ปฏิจจสมุปปาทกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปฏิจฺจสมุปฺปาทกถา
๑๐๘๔ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ ตาณํ เลณํ สรณํ ปรายนํ อจฺจุตํ อมตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโต นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ตาณานิ เทฺว เลณานิ เทฺว สรณานิ เทฺว ปรายนานิ เทฺว อจฺจุตานิ เทฺว อมตานิ เทฺว นิพฺพานานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว นิพฺพานานีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ทฺวินฺนํ นิพฺพานานํ อุจฺจนีจตา หีนปฺปณีตตา อุกฺกํสาวกํโส สีมา วา เภโท วา ราชิ วา อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๘๕ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อวิชฺชา อสงฺขตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อวิชฺชา สงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อสงฺขตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ อสงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ อสงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ สงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ อสงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ สงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๘๖น วตฺตพฺพํ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชาติปจฺจยา ภิกฺขเว ชรามรณํ อุปฺปาทา วา ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ ฐิตา ว สา ธาตุ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อิทปฺปจฺจยตา ตํ ตถาคโต อภิสมฺพุชฺฌติ อภิสเมติ อภิสมฺพุชฺฌิตฺวา อภิสเมตฺวา อาจิกฺขติ เทเสติ ปญฺญเปติ ปฏฺฐเปติ วิวรติ วิภชติ อุตฺตานีกโรติ ปสฺสถาติ จาห ชาติปจฺจยา ภิกฺขเว ชรามรณํ ภวปจฺจยา ภิกฺขเว ชาติ ฯเปฯ อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา อุปฺปาทา วา ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ ฐิตา ว สา ธาตุ ฯเปฯ ปสฺสถาติ จาห อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา อิติ โข ภิกฺขเว ยา ตตฺร ตถตา อวิตถตา อนญฺญถตา อิทปฺปจฺจยตา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโทติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อสงฺขโตติ ฯ
๑๐๘๗อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ยา ตตฺถ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๘๘อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ยา ตตฺถ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อสงฺขตา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ยา ตตฺถ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีณิ อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตีณิ อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีณิ ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๘๙อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ยา ตตฺถ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อสงฺขตา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ยา ตตฺถ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อสงฺขตา ฯเปฯ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ยา ตตฺถ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวาทส อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทฺวาทส อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวาทส ตาณานิ ทฺวาทส เลณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฏิจฺจสมุปฺปาทกถา ฯ ------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา (๕๔) ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท
สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(เป็นอสังขตะ) ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นที่ดับ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมายเป็นที่มั่น เป็นอมตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะและนิกายมหิสาสกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๔๘/๒๑๗)@ เพราะมีความเห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่เที่ยงแท้ ถาวร มีอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่ว่าพระผู้@มีพระภาคจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๔๘/๒๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา (๕๔) สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็น สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๒ อย่าง ที่เร้นมี ๒ อย่าง ที่พึ่งมี ๒ อย่าง ที่หมาย มี ๒ อย่าง ที่มั่นมี ๒ อย่าง อมตะมี ๒ อย่าง นิพพานมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. นิพพานมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิพพานทั้ง ๒ อย่าง ยังมีความสูงต่ำ ความเลวและความประณีต ความยิ่งและหย่อน เขตแดน ความแตกต่าง ร่องรอย ช่องว่างอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อวิชชาเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อวิชชาเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา (๕๔) สก. สังขารที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สังขารที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณที่เกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นามรูปที่เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. นามรูปที่เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา (๕๔) สก. ชรามรณะที่เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ชรามรณะที่เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัยเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ปฏิจจสมุปบาทเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะที่เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย พระตถาคตทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่อุบัติก็ตาม ธาตุนั้นได้ตั้งอยู่แล้วโดยแท้ เป็นเหตุความดำรงอยู่แห่งธรรม เป็นเหตุกำหนดความแน่นอนแห่งธรรม คือความที่ธรรมนี้เป็นปัจจัย พระตถาคตตรัสรู้ยิ่งได้บรรลุธาตุนั้น ครั้นตรัสรู้แล้ว จึงตรัสบอก ทรงแสดง บัญญัติ ก่อตั้ง เปิดเผยจำแนก ทำให้ง่ายขึ้น” ตรัสว่า “เธอทั้งหลายจงดู ชรามรณะที่เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย ชาติที่เกิดเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยพระตถาคตทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่อุบัติก็ตาม ธาตุนั้นได้ตั้งอยู่แล้วโดยแท้ ฯลฯ”และตรัสว่า “เธอทั้งหลายจงดู สังขารที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยดังนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่ผิด ความไม่เป็นอย่างอื่น คือความที่ธรรมนี้เป็นปัจจัย มีอยู่ในสภาวธรรมนั้น ด้วยประการฉะนี้ อันนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท”มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
สก. ความดำรงอยู่แห่งธรรม ความกำหนดความแน่นอนแห่งธรรม ในปฏิจจสมุปบาทข้อว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี” นั้น เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒๐/๓๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา (๕๔) สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๒ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความดำรงอยู่แห่งธรรม ความกำหนดความแน่นอนแห่งธรรม ในปฏิจจ-สมุปบาทข้อว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี” นั้น เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ความดำรงอยู่แห่งธรรม ความกำหนดความแน่นอนแห่งธรรมในปฏิจจสมุปบาทข้อว่า “เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี” นั้น เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๓ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๓ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๓ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๓ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความดำรงอยู่แห่งธรรม ความกำหนดความแน่นอนแห่งธรรม ในปฏิจจ-สมุปบาทข้อว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี” นั้น เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ความดำรงอยู่แห่งธรรม ความกำหนดความแน่นอนแห่งธรรม ในปฏิจจสมุปบาทข้อว่า “เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี” นั้น เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ ความดำรงอยู่แห่งธรรม ความกำหนดความแน่นอน@เชิงอรรถ : @ เพราะเห็นว่า ไม่มีในพระสูตร (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๕๑/๒๑๘) @ เพราะเห็นคล้อยตามลัทธิที่ยึดถือ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๕๑/๒๑๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๓. สัจจกถา (๕๕) แห่งธรรม ในปฏิจจสมุปบาทข้อว่า “เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี” นั้นเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๑๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๑๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๑๒ อย่าง ที่เร้นมี ๑๒ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๑๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปฏิจจสมุปปาทกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทกถา ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะและมหิสาสกะทั้งหลายว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะ เพราะพระบาลีในนิทานวรรคว่า การอุบัติขึ้นแห่งพระตถาคตเจ้าก็ดี การไม่อุบัติก็ดี ชื่อว่าธัมมัฏฐิตตา คือความตั้งอยู่แห่งธรรม มีอยู่ ดังนี้คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ปัญหาว่า อวิชชาเป็นสังขตะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงสภาวะปฏิจจสมุปบาทแห่งธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นนั่นแหละ. ก็องค์หนึ่งๆ ในธรรมเหล่านั้น ท่านเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ด้วยอรรถอันใด อรรถอันนั้นนั่นแหละท่านได้กล่าวไว้แล้วในปฏิจจสมุปปาทวิภังค์.
คำว่า สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใดเป็นธัมมฐิติเป็นอาทิ สกวาทีกล่าวเพื่อทำลายอรรถแห่งลัทธิที่ปรวาทีนำมาตั้งไว้แล้วด้วยพระสูตรนั้นนั่นแหละ.
ก็ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความว่า ธาตุใดเป็นสภาวะตั้งอยู่แล้วในก่อน ธาตุนั้นเทียว ท่านเรียกว่าเป็นธัมมฐิติ ธัมมนิยาม ธาตุนั้นเว้นจากอวิชชา เป็นตนมีอยู่ส่วนหนึ่งก็หาไม่ และคำว่า ธัมมฐิติ และธัมมนิยามนี้เป็นชื่อแห่งปัจจัยทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นนั่นแหละ.
จริงอยู่ เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้วก็ดี ยังมิได้ทรงอุบัติก็ดี สังขารทั้งหลายก็ย่อมเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ทั้งธรรมทั้งหลายมีวิญญาณเป็นต้นย่อมเกิดแต่ธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นต้น เพราะฉะนั้น ความตั้งอยู่อันใดเพราะอรรถว่าเป็นเหตุแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย ในบทนี้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าธัมมฐิติ.
อนึ่ง ความที่ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละเป็นนิยามเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า ธัมมนิยาม เพราะฉะนั้นธัมมฐิติก็ดี ธัมมนิยามก็ดี ท่านจึงเรียกว่าอวิชชา.
สกวาทีถามว่า สภาวะนั้น คืออวิชชา เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะหรือ? ปรวาทีตอบรับรองด้วยความสามารถแห่งลัทธิ.
ถูกถามอีกว่า อสังขตะเป็น ๒ อย่างหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะไม่มีในพระสูตร แต่ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้นั่นแหละ. อนึ่ง ในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบเช่นกับคำที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทกถา จบ. -----------------------------------------------------