อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง

๓. อนันตรปัจจยกถา ว่าด้วยอนันตรปัจจัย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๙๓–๖๙๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 5 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๓. อนันตรปัจจยกถา (๑๓๘) ๓. อนันตรปัจจยกถา (๑๓๘) ว่าด้วยอนันตรปัจจัย

ข้อ ๖๙๓

สก. โสตวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งจักขุวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณนั้น ก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญาณใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณนั้นก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากโสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ควร ยอมรับว่า “โสตวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ” @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙๓-๖๙๗/๒๗๔)@ เพราะมีความเห็นว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีจิตอื่นมาคั่นในระหว่าง ซึ่งต่างกับความ@เห็นของสกวาทีที่เห็นว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นไม่ต่อเนื่องกันโดยต้องมีอารมณ์มาคั่นในระหว่าง เช่น@เมื่อจักขุวิญญาณเกิดขึ้นจะต้องมีรูปารมณ์มาคั่น จึงจะเกิดโสตวิญญาณต่อไปได้@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙๓-๖๙๗/๒๗๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๔๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๓. อนันตรปัจจยกถา (๑๓๘)

ข้อ ๖๙๔

สก. โสตวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งจักขุวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการรูปนิมิตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการรูปนิมิตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขุวิญญาณมีรูปเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสตวิญญาณมีรูปเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยจักษุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยจักษุและรูป โสตวิญญาณจึงเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยจักษุและรูป โสตวิญญาณจึงเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยจักษุและรูป โสตวิญญาณจึงเกิดขึ้น” มีอยู่จริงใช่ไหม ปร. ไม่มี สก. พระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยจักษุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น” มีอยู่จริงใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๙๓/๙๔-๙๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๔๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๓. อนันตรปัจจยกถา (๑๓๘) สก. หากพระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยจักษุกับรูป จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น”มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เพราะอาศัยจักษุและรูป โสตวิญญาณจึงเกิดขึ้น” สก. โสตวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งจักขุวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุวิญญาณกับโสตวิญญาณเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๖๙๕

สก. ฆานวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งโสตวิญญาณ ฯลฯ ชิวหา- วิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งฆานวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งชิวหาวิญญาณนั้นก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกายวิญญาณใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กายวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งชิวหาวิญญาณนั้นก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกายวิญญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๙๓/๙๔-๙๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๔๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๓. อนันตรปัจจยกถา (๑๓๘) สก. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากกายวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “กายวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ”

ข้อ ๖๙๖

สก. กายวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการรสนิมิตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการรสนิมิตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ชิวหาวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กายวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยชิวหาและรส ชิวหาวิญญาณจึงเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยชิวหาและรส กายวิญญาณจึงเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยชิวหาและรส กายวิญญาณจึงเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๔๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๓. อนันตรปัจจยกถา (๑๓๘) สก. พระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยชิวหาและรส กายวิญญาณจึงเกิดขึ้น” มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่มี สก. พระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยชิวหาและรส ชิวหาวิญญาณจึงเกิดขึ้น”มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากพระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยชิวหาและรส ชิวหาวิญญาณจึง เกิดขึ้น” มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เพราะอาศัยชิวหาและรส กาย-วิญญาณจึงเกิดขึ้น” สก. กายวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชิวหาวิญญาณกับกายวิญญาณเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๖๙๗

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นต่อเนื่องกันและกัน” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บางคนที่ฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรสและถูกต้องโผฏฐัพพะมีอยู่มิใช่หรือ สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๙๓/๙๔-๙๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๔๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๔. อริยรูปกถา (๑๓๙) ปร. หากบางคนที่ฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่นลิ้มรสและถูกต้องโผฏฐัพพะได้มีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณ ๕เกิดขึ้นต่อเนื่องกันและกัน” อนันตรปัจจยกถา จบ

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อนนฺตรปจฺจยกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อนันตรปัจจยกถา

ข้อ ๑๕๖๑

จกฺขุวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยา จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ น วตฺตพฺพํ ยา จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตวิญฺญาณํ อนาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ โสตวิญฺญาณํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โสตวิญฺญาณํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ

สกวาที โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณความนึก ฯลฯ ความตั้งใจนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญาณหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะโสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ ฉะนั้นจึงไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตวิญญาณ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ แก่ผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่าโสตวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ

ข้อ ๑๕๖๒

จกฺขุวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุวิญฺญาณํ รูปนิมิตฺตํ มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตวิญฺญาณํ รูปนิมิตฺตํ มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิต คือรูป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตคือรูป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๕๖๓

จกฺขุวิญฺญาณํ รูปารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตวิญฺญาณํ รูปารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ นตฺถิ ฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณนฺติ ฯ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว จกฺขุวิญฺญาณํ ตํ โสตวิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. จักขุวิญญาณ มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสตวิญญาณมีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่าโสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ? ป. ไม่มี ส. คำว่า จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า คำว่า จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูป ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุวิญญาณอันนั้น โสตวิญญาณก็นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๕๖๔

โสตวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา ฆานวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา ชิวฺหาวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ส. ฆานวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งโสตวิญญาณ ฯลฯ ชิวหาวิญญาณ เกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งฆานวิญญาณ ฯลฯ

ข้อ ๑๕๖๕

ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา กายวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยา ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา กายวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ น วตฺตพฺพํ ยา ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กายวิญฺญาณํ อนาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ กายวิญฺญาณํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กายวิญฺญาณํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา กายวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ

ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งชิวหาวิญญาณความนึก ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกายวิญญาณหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ ฉะนั้นจึงไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งชิวหาวิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้น แห่งกายวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ

ข้อ ๑๕๖๖

ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา กายวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ชิวฺหาวิญฺญาณํ รสนิมิตฺตํ มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กายวิญฺญาณํ รสนิมิตฺตํ มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณํ รสารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กายวิญฺญาณํ รสารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ นตฺถิ ฯ ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จ อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณนฺติ ฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อนนฺตรา กายวิญฺญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว ชิวฺหาวิญฺญาณํ ตํ กายวิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชิวหาวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจซึ่งนิมิตคือรส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจ ซึ่งนิมิตคือรส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชิวหาวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์อย่างเดียว มิได้มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์อย่างเดียว มิได้มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ? ป. ไม่มี ส. คำว่า ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า คำว่า ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชิวหาวิญญาณอันนั้น กายวิญญาณก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๕๖๗

น วตฺตพฺพํ ปญฺจ วิญฺญาณา อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ นจฺจติ คายติ วาเทติ รูปญฺจ ปสฺสติ สทฺทญฺจ สุณาติ คนฺธญฺจ ฆายติ รสญฺจ สายติ โผฏฺฐพฺพญฺจ ผุสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ นจฺจติ คายติ วาเทติ รูปญฺจ ปสฺสติ สทฺทญฺจ สุณาติ คนฺธญฺจ ฆายติ รสญฺจ สายติ โผฏฺฐพฺพญฺจ ผุสติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปญฺจ วิญฺญาณา อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ อนนฺตรปจฺจยกถา ฯ --------------

ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับแห่งกันและกัน หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลบางคน ฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรีเห็นรูปด้วยฟังเสียงด้วยสูดกลิ่นด้วย ลิ้มรสด้วย ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย (ในขณะเดียวกัน)มีอยู่ มิใช่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลบางคน ฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรีเห็นรูปด้วย ฟังเสียงด้วย สูตรกลิ่นด้วย ลิ้มรสด้วย ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย (ในขณะเดียวกัน) มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับแห่งกันและกันแล อนันตรปัจจยกถา จบ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/