เหวัตถีติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เหวตฺถีติกถา
๔๓๗อตีตํ อตฺถีติ ฯ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ อตฺถฏฺโฐ อตฺถิภาโว นตฺถิภาโว นตฺถิภาโว อตฺถิภาโว อตฺถีติ วา นตฺถีติ วา นตฺถีติ วา อตฺถีติ วา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๘อนาคตํ อตฺถีติ ฯ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ อตฺถฏฺโฐ อตฺถิภาโว นตฺถิภาโว นตฺถิภาโว อตฺถิภาโว อตฺถีติ วา นตฺถีติ วา นตฺถีติ วา อตฺถีติ วา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๙ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถีติ ฯ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ ฯเปฯ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๔๐อตีตํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กินฺตตฺถิ กินฺติ นตฺถีติ ฯ อตีตํ อตีตนฺติ เหวตฺถิ อตีตํ อนาคตนฺติ เหว นตฺถิ อตีตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ อตฺถฏฺโฐ อตฺถิภาโว นตฺถิภาโว นตฺถิภาโว อตฺถิภาโว อตฺถีติ วา นตฺถีติ วา นตฺถีติ วา อตฺถีติ วา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๔๑อนาคตํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กินฺตตฺถิ กินฺติ นตฺถีติ ฯ อนาคตํ อนาคตนฺติ เหวตฺถิ อนาคตํ อตีตนฺติ เหว นตฺถิ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ อตฺถฏฺโฐ ฯเปฯ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๔๒ปจฺจุปฺปนฺนํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กินฺตตฺถิ กินฺติ นตฺถีติ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ เหวตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตีตนฺติ เหว นตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนาคตนฺติ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ ฯเปฯ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๔๓น วตฺตพฺพํ อตีตํ เหวตฺถิ เหว นตฺถิ อนาคตํ เหวตฺถิ เหว นตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อนาคตนฺติ เหวตฺถิ อตีตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ เหวตฺถิ อนาคตํ อตีตนฺติ เหวตฺถิ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ เหวตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตีตนฺติ เหวตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนาคตนฺติ เหวตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ อตีตํ เหวตฺถิ เหว นตฺถิ อนาคตํ เหวตฺถิ เหว นตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ
๔๔๔รูปํ อตฺถีติ ฯ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ อตฺถฏฺโฐ อตฺถิภาโว นตฺถิภาโว นตฺถิภาโว อตฺถิภาโว อตฺถีติ วา นตฺถีติ วา นตฺถีติ วา อตฺถีติ วา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ ฯเปฯ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กินฺตตฺถิ กินฺติ นตฺถีติ ฯ รูปํ รูปนฺติ เหวตฺถิ รูปํ เวทนาติ เหว นตฺถิ ฯเปฯ รูปํ สญฺญาติ เหว นตฺถิ ฯเปฯ รูปํ สงฺขาราติ เหว นตฺถิ ฯเปฯ รูปํ วิญฺญาณนฺติ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ ฯเปฯ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ เสวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กินฺตตฺถิ กินฺติ นตฺถีติ ฯ วิญฺญาณํ วิญฺญาณนฺติ เหวตฺถิ วิญฺญาณํ รูปนฺติ เหว นตฺถิ ฯเปฯ วิญฺญาณํ เวทนาติ เหว นตฺถิ ฯเปฯ วิญฺญาณํ สญฺญาติ เหว นตฺถิ ฯเปฯ วิญฺญาณํ สงฺขาราติ เหว นตฺถีติ ฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสวตฺถิ เสว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถฏฺโฐ นตฺถฏฺโฐ ฯเปฯ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๔๕น วตฺตพฺพํ รูปํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ เวทนาติ เหวตฺถิ ฯเปฯ รูปํ สญฺญาติ เหวตฺถิ ฯเปฯ รูปํ สงฺขาราติ เหวตฺถิ ฯเปฯ รูปํ วิญฺญาณนฺติ เหวตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ รูปนฺติ เหวตฺถิ วิญฺญาณํ เวทนาติ เหวตฺถิ ฯเปฯ วิญฺญาณํ สงฺขาราติ เหวตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ รูปํ เหวตฺถิ เหว นตฺถิ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ เหวตฺถีติกถา ฯ ปฐโม มหาวคฺโค ฯ ตสฺส อุทฺทานํ อุปลพฺโภ ปริหานํ พฺรหฺมจริยวาโส โอธิโส ปริญฺญากามราคปฺปหานํ สพฺพตฺถิวาโท อายตนํ อตีตานาคเตสุ ภาโค สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานา เหวตฺถิ เหว นตฺถีติ ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๙. เหวัตถีติกถา ๙. เหวัตถีติกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้
สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. สภาวธรรมที่เป็นอดีตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ แต่ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ สภาวะที่ไม่มีอยู่ก็คือสภาวะที่มีอยู่ ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือความมีอยู่ บัญญัติว่า “มีอยู่” กับ“ไม่มีอยู่” หรือบัญญัติว่า “ไม่มีอยู่” กับ “มีอยู่” นี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะ อย่างนี้ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๔/๑๘๐) @ เพราะมีความเห็นว่า สภาวธรรมที่เป็นอดีตจะเปลี่ยนไปเป็นสภาวธรรมที่เป็นอนาคตและปัจจุบันไม่ได้กล่าว@คือสภาวธรรมที่เป็นอดีตก็มีอยู่โดยความเป็นอดีตอันเป็นสภาวะของตนเอง(สกภาว) ไม่เปลี่ยนเป็นอนาคต@และปัจจุบัน อันเป็นสภาวะอื่น(ปรภาว) (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๔/๑๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๙. เหวัตถีติกถา สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ สภาวะที่ไม่มีอยู่ก็คือสภาวะที่มีอยู่ ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือความมีอยู่ บัญญัติว่า “มีอยู่” กับ“ไม่มีอยู่” หรือบัญญัติว่า “ไม่มีอยู่” กับ “มีอยู่” นี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ใช่ไหม ปร. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ สก. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ ฯลฯ นี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ แต่ไม่มีอยู่โดยสภาวะ อย่างนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ปร. สภาวธรรมที่เป็นอดีตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอดีต” ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอนาคต” ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นปัจจุบัน” สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่ และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๙. เหวัตถีติกถา สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ สภาวะที่ไม่มีอยู่ก็คือสภาวะที่มีอยู่ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือความมีอยู่ บัญญัติว่า “มีอยู่” กับ“ไม่มีอยู่” หรือบัญญัติว่า “ไม่มีอยู่” กับ “มีอยู่” นี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ แต่ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ปร. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอนาคต” ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอดีต” ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นปัจจุบัน” สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ สภาวะที่ไม่มีอยู่ก็คือสภาวะที่มีอยู่ ฯลฯ นี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ แต่ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ปร. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นปัจจุบัน” ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอดีต” ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอนาคต”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๙. เหวัตถีติกถา สก. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ ฯลฯ นี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอดีตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้”ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. สภาวธรรมที่เป็นอดีตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอนาคต” มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นปัจจุบัน” สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า“เป็นอดีต” มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นปัจจุบัน” สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอดีต” มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นอนาคต” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น สภาวธรรมที่เป็นอดีตก็มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดย สภาวะอย่างนี้ สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้
สก. รูปมีอยู่ใช่ไหม ปร. มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ สก. รูปอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๙. เหวัตถีติกถา สก. รูปอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ สภาวะที่ไม่มีอยู่ก็คือสภาวะที่มีอยู่ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือความมีอยู่ บัญญัติว่า “มีอยู่” กับ“ไม่มีอยู่” หรือบัญญัติว่า “ไม่มีอยู่” กับ “มีอยู่” นี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณมีอยู่ใช่ไหม ปร. มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ สก. วิญญาณอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ ฯลฯ เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปมีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ปร. รูปมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นรูป” รูปไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า“เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๙. เหวัตถีติกถา สก. รูปอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ ฯลฯ เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างไร ปร. วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่าเป็น “วิญญาณ” วิญญาณไม่มีอยู่ โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นรูป ฯลฯ เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร” สก. วิญญาณอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณอย่างเดียวกันนั่นแหละทั้งมีอยู่และไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ก็คือสภาวะที่ไม่มีอยู่ ฯลฯ เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “รูปมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้” ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค ปร. รูปมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ” เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นรูป” วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า“เป็นเวทนา” วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นสัญญา” วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ว่า “เป็นสังขาร” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น รูปจึงมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณมีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้ เหวัตถีติกถา จบ มหาวรรคที่ ๑ จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปุคคลกถา ๒. ปริหานิกถา ๓. พรหมจริยกถา (ก) ๓. โอธิโสกถา (ข) ๔. ชหติกถา ๕. สัพพมัตถีติกถา ๖. อตีตักขันธาทิกถา ๗. เอกัจจมัตถีติกถา ๘. สติปัฏฐานกถา ๙. เหวัตถีติกถา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเหวัตถีติกถา ว่าด้วยมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้.
ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใด ดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ซึ่งมีประเภทตามที่กล่าวมาแล้วว่า ธรรมทั้งหลายอันต่างด้วยอดีตธรรมเป็นต้นแม้ทั้งปวงมีอยู่ด้วยสามารถแห่งธรรมมีรูปเป็นต้น หรือว่าอดีตธรรมไม่มีอยู่ด้วยสามารถแห่งอนาคตและปัจจุบันหรืออนาคตและปัจจุบันไม่มีอยู่ด้วยสามารถแห่งอดีตธรรมเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงว่าสิ่งทั้งปวงนั้นแหละอย่างนี้มีอยู่ อย่างนี้ไม่มีอยู่ ดังนี้สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้นจึงถามปรวาทีว่า อดีตมีอยู่หรือ คำว่าวิสัชนาว่า มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ เป็นของปรวาที.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เหว ท่านแก้ได้ว่าได้แก่ เอวํ แปลว่า อย่างนี้ หรือโดยภาวะอย่างนี้. ลำดับนั้น สกวาทีเมื่อจะถามว่า ถ้าอดีตธรรมอย่างนี้มี อย่างนี้ไม่มีไซร้ ครั้นเมื่อมีความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ อดีตธรรมนั้นแหละชื่อว่ามีอยู่อดีตธรรมนั้นแหละชื่อว่าไม่มีอยู่ จึงกล่าวว่า มีอยู่ก็อันนั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็อันนั่นแหละ หรือ
ปรวาทีหมายเอาความมีอยู่แห่งธรรมเหล่านั้นโดยสภาวะนั้นเท่านั้น และหมายเอาความไม่มีอยู่แห่งธรรมเหล่านั้นโดยสภาวะนั้นเท่านั้น จึงตอบปฏิเสธ.
ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองหมายเอาความมีอยู่โดยสภาวะของตน และความไม่มีอยู่โดยสภาวะอื่น.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป คำว่า อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ อธิบายว่า สกวาทีถามว่า ภาวะอันเป็นของตนมีอยู่ ภาวะอันเป็นของตนไม่มีอยู่ ชื่อว่าย่อมมีหรือ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวงโดยอุบายนี้.
ก็ในที่สุด ปรวาทีจึงกล่าวคำว่า ถ้าอย่างนั้น อดีตก็มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ดังนี้และคำเป็นต้นว่า ถ้าอย่างนั้น รูปก็มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ดังนี้ เพื่อให้ลัทธิตั้งไว้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นลัทธินั้นก็เป็นลัทธิที่ตั้งอยู่ไม่ได้นั่นแหละ เพราะเป็นลัทธิที่ตั้งไว้โดยปราศจากโยนิโสมนสิการ ดังนี้แล. อรรถกถาเหวัตถีติกถา จบ.
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ปุคคลกถา
๒. ปริหานิกถา
๓. พรหมจริยกถา
๔. โอธิโสกถา
๕. ชหติกถา
๖. สัพพมัตถีติกถา
๗. อดีตขันธาติกถา
๘. เอกัจจมัตถิกถา
๙. สติปัฏฐานกถา
๑๐. เหวัตถีติกถา
มหาวรรคที่ ๑ จบ. -----------------------------------------------------