อัญญมัญญปัจจยกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อญฺญมญฺญปจฺจยกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อัญญมัญญปัจจยกถา
อวิชฺชาปจฺจยาว สงฺขารา น วตฺตพฺพํ สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อวิชฺชา สงฺขาเรน สหชาตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อวิชฺชา สงฺขาเรน สหชาตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ อวิชฺชาปจฺจยาปิ สงฺขารา สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชาติ ฯ
สกวาที สังขารเกิด เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. อวิชชาเกิดพร้อมกกับสังขาร มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าแม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยก็เกิดสังขารได้ แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้
ตณฺหาปจฺจยาว อุปาทานํ น วตฺตพฺพํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ตณฺหา อุปาทาเนน สหชาตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ตณฺหา อุปาทาเนน สหชาตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ตณฺหาปจฺจยาปิ อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหาติ ฯ
ส. อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่า แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหาได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าแม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัยก็เกิดอุปาทานได้ แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหาได้
ชรามรณปจฺจยา ภิกฺขเว ชาติ ชาติปจฺจยา ภโวติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ นตฺถิ ฯ เตนหิ อวิชฺชาปจฺจยาว สงฺขารา น วตฺตพฺพํ สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ตณฺหาปจฺจยาว อุปาทานํ น วตฺตพฺพํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหาติ ฯ
ป. คำว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชราและมรณะเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ? ส. ไม่มี ป. ถ้าอย่างนั้น สังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่าแม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่า แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหาได้
วิญฺญาณปจฺจยา ภิกฺขเว นามรูปํ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อวิชฺชาปจฺจยาปิ สงฺขารา สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ตณฺหาปจฺจยาปิ อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหาติ ฯ อญฺญมญฺญปจฺจยกถา ฯ ---------
ส. คำว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูปแม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็เกิดวิญญาณได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่ จริง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น สังขารก็เกิดแม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย อวิชชาก็เกิดแม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อุปาทานก็เกิดแม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย ตัณหาก็เกิดแม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย น่ะสิ อัญญมัญญปัจจยกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อัญญมัญญปัจจยกถา (๑๔๖) ว่าด้วยอัญญมัญญปัจจัย
สก. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขารมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี” สก. เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทานมิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๑๘-๗๑๙/๒๗๘) @ เพราะมีความเห็นว่า อัญญมัญญปัจจัยไม่มี เช่น อวิชชาเป็นปัจจัยให้สังขารเกิดได้ แต่สังขารจะเป็นปัจจัย@ให้อวิชชาเกิดไม่ได้ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า มีอัญญมัญญปัจจัย@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๑๘-๗๑๙/๒๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๓. อัทธากถา (๑๔๗) สก. หากตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี”
ปร. พระสูตรที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะชรามรณะเป็นปัจจัย ชาติจึงมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ภพจึงมี” มีอยู่หรือ สก. ไม่มี ปร. ดังนั้น ท่านไม่ควรยอมรับว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี” สก. พระสูตรที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี” มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ดังนั้น จึงควรยอมรับว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี” อัญญมัญญปัจจยกถา จบ ๓. อัทธากถา (๑๔๗) ว่าด้วยกาล
สก. กาลเป็นสภาวะสำเร็จแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นรูปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๖-๙๘/๕๗-๕๙ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๑๘-๗๑๙/๒๗๘) @ เพราะมีความเห็นว่า กาลเป็นสภาวะที่สำเร็จมาจากเหตุ (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาที@ที่เห็นว่า กาลไม่จัดเป็นสภาวะที่สำเร็จมาจากเหตุ เป็นเพียงคำบัญญัติเรียก แต่คำบัญญัติว่า “รูป”@เป็นต้นจัดเป็นสภาวะที่สำเร็จมาจากเหตุ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๒๐-๗๒๑/๒๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๖๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัญญมัญญปัจจยกถา ว่าด้วยอัญญมัญญปัจจัย
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอัญญมัญญปัจจัย.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายย่อมเกิด เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย นี้เท่านั้นเป็นแบบแผน คำว่าอวิชชาย่อมเกิดแม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยไม่มีในลัทธิ เพราะฉะนั้น อวิชชาเท่านั้นจึงเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย แต่สังขารทั้งหลายหาได้เป็นปัจจัยแก่อวิชชาไม่ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น เพื่อแสดงเนื้อความว่า แม้ความเป็นปัจจัยแก่กันและกันของปัจจัยทั้งหลายมีอวิชชาและสังขารเป็นต้นมีอยู่ ดังนี้ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ในคำว่า อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขารมิใช่หรือ นี้ท่านถือเอาอปุญญาภิสังขารอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ในคำว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ นี้บัณฑิตพึงทราบความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจสหชาตะ อัญญมัญญะ อัตถิ อวิคตะและสัมปยุตตปัจจัย.
ในคำว่า แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหา นี้อธิบายว่า ยกเว้นกามุปาทานเสียแล้ว บัณฑิตพึงทราบว่า อุปาทานที่เหลือ ๓ ย่อมเป็นปัจจัยแก่ตัณหา ดุจสังขารทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่อวิชชา.
คำที่เหลือพึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ.
คำถามว่า เพราะชรามรณะเป็นปัจจัยเป็นต้น เป็นของปรวาที.
คำถามว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูปเป็นต้น เป็นของสกวาที ดังนี้แล.
อรรถกถาอัญญมัญญปัจจยกถา จบ. -----------------------------------------------------