๙. สีหจัมมชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙ สีหจมฺมชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๙. สีหจัมมชาดก ลาปลอมเป็นราชสีห์
เนตํ สีหสฺส นทิตํ น พยคฺฆสฺส น ทีปิโน ปารุโต สีหจมฺเมน ชมฺโม นทติ คทฺรโภ ฯ
นี่ไม่ใช่เสียงบันลือของราชสีห์ ไม่ใช่เสียงบันลือของเสือโคร่ง ไม่ ใช่เสียงบันลือของเสือเหลือง ลาผู้ลามกคลุมตัวด้วยหนังราชสีห์บัน ลือเสียง.
จิรมฺปิโข ตํ ขาเทยฺย คทฺรโภ หริตํ ยวํ ปารุโต สีหจมฺเมน รวมาโนว ทูสยีติ ฯ สีหจมฺมชาตกํ นวมํ ฯ ---------
ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวกินข้าวกล้านานมาแล้ว ร้องให้เขารู้ ว่า เป็นตัวลา ได้ประทุษร้ายตนเองแล้ว. จบ สีหจัมมชาดกที่ ๙.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. สีหจัมมชาดก (๑๘๙) ว่าด้วยลาปลอมตัวเป็นราชสีห์ (พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชาวนาได้ยินเสียงลาปลอมร้อง ก็รู้ว่าเป็นลา จึงกล่าวคาถาว่า)
นั่นไม่ใช่เสียงบันลือของราชสีห์ ไม่ใช่เสียงของเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงของเสือเหลือง ลาชั่วช้าคลุมตัวด้วยหนังราชสีห์ร้องอยู่ (พ่อค้ามาเห็นลาถึงความบอบช้ำ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า)
ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เคี้ยวกินข้าวเหนียวอันเขียวสดเป็นเวลานาน มันร้องออกมานั้นแหละ จึงทำร้ายตัวเอง สีหจัมมชาดกที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๘๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระโกกาลิกะ นั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เนตํ สีหสฺส นทิตํ ดังนี้.
ในเวลานั้น พระโกกาลิกะประสงค์จะกล่าวสรภัญญะ พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลชาวนา ครั้นเจริญวัย หาเลี้ยงชีพด้วยกสิกรรมนั่นเอง. ในกาลนั้น มีพ่อค้าคนหนึ่งเที่ยวทำการค้าด้วยการบรรทุกสินค้าบนหลังลา พ่อค้านั้นขนสินค้าลงจากหลังลาในที่ที่ไปถึง แล้วเอาหนังราชสีห์คลุมลา ปล่อยไปหากินที่นาข้าวสาลีและข้าวเหนียว. คนรักษานาเห็นแล้ว ไม่อาจเข้าใกล้ ด้วยเข้าใจว่าเป็นราชสีห์.
อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้านั้นพักอยู่ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่ง หุงอาหารเช้า แต่นั้นจึงเอาหนังราชสีห์คลุมหลังลา ปล่อยไปหากินในนาข้าวเหนียว พวกเฝ้านาเห็นมันเข้าก็ไม่อาจเข้าใกล้มันได้ด้วยสำคัญว่าเป็นราชสีห์ จึงพากันกลับไปเรือน พวกชาวบ้านทั้งหมดต่างถืออาวุธ เป่าสังข์ รัวกลองโห่ร้องไปยังที่ใกล้นา. ลากลัวตายจึงเปล่งเสียงเป็นเสียงลา.
ครั้นพระโพธิสัตว์รู้ว่ามันเป็นลา จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
นี่มิใช่เสียงบรรลือของราชสีห์ ไม่ใช่เสียงบรรลือของเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงบรรลือของเสือเหลือง ลาผู้ลามกคลุมตัวด้วยหนังราชสีห์บรรลือเสียง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชมฺโม แปลว่า ลามก.
แม้พวกชาวบ้านก็รู้ว่ามันเป็นลา จึงพากันโบยให้ล้มลงกระดูกหัก แล้วเอาหนังราชสีห์ไป. ครั้นพ่อค้านั้นมาเห็นลาถึงความบอบช้ำ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวหากินข้าวเหนียวนานมาแล้ว ร้องให้เขารู้ว่าเป็นลา ได้ประทุษร้ายตนเองแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า ลานี้ไม่ให้เขารู้ว่าตัวเป็นลา จึงเอาหนังราชสีห์มาคลุม กินข้าวเหนียวอ่อนมาเป็นเวลานาน. บทว่า รวมาโน ว ทูสยิ ความว่า เมื่อร้องเสียงเป็นลาก็ประทุษร้ายตนเอง มิใช่ความผิดของหนังราชสีห์.
เมื่อพ่อค้านั้นกล่าวอย่างนี้เสร็จแล้ว ลาก็นอนตายในที่นั้นเอง แม้พ่อค้าก็ทิ้งลากลับบ้าน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
ลาในครั้งนั้น ได้เป็น พระโกกาลิกะ ในครั้งนี้.
ส่วนชาวนาบัณฑิต คือ เราตถาคต นี้แล.
จบ อรรถกถาสีหจัมมชาดกที่ ๙