กัมมูปจยกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กมฺมูปจยกถา
๑๖๓๔อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ ผสฺโส อญฺโญ ผสฺสูปจโย อญฺญา เวทนา อญฺโญ เวทนูปจโย อญฺญา สญฺญา อญฺโญ สญฺญูปจโย อญฺญา เจตนา อญฺโญ เจตนูปจโย อญฺญํ จิตฺตํ อญฺโญ จิตฺตูปจโย อญฺญา สทฺธา อญฺโญ สทฺธูปจโย อญฺญํ วิริยํ อญฺโญ วิริยูปจโย อญฺญา สติ อญฺโญ สตูปจโย อญฺโญ สมาธิ อญฺโญ สมาธูปจโย อญฺญา ปญฺญา อญฺโญ ปญฺญูปจโย อญฺโญ ราโค อญฺโญ ราคูปจโย ฯเปฯ อญฺญํ อโนตฺตปฺปํ อญฺโญ อโนตฺตปฺปูปจโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๓๕อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย กมฺเมน สห ชาโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย กมฺเมน สห ชาโตติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย กุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย กุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุกฺขาย เวทนาย ฯเปฯ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย กมฺเมน สห ชาโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อกุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสเลน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อกุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุกฺขาย เวทนาย ฯเปฯ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตน กมฺเมน สห ชาโต กมฺมูปจโย อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๓๖กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ กมฺมํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต กมฺมูปจโย สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต กมฺมูปจโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ กมฺมํ อนารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๓๗กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมํ ภิชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมูปจโย ภิชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๓๘กมฺมูปจโย จิตฺเตน สห ชาโต จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมูปจโย น ภิชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมํ จิตฺเตน สห ชาตํ จิตฺตํ ภิชฺชมานํ กมฺมํ น ภิชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมมฺหิ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว กมฺมํ โส กมฺมูปจโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมมฺหิ กมฺมูปจโย กมฺมูปจยโต วิปาโก นิพฺพตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว กมฺมํ โส กมฺมูปจโย โส กมฺมวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมมฺหิ กมฺมูปจโย กมฺมูปจยโต วิปาโก นิพฺพตฺตติ วิปาโก สารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมูปจโย สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมูปจโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ วิปาโก อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิธ ปุณฺณ เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ วจีสงฺขารํ ฯเปฯ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ วจีสงฺขารํ ฯเปฯ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ สพฺยาปชฺฌาปิ อพฺยาปชฺฌาปิ ผสฺสา ผุสนฺติ โส สพฺยาปชฺเฌหิปิ อพฺยาปชฺเฌหิปิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน สพฺยาปชฺฌมฺปิ อพฺยาปชฺฌมฺปิ เวทนํ เวเทติ โวกิณฺณสุขทุกฺขํ เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อิติ โข ปุณฺณ ภูตาภูตสฺส อุปปตฺติ โหติ ยํ กโรติ เตน อุปปชฺชติ อุปปนฺนเมตํ ผสฺสา ผุสนฺติ เอวมฺปาหํ ปุณฺณ กมฺมทายาทา สตฺตาติ วทามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ กมฺมูปจยกถา ฯ ปนฺนรสโม วคฺโค ฯ ตสฺส อุทฺทานํ ปจฺจยตา ววตฺถิตา ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อทฺธา ขโณ ลโย มุหุตฺตํ จตฺตาโร อาสวา อนาสวา โลกุตฺตรานํ ธมฺมานํ ชรามรณํ โลกุตฺตรํ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ โลกุตฺตรา สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ โลกิยา สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปนฺโน กาลํ กเรยฺย เสฺวว มคฺโค อสญฺญสตฺตูปิกา อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมูปจโยติ ฯ ตติโย ปณฺณาสโก ฯ อนุสยา สํวโร กปฺโป มูลญฺจ ววตฺถิตาติ ฯ -----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) ว่าด้วยกรรมที่สั่งสม
สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผัสสะกับผัสสะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน เวทนากับเวทนาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สัญญากับสัญญาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน เจตนากับเจตนาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน จิตกับจิตที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สัทธากับสัทธาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน วิริยะกับวิริยะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สติกับสติที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน สมาธิกับสมาธิที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน ปัญญากับปัญญาที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน ราคะกับราคะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน ฯลฯ อโนตตัปปะกับอโนตตัปปะที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๓๗/๒๘๓)@ เพราะมีความเห็นว่า กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกัน กรรมที่สั่งสม วิปปยุตจากจิต เป็น@อัพยากฤต รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า กรรมและกรรมที่สั่งสมเป็น@ไวพจน์กัน สัมปยุตด้วยจิต และรับรู้อารมณ์ได้ ต่างกันในเวลาให้ผลเท่านั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๓๗/๒๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕)
สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกุศลกรรมเป็นกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกุศลกรรมเป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็สัมปยุตด้วยสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับอกุศลกรรมเป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับอกุศลกรรมเป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็สัมปยุต ด้วยสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมที่เกิดพร้อมกับกรรมซึ่งสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต กรรมรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต กรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมก็แตกสลายไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมที่สั่งสมก็แตก สลายไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมที่สั่งสมไม่แตก สลายไปใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) สก. กรรมเกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตแตกดับ กรรมไม่แตกสลายไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เมื่อกรรมมีอยู่ กรรมที่สั่งสมก็มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อกรรมมีอยู่ กรรมที่สั่งสมเป็นแดนเกิดแห่งวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นอย่างเดียวกัน วิบากกรรมก็เป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อกรรมมีอยู่ กรรมที่สั่งสมเป็นแดนเกิดแห่งวิบาก วิบากรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กรรมที่สั่งสมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิบากไม่มีอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] ๑๑. กัมมูปจยกถา (๑๕๕) สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ปรุงแต่งวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขาร ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างเขาครั้นปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างปรุงแต่งวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความ เบียดเบียนบ้างแล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาถูกผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างกระทบเข้า ย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีสุขและทุกข์ระคนกัน เหมือนมนุษย์ เทวดาบางพวก และวินิปาติกะ บางพวก ปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แลความเกิดขึ้นของสัตว์จึงมีได้ สัตว์ย่อมเกิดขึ้นเพราะกรรมที่ทำไว้ ผัสสะย่อมถูกต้องสัตว์ผู้เกิดแล้วนั้น เรากล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลแห่งกรรม”มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “กรรมกับกรรมที่สั่งสมเป็นคนละ อย่างกัน” กัมมูปจยกถา จบ ปัณณรสมวรรค จบ @เชิงอรรถ : @ เทวดาบางพวก หมายถึงกามาวจรเทวดา ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และ@ปรนิมมิตวสวัตดี (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๒๓/๔๔๐) @ วินิปาติกะ หมายถึงเวมานิกเปรต ได้แก่ เปรตผู้อยู่ในวิมานเสวยสุขและทุกข์สลับกันไป บางตนข้างแรม@เสวยทุกข์ ข้างขึ้นเสวยสุข บางตนกลางคืนเสวยสุข กลางวันเสวยทุกข์ เวลาเสวยสุขอยู่ในวิมานมีร่างกาย@เป็นทิพย์ สวยงาม แต่เวลาจะเสวยทุกข์ก็ต้องออกจากวิมานนี้ไปและร่างกายกลายเป็นร่างกายที่น่าเกลียด@น่ากลัว (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๓/๔๔๑) @ ดูเทียบ ม.ม. (แปล) ๑๓/๘๑/๗๙-๘๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๕. ปัณณรสมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปัจจยตากถา ๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ๓. อัทธากถา ๔. ขณลยมุหุตตกถา ๕. อาสวกถา ๖. ชรามรณกถา ๗. สัญญาเวทยิตกถา ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ๑๐. อสัญญสัตตูปิกากถา ๑๑. กัมมูปจยกถา ตติยปัณณาสก์ จบ รวมวรรคที่มีในตติยปัณณาสก์นี้ คือ วรรคที่ ๑๑ เริ่มด้วยติสโสปิอนุสยกถา วรรคที่ ๑๒ เริ่มด้วยสังวโรกัมมันติกถา วรรคที่ ๑๓ เริ่มด้วยกัปปัฏฐกถา วรรคที่ ๑๔ เริ่มด้วยกุสลากุสลปฏิสันทหนกถา วรรคที่ ๑๕ เริ่มด้วยปัจจยตากถา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากัมมูปจยกถา ว่าด้วยความสั่งสมกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสั่งสมกรรม.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ชื่อว่าความสั่งสมกรรม เป็นอย่างหนึ่งนอกจากกรรม ทั้งเป็นจิตตวิปปยุต เป็นอัพยากตะ เป็นอนารัมมณะ. คำถามของสกวาทีว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่งเป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาที เพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ความสั่งสมกรรมนอกไปจากกรรมไซร้ ความสั่งสมผัสสะเป็นต้นก็จะพึงมีนอกจากผัสสะเป็นต้น ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า ผัสสะเป็นอย่างหนึ่ง เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีในลัทธิ.
ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรมเกิดพร้อมกับกรรมหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาการไม่ประกอบกับจิต แต่ตอบรับรองหมายเอาการสัมปยุตกับจิต.
ในปัญหาว่า ความสั่งสมแห่งกรรม...เป็นกุศลหรือ ก็ตอบปฏิเสธหมายเอาวิปปยุต และตอบรับรองหมายเอาสัมปยุต. แม้ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรม...เป็นอกุศล ข้างหน้าก็นัยนี้.
ถูกถามว่า ความสั่งสมกรรม...มีอารมณ์หรือ ปรวาทีปรารถนาความไม่มีอารมณ์โดยส่วนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นจึงตอบปฏิเสธ. คำว่า เมื่อจิตดับ ความว่า เมื่อจิตกำลังดับในกาลใด กรรมก็กำลังแตกดับในกาลนั้น. อนึ่ง คำว่า จิตนี้ท่านประกอบปฐมาวิภัติแต่ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ครั้นเมื่อจิตกำลังแตกดับ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบพระบาลีนี้เท่านั้นว่า
ความสั่งสมกรรมที่สัมปยุตกับจิตย่อมแตกดับ ที่วิปปยุตย่อมไม่แตกดับ ในปัญหานั้น เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองด้วย ปฏิเสธด้วย.
คำว่า เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี ความว่า ครั้นเมื่อกรรมมีอยู่ ความสั่งสมกรรมก็มีอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ความสั่งสมกรรมตั้งอยู่เฉพาะในกรรม วิบากย่อมเกิดเพราะความสั่งสมกรรมนั่นแหละ.
ลัทธิของปรวาทีว่า ก็ครั้นเมื่อกรรมนั้นดับแล้ว ความสั่งสมกรรมย่อมตั้งอยู่จนถึงการเกิดขึ้นแห่งวิบาก ดุจพืชย่อมตั้งอยู่เพราะการเกิดขึ้นแห่งหน่อของพืช เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง.
คำว่า กรรมอันนั้น ความสั่งสมกรรมก็อันนั้นแหละ วิบากแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ ความว่า ลัทธิของปรวาทีนั้นว่า ความสั่งสมกรรมมีอยู่ในกรรม ความสั่งสมกรรมนั้นย่อมตั้งอยู่เพียงใดแต่การเกิดขึ้นแห่งวิบาก เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงถามถึงธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นว่าเป็นสภาพเดียวกันหรือ.
สกวาทีย่อมถามเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า แม้วิปากธัมมธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้วิบากเกิดขึ้น เป็นธรรมเนื่องด้วยอารมณ์นั่นเทียว เหมือนวิบากในบทว่า ทั้งวิบากก็มีอารมณ์หรือ. ส่วนปรวาทีตอบรับรองข้อหนึ่ง ปฏิเสธข้อหนึ่งด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
แม้ในปฏิโลมปัญหาก็นัยนี้เหมือนกัน.
คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบตามพระบาลีนั่นแล. อรรถกถากัมมูปจยกถา จบ.
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ปัจจยตากถา
๒. อัญญมัญญปัจจยกถา
๓. อัทธากถา
๔. ขณลยมุหุตตกถา
๕. อาสวกถา
๖. ชรามรณกถา
๗. สัญญาเวทยิตกถา
๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา
๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา
๑๐. อสัญญสัตตูปิกกถา
๑๑. กัมมูปจยกถา.
วรรคที่ ๑๕ จบ. -----------------------------------------------------