อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๔๗๖

สังวโรกัมมันติกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๗๖–๑๔๗๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สํวโร กมฺมนฺติกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ สังวโรกัมมันติกถา

ข้อ ๑๔๗๖

สํวโร กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยสํวโร จกฺขุกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ กายินฺทฺริยสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กายินฺทฺริยสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยสํวโร จกฺขุกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กายินฺทฺริยสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยสํวโร ชิวฺหากมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนินฺทฺริยสํวโร มโนกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนินฺทฺริยสํวโร มโนกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยสํวโร จกฺขุกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนินฺทฺริยสํวโร มโนกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยสํวโร ฯเปฯ กายินฺทฺริยสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที ความสำรวมเป็นกรรม หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๔๗๗

อสํวโร กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยอสํวโร จกฺขุกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ กายินฺทฺริยอสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กายินฺทฺริยอสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยอสํวโร จกฺขุกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กายินฺทฺริยอสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยอสํวโร ชิวฺหากมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนินฺทฺริยอสํวโร มโนกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนินฺทฺริยอสํวโร มโนกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยอสํวโร จกฺขุกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มนินฺทฺริยอสํวโร มโนกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยอสํวโร ฯเปฯ กายินฺทฺริยอสํวโร กายกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ความไม่สำรวม เป็นกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๔๗๘

น วตฺตพฺพํ สํวโรปิ อสํวโรปิ กมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา นิมิตฺตคฺคาหี โหติ ฯเปฯ น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย นิมิตฺตคฺคาหี โหติ ฯเปฯ น นิมิตฺตคฺคาหี โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สํวโร อสํวโรปิ กมฺมนฺติ ฯ สํวโร กมฺมนฺติกถา ฯ ---------------

ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี เป็นกรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็นผู้ถือนิมิต ฟังเสียงด้วยโสตแล้ว ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็นผู้ถือนิมิต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี ก็เป็นกรรม น่ะสิสังวโรกัมมันติกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๒. ทวาทสมวรรค] ๑. สังวโรกัมมันติกถา (๑๑๖) ๑๒. ทวาทสมวรรค ๑. สังวโรกัมมันติกถา (๑๑๖) ว่าด้วยความสำรวมเป็นกรรม

ข้อ ๖๓๐

สก. ความสำรวมเป็นกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสำรวมจักขุนทรีย์เป็นจักขุกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสำรวมโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมฆานินทรีย์ ฯลฯ ความ สำรวมชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมกายินทรีย์ เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสำรวมกายินทรีย์เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสำรวมจักขุนทรีย์เป็นจักขุกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสำรวมกายินทรีย์เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสำรวมโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมฆานินทรีย์ ฯลฯ ความ สำรวมชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๓๐/๒๖๑) @ เพราะมีความเห็นว่า เจตนาไม่ชื่อว่ากรรม ความสำรวมและความไม่สำรวมเท่านั้นชื่อว่ากรรม@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๓๐/๒๖๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๘๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๒. ทวาทสมวรรค] ๑. สังวโรกัมมันติกถา (๑๑๖) สก. ความสำรวมมนินทรีย์เป็นมโนกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสำรวมมนินทรีย์เป็นมโนกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสำรวมจักขุนทรีย์เป็นจักขุกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสำรวมมนินทรีย์เป็นมโนกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสำรวมโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมฆานินทรีย์ ฯลฯ ความ สำรวมชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมกายินทรีย์ เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๖๓๑

สก. ความไม่สำรวมเป็นกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความไม่สำรวมจักขุนทรีย์เป็นจักขุกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมกายินทรีย์ เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมกายินทรีย์เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๙๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๒. ทวาทสมวรรค] ๑. สังวโรกัมมันติกถา (๑๑๖) สก. ความไม่สำรวมจักขุนทรีย์เป็นจักขุกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมกายินทรีย์เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความไม่สำรวมโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมมนินทรีย์เป็นมโนกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมมนินทรีย์เป็นมโนกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความไม่สำรวมจักขุนทรีย์เป็นจักขุกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมมนินทรีย์เป็นมโนกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความไม่สำรวมโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมกายินทรีย์ เป็นกายกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๖๓๒

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี เป็นกรรม” ใช่ไหม สก. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๙๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๒. ทวาทสมวรรค] ๒. กัมมกถา (๑๑๗) ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้วเป็นผู้รวบถือ ฯลฯ ไม่เป็นผู้รวบถือ ฟังเสียงทางหู ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้วเป็นผู้รวบถือ ฯลฯ ไม่เป็นผู้รวบถือ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดีจึงเป็นกรรม สังวโรกัมมันติกถา จบ ๒. กัมมกถา (๑๑๗) ว่าด้วยกรรม

ข้อ ๖๓๓

สก. กรรมทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบากมีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๓๔๙/๓๘๑-๓๘๒, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๔/๒๕@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๓๓-๖๓๕/๒๖๒) @ เพราะมีความเห็นว่า กรรมทุกอย่างต้องให้ผล ไม่มีอโหสิกรรม ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า@เจตนาทุกอย่างเป็นกรรม เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศลให้ผล ส่วนเจตนาที่เป็นอัพยากฤตไม่ให้ผล@(เป็นอโหสิกรรม) (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๓๓-๖๓๕/๒๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๙๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังวโร กัมมันติกถา ว่าด้วยความสำรวมเป็นกรรม

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสำรวมเป็นกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี เป็นกรรม เพราะอาศัยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าภิกษุเห็นรูปด้วยจักขุแล้วเป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต...ไม่ถือเอาโดยนิมิต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.

ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า ความสำรวมในจักขุนทรีย์เป็นจักขุกรรมหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า การกล่าวคำอันใดที่สกวาทีกล่าวไว้ในลัทธิของตนว่า เจตนาเป็นกรรมการกล่าวนั้นเป็นไปในกายวจีและมโนทวาร ย่อมได้ชื่อว่าเป็นกายกรรมเป็นต้น ฉันใด ถ้าความสำรวมเป็นกรรมตามลัทธิของท่านไซร้ ความสำรวมแม้นั้น เมื่อเป็นไปในจักขุนทรีย์เป็นต้น ก็พึงได้ชื่อว่า จักขุกรรมเป็นต้น ดังนี้.

ฝ่ายปรวาทีเมื่อไม่เห็นบทพระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธในทวารทั้ง ๔ และย่อมปฏิเสธโดยหมายเอาประสาทกายในกายทวารที่ ๕ แต่ตอบรับรองหมายเอาวิญญัตติกาย.

จริงอยู่ ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาประสาทกายบ้าง วิญญัตติกายบ้าง ว่าเป็นกายินทรีย์นั่นแหละ. ย่อมตอบปฏิเสธหมายเอาวิปากทวาร แม้เป็นมโนทวาร. ย่อมตอบรับรอง หมายเอากรรมทวาร. แม้ในความไม่สำรวมก็นัยนี้.

พระสูตรว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นต้น นี้ย่อมแสดงเฉพาะความสำรวมกับความไม่สำรวมในทวารทั้งหลายเท่านั้น ไม่ใช่แสดงซึ่งความที่ความสำรวมและความไม่สำรวมเป็นกรรม เพราะฉะนั้น พระสูตรที่ยกมานั้น จึงไม่ใช่ข้ออ้างในที่นี้ ดังนี้แล.

อรรถกถาสังวโรกัมมันติกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา