อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๖๓๔

กัมมูปจยกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๓๔–๑๖๓๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 6 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

กมฺมูปจยกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ กัมมูปจยกถา

ข้อ ๑๖๓๔

อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ ผสฺโส อญฺโญ ผสฺสูปจโย อญฺญา เวทนา อญฺโญ เวทนูปจโย อญฺญา สญฺญา อญฺโญ สญฺญูปจโย อญฺญา เจตนา อญฺโญ เจตนูปจโย อญฺญํ จิตฺตํ อญฺโญ จิตฺตูปจโย อญฺญา สทฺธา อญฺโญ สทฺธูปจโย อญฺญํ วิริยํ อญฺโญ วิริยูปจโย อญฺญา สติ อญฺโญ สตูปจโย อญฺโญ สมาธิ อญฺโญ สมาธูปจโย อญฺญา ปญฺญา อญฺโญ ปญฺญูปจโย อญฺโญ ราโค อญฺโญ ราคูปจโย ฯเปฯ อญฺญํ อโนตฺตปฺปํ อญฺโญ อโนตฺตปฺปูปจโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรม ก็เป็นอย่างหนึ่ง หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ผัสสะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งผัสสะก็เป็นอย่างหนึ่ง เวทนาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งเวทนาก็เป็นอย่างหนึ่ง สัญญาเป็นอย่างหนึ่งความสั่งสมแห่งสัญญาก็เป็นอย่างหนึ่ง เจตนาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งเจตนาก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งจิตก็เป็นอย่างหนึ่ง ศรัทธาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งศรัทธาก็เป็นอย่างหนึ่งวิริยะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งวิริยะก็เป็นอย่างหนึ่ง สติเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งสติก็เป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่งความสั่งสมแห่งสมาธิก็เป็นอย่างหนึ่ง ปัญญาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งปัญญาก็เป็นอย่างหนึ่ง ราคะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งราคะก็เป็นอย่างหนึ่ง ฯลฯ อโนตตัปปะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่ง อโนตตัปปะก็เป็นอย่างหนึ่ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๖๓๕

อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย กมฺเมน สห ชาโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย กมฺเมน สห ชาโตติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย กุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย กุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุกฺขาย เวทนาย ฯเปฯ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย กมฺเมน สห ชาโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อกุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อกุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุกฺขาย เวทนาย ฯเปฯ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่เป็นกุศล เกิดพร้อมกับกรรมที่เป็นกุศล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่เป็นกุศล เกิดพร้อมกับกรรมที่เป็นกุศล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดพร้อมกับกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขม-สุขเวทนา เกิดพร้อมกับกรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่เป็นอกุศล เกิดพร้อมกับกรรมที่เป็นอกุศล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่เป็นอกุศล เกิดพร้อมกับกรรมที่เป็นอกุศล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดพร้อมกับกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ ที่สัมปยุตด้วยอทุก-ขมสุขเวทนา เกิดพร้อมกับกรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๖๓๖

กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ กมฺมํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต กมฺมูปจโย สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต กมฺมูปจโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ กมฺมํ อนารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต และกรรมที่มีอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรมเกิดพร้อมกับจิต และความสั่งสมแห่งกรรมมีอารมณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่ความสั่งสมแห่งกรรมไม่มีอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่กรรมไม่มีอารมณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๖๓๗

กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมํ ภิชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมูปจโย ภิชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต และเมื่อจิตดับ กรรมก็ทำลายไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับจิต และเมื่อจิตดับ การสั่งสมแห่งกรรม ก็ทำลายไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๖๓๘

กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมูปจโย น ภิชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมํ น ภิชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมมฺหิ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว กมฺมํ โส กมฺมูปจโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมมฺหิ กมฺมูปจโย กมฺมูปจยโต วิปาโก นิพฺพตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว กมฺมํ โส กมฺมูปจโย โส กมฺมวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมมฺหิ กมฺมูปจโย กมฺมูปจยโต วิปาโก นิพฺพตฺตติ วิปาโก สารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ วิปาโก อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิธ ปุณฺณ เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ วจีสงฺขารํ ฯเปฯ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ วจีสงฺขารํ ฯเปฯ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ สพฺยาปชฺฌาปิ อพฺยาปชฺฌาปิ ผสฺสา ผุสนฺติ โส สพฺยาปชฺเฌหิปิ อพฺยาปชฺเฌหิปิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ เวทนํ เวเทติ โวกิณฺณสุขทุกฺขํ เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อิติ โข ปุณฺณ ภูตาภูตสฺส อุปปตฺติ โหติ ยํ กโรติ เตน อุปปชฺชติ อุปปนฺนเมตํ ผสฺสา ผุสนฺติ เอวมฺปาหํ ปุณฺณ กมฺมทายาทา สตฺตาติ วทามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ กมฺมูปจยกถา ฯ ปนฺนรสโม วคฺโค ฯ ตสฺส อุทฺทานํ ปจฺจยตา ววตฺถิตา ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อทฺธา ขโณ ลโย มุหุตฺตํ จตฺตาโร อาสวา อนาสวา โลกุตฺตรานํ ธมฺมานํ ชรามรณํ โลกุตฺตรํ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ โลกุตฺตรา สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ โลกิยา สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปนฺโน กาลํ กเรยฺย เสฺวว มคฺโค อสญฺญสตฺตูปิกา อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ ตติโย ปณฺณาสโก ฯ อนุสยา สํวโร กปฺโป มูลญฺจ ววตฺถิตาติ ฯ -----------

ส. ความสั่งสมแห่งกรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่เมื่อจิตดับ ความสั่งสมแห่งกรรมไม่ทำลายไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่เมื่อจิตดับ กรรมไม่ทำลายไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กรรมอันนั้น ความสั่งสมแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกรรมมี การสั่งสมแห่งกรรมก็มี และวิบากก็เกิดจากความสั่งสมแห่งกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กรรมอันนั้น ความสั่งสมแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ วิบากแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี และวิบากก็เกิดจากความสั่งสมแห่งกรรม ทั้งวิบากก็มีอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสั่งสมแห่งกรรม มีอารมณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรม ไม่มีอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิบาก ไม่มีอารมณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ สร้างสมกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้างสร้างสมวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขาร ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง บุคคลนั้น ครั้นสร้างสมกายสังขารที่มีความ เบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง สร้างสมวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้างแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้างผัสสะทั้งหลาย ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้างย่อมถูกต้อง บุคคลผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง บุคคลนั้นเป็นผู้อันผัสสะทั้งหลาย ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีสุขและทุกข์ เกลือกกลั้วดังที่มนุษย์ เทวดาบางจำพวก และวินิปาติกะบางจำพวก เป็นอยู่ ดูกรปุณณะ ความเข้าถึงแห่งสัตว์น้อยใหญ่เป็นอย่างนี้แล เขาทำกรรมใด ย่อมเข้าถึงด้วยกรรมนั้น ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงแล้วนี้ ดูกรปุณณะ เรากล่าวเรา สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับมรดกแห่งกรรม แม้ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? @ ม. ม. ข้อ ๙๘ หน้า ๘๔ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง กัมมูปจยกถา จบ วรรคที่ ๑๕ จบ ตติยปัณณาสก์ จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) ว่าด้วยกรรมที่สั่งสม

ข้อ ๗๓๗

สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผัสสะกับผัสสะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน เวทนากับเวทนาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สัญญากับสัญญาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน เจตนากับเจตนาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน จิตกับจิตที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สัทธากับสัทธาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน วิริยะกับวิริยะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สติกับสติที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สมาธิกับสมาธิที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน ปัญญากับปัญญาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน ราคะกับราคะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน ฯลฯ อโนตตัปปะกับอโนตตัปปะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๓๗/๒๘๓)@ เพราะมีความเห็นว่า กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน กรรมที่สั่งสม วิปปยุตจากจิต เป็น@อัพยากฤต รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า กรรมและกรรมที่สั่งสมเป็น@ไวพจน์กัน สัมปยุตด้วยจิต และรับรู้อารมณ์ได้ ต่างกันในเวลาให้ผลเท่านั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๓๗/๒๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕)

