ฌานสังกันติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฌานสงฺกนฺติกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ฌานสังกันติกถา
ฌานา ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐมา ฌานา ตติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฌานา ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยา ฌานา จตุตฺถํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานหนึ่ง จากฌานหนึ่ง หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เลื่อนสู่ตติยฌาน จากปฐมฌานได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเคลื่อนสู่ฌานหนึ่ง จากฌานหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เลื่อนสู่จตุตถฌาน จากทุติยฌานได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฐมา ฌานา ทุติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยา ปฐมสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว ทุติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฐมา ฌานา ทุติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ น วตฺตพฺพํ ยา ปฐมสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว ทุติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยํ ฌานํ อนาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ ทุติยํ ฌานํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ {๑๗๕๑.๑} หญฺจิ ทุติยํ ฌานํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปฐมา ฌานา ทุติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ ปฐมา ฌานา ทุติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐมํ ฌานํ กาเม อาทีนวโต มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยํ ฌานํ กาเม อาทีนวโต มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ สวิตกฺกํ สวิจารนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยํ ฌานํ สวิตกฺกํ สวิจารนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฐมา ฌานา ทุติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว ปฐมํ ฌานํ ตํ ทุติยํ ฌานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเคลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌานแล แต่ไม่พึงกล่าวว่าความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌาน ความนึกฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทุติยฌาน เกิดขึ้นได้แก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ เกิดขึ้นแก่โยคี-บุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึก ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ทุติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌานจากปฐมฌาน ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปฐมฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคล ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งกามทั้งหลายโดยความเป็นของมีโทษ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทุติยฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ทำไว้ในใจซึ่งกามทั้งหลายโดยความเป็นของมีโทษ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทุติยฌานก็มีวิตก มีวิจาร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปฐมฌานอันนั้น ทุติยฌานก็อันนั้นแล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุติยา ฌานา ตติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยา ทุติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว ตติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุติยา ฌานา ตติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ น วตฺตพฺพํ ยา ทุติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว ตติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตติยํ ฌานํ อนาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ ตติยํ ฌานํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ {๑๗๕๒.๑} หญฺจิ ตติยํ ฌานํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติยา ฌานา ตติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ ทุติยา ฌานา ตติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยํ ฌานํ วิตกฺกวิจาเร อาทีนวโต มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตติยํ ฌานํ วิตกฺกวิจาเร อาทีนวโต มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุติยํ ฌานํ สปฺปีติกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ตติยํ ฌานํ สปฺปีติกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุติยา ฌานา ตติยํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว ทุติยํ ฌานํ ตํ ตติยํ ฌานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌาน จากทุติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌานหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌานแล แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึกฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ เกิดขึ้นแก่โยคี-บุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคี-บุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทุติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจซึ่งวิตกและวิจาร โดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจซึ่งวิตกและวิจารโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุติยฌาน ยังมีปีติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ตติยฌาน ก็ยังมีปีติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทุติยฌานอันนั้น ตติยฌานก็อันนั้นแล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ตติยา ฌานา จตุตฺถํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยา ตติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว จตุตฺถสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตติยา ฌานา จตุตฺถํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ น วตฺตพฺพํ ยา ตติยสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว จตุตฺถสฺส ฌานสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุตฺถํ ฌานํ อนาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ จตุตฺถํ ฌานํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ {๑๗๕๓.