ลักขณยุตติกตา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ลักขณยุตติกตา
ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล สปฺปจฺจโย ฯเปฯ ปุคฺคโล อปฺปจฺจโย ฯเปฯ ปุคฺคโล สงฺขโต ฯเปฯ ปุคฺคโล อสงฺขโต ฯเปฯ ปุคฺคโล สสฺสโต ฯเปฯ ปุคฺคโล อสสฺสโต ฯเปฯ ปุคฺคโล สนิมิตฺโต ฯเปฯ ปุคฺคโล อนิมิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขิตฺตํ ฯ
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลมีนิมิตหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิตหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ย่อ
ปุคฺคโล นูปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโนติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล สปฺปจฺจโย ฯเปฯ ปุคฺคโล อปฺปจฺจโย ฯเปฯ ปุคฺคโล สงฺขโต ฯเปฯ ปุคฺคโล อสงฺขโต ฯเปฯ ปุคฺคโล สสฺสโต ฯเปฯ ปุคฺคโล อสสฺสโต ฯเปฯ ปุคฺคโล สนิมิตฺโต ฯเปฯ ปุคฺคโล อนิมิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ลกฺขณยุตฺติกตา ฯ
ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลมีนิมิตหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิต หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ลักขณยุตติกตา จบ. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ๘. ลักขณยุตติ ว่าด้วยการซักถามถึงลักษณะ
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมีปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. บุคคลไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ บุคคลถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ บุคคลไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ บุคคลเที่ยง ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยง ฯลฯ บุคคลมีนิมิตฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น (ย่อ)
ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลมีปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ปร. บุคคลไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ บุคคลถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ บุคคลไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ บุคคลเที่ยง ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยง ฯลฯ บุคคลมีนิมิต ฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิตใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น (ย่อ) ลักขณยุตติ จบ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงตอนที่ว่าด้วยการซักถามถึงลักษณะแห่งบุคคล เช่น บุคคลมีลักษณะเหมือนกับสภาวธรรมหรือไม่@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๓/๑๔๒) @ นิมิต ในที่นี้หมายถึงเหตุให้เกิด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๓/๑๔๒) @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลแม้เป็นสมมติสัจ แต่ไม่มีลักษณะแห่งความเป็นผู้มีปัจจัยปรุงแต่งหรือไม่มี@ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นต้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๔/๑๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาลักขณยุตติกถา ว่าด้วยการประกอบลักษณะ
____________________________
บาลีเป็น ลักขณยุตติกตา.
บัดนี้ ชื่อว่าลักขณยุตติ คือการประกอบลักษณะ.
ในปัญหานั้น คำซักถาม ๘ ข้อของสกวาที มีคำว่า บุคคลมีปัจจัยหรือ เป็นต้น โดยหมายเอาว่า ยกเว้นพระนิพพานแล้วสัจฉิกัตถปรมัตถะที่เหลือชื่อว่ามีปัจจัย เพราะเป็นสภาพเนื่องด้วยปัจจัย. ชื่อว่าสังขตะ เพราะปัจจัยเหล่านั้นประชุมกันปรุงแต่งขึ้น. ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะเกิดแล้วดับไป ไม่มีอยู่ในกาลทุกเมื่อ. ชื่อว่ามีนิมิต เพราะความที่นิมิตอันนับพร้อมแล้วว่าเหตุแห่งการอุบัติมีอยู่.
ส่วนพระนิพพานมีลักษณะแห่งสัจฉิกัตถะดังนี้ คือพระนิพพานชื่อว่าไม่มีปัจจัย ชื่อว่าเป็นอสังขตะ ชื่อว่าเที่ยง ชื่อว่าไม่มีนิมิตเพราะไม่มีประการดังกล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าแม้บุคคลเป็นสัจฉิกัตถปรมัตถะไซร้ แม้บุคคลนั้นก็จะพึงมีลักษณะดังกล่าวนี้.
คำปฏิเสธเป็นของปรวาที.
ก็ในคำนี้ว่า ท่านจงรู้นิคคหะ เป็นต้น ท่านย่อไว้.
ในฝ่ายสกวาที บัณฑิตพึงทราบหมวด ๕ นิคคหะ ๘ เหล่านี้ด้วยสามารถสักว่าอนุโลมในอนุโลมปัจจนิกด้วยประการฉะนี้. แม้ในฝ่ายปรวาทีก็พึงทราบหมวด ๕ ปฏิกรรม ๘ ด้วยสามารถสักแต่ว่าปัจจนิกในปัจจิกานุโลมนั่นแหละ.
ในปัจจนิกอนุโลมนั้นปรวาทีทำสมมติสัจจะ ให้สำเร็จด้วยสามารถแห่งพระสูตร แต่สภาพธรรมที่มีปัจจัยเป็นต้นแห่งสมมติสัจจะหามีไม่ เพราะฉะนั้น สกวาทีจึงปฏิเสธตามความเป็นจริง.
อนึ่ง คำว่า ท่านจงรู้ปฏิกรรม เป็นต้น เป็นคำที่ปรวาทีกล่าวด้วยเลศนัย คำทั้งปวงท่านย่อไว้แม้ในที่นี้นั่นเทียว.
อรรถกถาลักขณยุตติกถา จบ. -----------------------------------------------------