ข้อ ๗๓๘

สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกุศลกรรมเป็นกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกุศลกรรมเป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็สัมปยุตด้วยสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๓๙

สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับอกุศลกรรมเป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับอกุศลกรรมเป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็สัมปยุต ด้วยสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๔๐

สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต กรรมรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต กรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมก็แตกสลายไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมที่สั่งสมก็แตก สลายไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมที่สั่งสมไม่แตก สลายไปใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมไม่แตกสลายไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๔๑

สก. เมื่อกรรมมีอยู่ กรรมที่สั่งสมก็มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อกรรมมีอยู่ กรรมที่สั่งสมเป็นแดนเกิดแห่งวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นอย่างเดียวกัน วิบากกรรมก็เป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อกรรมมีอยู่ กรรมที่สั่งสมเป็นแดนเกิดแห่งวิบาก วิบากรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิบากไม่มีอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๔๒

สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ปรุงแต่งวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขาร ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างเขาครั้นปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างปรุงแต่งวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความ เบียดเบียนบ้างแล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาถูกผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างกระทบเข้า ย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีสุขและทุกข์ระคนกัน เหมือนมนุษย์ เทวดาบางพวก และวินิปาติกะ บางพวก ปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แลความเกิดขึ้นของสัตว์จึงมีได้ สัตว์ย่อมเกิดขึ้นเพราะกรรมที่ทำไว้ ผัสสะย่อมถูกต้องสัตว์ผู้เกิดแล้วนั้น เรากล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลแห่งกรรม”มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละ อย่างกัน” กัมมูปจยกถา จบ ปัณณรสมวรรค จบ @เชิงอรรถ : @ เทวดาบางพวก หมายถึงกามาวจรเทวดา ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และ@ปรนิมมิตวสวัตดี (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๒๓/๔๔๐) @ วินิปาติกะ หมายถึงเวมานิกเปรต ได้แก่ เปรตผู้อยู่ในวิมานเสวยสุขและทุกข์สลับกันไป บางตนข้างแรม@เสวยทุกข์ ข้างขึ้นเสวยสุข บางตนกลางคืนเสวยสุข กลางวันเสวยทุกข์ เวลาเสวยสุขอยู่ในวิมานมีร่างกาย@เป็นทิพย์ สวยงาม แต่เวลาจะเสวยทุกข์ก็ต้องออกจากวิมานนี้ไปและร่างกายกลายเป็นร่างกายที่น่าเกลียด@น่ากลัว (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๓/๔๔๑) @ ดูเทียบ ม.ม. (แปล) ๑๓/๘๑/๗๙-๘๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปัจจยตากถา ๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ๓. อัทธากถา ๔. ขณลยมุหุตตกถา ๕. อาสวกถา ๖. ชรามรณกถา ๗. สัญญาเวทยิตกถา ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ๑๐. อสัญญสัตตูปิกากถา ๑๑. กัมมูปจยกถา ตติยปัณณาสก์ จบ รวมวรรคที่มีในตติยปัณณาสก์นี้ คือ วรรคที่ ๑๑ เริ่มด้วยติสโสปิอนุสยกถา วรรคที่ ๑๒ เริ่มด้วยสังวโรกัมมันติกถา วรรคที่ ๑๓ เริ่มด้วยกัปปัฏฐกถา วรรคที่ ๑๔ เริ่มด้วยกุสลากุสลปฏิสันทหนกถา วรรคที่ ๑๕ เริ่มด้วยปัจจยตากถา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากัมมูปจยกถา ว่าด้วยความสั่งสมกรรม

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสั่งสมกรรม.

ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ชื่อว่าความสั่งสมกรรม เป็นอย่างหนึ่งนอกจากกรรม ทั้งเป็นจิตตวิปปยุต เป็นอัพยากตะ เป็นอนารัมมณะ. คำถามของสกวาทีว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่งเป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.

ลำดับนั้น สกวาที เพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ความสั่งสมกรรมนอกไปจากกรรมไซร้ ความสั่งสมผัสสะเป็นต้นก็จะพึงมีนอกจากผัสสะเป็นต้น ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า ผัสสะเป็นอย่างหนึ่ง เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีในลัทธิ.

ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรมเกิดพร้อมกับกรรมหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาการไม่ประกอบกับจิต แต่ตอบรับรองหมายเอาการสัมปยุตกับจิต.

ในปัญหาว่า ความสั่งสมแห่งกรรม...เป็นกุศลหรือ ก็ตอบปฏิเสธหมายเอาวิปปยุต และตอบรับรองหมายเอาสัมปยุต. แม้ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรม...เป็นอกุศล ข้างหน้าก็นัยนี้.

ถูกถามว่า ความสั่งสมกรรม...มีอารมณ์หรือ ปรวาทีปรารถนาความไม่มีอารมณ์โดยส่วนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นจึงตอบปฏิเสธ. คำว่า เมื่อจิตดับ ความว่า เมื่อจิตกำลังดับในกาลใด กรรมก็กำลังแตกดับในกาลนั้น. อนึ่ง คำว่า จิตนี้ท่านประกอบปฐมาวิภัติแต่ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ครั้นเมื่อจิตกำลังแตกดับ.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบพระบาลีนี้เท่านั้นว่า

ความสั่งสมกรรมที่สัมปยุตกับจิตย่อมแตกดับ ที่วิปปยุตย่อมไม่แตกดับ ในปัญหานั้น เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองด้วย ปฏิเสธด้วย.

คำว่า เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี ความว่า ครั้นเมื่อกรรมมีอยู่ ความสั่งสมกรรมก็มีอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ความสั่งสมกรรมตั้งอยู่เฉพาะในกรรม วิบากย่อมเกิดเพราะความสั่งสมกรรมนั่นแหละ.

ลัทธิของปรวาทีว่า ก็ครั้นเมื่อกรรมนั้นดับแล้ว ความสั่งสมกรรมย่อมตั้งอยู่จนถึงการเกิดขึ้นแห่งวิบาก ดุจพืชย่อมตั้งอยู่เพราะการเกิดขึ้นแห่งหน่อของพืช เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง.

คำว่า กรรมอันนั้น ความสั่งสมกรรมก็อันนั้นแหละ วิบากแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ ความว่า ลัทธิของปรวาทีนั้นว่า ความสั่งสมกรรมมีอยู่ในกรรม ความสั่งสมกรรมนั้นย่อมตั้งอยู่เพียงใดแต่การเกิดขึ้นแห่งวิบาก เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงถามถึงธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นว่าเป็นสภาพเดียวกันหรือ.

สกวาทีย่อมถามเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า แม้วิปากธัมมธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้วิบากเกิดขึ้น เป็นธรรมเนื่องด้วยอารมณ์นั่นเทียว เหมือนวิบากในบทว่า ทั้งวิบากก็มีอารมณ์หรือ. ส่วนปรวาทีตอบรับรองข้อหนึ่ง ปฏิเสธข้อหนึ่งด้วยสามารถแห่งลัทธิ.

แม้ในปฏิโลมปัญหาก็นัยนี้เหมือนกัน.

คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบตามพระบาลีนั่นแล. อรรถกถากัมมูปจยกถา จบ.

รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ

๑. ปัจจยตากถา

๒. อัญญมัญญปัจจยกถา

๓. อัทธากถา

๔. ขณลยมุหุตตกถา

๕. อาสวกถา

๖. ชรามรณกถา

๗. สัญญาเวทยิตกถา

๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา

๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา

๑๐. อสัญญสัตตูปิกกถา

๑๑. กัมมูปจยกถา.

วรรคที่ ๑๕ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา