อากาโสสนิทัสสโนติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อากาโส สนิทสฺสโนติกถา
๑๑๑๓อากาโส สนิทสฺสโนติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ รูปายตนํ รูปธาตุ นีลํ ปีตกํ โลหิตกํ โอทาตํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ จกฺขุสฺมึ ปฏิหญฺญติ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๑๔อากาโส สนิทสฺสโนติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ อากาสญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๑๕จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ อากาสญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ อากาสญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ นตฺถิ ฯ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ อากาสญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณนฺติ ฯ
๑๑๑๖น วตฺตพฺพํ อากาโส สนิทสฺสโนติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปสฺสสิ ทฺวินฺนํ รุกฺขานํ อนฺตรํ ทฺวินฺนํ ถมฺภานํ อนฺตรํ ตาฬฉิทฺทํ วาตปานฉิทฺทนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปสฺสสิ ทฺวินฺนํ รุกฺขานํ อนฺตรํ ทฺวินฺนํ ถมฺภานํ อนฺตรํ ตาฬฉิทฺทํ วาตปานฉิทฺทํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อากาโส สนิทสฺสโนติ ฯ อากาโส สนิทสฺสโนติกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา (๕๙) ว่าด้วยอากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้
สก. อากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อากาศเป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดงสีขาว เป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองจักษุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๖๓-๔๖๔/๒๒๐) @ เพราะมีความเห็นว่า อากาศชนิดที่ ๓ (อัชฌัตตากาศ) เป็นสภาวธรรมที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งต่างกับ@ความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า อัชฌัตตากาศจริงๆ ก็เห็นไม่ได้ ที่เห็นได้ก็เพราะมีสิ่งอื่น เช่น ช่องหน้าต่าง@เป็นตัวกำหนด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๖๓-๔๖๔/๒๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา (๕๙) สก. อากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยจักษุและอากาศ จึงเกิดจักขุวิญญาณใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยจักษุและอากาศ จึงเกิดจักขุวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยจักษุและอากาศ จึงเกิดจักขุวิญญาณ” มีอยู่จริงหรือ ปร. ไม่มี สก. พระสูตรที่ว่า “เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ” มีอยู่จริงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากพระสูตรว่า “เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ” มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เพราะอาศัยจักษุและอากาศ จึงเกิดจักขุวิญญาณ”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ท่านเห็นช่องของต้นไม้ ๒ ต้น ช่องเสา ๒ ต้น ช่องลูกดาล ช่องหน้าต่างมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากท่านเห็นช่องของต้นไม้ ๒ ต้น ช่องเสา ๒ ต้น ช่องลูกดาล ช่องหน้าต่างได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้”โอกาโสสนิทัสสโนติกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๔๐๐/๔๓๑, ม.อุ. (แปล) ๑๔/๔๒๑/๔๗๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๙๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถา ว่าด้วยปฐวีธาตุเป็นต้นเป็นสนิทัสสนะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ คือเป็นของเห็นได้ด้วยมังสจักขุ.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ปฐวีธาตุเป็นต้น คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เป็นของเห็นได้ด้วยตาเพราะเห็นวัณณายตนะ คือสีแห่งการไหวของแผ่นหิน น้ำ เปลวไฟ ต้นไม้นั่นเทียวด้วย คือเรื่องปฐวีธาตุ ฯลฯ แห่งโอกาสอันตั้งอยู่เฉพาะแห่งอินทรีย์ ๕คือจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ ด้วยคือเรื่องจักขุนทรีย์ ฯลฯ เห็นรูปมีมือและเท้าเป็นต้น ในเวลาเคลื่อนไหวกายด้วย คือเรื่องกายกรรม ฯลฯ
บรรดาเรื่องทั้งหมดทั้ง ๓ เรื่อง คำถามต้นของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองแห่งพระบาลี และพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
เรื่องสุดท้ายว่า กายกรรมไม่เป็นสนิทัสสนะ คือไม่เป็นของเห็นได้ด้วยตา ท่านทำเรื่องปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะไว้เป็นข้อแรก.
อรรถกถาปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา จบ. -----------------------------------------------------