๑} หญฺจิ จตุตฺถํ ฌานํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ตติยา ฌานา จตุตฺถํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ ตติยา ฌานา จตุตฺถํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตติยํ ฌานํ ปีตึ อาทีนวโต มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุตฺถํ ฌานํ ปีตึ อาทีนวโต มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ สุขสหคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุตฺถํ ฌานํ สุขสหคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตติยา ฌานา จตุตฺถํ ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว ตติยํ ฌานํ ตํ จตุตฺถํ ฌานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌาน จากตติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌานความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌานแล แต่ไม่พึงกล่าวว่าความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า จตุตถฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถ-ฌานจากตติยฌาน ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งปีติโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จตุตถฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งปีติโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ตติยฌาน สหรคตด้วยสุข หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จตุตถฌาน ก็สหรคตด้วยสุข หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ตติยฌานอันนั้น จตุตถฌานก็อันนั้นแล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ ฌานา ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตนหิ ฌานา ฌานํ สงฺกมตีติ ฯ ฌานสงฺกนฺติกถา ฯ --------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานอันหนึ่งจากฌานอันหนึ่ง หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกามเทียว ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น โยคีบุคคลก็เลื่อนสู่ฌานหนึ่งจากฌานหนึ่ง น่ะสิฌานสังกันติกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๘. อัฏฐารสมวรรค] ๖. ฌานสังกันติกถา (๑๘๒) ๖. ฌานสังกันติกถา (๑๘๒) ว่าด้วยการเลื่อนฌาน
สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่งได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เลื่อนจากปฐมฌานไปสู่ตติยฌานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เลื่อนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่งได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เลื่อนจากทุติยฌานไปสู่จตุตถฌานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เลื่อนจากปฐมฌานไปสู่ทุติยฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากปฐมฌานไปสู่ทุติยฌานได้ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน” ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหิสาสกะและนิกายอันธกะบางพวก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๑๓-๘๑๖/๓๐๐)@ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลสามารถเลื่อนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่งได้ โดยไม่ต้องผ่านอุปจารแห่ง@ฌาน(ภาวนาวิถีจิต)นั้นๆ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๑๓-๘๑๖/๓๐๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๕๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๘. อัฏฐารสมวรรค] ๖. ฌานสังกันติกถา (๑๘๒) สก. ทุติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทุติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากทุติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “โยคีบุคคลเลื่อนจากปฐมฌานไปสู่ทุติยฌานได้” ฯลฯ สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากปฐมฌานไปสู่ทุติยฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปฐมฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้มนสิการกามทั้งหลายโดยความเป็นของมีโทษใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้มนสิการกามทั้งหลายโดยความเป็นของมีโทษใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปฐมฌานมีวิตก มีวิจารใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุติยฌานมีวิตก มีวิจารใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากปฐมฌานไปสู่ทุติยฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๕๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๘. อัฏฐารสมวรรค] ๖. ฌานสังกันติกถา (๑๘๒) สก. ปฐมฌานกับทุติยฌานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากทุติยฌานไปสู่ตติยฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากทุติยฌานไปสู่ตติยฌานได้ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ตติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากตติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ ท่านก็ ไม่ควรยอมรับว่า “โยคีบุคคลเลื่อนจากทุติยฌานไปสู่ตติยฌานได้” สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากทุติยฌานไปสู่ตติยฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๕๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๘. อัฏฐารสมวรรค] ๖. ฌานสังกันติกถา (๑๘๒) สก. ทุติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้มนสิการวิตกวิจารโดยความเป็นของมีโทษใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้มนสิการวิตกวิจารโดยความเป็นของมีโทษใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทุติยฌานยังมีปีติใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตติยฌานยังมีปีติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากทุติยฌานไปสู่ตติยฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุติยฌานกับตติยฌานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากตติยฌานไปสู่จตุตถฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌานก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากตติยฌานไปสู่จตุตถฌานได้ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า“ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌานก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌาน” ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๕๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๘. อัฏฐารสมวรรค] ๖. ฌานสังกันติกถา (๑๘๒) สก. จตุตถฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จตุตถฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากจตุตถฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “โยคีบุคคลเลื่อนจากตติยฌานไปสู่จตุตถฌานได้” สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากตติยฌานไปสู่จตุตถฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตติยฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้มนสิการปีติ โดยความเป็นของมีโทษใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จตุตถฌานเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้มนสิการปีติ โดยความเป็นของมีโทษใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ตติยฌานสหรคตด้วยสุขใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จตุตถฌานสหรคตด้วยสุขใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โยคีบุคคลเลื่อนจากตติยฌานไปสู่จตุตถฌานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตติยฌานกับจตุตถฌานเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๕๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๘. อัฏฐารสมวรรค] ๗. ฌานันตริกกถา (๑๘๓)
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “โยคีบุคคลเลื่อนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่งได้”ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าจตุตถฌานอยู่” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น โยคีบุคคลจึงเลื่อนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่งได้ฌานสังกันติกถา จบ ๗. ฌานันตริกกถา (๑๘๓) ว่าด้วยสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน
สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างผัสสะ ฯลฯ สมาธิที่เกิดในระหว่างปัญญามีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน มีอยู่ในระหว่างทุติยฌานกับตติยฌานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดู ม.อุ. (แปล) ๑๔/๑๖/๒๓-๒๔ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายสมิติยะและนิกายอันธกะบางพวก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๑๗/๓๐๑)@ เพราะมีความเห็นว่า ทุติยฌานในปัญจกนัย เป็นฌานในระหว่างแห่งฌานที่ ๑ กับฌานที่ ๒ ในจตุกกนัย@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๑๗/๓๐๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๕๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาฌานสังกันติกถา ว่าด้วยการเลื่อนฌาน
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการเลื่อนฌาน คือการเปลี่ยนจากฌานหนึ่งไปสู่ฌานหนึ่ง.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายมหิสสาสกะและนิกายอันธกะบางพวกว่า โยคีบุคคลย่อมเลื่อนจากฌานมาสู่ฌาน โดยเว้นจากความเป็นไปแห่งอุปจาระของฌานนั้นๆ เพราะอาศัยการแสดงฌานโดยลำดับนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลายเทียว ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่ เพราะวิตกวิจารสงบ ฯลฯ เข้าถึงทุติยฌาน ฯลฯ เข้าถึงตติยฌาน ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌานอยู่ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เลื่อนสู่ตติยฌานจากปฐมฌานเป็นต้น เพื่อท้วงว่าถ้าว่า บุคคลไม่บรรลุอุปจาระแห่งทุติยฌานย่อมเลื่อนจากปฐมฌานเข้าสู่ทุติยฌานโดยผิดระเบียบได้ไซร้บุคคลก็พึงเลื่อนจากปฐมฌานเข้าสู่ตติยฌาน จากทุติยฌานเข้าสู่แม้จตุตถฌานได้ ดังนี้.
คำว่า ความนึก...ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานเป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยคำว่าบุคคลย่อมเข้าทุติยฌานถัดจากปฐมฌาน หรือเข้าตติยฌานเป็นต้นซึ่งต่อจากทุติยฌานเป็นต้นได้ไซร้ บุคคลก็พึงเข้าฌานได้ด้วยอาวัชชนจิตเดียวคือหมายความว่า ความนึกครั้งเดียวเข้าฌานได้ทุกฌาน ได้.
คำว่า ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งกามทั้งหลายโดยความเป็นของมีโทษ อธิบายว่า เมื่อพระโยคีมนสิการกามทั้งหลายโดยความเป็นโทษอยู่ ปฐมฌานย่อมเกิดขึ้นในภายหลัง แต่ในขณะแห่งฌาน นิมิตนั้นนั่นแหละย่อมเป็นการกระทำไว้ในใจ.
คำว่า ปฐมฌานอันนั้น เป็นต้น สกวาทีย่อมถามเพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าฌานนั้นนั่นแหละเว้นเบื้องต้นและเบื้องปลายพึงมีได้โดยลักษณะไซร้ ฌานนั้นก็พึงเกิดได้ตามลำดับ ดุจชวนจิตดวงสุดท้ายเกิดเพราะอาศัยชวนจิตดวงก่อน.
พึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้.
พระสูตรนี้ย่อมแสดงความที่ฌานทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยลำดับด้วยคำว่า สงัดแล้วจากกามทั้งหลายเทียว เป็นต้น มิใช่แสดงถึงความเกิดขึ้นแห่งฌานอันติดต่อกันไป โดยเว้นมนสิการ เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่าอุปจารฌานไม่มี ดังนี้แล.
อรรถกถาฌานสังกันติกถา จบ. -----------------------------------------------------