อัจจันตนิยามกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อจฺจนฺตนิยามกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อัจจันตนิยามกถา
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ อามนฺตา ฯ มาตุฆาตโก อจฺจนฺตนิยโต ปิตุฆาตโก ฯเปฯ อรหนฺตฆาตโก ฯเปฯ รุหิรุปฺปาทโก ฯเปฯ สงฺฆเภทโก อจฺจนฺตนิยโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อจฺจนฺตนิยตสฺส ปุคฺคลสฺส วิจิกิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อจฺจนฺตนิยตสฺส ปุคฺคลสฺส วิจิกิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ
สกวาที ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ทำมาตุฆาตเป็นผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว บุคคลผู้ทำปิตุฆาต ฯลฯ บุคคลผู้ทำอรหันตฆาต ฯลฯ บุคคลผู้ทำโลหิตุบาท ฯลฯ บุคคลผู้ทำสังฆ-เภท เป็นผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิจิกิจฉา พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า วิจิกิจฉา พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว
อจฺจนฺตนิยตสฺส ปุคฺคลสฺส วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺเชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปหีนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปหีนาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิมคฺเคน ฯเปฯ อนาคามิมคฺเคน ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กตเมน มคฺเคนาติ ฯ อกุสเลน มคฺเคนาติ ฯ อกุสโล มคฺโค นิยฺยานิโก ขยคามี โพธคามี อปจยคามี อนาสโว ฯเปฯ อสงฺกิเลสิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อกุสโล มคฺโค อนิยฺยานิโก ฯเปฯ สงฺกิเลสิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อกุสโล มคฺโค อนิยฺยานิโก ฯเปฯ สงฺกิเลสิโก โน วต เร วตฺตพฺเพ อจฺจนฺตนิยตสฺส ปุคฺคลสฺส วิจิกิจฺฉา อกุสเลน มคฺเคน ปหีนาติ ฯ
ส. วิจิกิจฉา ไม่พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ละวิจิกิจฉาได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละวิจิกิจฉาได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ละได้ด้วยอนาคามิมรรค ฯลฯ ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยมรรคไหน ป. ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล ส. มรรคฝ่ายอกุศลเป็นธรรมนำออก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ ให้ถึงความตรัสรู้ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออก ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออก ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิจิกิจฉา อันบุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล
สสฺสตทิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส อุจฺเฉททิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สสฺสตทิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส อุจฺเฉททิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ
ส. อุจเฉททิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อุจเฉททิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว
สสฺสตทิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส อุจฺเฉททิฏฺฐิ นุปฺปชฺเชยฺยาติ ฯ เชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปหีนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปหีนาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิมคฺเคน ฯเปฯ อนาคามิมคฺเคน ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กตเมน มคฺเคนาติ ฯ อกุสเลน มคฺเคนาติ ฯ อกุสโล มคฺโค ฯเปฯ โน วต เร วตฺตพฺเพ สสฺสตทิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส อุจฺเฉททิฏฺฐิ อกุสเลน มคฺเคน ปหีนาติ ฯ
ส. อุจเฉททิฏฐิไม่พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ละอุจเฉททิฏฐิได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละอุจเฉททิฏฐิได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอนาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอรหัตมรรคหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยมรรคไหน ป. ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล ส. มรรคฝ่ายอกุศล ฯลฯ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อุจเฉททิฏฐิอันบุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล
อุจฺเฉททิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส สสฺสตทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อุจฺเฉททิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส สสฺสตทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ
ป. สัสสตทิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า สัสสตทิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว
อุจฺเฉททิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส สสฺสตทิฏฺฐิ นุปฺปชฺเชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปหีนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปหีนาติ ฯ อามนฺตา ฯ โส ตาปตฺติมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิมคฺเคน ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กตเมน มคฺเคนาติ ฯ อกุสเลน มคฺเคนาติ ฯ อกุสโล มคฺโค ฯเปฯ โน วต เร วตฺตพฺเพ อุจฺเฉททิฏฺฐิยา นิยตสฺส ปุคฺคลสฺส สสฺสตทิฏฺฐิ อกุสเลน มคฺเคน ปหีนาติ ฯ
