๒. อมตารัมมณกถา ว่าด้วยสภาวธรรมมีอมตะ(นิพพาน)เป็นอารมณ์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อมตารัมมณกถา (๘๕) ว่าด้วยสภาวธรรมมีอมตะ(นิพพาน)เป็นอารมณ์
สก. สังโยชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อมตะเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาสเป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๙/๒๘ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๔๙/๒๔๓) @ เพราะมีความเห็นว่าสังโยชน์สามารถรับอมตะเป็นอารมณ์ได้ โดยยึดตามพระสูตรที่ว่า ‘นิพฺพานํ@เมติ มญฺญติ’ เป็นต้น (ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๖/๙) ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า อมตะ@ไม่สามารถเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๔๙/๒๔๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๒. อมตารัมมณกถา (๘๕) สก. หากอมตะไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สังโยชน์มีอมตะเป็นอารมณ์” สก. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ เป็นเหตุแห่งความกำหนัด เป็นเหตุแห่งความใคร่เป็นเหตุแห่งความมัวเมา เป็นเหตุแห่งความผูกพัน เป็นเหตุแห่งความหลงใหลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นเหตุแห่งความกำหนัด ไม่เป็นเหตุ แห่งความใคร่ ไม่เป็นเหตุแห่งความมัวเมา ไม่เป็นเหตุแห่งความผูกพัน ไม่เป็นเหตุแห่งความหลงใหลมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นเหตุแห่งความกำหนัด ไม่เป็น เหตุแห่งความใคร่ ไม่เป็นเหตุแห่งความมัวเมา ไม่เป็นเหตุแห่งความผูกพัน ไม่เป็นเหตุแห่งความหลงใหล ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้น” สก. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระทั่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระทั่งมิใช่หรือ ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๙๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๒. อมตารัมมณกถา (๘๕) สก. หากอมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระทั่ง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้น” สก. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ทำความไม่เห็น เป็นเหตุแห่ง ความดับสนิทแห่งปัญญา เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อความดับ กิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ มิใช่ทำความไม่รู้ มิใช่ทำความไม่เห็น เกื้อกูลแก่ความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา เป็นไปเพื่อความดับกิเลสมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ มิใช่ทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อ ความดับกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้น”
สก. สังโยชน์ปรารภรูปเกิดขึ้น รูปเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็น อารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สังโยชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้น รูปเป็นที่ตั้งแห่งราคะ เป็นเหตุแห่งความกำหนัดเป็นเหตุแห่งความใคร่ เป็นเหตุแห่งความมัวเมา เป็นเหตุแห่งความผูกพัน เป็นเหตุแห่งความหลงใหลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๒. อมตารัมมณกถา (๘๕) สก. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ฯลฯ เป็นเหตุแห่งความหลงใหลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้น รูปเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธเป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระทั่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระทั่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้น รูปเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อความดับกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อความดับกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สังโยชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สังโยชน์ปรารภรูปเกิดขึ้น รูปไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๒. อมตารัมมณกถา (๘๕) สก. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นเหตุแห่งความกำหนัด ไม่เป็นเหตุแห่งความใคร่ ไม่เป็นเหตุแห่งความมัวเมา ไม่เป็นเหตุแห่งความผูกพัน ไม่เป็นเหตุแห่งความหลงใหลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้น รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ฯลฯ ไม่เป็นเหตุแห่งความหลงใหลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระทั่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้น รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระทั่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้น อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ มิใช่ทำความไม่รู้ฯลฯ เป็นไปเพื่อความดับกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้น รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ มิใช่ทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อความดับกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สังโยชน์มีอมตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๓. รูปังสารัมมณันติกถา (๘๖) ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ปุถุชนหมายรู้นิพพาน โดยความเป็นนิพพาน ครั้นหมายรู้นิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้วจึงกำหนดหมายนิพพานกำหนดหมายในนิพพาน กำหนดหมายโดยความเป็นนิพพาน กำหนดหมาย นิพพานว่าเป็นของเรา ยินดีนิพพาน” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น สังโยชน์จึงมีอมตะเป็นอารมณ์ได้ อมตารัมมณกถา จบ ๓. รูปังสารัมมณันติกถา (๘๖) ว่าด้วยรูปที่รับรู้อารมณ์ได้
สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปนั้นมีความนึกถึง ความผูกใจ ความสนใจ ความใฝ่ใจ ความจงใจความปรารถนา ความตั้งใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปนั้นไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจ ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากรูปนั้นไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจ ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้” @เชิงอรรถ : @ นิพพาน ในที่นี้หมายถึงนิพพานที่ปุถุชนเข้าใจผิดด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ คือเข้าใจว่าอัตตาที่@เพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานในปัจจุบัน นิพพานเป็นอัตตา อัตตาเป็นอย่างอื่นจากนิพพาน@ความสุขเป็นนิพพาน หรือนิพพานเป็นของเรา (ม.มู.อ. ๑/๔๒) @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๖/๙, ที.สี. (แปล) ๙/๙๓-๙๘/๓๗-๓๘ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๕๒-๕๕๓/๒๔๓)@ เพราะมีความเห็นว่า รูปทุกชนิดรับรู้อารมณ์ได้ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า รูปรับรู้อารมณ์@ไม่ได้ แต่เป็นอารัมมณปัจจัยได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๕๒-๕๕๓/๒๔๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๐๐}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อมตารมฺมณกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อมตารัมมณกถา
อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ โอฆนิยํ โยคนิยํ นีวรณิยํ ปรามฏฺฐํ อุปาทานิยํ สงฺกิเลสิกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ อสญฺโญชนิยํ อคนฺถนิยํ ฯเปฯ อสงฺกิเลสิกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ อสญฺโญชนิยํ ฯเปฯ อสงฺกิเลสิกํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ
สกวาที สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาสะ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์สังกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์
อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ ราคฏฺฐานิยํ รชนิยํ กมนิยํ มทนิยํ พนฺธนิยํ มุจฺฉนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ น ราคฏฺฐานิยํ น รชนิยํ น กมนิยํ น มทนิยํ น พนฺธนิยํ น มุจฺฉนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ น ราคฏฺฐานิยํ น รชนิยํ น กมนิยํ น มทนิยํ น พนฺธนิยํ น มุจฺฉนิยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชตีติ ฯ
ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึงมัวเมา พึงผูกพันพึงสยบอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมาไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้
อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ โทสฏฺฐานิยํ โกปฏฺฐานิยํ ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชตีติ ฯ
ส. โทสะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ? @อภิ. ก. แปล ๓๗/๖๙ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้
อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ โมหฏฺฐานิยํ อญฺญาณกรณํ อจกฺขุกรณํ ปญฺญานิโรธิยํ วิฆาตปกฺขิยํ อนิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ น อจกฺขุกรณํ ปญฺญาวุฑฺฒิยํ อวิฆาตปกฺขิยํ นิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ นิพฺพานสํวตฺตนิยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชตีติ ฯ
ส. โมหะ ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ทำความไม่เห็น เกื้อกูลแก่ความดับสูญแห่งปัญญา เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อนิพพานหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ เกื้อกูลแก่ความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา เป็นไปเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โมหะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้
รูปํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ รูปํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ ฯเปฯ สงฺกิเลสิกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ อมตํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ ฯเปฯ สงฺกิเลสิกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัญโญชน์ ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ รูปํ ราคฏฺฐานิยํ รชนิยํ กมนิยํ มทนิยํ พนฺธนิยํ มุจฺฉนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ อมตํ ราคฏฺฐานิยํ ฯเปฯ มุจฺฉนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ รูปเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่พึงมัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะอันจิตพึงยินดีฯลฯ พึงสยบอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ รูปํ โทสฏฺฐานิยํ โกปฏฺฐานิยํ ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ อมตํ โทสฏฺฐานิยํ โกปฏฺฐานิยํ ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ รูปํ โมหฏฺฐานิยํ อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ อนิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ อมตํ โมหฏฺฐานิยํ อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ อนิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้ ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ อมตํ อสญฺโญชนิยํ อคนฺถนิยํ อโนฆนิยํ อโยคนิยํ อนีวรณิยํ อปรามฏฺฐํ อนุปาทานิยํ อสงฺกิเลสิกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ รูปํ อสญฺโญชนิยํ อคนฺถนิยํ ฯเปฯ อสงฺกิเลสิกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัญโญชน์ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ อมตํ น ราคฏฺฐานิยํ น รชนิยํ น กมนิยํ น มทนิยํ น พนฺธนิยํ น มุจฺฉนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ รูปํ น ราคฏฺฐานิยํ ฯเปฯ น มุจฺฉนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะอันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดีฯลฯ ไม่พึงสยบอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ อมตํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ รูปํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ อมตํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ นิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ รูปํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ นิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่ทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา นิพฺพานํ นิพฺพานโต สญฺชานาติ นิพฺพานํ นิพฺพานโต สญฺชานิตฺวา นิพฺพานํ มญฺญติ นิพฺพานสฺมึ มญฺญติ นิพฺพานโต มญฺญติ นิพฺพานํ เมติ มญฺญติ นิพฺพานํ อภินนฺทตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ อมตารมฺมณกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า (ปุถุชน ...) หมายรู้นิพพานโดยความเป็นนิพพาน ครั้นหมายรู้นิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมสำคัญ นิพพาน ย่อมสำคัญในนิพพาน ย่อมสำคัญโดยความเป็นนิพพาน ย่อมสำคัญนิพพานว่าของเรา ย่อมชื่นชมนิพพาน ดังนี้ เป็นสูตรมี อยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น สัญโญชน์ก็มีอมตะเป็นอารมณ์ น่ะสิอมตารัมมณกถา จบ -----------------------------------------------------