ทิพพจักขุกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทิพฺพจกฺขุกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ทิพพจักขุกถา
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ มํสจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. มังสจักษุ ก็คือทิพยจักษุ ทิพยจักษุ ก็คือมังสจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยาทิสํ มํสจกฺขุํ ตาทิสํ ทิพฺพจกฺขุํ ยาทิสํ ทิพฺพจกฺขุํ ตาทิสํ มํสจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มังสจักษุเป็นเช่นใด ทิพยจักษุก็เป็นเช่นนั้น ทิพยจักษุเป็นเช่นใดมังสจักษุก็เป็นเช่นนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว มํสจกฺขุํ ตํ ทิพฺพจกฺขุํ ตํ ทิพฺพจกฺขุํ ตํ มํสจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุอันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มังสจักษุอันนั้น ทิพยจักษุก็อันนั้นแหละ ทิพยจักษุอันนั้น มังสจักษุก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยาทิโส มํสจกฺขุสฺส วิสโย อานุภาโว โคจโร ตาทิโส ทิพฺพสฺส จกฺขุสฺส วิสโย อานุภาโว โคจโรติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิสัย อานุภาพ โคจร ของมังสจักษุ เป็นเช่นใด วิสัย อานุภาพ โคจรของทิพยจักษุ ก็เป็นเช่นนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อุปาทินฺนํ หุตฺวา อนุปาทินฺนํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @ อุปาทินนะ-อนุปาทินนะ ดูนิเทศในธรรมสังคณี ข้อ ๗๗๙ และข้อ ๙๕๕
อุปาทินฺนํ หุตฺวา อนุปาทินฺนํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กามาวจรํ หุตฺวา รูปาวจรํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กามาวจรํ หุตฺวา รูปาวจรํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปาวจรํ หุตฺวา อรูปาวจรํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปาวจรํ หุตฺวา อรูปาวจรํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริยาปนฺนํ หุตฺวา อปริยาปนฺนํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นปริยาปันนะแล้วเป็นอปริยาปันนะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ มํสจกฺขุํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ก็เป็นมังสจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ปญฺญาจกฺขุํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นปัญญาจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ มํสจกฺขุํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นมังสจักษุ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @ ปริยาปันนะ-อปริยาปันนะ ดูนิเทศในธรรมสังคณี ข้อ ๘๓๑ และข้อ ๙๘๓
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ตีณิ จกฺขูนิ วุตฺตานิ ภควตา มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ตีณิ จกฺขูนิ วุตฺตานิ ภควตา มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ โน วต เร วตฺตพฺเพ เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ
ส. จักษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุปัญญาจักษุ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น
เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตีณิมานิ ภิกฺขเว จกฺขูนิ ฯ กตมานิ ตีณิ ฯ มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ จกฺขูนีติ มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ เอตานิ ตีณิ จกฺขูนิ อกฺขาสิ ปุริสุตฺตโม มํสจกฺขุสฺส อุปฺปาโท มคฺโค ทิพฺพสฺส จกฺขุโน ยทา จ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ ตสฺส จกฺขูสฺส ปฏิลาภา สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ ทิพฺพจกฺขุกถา ฯ ---------
ส. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุนี้มี ๓ อย่าง, ๓อย่างเป็นไฉน มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ จักษุมี ๓ อย่าง ฉะนี้แล พระผู้มีพระภาคผู้ปุริโสดม ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือมังสจักษุ ทิพยจักษุ และปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมไว้แล้ว ความ เกิดขึ้นแห่งมังสจักษุ เป็นทางแห่งทิพยจักษุ ก็เมื่อใด ญาณ คือ ปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้ง ปวงได้ เพราะการได้จักษุนั้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?@ ขุ. อิติวุตตะ ข้อ ๒๓๙ หน้า ๒๗๐ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นทิพพจักขุกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๗. ทิพพจักขุกถา (๒๗) ๗. ทิพพจักขุกถา (๒๗) ว่าด้วยทิพยจักษุ
สก. มังสจักษุ(ตาเนื้อ)ที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุ(ตาทิพย์) ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุคือทิพยจักษุ ทิพยจักษุก็คือมังสจักษุใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุมีสภาพอย่างไร ทิพยจักษุก็มีสภาพอย่างนั้น ทิพยจักษุมีสภาพ อย่างไร มังสจักษุก็มีสภาพอย่างนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุกับทิพยจักษุเป็นอันเดียวกัน ทิพยจักษุกับมังสจักษุก็เป็นอัน เดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงจตุตถฌาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖) @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)@ เพราะมีความเห็นว่า ดวงตาปกติของบุคคลผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ท่านเรียกว่า ทิพยจักษุ อันเป็นข้อ ๑ ใน@อภิญญา ๖ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๗. ทิพพจักขุกถา (๒๗) สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิสัย อานุภาพ โคจรของมังสจักษุมีสภาพอย่างไร วิสัย อานุภาพ โคจรของทิพยจักษุก็มีสภาพอย่างนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือแล้ว เป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือแล้ว เป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุเป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุเป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์แล้วเป็นสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๗. ทิพพจักขุกถา (๒๗)
สก. มังสจักษุที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นมังสจักษุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักษุ(ตาปัญญา)ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักษุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักษุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มี ๓ อย่าง คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุและปัญญาจักษุ” มิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงกามาวจรธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๔/๑๙๗) @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงโลกุตตรธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๔/๑๙๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๗. ทิพพจักขุกถา (๒๗) สก. หากจักษุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มี ๓ อย่าง คือ (๑) มังสจักษุ(๒) ทิพยจักษุ (๓) ปัญญาจักษุ” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น” สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย จักษุนี้มี ๓ อย่าง๓ อย่างอะไรบ้าง คือ (๑) มังสจักษุ (๒) ทิพยจักษุ (๓) ปัญญาจักษุ จักษุมี ๓ อย่างนี้แล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อุดมบุรุษ ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่าง คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ และปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ความเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพยจักษุ เมื่อใด ญาณคือปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้น เมื่อนั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะได้ปัญญาจักษุ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น” ทิพพจักขุกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๖๑/๔๑๖-๔๑๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๗๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทิพยจักขุกถา ว่าด้วยทิพพจักขุ
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องทิพพจักขุ.