ส. สัสสตทิฏฐิไม่พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ละสัสสตทิฏฐิได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละสัสสตทิฏฐิได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอรหัตมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยมรรคไหน ป. ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล ส. มรรคฝ่ายอกุศล ฯลฯ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัสสตทิฏฐิ อันบุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิ ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สมนฺนาคโต โหติ เอกนฺตกาฬเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ โส สกึ นิมุคฺโค นิมุคฺโคว โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมดำโดยส่วนเดียวบุคคลนั้นเป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมลงอยู่นั่นเอง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็มีความแน่นอนโดยส่วนเดียว น่ะสิ
วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สมนฺนาคโต โหติ เอกนฺตกาฬเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ โส สกึ นิมุคฺโค นิมุคฺโคว โหตีติ กตฺวา เตน จ การเณน อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อุมฺมุชฺชิตฺวา นิมุชฺชตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพกาลํ อุมฺมุชฺชิตฺวา นิมุชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมดำโดยส่วนเดียวบุคคลนั้นเป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมอยู่นั่นเอง เพราะทำอธิบายดังนี้และโดยเหตุนั้น ท่านจึงสันนิษฐานว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ผุดขึ้นแล้ว กลับจมลง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผุดขึ้นแล้ว กลับจมลงทุกครั้ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สมนฺนาคโต โหติ เอกนฺตกาฬเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ โส สกึ นิมุคฺโค นิมุคฺโคว โหตีติ กตฺวา เตน จ การเณน อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตาติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อุมฺมุชฺชิตฺวา ฐิโต โหติ อุมฺมุชฺชิตฺวา วิปสฺสติ วิโลเกติ อุมฺมุชฺชิตฺวา ปตรติ อุมฺมุชฺชิตฺวา ปติคาธปฺปตฺโต โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพกาลํ อุมฺมุชฺชิตฺวา ปติคาธปฺปตฺโต โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อจฺจนฺตนิยามกถา ฯ -------
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมดำโดยส่วนเดียวบุคคลนั้นเป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมอยู่นั่นเอง เพราะทำอธิบายดังนี้และโดยเหตุนั้น ท่านจึงสันนิษฐานว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ป. ถูกแล้ว @ อํ. สตฺตก. ข้อ ๑๕ หน้า ๑๑ ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ผุดขึ้นแล้วทรงตัวอยู่ ผุดขึ้นแล้วเห็นแจ้งเหลียวแลดูว่ายข้ามไปผุดขึ้นแล้ว ไปถึงที่พำนักได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผุดขึ้นแล้ว ไปถึงที่พำนักได้ทุกครั้ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อัจจันตนิยามกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. อัจจันตนิยามกถา (๑๙๒) ว่าด้วยความแน่นอนโดยส่วนเดียว
สก. ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ฆ่ามารดาเป็นผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว ผู้ฆ่าบิดา ฯลฯ ผู้ฆ่า พระอรหันต์ ฯลฯ ผู้ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ฯลฯ ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๔๗/๓๐๗) @ เพราะมีความเห็นว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิบุคคล ไปเกิดในอบายแล้วไม่สามารถพ้นจากอบายได้ ซึ่งต่างกับ@ความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า แม้เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิบุคคลก็มิได้หมายความว่าจะอยู่ในอบายภูมิตลอดไป@เพียงแต่ต้องอยู่ในอบายนานกว่าผลกรรมอื่นๆ จึงเรียกว่า นิยตบุคคล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๔๗/๓๐๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๗. อัจจันตนิยามกถา (๑๙๒)
สก. ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิจิกิจฉาพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากวิจิกิจฉาพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนมีอยู่” สก. วิจิกิจฉาไม่พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เขาละวิจิกิจฉาได้แล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เขาละวิจิกิจฉาได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ อนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตตมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละได้ด้วยมรรคไหน ปร. ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล สก. มรรคฝ่ายอกุศลเป็นสภาวธรรมนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นไปให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๗. อัจจันตนิยามกถา (๑๙๒) สก. มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นสภาวธรรมนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ฯลฯ (แต่ยัง) เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากมรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นสภาวธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ฯลฯ (แต่ยัง) เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวละวิจิกิจฉาได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล”
สก. อุจเฉททิฏฐิ พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากอุจเฉททิฏฐิพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนมีอยู่” สก. อุจเฉททิฏฐิไม่พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เขาละอุจเฉททิฏฐิได้แล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เขาละอุจเฉททิฏฐิได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ อนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตตมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) คือเห็นว่าอัตตาและโลกจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป@(ที.สี. (แปล) ๙/๑๖๘/๑๔๖) @ สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) คือเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป@(ที.สี. (แปล) ๙/๑๖๘/๑๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๗. อัจจันตนิยามกถา (๑๙๒) สก. ละได้ด้วยมรรคไหน ปร. ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล สก. มรรคฝ่ายอกุศลเป็นสภาวธรรมนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ฯลฯ ท่าน ก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิละอุจเฉททิฏฐิได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล”
สก. สัสสตทิฏฐิพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากสัสสตทิฏฐิพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนมีอยู่” สก. สัสสตทิฏฐิไม่พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เขาละสัสสตทิฏฐิได้แล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เขาละสัสสตทิฏฐิได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ อนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตตมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละได้ด้วยมรรคไหน ปร. ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล @เชิงอรรถ : @ ดูข้อ ๘๔๘ หน้า ๘๘๓ ในเล่มนี้ ประกอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๗. อัจจันตนิยามกถา (๑๙๒) สก. มรรคฝ่ายอกุศลเป็นสภาวธรรมนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ฯลฯ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิละสัสสตทิฏฐิได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนมีอยู่”ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลฝ่ายดำโดยส่วนเดียว เขาจมแล้วครั้งเดียวก็ยังจมอยู่นั่นเอง” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนจึงมีอยู่
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลฝ่ายดำโดยส่วนเดียว เขาจมแล้วครั้งเดียวก็ยังจมอยู่นั่นเอง” จึงยอมรับว่า “ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนมีอยู่” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้โผล่ขึ้นแล้วจมลง” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. เขาโผล่ขึ้นแล้วกลับจมลงทุกครั้งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อ ๘๔๘ หน้า ๘๘๓ ในเล่มนี้ ประกอบ @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๕/๒๑-๒๒, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๐๓/๒๒๗-๒๒๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๘. อินทริยกถา (๑๙๓) สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลฝ่ายดำโดยส่วนเดียวเขาจมแล้วครั้งเดียวก็ยังจมอยู่นั่นเอง” จึงยอมรับว่า “ความแน่นอนโดยส่วนเดียวของปุถุชนจึงมีอยู่” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้โผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่ โผล่ขึ้นแล้วเหลียวมองดู โผล่ขึ้นแล้วข้ามไป โผล่ขึ้นแล้วได้ที่พึ่ง” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. เขาโผล่ขึ้นแล้วก็ได้ที่พึ่งทุกครั้งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อัจจันตนิยามกถา จบ ๘. อินทริยกถา (๑๙๓) ว่าด้วยอินทรีย์
สก. สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๕/๒๑-๒๒, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๐๓/๒๒๗-๒๒๘@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายเหตุวาทและนิกายมหิสาสกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๕๓/๓๐๙)@ เพราะมีความเห็นว่า สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาที่เป็นโลกิยะไม่เรียกว่าอินทรีย์ ซึ่งต่างกับ@ความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เรียกว่าอินทรีย์ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๕๓/๓๐๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัจจันตนิยามกถา ว่าด้วยความแน่นอนโดยส่วนเดียว
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความแน่นอนโดยส่วนเดียว คือนิยามอันเป็นที่สุดมีอย่างเดียว.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว เพราะอาศัยพระสูตรว่า บุคคลนั้น คือผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศลเป็นธรรมดำโดยส่วนเดียว เป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมอยู่นั่นเอง ดังนี้. คำถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบเป็นของปรวาที.
คำว่า บุคคลผู้ทำมาตุฆาตเป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า เมื่อมิจฉัตตนิยามแห่งนิยตมิจฉาทิฏฐิบุคคลด้วย บุคคลผู้ทำกรรมทั้งหลายมีฆ่ามารดาเป็นต้นด้วย มีอยู่ แม้บุคคลผู้ฆ่ามารดาเป็นต้นเหล่านั้นก็พึงเป็นผู้แน่นอนที่สุดมิใช่หรือ ดังนี้.
ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะลัทธิว่า บุคคลผู้เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐินี้เป็นผู้มั่นคงในสังสารวัฏ เป็นผู้เที่ยงแท้แม้ในภพที่สอง แต่ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้เที่ยงแท้ในอัตตภาพเดียวเท่านั้น ดังนี้.
คำว่า วิจิกิจฉาพึงเกิดแล้วแก่ผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว ความว่า สกวาทีย่อมกล่าวว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้เที่ยงก็ตามไม่เที่ยงก็ตาม วิจิกิจฉาก็พึงเกิดอย่างนี้ ดังนี้. ปรวาทีเมื่อไม่เห็นเหตุอันไม่เกิดขึ้นของวิจิกิจฉา จึงตอบรับรอง.
ถูกถามว่า วิจิกิจฉาไม่พึงเกิดแก่ผู้แน่นอนโดยส่วนเดียวหรือ ปรวาทีตอบรับรองโดยหมายเอาความไม่เกิดขึ้นของวิจิกิจฉาที่บุคคลซ่องเสพทิฏฐิใดแล้วก้าวลงสู่นิยามในนิยามนั้น.
แต่นั้นถูกถามว่า ผู้นั้นละวิจิกิจฉาได้หรือ ก็ตอบปฏิเสธเพราะความที่วิจิกิจฉานั้นละไม่ได้ด้วยมรรค คือมิจฉามรรค แต่ก็ตอบรับรองว่าละได้ เพราะความที่บุคคลปรารภทิฏฐินั้นแล้ว หมายเอาทิฏฐิเป็นประธาน มิได้หมายเอาโมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาก็ไม่เกิดขึ้น.
ลำดับนั้น สกวาทีกล่าวคำว่า ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคเป็นต้น เพื่อท้วงด้วยอำนาจแห่งโสดาปัตติมรรคนั้น เพราะขึ้นชื่อว่าการละวิจิกิจฉานั้นถ้าเว้นจากอริยมรรคแล้วย่อมละไม่ได้ ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความที่วิจิกิจฉานั้นละไม่ได้ด้วยมรรคอย่างหนึ่ง และถูกถามอีกว่า ละได้ด้วยมรรคไหน ปรวาทีหมายเอามิจฉามรรค จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล ดังนี้.
คำว่า อุจเฉททิฏฐิเกิดแก่ผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิหรือ ความว่า สกวาทีย่อมถามซึ่งความเกิดขึ้นแห่งนิยามที่ ๒. ปรวาทีตอบรับรอง เพราะพระบาลีว่า นัตถิกวาทะ อกิริยวาทะ อเหตุกวาทะเหล่านี้มีอยู่แก่บุคคลผู้มีหูชัน คือหูชันหมายถึงการไม่รับรู้เหตุผลอะไรทั้งนั้น แม้เหล่าใดเหล่านั้นนิยตมิจฉาทิฏฐิแม้ทั้ง ๓ ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เดียวได้.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า หากว่า เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ก็ชื่อว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้มีความเห็นผิดนั้นย่อมไม่ใช่ผู้เที่ยงที่สุดหรือ.
จริงอยู่ นิยามที่ ๒ มิใช่จุดหมายของผู้มีความเห็นว่าเที่ยงแท้.
ในปัญหาว่า อุจเฉททิฏฐิไม่พึงเกิด เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองโดยหมายเอาความไม่เกิดขึ้นแห่งอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือเอาความเห็นว่า ความเที่ยงของสัสสตทิฏฐิอันใดมีอยู่ (อุจเฉท) ทิฏฐิอันนั้นแหละอันเขาขจัดเสียแล้ว.
ถูกถามว่า ละอุจเฉททิฏฐิได้หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะอุจเฉททิฏฐินั้นยังไม่ได้ละด้วยมรรค และตอบรับรองว่าละได้เพราะความไม่เกิดขึ้น โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว.
แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า สัสสตทิฏฐิพึงเกิดเป็นต้น ก็นัยนี้นั่นแหละ.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในวาระว่าด้วยวิจิกิจฉานั่นแหละ.
คำถามว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น เป็นของปรวาที. คำตอบรับรองว่า ใช่ เพราะความที่พระสูตรเช่นนั้นมีอยู่ เป็นของสกวาที.
ในอธิการนี้มีอธิบายว่า ก็บุคคลผู้ไม่จมลงแม้ในภพถัดไปนั่นแหละ มีอยู่ เพราะว่าเขาเป็นอภัพพบุคคลไม่อาจเพื่อละทิฏฐินั้นในภพนี้เท่านั้น ดังนี้. เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้ไม่สำเร็จว่าความแน่นอนมีอย่างเดียว อีกอย่างหนึ่งนั้นหมายถึงอริยมรรค.
คำว่า ข้อกำหนดที่สุดมีอย่างเดียวนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า ปรวาทีพึงแสวงหาอรรถกระทำซึ่งสักแต่คำว่า บุคคลนั้นโผล่ขึ้นแล้วกลับจมลงตลอดกาล ดังนี้ให้เป็นที่อาศัยตั้งลัทธิ ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาอัจจันตนิยามกถา จบ. -----------------------------------------------------