นิยาโมกกันติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นิยาโมกฺกนฺติกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ นิยาโมกกันติกถา
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ อามนฺตา ฯ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต สาวโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นนอน (อริยมรรค) มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะหรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระนามว่ากัสสปะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต สาวโกติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวโก หุตฺวา พุทฺโธ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นสาวกแล้ว จึงเป็นพระพุทธเจ้า หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สาวโก หุตฺวา พุทฺโธ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุสฺสวิโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นสาวกแล้ว จึงเป็นพระพุทธเจ้า หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการฟังตาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุสฺสวิโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา สยมฺภูติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ภควา สยมฺภู โน วต เร วตฺตพฺเพ อนุสฺสวิโยติ ฯ
ส. เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการฟังตาม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคเป็นพระสยัมภู หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าพระผู้มีพระภาคเป็นพระสยัมภู ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการฟังตาม
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ อามนฺตา ฯ ภควตา โพธิยา มูเล ตีเณว สามญฺญผลานิ อภิสมฺพุทฺธานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้สามัญญผลอีก ๓ เท่านั้น ณ ควงไม้โพธิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นนุ ภควตา โพธิยา มูเล จตฺตาริ สามญฺญผลานิ อภิสมฺพุทฺธานีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ภควตา โพธิยา มูเล จตฺตาริ สามญฺญผลานิ อภิสมฺพุทฺธานิ โน วต เร วตฺตพฺเพ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้สามัญญผลทั้ง ๔ ณ ควงไม้โพธิ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้สามัญญผลทั้ง ๔ ณ ควงไม้โพธิ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะ
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ อามนฺตา ฯ โพธิสตฺโต ทุกฺกรการิกํ อกาสีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทสฺสนสมฺปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺกรํ การิยํ กเรยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโพธิสัตว์ได้กระทำทุกกรกิริยา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ พึงกระทำทุกกรกิริยา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โพธิสตฺโต อปรนฺตปํ อกาสิ อญฺญํ สตฺถารํ อุทฺทิสีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทสฺสนสมฺปนฺโน ปุคฺคโล อญฺญํ สตฺถารํ อุทฺทิเสยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโพธิสัตว์ ได้กระทำความเพียรอย่างอื่น ได้นับถือศาสดาอื่น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้เข้าถึงพร้อมด้วยทัสสนะ พึงนับถือศาสดาอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย อายสฺมา อานนฺโท ภควโต สาวโกติ ฯ อามนฺตา ฯ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต สาวโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ท่านพระอานนท์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ท่านพระอานนท์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จิตฺโต คหปติ หตฺถโก อาฬวโก ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย จิตฺโต คหปติ หตฺถโก อาฬวโก ภควโต สาวโกติ ฯ อามนฺตา ฯ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต สาวโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ท่านจิตตคฤหบดี ท่านหัตถกะ ชาวเมืองอาฬวี ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอนมีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ท่านจิต-ตคฤหบดี ท่านหัตถกะ ชาวเมืองอาฬวี เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย น จ กสฺสปสฺส ภควโต สาวโกติ ฯ อามนฺตา ฯ อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย น จ ภควโต สาวโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ แต่ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระอานนท์ ได้หยั่งลงสู่อันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค แต่ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย น จ กสฺสปสฺส ภควโต สาวโกติ ฯ อามนฺตา ฯ จิตฺโต คหปติ หตฺถโก อาฬวโก ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย น จ ภควโต สาวโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะ แต่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านจิตตคฤหบดี ท่านหัตถกะ ชาวเมืองอาฬวี ได้หยั่งลงสู่ทางทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคแต่ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโย น จ กสฺสปสฺส ภควโต สาวโกติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวโก ชาตึ วีติวตฺโต อสาวโก โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ แต่ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นสาวก ครั้นล่วงชาติหนึ่งไปแล้ว กลับเป็นผู้มิใช่สาวก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา กสฺสเป อหํ อานนฺท ภควติ พฺรหฺมจริยํ อจรึ อายตึ สมฺโพธายาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอนมีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะหรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอานนท์ เราได้ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ เพื่อความตรัสรู้ต่อไป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น พระโพธิสัตว์ ก็ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอนมีพรหมจรรย์อันพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ น่ะสิ
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ น เม อาจริโย อตฺถิ สทิโส เม น วิชฺชติ สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เม ปฏิปุคฺคโล อหํ หิ อรหา โลเก อหํ สตฺถา อนุตฺตโร เอโกมฺหิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สีตีภูโตสฺมิ นิพฺพุโต ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตตุํ คจฺฉามิ กาสินํ ปุรํ อนฺธภูตสฺมึ โลกสฺมึ อหญฺญึ อมตทุนฺทุภินฺติ ยถา โข ตฺวํ อาวุโส ปฏิชานาสิ อรหสิ อนนฺตชิโนติ มาทิสา เว ชินา โหนฺติ เย ปตฺตา อาสวกฺขยํ ชิตา เม ปาปกา ธมฺมา ตสฺมาหํ อุปกํ ชิโนติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ
ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เราเป็นผู้ครอบงำเสียซึ่งธรรมทั้งปวง เป็นผู้รู้แจ้งธรรมทั้งปวง ไม่ติดแล้วในธรรมทั้งปวง ละเสียซึ่งโลกิยธรรมทั้งปวง หลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นไปแห่งตัณหา เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จะพึงอ้างศาสดาไรเล่า อาจารย์ของเราไม่มี ผู้ที่จะเสมอด้วยเราก็ไม่มี เราไม่มีบุคคลเปรียบในโลกนี้กับทั้งเทวโลก เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก เราเป็นศาสดาที่ไม่มีศาสดาอื่นยิ่งกว่าเราผู้เดียวเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้เย็นแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เราจะไปยังเมืองแห่งชาวกาสี เพื่อยังธรรมจักรให้เป็นไป เราจักได้ดี อมตเภรี ให้บันลือขึ้นในโลกอันมืดนี้ (อุปกาชีวกกล่าวว่า) อาวุโสตามที่ท่านปฏิญาณนั่นแล ท่านก็ควรเป็นอนันตชิน (พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า คนเช่นเรานี่แล) ที่ถึงแล้วซึ่งความสิ้นอาสวะ เป็นผู้ชื่อว่าชินะ ดูกรอุปกะ เราชนะบาปธรรมทั้งหลายแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่า ชินะ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอนมีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่ากัสสปะ น่ะสิ
โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ปริญฺญาตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ อิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ สจฺฉิกตนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ โพธิสตฺโต กสฺสปสฺส ภควโต ปาวจเน โอกฺกนฺตนิยาโม จริตพฺรหฺมจริโยติ ฯ นิยาโมกฺกนฺติกถา ฯ
ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า กัสสปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุญาณ ปัญญาวิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่มิได้สดับมาแล้วในกาลก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ดังนี้ อนึ่งเล่า จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่มิได้สดับมา@ วิ. มหาวรรค เล่ม ๑ ข้อ ๑๑ หน้า ๑๔, ม. ม. ข้อ ๕๑๓ หน้า ๔๖๖แล้วในกาลก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้น อันเราพึงกำหนดรู้ ดังนี้ ฯลฯ ว่าทุกขอริยสัจนี้นั้น อันเราได้กำหนดรู้แล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่านี้ ทุกข-สมุทัยอริยสัจ ดังนี้ ฯลฯ ว่าทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้น อันเราพึงละเสียดังนี้ ฯลฯ ว่าทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้น อันเราละได้แล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่านี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ดังนี้ ฯลฯ ว่าทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นอันเราพึงทำให้แจ้ง ดังนี้ ฯลฯ ว่าทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้น อันเราได้ทำ ให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่านี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดังนี้ฯลฯ ว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น อันเราพึงให้เกิดดังนี้อนึ่งเล่า จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้สดับมาแล้วในกาลก่อน ว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น อันเราให้เกิดแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอนมีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ นิยาโมกกันติกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. นิยาโมกกันติกถา (๔๐) ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยาม
สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์ แล้วใน ศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๑๙๙-๒๐๐/๑๕๙-๑๖๐ @ คำว่า นิยามก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี เป็นชื่อของอริยมรรค ดังนั้น คำว่า หยั่งลงสู่นิยาม หมายถึง@บรรลุอริยมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๐๓/๒๐๖) @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๐๓/๒๐๖) @ เพราะมีความเห็นว่า พระโพธิสัตว์โชติปาละเคยได้อริยมรรคมาแล้วในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่า@กัสสปะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๐๓/๒๐๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๒๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๘. นิยาโมกกันติกถา (๔๐) สก. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นสาวกแล้วจึงเป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นสาวกแล้วจึงเป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการรับฟังใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการรับฟังใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระสยัมภูมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระสยัมภู ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระ ผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการรับฟัง” สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสรู้สามัญญผลเพียง ๓ เท่านั้น ณ ควงไม้โพธิ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะคำว่า “พระโพธิสัตว์” ในคำถามนี้ ปรวาทีมุ่งถึงพระโพธิสัตว์ในภพสุดท้าย จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๐๓/๒๐๖) @ เพราะคำว่า “พระโพธิสัตว์” ในคำถามนี้ ปรวาทีมุ่งถึงพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์@โชติปาละ จึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๐๓/๒๐๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๒๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๘. นิยาโมกกันติกถา (๔๐) สก. พระผู้มีพระภาคตรัสรู้สามัญญผล ๔ ณ ควงไม้โพธิ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสรู้สามัญญผล ๔ ณ ควงไม้โพธิ์ ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ”
สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา(การทำความเพียรที่คนทั่วไปทำได้ยาก) ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ(โสดาปัตติมรรค)จึงทำทุกกรกิริยาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญตบะอย่างอื่นและนับถือศาสดาอื่น ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะจะพึงนับถือศาสดาอื่นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ท่านพระอานนท์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของ พระผู้มีพระภาค (ดังนั้น) ท่านพระอานนท์จึงเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ศาสดาอื่น ในที่นี้หมายถึงอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุททกดาบส รามบุตร (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๐๔/๒๐๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๓๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๘. นิยาโมกกันติกถา (๔๐) สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ (ดังนั้น) พระโพธิสัตว์จึงเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ท่านจิตตคหบดี ท่านหัตถกะชาวเมืองอาฬวี หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติ พรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค (ดังนั้น) จิตตคหบดี ท่านหัตถกะชาวเมืองอาฬวี จึงเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ (ดังนั้น) พระโพธิสัตว์จึงเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ แต่ไม่ได้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านพระอานนท์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของ พระผู้มีพระภาค แต่ไม่ได้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ แต่ไม่ได้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านจิตตคหบดี ท่านหัตถกะชาวเมืองอาฬวี หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติ พรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาค แต่ไม่ได้เป็นสาวกของพระผู้มี พระภาคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๓๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๘. นิยาโมกกันติกถา (๔๐) สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ แต่ไม่ได้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นสาวกล่วงไปชาติหนึ่งแล้วกลับไม่เป็นสาวกใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติ พรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “อานนท์ เราได้ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ เพื่อความตรัสรู้ในอนาคต” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ” สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ‘เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละธรรมทั้งปวง ได้สิ้นเชิง หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ตรัสรู้ยิ่งเอง แล้วจะพึงอ้างใครเล่า @เชิงอรรถ : @ ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ (วิ.อ. ๓/๑๑/๑๖)@ ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ (วิ.อ. ๓/๑๑/๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๓๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๘. นิยาโมกกันติกถา (๔๐) เราไม่มีอาจารย์ เราไม่มีผู้เสมอเหมือน เราไม่มีผู้ทัดเทียมในโลกกับทั้งเทวโลก เพราะเราเป็นอรหันต์ เป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยม เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเองเพียงผู้เดียว เป็นผู้เยือกเย็น ดับกิเลสได้แล้วในโลก เราจะไปเมืองหลวงแห่งชาวกาสี ประกาศธรรมจักร ตีกลองอมตธรรมไปในโลกอันมีความมืดมน’ อุปกาชีวกกราบทูลว่า ‘อาวุโส ท่านสมควรเป็นพระอนันตชินะตามที่ท่านประกาศ’ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ‘ชนเหล่าใดได้ถึงความสิ้นอาสวะแล้ว ชนเหล่านั้นย่อมเป็นพระชินะเช่นเรา อุปกะ เราชนะความชั่วได้แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่าพระชินะ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ” สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘นี้ทุกขอริยสัจ’ @เชิงอรรถ : @ อาจารย์ ในที่นี้หมายถึงอาจารย์ในระดับโลกุตตรธรรม (วิ.อ. ๓/๑๑/๑๖)@ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๑๑/๑๗, ม.มู. (แปล) ๑๒/๒๘๕/๓๑๑, ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๔๑/๔๑๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๓๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๘. นิยาโมกกันติกถา (๔๐) ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แส่งสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘ทุกขอริยสัจนี้ ควรกำหนดรู้’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘ทุกขอริยสัจนี้ เราได้กำหนดรู้แล้ว’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘ทุกขสมุทยอริยสัจนี้ ควรละ’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘ทุกขสมุทยอริยสัจ เราละได้แล้ว’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ ควรทำให้แจ้ง’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘ทุกขนิโรธอริยสัจ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ ควรให้เจริญ’ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า‘ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ เราได้ทำให้เจริญแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๑๕/๒๒-๒๓, สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๐๘๑/๕๙๓-๕๙๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๓๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๙. อปราปิสมันนาคตกถา (๔๑) สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ”นิยาโมกกันติกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิยาโมกกันติกถา ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยาม
____________________________
คำว่า "นิยาโมกฺกนฺติ" แยกเป็น นิยามํ ได้แก่ อริยมรรค. โอกฺกนฺติ ได้แก่ การหยั่งลง.
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการหยั่งลงสู่นิยาม การหยั่งลงสู่ทางอันแน่นอนคืออริยมรรค.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า พระโพธิสัตว์มีนิยามอันหยั่งลงแล้วมีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะหมายเอาการบรรพชาของโชติปาละในฆฏิการสูตรสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามด้วยคำว่า พระโพธิสัตว์ เป็นต้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ.
เนื้อความจากนั้น คำว่า นิยาม คือทางอันแน่นอนก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี เป็นชื่อของอริยมรรค.
อนึ่ง ยกเว้นการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เสียแล้ว ชื่อว่าการหยั่งลงสู่นิยามอย่างหนึ่งย่อมไม่มี ถ้าพระโพธิสัตว์พึงเป็นพระโสดาบัน พึงเป็นอริยสาวกไซร้ ข้อนั้นหาเป็นไปได้ไม่.
จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ดำรงอยู่ในญาณอันเป็นกำลังของพระองค์นั่นแหละ เพราะฉะนั้น สกวาทีจึงซักถามด้วยคำว่า พระโพธิสัตว์ อีก. คำตอบปฏิเสธเป็นของปรวาที หมายเอาปัจฉิมภพ คือภพสุดท้าย.
ในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีนั้นนั่นแหละตอบรับรอง หมายเอาเวลาที่พระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเป็นโชติปาละ.
แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า เป็นพระสาวก เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
คำว่า การฟังตาม หมายความว่า ผู้มีธรรมอันแทงตลอดแล้วด้วยการฟังสืบๆ กันมา. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาปัจฉิมภพ ย่อมตอบรับรองหมายเอาการฟังต่อๆ กันมาในกาลเป็นโชติปาละ.
คำว่า นับถือศาสดาอื่น ที่สกวาทีกล่าวแล้วนั้นหมายเอาอาฬารดาบสและรามบุตรดาบส.
คำว่า ท่านพระอานนท์ เป็นต้นที่สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ผู้มีนิยามอันหยั่งลงแล้วเท่านั้นเป็นพระสาวก นอกจากนี้ไม่ใช่ แต่ผู้มีนิยามอันหยั่งลงแล้วเช่นนี้มีอยู่ ดังนี้.
ข้อว่า เป็นสาวกครั้นล่วงชาติหนึ่งไปแล้ว ความว่า สกวาทีย่อมถามด้วยคำว่า เป็นพระสาวกด้วยชาติใดแต่พอล่วงเลยชาตินั้นไปแล้วไม่เป็นสาวกในภพอื่นหรือ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความที่พระโสดาบันเป็นต้นเป็นพระสาวก.
คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น แล.
อรรถกถานิยาโมกกันติกถา จบ. -----------------------------------------------------