____________________________
จักษุ ๓ คือ :-
๑. มังสจักขุ ได้แก่จักขุปสาท ๒. ทิพพจักขุ ได้แก่อภิญญาจิตตุปบาทที่เป็นทุติยวิชชาญาณ ๓. ปัญญาจักขุ ได้แก่อาสวักขยญาณ (ในปกรณ์นี้หรือในขุททกนิกาย อิติวุตตกะ)
จักขุ ๕ คือ มังสจักขุ ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ พุทธจักขุ สมันตจักขุ (ในขุททกนิกาย มหานิทเทส).
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจนิกายอันธกะและสมิติยะทั้งหลาย ในขณะนี้ว่า มังสฺจักขุ นั่นแหละอันธรรม คือจตุตถฌานอุปถัมภ์แล้ว ชื่อว่าเป็นทิพพจักขุ ดังนี้
สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามปรวาทีว่า มังสจักขุอันธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพพจักขุหรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ก็ถูกถามอีกว่า มังสจักขุก็คือทิพพจักขุ ทิพพจักขุก็คือมังสจักขุหรือ ปรวาทีปฏิเสธว่า มังสจักขุนั้นก็เป็นเพียงมังสจักษุนั้นเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น. แม้ในคำถามทั้งหลายว่า มังสจักขุเป็นเช่นใด เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความที่จักษุทั้ง ๒ นั้น ไม่มีสภาพอย่างเดียวกัน.
แม้ในปัญหามีคำว่า วิสัย เป็นต้น ความว่า รูปายตนะนั่นแหละเป็นวิสัยแห่งจักษุแม้ทั้ง ๒.
อธิบายว่า ก็มังสจักขุย่อมเห็นรูปอันมาสู่คลองแห่งจักษุเท่านั้น ส่วนทิพพจักขุนี้ย่อมเห็นรูปอันไม่มาสู่คลองแห่งจักษุได้ แม้รูปนั้นจะมีภูเขากั้นไว้เป็นต้น.
อนึ่ง รูปแม้ละเอียดยิ่งนัก ก็เป็นโคจรคืออารมณ์ของทิพพจักขุได้ แต่รูปเช่นนี้เป็นอารมณ์ของมังสจักขุไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น อานุภาพคืออำนาจ และโคจรคืออารมณ์ แห่งจักษุทั้ง ๒ นี้ จึงไม่เหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้.
ถูกถามว่า เป็นอุปาทินนะคือเป็นกัมมชรูป แล้วเป็นอนุปาทินนะ คือมิใช่กัมมชรูปหรือ ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาว่า มังสจักขุเป็นอุปาทินนะ ส่วนทิพพจักขุเป็นอนุปาทินนะ ทั้งมังสจักขุนั้นแหละก็ไม่เป็นทิพพขุ เพราะฉะนั้นจึงตอบปฏิเสธ.
ถูกถามครั้งที่ ๒ ปรารถนา ทิพพจักขุย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยมังสจักขุเป็นปัจจัย เพราะอาศัยพระบาลีว่า ความเกิดขึ้นแห่งมังสจักขุเป็นทางแห่งทิพพจักขุ ดังนี้ ทั้งมังสจักขุนั้นก็เป็นความผ่องใสของมหาภูตรูปทั้ง ๔ อันเป็นไปในรูปาวจร เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. แม้ถูกถามว่า เป็นกามาวจร ปรวาทีไม่ปรารถนาซึ่งมังสจักขุนั่นแหละเป็นทิพพจักขุ เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงตอบปฏิเสธ.
ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองว่า ธรรมดาว่า รูปาวจรเกิด เพราะความที่มังสจักขุเกิดขึ้นแล้ว โดยมีรูปาวจรฌานเป็นปัจจัย. แม้ถูกถามว่า เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรหรือ ต่อจากนี้ไป ท่านตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีรูปาวจรจิต ในขณะแห่งอรูปาวจรด้วยการภาวนา.
ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง เพราะลัทธิว่า มังสจักขุนั้นเป็นสภาพผ่องใสของมหาภูตรูปทั้ง ๔ อันเป็นปัจจัยให้อรูปาวจรเกิดขึ้น ดังนี้. ก็แต่ปรวาทีนั้นไม่ปรารถนาความที่มังสจักขุนั้นเป็นโลกุตตธรรม (อปริยาปันนะ) เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธนั้นเทียว.
คำว่า ทิพพจักขุอันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ได้แก่ เป็นธรรมกามาวจรอุปถัมภ์แล้ว. คำว่า อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ได้แก่ เป็นธรรม คือโลกุตตรอุปถัมภ์แล้ว. ถูกถามว่า จักขุมี ๒ อย่างเท่านั้นหรือ ปรวาทีไม่ปรารถนาความที่ทิพพจักขุอันธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักขุแม้ก็จริง ถ้าอย่างนั้น ก็ตอบปฏิเสธ เพราะความที่ปัญญาจักขุเป็นสภาพมีอยู่.
ถูกถามอีก ก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิว่า มังสจักขุอันธรรมอุปถัมภ์แล้วย่อมเป็นทิพพจักขุ ดังนี้
คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น แล.
อรรถกถาทิพพจักขุ จบ. -----------------------------------------------------