จิตตารัมมณกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จิตฺตารมฺมณกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ จิตตารัมมณกถา
เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ สราคํ จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ สราคํ จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ วีตราคํ จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ฯเปฯ สโทสํ จิตฺตํ ฯเปฯ วีตโทสํ จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตํ ฯเปฯ อวิมุตฺตํ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อวิมุตฺตํ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว นํ อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
สกวาที ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. มีบางคน เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่าความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ ส. มีบางคน เมื่อจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ ฯลฯ เมื่อจิตมีโทสะ ฯลฯ เมื่อจิตปราศจากโทสะ เมื่อจิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจากโมหะ เมื่อจิตหดหู่ เมื่อจิตกวัดแกว่ง เมื่อจิตใหญ่ เมื่อจิตไม่ใหญ่ เมื่อจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ เมื่อจิตหลุด ฯลฯ เมื่อจิตยังไม่หลุด ก็รู้ชัดว่าจิตยังไม่หลุด มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตยังไม่หลุด ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุด ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
ผสฺสารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ผสฺสารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ เวทนารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ สญฺญารมฺมเณ ญาณํ เจตนารมฺมเณ ญาณํ จิตฺตารมฺมเณ ญาณํ สทฺธารมฺมเณ ญาณํ วิริยารมฺมเณ ญาณํ สตารมฺมเณ ญาณํ สมาธารมฺมเณ ญาณํ ปญฺญารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ ราคารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ โทสารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อโนตฺตปฺปารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือผัสสะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ ส. ความรู้ในการกำหนดใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ เวทนาฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ว่าความรู้ในอารมณ์คือเจตนา ว่าความรู้ในอารมณ์คือจิต ว่าความรู้ในอารมณ์คือศรัทธา ว่าความรู้ในอารมณ์คือ วิริยะ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสติ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสมาธิ ว่าความรู้ในอารมณ์คือปัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือราคะ ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์ คือโทสะ ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
ผสฺสารมฺมเณ ญาณํ น วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ผสฺสปริยาเย ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ สญฺญารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปารมฺมเณ ญาณํ น วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อโนตฺตปฺปปริยาเย ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือผัสสะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ผัสสะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือเวทนาฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์ คือ อโนตตัปปะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้อโนตตัปปะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เจโตปริยาเย ญาณํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ จิตฺตารมฺมณกถา ฯ ------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้นไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่าความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ จิตตารัมมณกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. จิตตารัมมณกถา (๔๙) ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์
สก. เจโตปริยญาณมีจิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บางคนรู้ชัดจิตที่มีราคะว่า จิตมีราคะ มีอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากบางคนรู้ชัดจิตที่มีราคะว่า จิตมีราคะ มีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“เจโตปริยญาณมีจิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” สก. บางคนรู้ชัดจิตที่ปราศจากราคะว่า จิตปราศจากราคะ ฯลฯ จิตมีโทสะ ฯลฯ จิตปราศจากโทสะ ฯลฯ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตปราศจากโมหะ ฯลฯ จิตหดหู่ ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๓๖/๒๑๓) @ เพราะซึ่งมีความเห็นว่า เจโตปริยญาณรู้ได้เฉพาะจิต แต่ไม่รู้เจตสิก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๓๖/๒๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๗. จิตตารัมมณกถา (๔๙) จิตฟุ้งซ่าน ฯลฯ จิตเป็นมหัคคตะ ฯลฯ จิตไม่เป็นมหัคคตะ ฯลฯ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าฯลฯ จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ฯลฯ จิตเป็นสมาธิ ฯลฯ จิตไม่เป็นสมาธิ ฯลฯ จิตหลุดพ้นฯลฯ จิตไม่หลุดพ้นว่า “จิตไม่หลุดพ้น” มีอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากบางคนรู้ชัดจิตที่ไม่หลุดพ้นว่า “จิตไม่หลุดพ้น” มีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เจโตปริยญาณมีจิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์”
สก. ญาณที่มีผัสสะเป็นอารมณ์ ควรเรียกว่า “เจโตปริยญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากญาณที่มีผัสสะเป็นอารมณ์ ควรเรียกว่า “เจโตปริยญาณ” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เจโตปริยญาณมีจิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” สก. ญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีสัญญาเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเจตนาเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีจิตเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีสัทธาเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีวิริยะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีสติเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีสมาธิเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีปัญญา เป็นอารมณ์ ฯลฯ มีราคะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโทสะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโมหะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอโนตตัปปะเป็นอารมณ์ ควรเรียกว่า “เจโตปริยญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากญาณมีอโนตตัปปะเป็นอารมณ์ ควรเรียกว่า “เจโตปริยญาณ” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เจโตปริยญาณมีจิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” สก. ญาณที่มีผัสสะเป็นอารมณ์ ไม่ควรเรียกว่า “เจโตปริยญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณนั้นเป็นผัสสปริยญาณใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณมีเวทนาเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีสัญญาเป็นอารมณ์ ฯลฯ มี อโนตตัปปะเป็นอารมณ์ ไม่ควรเรียกว่า “เจโตปริยญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๘. อนาคตญาณกถา (๕๐) สก. ญาณนั้นเป็นอโนตตัปปปริยญาณใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “เจโตปริยญาณมีจิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เป็นเจโตปริยญาณมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากเป็นเจโตปริยญาณ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เจโตปริยญาณมีจิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” จิตตารัมมณกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจิตตารัมมณกถา ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณมีจิตเป็นอารมณ์.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ญาณนั้นมีจิตเป็นอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะถือเอาเหตุสักแต่คำว่า เจโตปริยญาณ ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ดังนี้. คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงด้วยคำว่า บุคคลใดย่อมรู้จิตของผู้อื่นด้วยสามารถแห่งจิตมีราคะเป็นต้น แม้ราคะเป็นต้นก็ย่อมเป็นอารมณ์ของผู้นั้นเพราะฉะนั้น ท่านไม่พึงกล่าวว่า ญาณนั้นมีจิตเป็นอารมณ์เพียงอย่างเดียวไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ ดังนี้จึงเริ่มคำว่า มีบางคนเมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะมิใช่หรือ.
คำว่า ในอารมณ์คือผัสสะ ได้แก่ ในอารมณ์กล่าวคือผัสสะ.
แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า ในอารมณ์คือเวทนา เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ถูกสกวาทีถามอีกว่า ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือผัสสะหรือ อีก ปรวาทีตอบรับรองด้วยคำว่า เมื่อมนสิการซึ่งผุสนลักขณะของผัสสะ ย่อมเป็นอารมณ์ของผัสสะ ดังนี้. ถูกสกวาทีถามว่า เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ผัสสะหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีบทพระสูตรเช่นนั้น.
แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้.
ในบัดนี้ ลัทธิของปรวาทีนั้นอาศัยคำใดที่ตนกล่าว ครั้นแสดงคำนั้นแล้วเพื่อให้ลัทธิตั้งไว้ จึงกล่าวด้วยคำว่า นั่นเป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่นมิใช่หรือ แต่ลัทธินี้แม้เป็นลัทธิอันปรวาทีให้ตั้งไว้ด้วยสามารถการอาศัยสักแต่ถ้อยคำนั้น ย่อมไม่เป็นอันตั้งไว้ได้เลย ดังนี้แล.
อรรถกถาจิตตารัมมณกถา จบ. -----------------------------------------------------