อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๖๕๗

อธิคัยหมนสิการกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๕๗–๑๖๕๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 6 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อธิคฺคยฺหมนสิการกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อธิคัยหมนสิการกถา

ข้อ ๑๖๕๗

อธิคฺคยฺห มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ ปชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ จิตฺตํ ตสฺส จิตฺตสฺส อารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตํ จิตฺตํ ตสฺส จิตฺตสฺส อารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ผสฺเสน ตํ ผสฺสํ ผุสติ ตาย เวทนาย ฯเปฯ ตาย สญฺญาย ฯเปฯ ตาย เจตนาย ฯเปฯ เตน จิตฺเตน ฯเปฯ เตน วิตกฺเกน ฯเปฯ เตน วิจาเรน ฯเปฯ ตาย ปีติยา ฯเปฯ ตาย สติยา ฯเปฯ ตาย ปญฺญาย ตํ ปญฺญํ ปชานาตีติ ฯ {๑๖๕๗.๑} น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ อตีตนฺติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ อตีตนฺติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ อตีตนฺติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ อตีตนฺติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ อตีตนฺติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรติ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ อตีตนฺติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรติ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ติณฺณํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ {๑๖๕๗.๒} น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ {๑๖๕๗.๓} น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรติ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรติ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ติณฺณํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ {๑๖๕๗.๔} น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรติ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ อตีตนฺติ มนสิ กโรติ อนาคตํ อนาคตนฺติ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ติณฺณํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที มนสิการรวบยอดได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า จิต ดังนี้ ได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า จิต ดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น หรือ? @ ม. ม. ข้อ ๑๗๖ หน้า ๑๘๐ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น ฯลฯ ด้วยเวทนานั้น ฯลฯ ด้วยสัญญานั้น ฯลฯ ด้วยเจตนานั้น ฯลฯ ด้วยจิตนั้น ฯลฯ ด้วยวิตกนั้น ฯลฯ ด้วยวิจารนั้น ฯลฯ ด้วยปีตินั้น ฯลฯ ด้วยสติ ฯลฯ รู้ชัดปัญญานั้น ด้วยปัญญานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่าปัจจุบันดังนี้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่าปัจจุบัน ดังนี้ได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่าอดีต ดังนี้ได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีตดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบันดังนี้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบันดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่าอดีต ดังนี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีตดังนี้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีตดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่า อนาคตดังนี้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคตว่าอนาคต ดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีตดังนี้ได้ มนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอดีตว่า อดีตดังนี้ได้ มนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๖๕๘

น วตฺตพฺพํ อธิคฺคยฺห มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อธิคฺคยฺห มนสิ กโรตีติ ฯ อธิคฺคยฺหมนสิการกถา ฯ -------------

ป. ไม่พึงกล่าวว่า มนสิการรวบยอดได้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นี่เป็นทางแห่งวิสุทธิ เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์นี่ทางแห่งวิสุทธิ เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาเมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นี่ทางแห่งวิสุทธิ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ก็มนสิการรวบยอดได้น่ะสิ อธิคัยหมนสิการกถา จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๖. โสฬสมวรรค] ๔. อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙) ๔. อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙) ว่าด้วยมนสิการรวบยอด

ข้อ ๗๔๙

สก. บุคคลมนสิการรวบยอด ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า “เป็นจิต” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า “เป็นจิต” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นด้วยเวทนานั้น ฯลฯ จำสัญญานั้นด้วยสัญญานั้น ฯลฯ จงใจเจตนานั้นด้วยเจตนานั้น ฯลฯ คิดจิตนั้น@เชิงอรรถ : @ มนสิการรวบยอด หมายถึงพิจารณาอารมณ์หลายอย่างได้ในขณะเดียวกัน@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๔๙-๗๕๓/๒๘๕-๒๘๖)@ เพราะมีความเห็นว่า ในการพิจารณาอารมณ์ทั้งหลาย บุคคลสามารถพิจารณาอารมณ์หลายอย่างได้ใน@ขณะเดียวกัน ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า บุคคลไม่สามารถพิจารณาอารมณ์หลายอย่างได้ใน@ขณะเดียวกัน แต่สามารถพิจารณาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ส่วนอารมณ์อื่นๆ ที่เหลือสามารถ@พิจารณาได้โดยนัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๔๙-๗๕๓/๒๘๕-๒๘๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๙๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๖. โสฬสมวรรค] ๔. อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙) ด้วยจิตนั้น ฯลฯ ตรึกถึงวิตกนั้นด้วยวิตกนั้น ฯลฯ ตรองวิจารนั้นด้วยวิจารนั้น ฯลฯ เอิบอิ่มปีตินั้นด้วยปีตินั้น ฯลฯ ระลึกสตินั้นด้วยสตินั้น ฯลฯ รู้ชัดปัญญานั้นด้วยปัญญานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๕๐

สก. บุคคลเมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อม มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาว-ธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาว-ธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาว-ธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาว-ธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๙๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๖. โสฬสมวรรค] ๔. อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙) สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาว-ธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ อย่าง ฯลฯ จิต ๓ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๕๑

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อม มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๙๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๖. โสฬสมวรรค] ๔. อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙) สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ อย่าง ฯลฯ จิต ๓ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๕๒

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อม มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๙๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๖. โสฬสมวรรค] ๔. อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙) สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ อย่าง ฯลฯ จิต ๓ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๕๓

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลมนสิการรวบยอด” ได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญา ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า @เชิงอรรถ : @ เห็นด้วยปัญญา หมายถึงเห็นด้วยวิปัสสนาปัญญา (ขุ.ธ.อ. ๗/๖๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๙๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๖. โสฬสมวรรค] ๕. รูปังเหตูติกถา (๑๖๐) สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น บุคคลจึงมนสิการรวบยอดได้ อธิคัยหมนสิการกถา จบ ๕. รูปังเหตูติกถา (๑๖๐) ว่าด้วยรูปเป็นเหตุ

ข้อ ๗๕๔

สก. รูปเป็นเหตุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อโลภะเป็นเหตุใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อโทสะเป็นเหตุ ฯลฯ อโมหะ ฯลฯ โลภะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะเป็นเหตุใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๒๗๗-๒๗๙/๑๑๘ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๕๔-๗๕๖/๒๘๖-๒๘๗)@ เพราะมีความเห็นว่า รูปสามารถเป็นเหตุให้แก่รูปได้ เช่น มหาภูตรูป ๔ ชื่อว่าเป็นเหตุให้แก่อุปาทายรูปได้@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๕๔-๗๕๖/๒๘๖-๒๘๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๙๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอธิคคัยหมนสิการกถา ว่าด้วยมนสิการรวบยอด

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องมนสิการรวบยอด คือการรวบรวมสังขารมาพิจารณา.

ในเรื่องนั้น มนสิการมี ๒ คือ นยโตมนสิการและอารัมมณโตมนสิการ.

ในมนสิการ ๒ นั้น เมื่อบุคคลเห็นแม้สังขารอันหนึ่งโดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว เขาย่อมเป็นผู้ชื่อว่ามนสิการในสังขารทั้งหลายที่เหลือว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ชื่อว่านยโตมนสิการ ก็เมื่อผู้ใดมนสิการสังขารทั้งหลายอันเป็นอดีต เขาย่อมไม่อาจเพื่อมนสิการสังขารทั้งหลายอันเป็นอนาคตได้ เพราะมนสิการสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งในสังขารที่เป็นอดีตเป็นต้น จึงชื่อว่าอารัมมณโตมนสิการ.

บรรดามนสิการเหล่านั้น เมื่อบุคคลมนสิการในปัจจุบัน ย่อมมนสิการสังขารทั้งหลายด้วยจิตใด แต่จิตนั้นย่อมไม่อาจเพื่อมนสิการในปัจจุบันขณะได้.

ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า บุคคลชื่อว่ามนสิการสังขารทั้งหลาย โดยการยึดถือเอารวบยอดคือรวบรวมแล้วจึงมนสิการสังขารทั้งปวงโดยเป็นอันเดียวกัน ดังนี้ เพราะอาศัยคำว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นสภาวะไม่เที่ยงเป็นต้นคำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.

ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงโดยความที่บุคคลย่อมมนสิการสังขารทั้งปวงเหล่านั้น โดยมนสิการรวมกันด้วยจิตใจ พึงมนสิการซึ่งจิตนั้นด้วยมนสิการนั้นหรือ?จึงกล่าวคำว่า รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นได้หรือ เป็นต้น. คำตอบปฏิเสธโดยหมายเอาว่า ใครๆ ไม่อาจเพื่อรู้เพราะกระทำให้เป็นอารมณ์. แต่ตอบรับรองโดยหมายเอาว่า จิตแม้นั้น ย่อมรู้นั่นแหละเพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติรู้ว่า จิตมีลักษณะอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ปรวาทีย่อมตอบปฏิเสธด้วยคำว่า จิตนั้นนั่นแหละไม่เป็นอารมณ์ของจิตนั้น แต่ย่อมตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยพระบาลีว่า เมื่อใดย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นต้น. แม้อีก ๒ ปัญหาที่เหลือก็นัยนี้.

ส่วนในคำทั้งหลายว่า ถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็นพระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ในปัญหาทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบการปฏิเสธและคำตอบรับรองโดยนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.

คำที่เหลือพึงทราบตามบาลีนั่นแหละ.

พระบาลีว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นต้น ท่านกล่าวไว้โดยหมายถึงการเห็นโดยนัย มิใช่การเห็นโดยอารมณ์ในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้น คำนั้นจึงมิใช่ข้ออ้างที่ยกมาพิสูจน์ว่า เป็นการมนสิการโดยอารมณ์ ดังนี้.

อรรถกถาอธิคคัยหมนสิการกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา