อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๘๐๘

๒. มิคโปตกชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๐๘–๘๑๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 7 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒ มิคโปตกชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. มิคโปตกชาดก คำพูดที่ทำให้หายเศร้าโศก

ข้อ ๘๐๘

อคารา ปจฺจุเปตสฺส อนาคารสฺส เต สโต สมณสฺส น ตํ สาธุ ยํ เปตมนุโสจสิ ฯ

การที่ท่านเศร้าโศกถึงลูกเนื้อผู้ละไปแล้ว เป็นการไม่สมควรแก่ท่านผู้ หลีกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต สงบระงับ.

ข้อ ๘๐๙

สํวาเสน หเว สกฺก มนุสฺสสฺส มิคสฺส วา หทเย ชายเต เปมํ น ตํ สกฺกา อโสจิตุํ ฯ

ดูกรท้าวสักกะ ความรักของมนุษย์ หรือเนื้อ ย่อมเกิดขึ้นในใจ เพราะ อยู่ร่วมกันมา มนุษย์ หรือเนื้อนั้น อาตมภาพไม่สามารถที่จะไม่เศร้าโศก ถึงได้.

ข้อ ๘๑๐

มตํ มริสฺสํ โรทนฺติ เย รุทนฺติ ลปนฺติ จ ตสฺมา ตฺวํ อิสิ มา โรทิ โรทิตํ โมฆมาหุ สนฺโต ฯ

ชนเหล่าใด มาร้องไห้รำพัน บ่นเพ้อถึงผู้ตายไปแล้ว และผู้จะตายอยู่ ณ บัดนี้ การร้องไห้ของชนเหล่านั้น สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า เปล่า จากประโยชน์ ดูกรฤาษี เพราะฉะนั้น ท่านอย่าร้องไห้เลย.

ข้อ ๘๑๑

โรทิเตน หเว พฺรเหฺม มโต เปโต สมุฏฺฐเห สพฺเพ สงฺคมฺม โรทาม อญฺญมญฺญสฺส ญาตเก ฯ

ดูกรพราหมณ์ ผู้ที่ตายไปแล้ว ละไปแล้ว หากจะพึงกลับเป็นขึ้นได้ เพราะการร้องไห้ เราก็จะประชุมกันทั้งหมดร้องไห้ ถึงพวกญาติของ กันและกัน.

ข้อ ๘๑๒

อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ อพฺพูฬฺหํ วต เม สลฺลํ ยมาสิ หทยสฺสิตํ โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน วาสวาติ ฯ มิคโปตกชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------

มหาบพิตร มารดอาตมภาพผู้เดือดร้อนยิ่งนักให้หายร้อน ดับความกระ วนกระวายได้ทั้งสิ้น เหมือนบุคคลเอาน้ำรดไฟติดที่เปรียงให้ดับ ฉะนั้น มหาบพิตรมาถอนลูกศรคือความโศกที่เสียบแน่นอยู่ในหทัยของอาตมภาพ ออกได้แล้วหนอ เมื่ออาตมภาพถูกความโศกครอบงำ มหาบพิตรก็ได้ บรรเทาความโศกถึงบุตรเสียได้ ดูกรท้าววาสวะ อาตมภาพเป็นผู้ถอนลูก ศรออกได้แล้ว ปราศจากความเศร้าโศก ไม่มีความมัวหมอง อาตมภาพจะไม่เศร้าโศกร้องไห้ เพราะได้ฟังถ้อยคำของมหาบพิตร. จบ มิคโปตกชาดกที่ ๒.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๓. อัฑฒวรรค ๒. มิคโปตกชาดก (๓๗๒) ๒. มิคโปตกชาดก (๓๗๒) ว่าด้วยลูกเนื้อ (ท้าวสักกเทวราชทอดพระเนตรดาบสร้องไห้คร่ำครวญ จึงเสด็จมายืนอยู่ใน อากาศตรัสว่า)

ข้อ ๑๑๖

การที่ท่านผู้ละการครองเรือนบวชเป็นสมณะ เศร้าโศกถึงลูกเนื้อที่ตายไปแล้วนั้น เป็นการไม่สมควร (ดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๑๑๗

ท้าวสักกะ เพราะการอยู่ร่วมกันแล ความรักจึงเกิดในหทัยของมนุษย์หรือของเนื้อ อาตมาจึงไม่สามารถที่จะไม่เศร้าโศกถึงลูกเนื้อนั้นได้ (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๑๑๘

ชนเหล่าใดร้องไห้ บ่นเพ้อ รำพัน ถึงคนที่ตายแล้วและคนที่จะตาย สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวการร้องไห้ว่าเปล่าประโยชน์ ท่านฤๅษี เพราะฉะนั้น ท่านอย่าร้องไห้ไปเลย

ข้อ ๑๑๙

พราหมณ์ สัตว์ที่ตายละโลกนี้ไปแล้ว จะพึงลุกขึ้นได้เพราะการร้องไห้ เราทุกคนก็คงมาประชุมกัน ร้องไห้ถึงหมู่ญาติของกันและกัน (ดาบสกล่าวสดุดีท้าวสักกะว่า)

ข้อ ๑๒๐

พระองค์ช่วยระงับอาตมาผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับความกระวนกระวายทั้งหมดได้ เหมือนคนเอาน้ำราดดับไฟที่ติดเปรียง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๓. อัฑฒวรรค ๓. มูสิกชาดก (๓๗๓)

ข้อ ๑๒๑

พระองค์ได้บรรเทาความเศร้าโศกถึงบุตรของอาตมา ผู้กำลังเศร้าโศก ชื่อว่าได้ช่วยถอนลูกศรคือความเศร้าโศก ซึ่งเสียบหัวใจของอาตมาขึ้นได้แล้วหนอ

ข้อ ๑๒๒

ท้าววาสวะ อาตมาซึ่งพระองค์ได้ช่วยถอนลูกศร คือความเศร้าโศกขึ้นได้แล้วเป็นผู้ปราศจากความเศร้าโศก ไม่มีความขุ่นมัว จึงไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของพระองค์ มิคโปตกชาดก ที่ ๒ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุแก่รูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อคารา ปจฺจุเปตสฺส ดังนี้

ได้ยินว่า ภิกษุแก่นั้นให้เด็กคนหนึ่งบวช สามเณรบำรุงภิกษุแก่นั้นโดยเคารพ ครั้นกาลต่อมา ได้กระทำกาละโดยความไม่ผาสุก เพราะการทำกาละของสามเณรนั้น ภิกษุแก่ถูกความโกรธครอบงำ เที่ยวร่ำไห้ด้วยเสียงอันดัง.

ภิกษุทั้งหลายไม่อาจให้ยินยอมได้ จึงสั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุแก่ชื่อโน้นเที่ยวร่ำไห้ เพราะการทำกาละของสามเณร ภิกษุแก่นั่นคงจักเหินห่างการเจริญมรณัสสติ.

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุแก่นี้ เมื่อสามเณรนั้นตายแล้ว ก็เที่ยวร่ำไห้อยู่ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ครองความเป็นท้าวสักกะ. ครั้งนั้น มีบุรุษชาวแคว้นกาสีคนหนึ่ง เข้าไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลไม้น้อยใหญ่. วันหนึ่ง ฤาษีนั้นเห็นลูกเนื้อแม่ตายตัวหนึ่งในป่า จึงนำมายังอาศรมบท ให้เหยื่อเลี้ยงดูไว้ ลูกเนื้อเติบโตขึ้นมีรูปร่างงามถึงความงามอันเลิศ. ดาบสกระทำลูกเนื้อนั้นให้เป็นลูกของตนอยู่.

วันหนึ่ง ลูกเนื้อกินหญ้ามากไป ได้กระทำกาละเพราะไม่ย่อย ดาบสเที่ยวร่ำไห้ว่า ลูกเราตายเสียแล้ว. ในกาลนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงพิจารณาดูชาวโลก ทรงเห็นดาบสนั้น ดำริว่า จักทำดาบสนั้นให้สลดใจ จึงเสด็จมาแล้วประทับยืนในอากาศ

ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

การที่ท่านเศร้าโศกถึงลูกเนื้อผู้ละไปแล้ว เป็นการไม่สมควรแก่ท่านผู้หลีกออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตสงบระงับ.

ดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:-

ดูก่อนท้าวสักกะ ความรักของมนุษย์หรือเนื้อ ย่อมเกิดขึ้นในใจ เพราะอยู่ร่วมกันมา มนุษย์หรือเนื้อนั้น อาตมภาพไม่สามารถที่จะไม่เศร้าโศกถึงได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ สกฺกา ความว่า อาตมภาพไม่อาจเพื่อจะไม่โศกถึงมนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉานนั้น คืออาตมภาพเศร้าโศกถึงทีเดียว.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :-

ชนเหล่าใดร้องไห้รำพัน บ่นเพ้อถึงผู้ตายไปแล้ว และผู้จะตายอยู่ในบัดนี้ การร้องไห้ของชนเหล่านั้น สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่าเปล่าจากประโยชน์ ดูก่อนฤาษี เพราะฉะนั้น ท่านอย่าร้องไห้เลย.

ดูก่อนพราหมณ์ ผู้ที่ตายไปแล้ว ละไปแล้ว หากจะกลับเป็นขึ้นได้เพราะการร้องไห้ เราก็จะประชุมกันทั้งหมด ร้องไห้ถึงญาติของกันและกัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มริสฺสํ ได้แก่ บุคคลผู้จักตายในบัดนี้. บทว่า ลปนฺติ จ ได้แก่ บ่นเพ้อ.

ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ชนเหล่าใดร้องไห้ถึงคนผู้ตายแล้ว และผู้จักตายอยู่ในโลก ชนเหล่านั้นก็คงจะร้องไห้และบ่นเพ้ออยู่ ชื่อว่าวันที่จะขาดน้ำตาของชนเหล่านั้น ย่อมไม่มี เพราะเหตุไร? เพราะคนผู้ตายไปแล้วและคนผู้ที่จะตายยังมีอยู่เสมอ.

บทว่า อิสิ มา โรทิ ความว่า ดูก่อนฤาษี เพราะฉะนั้น ท่านอย่าร้องไห้เลย. เพราะเหตุไร? เพราะสัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่าการร้องไห้เปล่าประโยชน์. อธิบายว่า สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวการร้องไห้ว่าเป็นหมัน.

บทว่า มโต เปโต ความว่า ถ้าบุคคลที่เรียกว่า ผู้ตายแล้ว ผู้ละไปแล้ว จะพึงฟื้นขึ้นเพราะการร้องไห้ไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจะอยู่เฉยทำไม พวกเราทั้งหมดทีเดียว จะพากันประชุมร้องไห้ถึงญาติทั้งหลายของกันและกัน ก็เพราะเหตุที่ญาติเหล่านั้นไม่ฟื้นขึ้นเพราะเหตุร้องไห้ เพราะฉะนั้น ท้าวสักกะจึงทรงประกาศการร้องไห้ว่าเป็นหมัน.

เมื่อท้าวสักกะตรัสไปๆ อยู่อย่างนี้ ดาบสกำหนดได้ว่า การร้องไห้ไร้ประโยชน์

เมื่อจะกระทำการชมเชยท้าวสักกะ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-

มหาบพิตร มารดอาตมภาพผู้เดือดร้อนยิ่งนักให้หายร้อน ดับความกระวนกระวายได้ทั้งสิ้น เหมือนบุคคลเอาน้ำรดไฟติดที่เปรียงให้ดับไปฉะนั้น

มหาบพิตรมาถอนลูกศร คือความโศกที่เสียบแน่นอยู่ในหทัยของอาตมภาพออกได้แล้วหนอ เมื่ออาตมภาพถูกความโศกครอบงำ มหาบพิตรก็ได้บรรเทาความโศกถึงบุตรเสียได้

ดูก่อนท้าววาสวะ อาตมภาพเป็นผู้ถอนลูกศรออกได้แล้ว ปราศจากความเศร้าโศก ไม่มีความมัวหมอง อาตมภาพจะไม่เศร้าโศกร้องไห้ เพราะได้ฟังถ้อยคำของมหาบพิตร

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยมาสิ ตัดบทเป็น ยํ เม อาสิ.

บทว่า หทยนิสฺสิตํ (บาลีว่า หทยสฺสิตํ) ได้แก่ เสียบแน่นอยู่ในหทัย.

บทว่า อปานุทิ ได้แก่ นำออกแล้ว.

ท้าวสักกะ ครั้นประทานโอวาทแก่ดาบส แล้วก็เสด็จไปเฉพาะยังสถานที่ของพระองค์.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า

ดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุแก่ ในบัดนี้

เนื้อในครั้งนั้น ได้มาเป็น สามเณร ในบัดนี้

ส่วนท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามิคโปตกชาดกที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา