียรทำประโยชน์ในที่นั้น ด้วยประการนั้นๆ เถิด.

ก็ในกาลใด บัณฑิตพึงรู้ว่าประโยชน์นี้ เราหรือคนอื่นไม่พึงได้รับ ในกาลนั้น ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรอดกลั้นไว้ ด้วยคิดเสียว่ากรรมเป็นของมั่นคง บัดนี้ เราจะกระทำอย่างไรดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ ได้แก่ ความเจริญ.

ด้วยบทว่า ปจฺจตฺถิกา อตฺตมนา นี้ ท่านแสดงว่า พวกปัจจามิตรรู้ว่า บุรุษนั้นเศร้าโศก มีทุกข์ ย่อมจะดีใจ บัณฑิตไม่ควรทำชื่อซึ่งเหตุแห่งความยินดีของพวกปัจจามิตรนั้น.

บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.

บทว่า น เวธติ ความว่า ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความกลัวอันเกิดจากความสะดุ้งแห่งจิต.

บทว่า อตฺถวินิจฺฉยญฺญู ได้แก่ ผู้ฉลาดวินิจฉัยอรรถคดีนั้นๆ.

บทว่า ชปฺเปน แปลว่า ด้วยการร่ายมนต์.

บทว่า มนฺเตน ได้แก่ ด้วยการถือเอาความคิดกับบัณฑิตทั้งหลาย.

บทว่า สุภาสิเตน ได้แก่ ด้วยคำพูดอันน่ารัก.

บทว่า อนุปฺปทาเนน ได้แก่ ด้วยการให้สินบน.

บทว่า ปเวณิยา ได้แก่ ด้วยตระกูลวงศ์.

ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า

ข้าแต่มหาราช ธรรมดาบัณฑิต เมื่ออันตรายเกิดขึ้น ไม่ควรเศร้าโศก ไม่ควรลำบากใจ ก็บุคคลพึงชนะพวกปัจจามิตรได้ด้วยอำนาจเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาเหตุ ๕ ประการนี้ ก็ถ้าอาจทำได้ไซร้ พึงร่ายมนต์ผูกปากไว้ไม่ให้พูด ก็จะพึงชนะพวกปัจจามิตรนั้นได้ บัณฑิตเมื่อไม่อาจทำอย่างนั้น พึงให้สินบนแก่พวกอำมาตย์ผู้ตัดสินความ ก็จะพึงชนะได้ เมื่อไม่อาจทำอย่างนั้น พึงพูดถึงวงศ์ตระกูล แม้จะลำดับญาติที่มีอยู่ อย่างนี้ว่า พวกข้าพเจ้ามาจากเชื้อสายชื่อโน้น และบรรพบุรุษของท่านก็เป็นอันเดียวกัน ก็พึงชนะได้เหมือนกัน.

บทว่า ยถา ยถา ความว่า บุคคลพึงได้ความเจริญแห่งตนในที่ใดๆ ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุ ๕ ประการนี้.

บทว่า ตถา ตถา ความว่า พึงพากเพียรในที่นั้นๆ ด้วยเหตุนั้นๆ. อธิบายว่า พึงทำความบากบั่นจนชนะพวกข้าศึก.

บทว่า ยโต จ ชาเนยฺย ความว่า ก็ในกาลใด บัณฑิตพึงรู้ว่า ประโยชน์นี้อันเราหรือคนอื่นก็ตามไม่ควรได้ แม้จะพยายามโดยประการต่างๆ ก็ไม่อาจได้ แม้ในกาลนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตก็ไม่เสียใจ ไม่ลำบากใจ พึงอดกลั้นไว้ด้วยคิดเสียว่า กรรมที่เราทำไว้ในปางก่อน เหนียวแน่น มั่นคง ไม่อาจจะห้ามได้ เดี๋ยวนี้ เราจะสามารถทำอะไรได้.

พระราชาได้สดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์ แล้วทรงสะสางการกระทำด้วยพระองค์เอง ทรงทราบว่า พวกเด็กไม่มีโทษผิด จึงรับสั่งให้นำไม้ตะโหงกออก แล้วพระราชทานยศยิ่งใหญ่แก่พระมหาสัตว์ แล้วได้ทรงกระทำให้เป็นอำมาตย์แก้วอนุศาสน์อรรถธรรมแก่พระองค์.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

พระเจ้าพาราณสีในครั้นนั้น ได้เป็น พระอานนท์

พวกเด็กๆ ในครั้งนั้น ได้เป็น พระเถรานุเถระ

ส่วนเด็กผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล จบ อรรถกถาตจสารชาดกที่ ๘ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา