สติปัฏฐานกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สติปฏฺฐานกถา
๔๒๖สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ ธมฺมา สติ สตินฺทฺริยํ สติพลํ สมฺมาสติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เอกายนมคฺโค ขยคามี โพธคามี อปจยคามี อนาสวา อสญฺโญชนิยา อคนฺถนิยา อโนฆนิยา อโยคนิยา อนีวรณิยา อปรามฏฺฐา อนุปาทานิยา อสงฺกิเลสิกา สพฺเพ ธมฺมา พุทฺธานุสฺสติ ธมฺมานุสฺสติ สงฺฆานุสฺสติ สีลานุสฺสติ จาคานุสฺสติ เทวตานุสฺสติ อานาปานสฺสติ มรณานุสฺสติ กายคตาสติ อุปสมานุสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๒๗สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ สติปฏฺฐานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จกฺขายตนํ สติปฏฺฐานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ สติ สตินฺทฺริยํ สติพลํ สมฺมาสติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เอกายนมคฺโค ขยคามี โพธคามี อปจยคามี อนาสวํ อสญฺโญชนิยํ ฯเปฯ อสงฺกิเลสิกํ จกฺขายตนํ พุทฺธานุสฺสติ ธมฺมานุสฺสติ สงฺฆานุสฺสติ สีลานุสฺสติ จาคานุสฺสติ เทวตานุสฺสติ อานาปานสฺสติ มรณานุสฺสติ กายคตาสติ อุปสมานุสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตายตนํ ฯเปฯ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ ฯเปฯ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯเปฯ ราโค ฯเปฯ โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สติปฏฺฐานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สติปฏฺฐานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อโนตฺตปฺปํ สติ สตินฺทฺริยํ สติพลํ สมฺมาสติ ฯเปฯ กายคตาสติ อุปสมานุสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๒๘สติ สติปฏฺฐานา สา จ สตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ สติปฏฺฐานํ ตญฺจ สตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สติ สติปฏฺฐานา สา จ สตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ รูปายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ ราโค โทโส โมโห มาโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สติปฏฺฐานํ ตญฺจ สตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๒๙จกฺขายตนํ สติปฏฺฐานํ ตญฺจ น สตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สติ สติปฏฺฐานา สา จ น สตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ รูปายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ ราโค โทโส โมโห ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สติปฏฺฐานํ ตญฺจ น สตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สติ สติปฏฺฐานา สา จ น สตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๐น วตฺตพฺพํ สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สพฺเพ ธมฺเม อารพฺภ สติ สนฺติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สพฺเพ ธมฺเม อารพฺภ สติ สนฺติฏฺฐติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ
๔๓๑สพฺพํ ธมฺมํ อารพฺภ สติ สนฺติฏฺฐตีติ สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพํ ธมฺมํ อารพฺภ ผสฺโส สนฺติฏฺฐตีติ สพฺเพ ธมฺมา ผสฺสปฏฺฐานาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๒สพฺพํ ธมฺมํ อารพฺภ สติ สนฺติฏฺฐตีติ สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพํ ธมฺมํ อารพฺภ เวทนา สนฺติฏฺฐติ ฯเปฯ สญฺญา สนฺติฏฺฐติ ฯเปฯ เจตนา สนฺติฏฺฐติ ฯเปฯ จิตฺตํ สนฺติฏฺฐตีติ สพฺเพ ธมฺมา จิตฺตปฏฺฐานาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๓สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ สตฺตา อุปฏฺฐิตสติโน สติยา สมนฺนาคตา สติยา สโมหิตา สพฺเพสํ สตฺตานํ สติ ปจฺจุปฏฺฐิตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๔สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อมตนฺเต ภิกฺขเว น ปริภุญฺชนฺติ เย กายคตาสตึ น ปริภุญฺชนฺติ อมตนฺเต ภิกฺขเว ปริภุญฺชนฺติ เย กายคตาสตึ ปริภุญฺชนฺตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ สตฺตา กายคตาสตึ ปริภุญฺชนฺติ ปฏิลภนฺติ อาเสวนฺติ ภาเวนฺติ พหุลีกโรนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๕สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ ธมฺมา เอกายนมคฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๔๓๖สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา รญฺโญ ภิกฺขเว จกฺกวตฺติสฺส ปาตุภาวา สตฺตนฺนํ รตนานํ ปาตุภาโว โหติ ฯ กตเมสํ สตฺตนฺนํ ฯ จกฺกรตนสฺส ปาตุภาโว โหติ หตฺถิรตนสฺส ปาตุภาโว โหติ อสฺสรตนสฺส ปาตุภาโว โหติ มณิรตนสฺส ปาตุภาโว โหติ อิตฺถีรตนสฺส ปาตุภาโว โหติ คหปติรตนสฺส ปาตุภาโว โหติ ปริณายกรตนสฺส ปาตุภาโว โหติ รญฺโญ ภิกฺขเว จกฺกวตฺติสฺส ปาตุภาวา อิเมสํ สตฺตนฺนํ รตนานํ ปาตุภาโว โหติ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว ปาตุภาวา อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺครตนานํ ปาตุภาโว โหติ ฯ กตเมสํ สตฺตนฺนํ ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺครตนสฺส ปาตุภาโว โหติ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺครตนสฺส ปาตุภาโว โหติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺครตนสฺส ปาตุภาโว โหติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺครตนสฺส ปาตุภาโว โหติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺครตนสฺส ปาตุภาโว โหติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺครตนสฺส ปาตุภาโว โหติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺครตนสฺส ปาตุภาโว โหติ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว ปาตุภาวา อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อิเมสํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺครตนานํ ปาตุภาโว โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ตถาคตสฺส ปาตุภาวา อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สพฺเพ ธมฺมา สติสมฺโพชฺฌงฺครตนา โหนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺเพ ธมฺมา สติปฏฺฐานาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ ธมฺมา สมฺมปฺปธานา ฯเปฯ อิทฺธิปาทา ฯเปฯ อินฺทฺริยา ฯเปฯ พลา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สติปฏฺฐานกถา ฯ ------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน
สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติพละ เป็นสัมมาสติเป็นสติสัมโพชฌงค์ เป็นทางเดียว เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์@เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๑/๑๗๙) @ เพราะมุ่งถึงธรรมที่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๑/๑๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๘. สติปัฏฐานกถา ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส สภาวธรรมทั้งปวงเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติสีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานสติ มรณานุสสติ กายคตาสติอุปสมานุสสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขายตนะเป็นสติ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติพละ เป็นสัมมาสติ เป็น สติสัมโพชฌงค์ เป็นทางเดียว เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส จักขายตนะ เป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติสีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานสติ มรณานุสสติ กายคตาสติอุปสมานุสสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ ฯลฯ รสายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ ทิฏฐิฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ ถีนะ ฯลฯ อุทธัจจะ ฯลฯ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่าสภาวธรรมบางอย่างไม่เป็นสติ จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๑/๑๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๘. สติปัฏฐานกถา สก. อโนตตัปปะเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อโนตตัปปะเป็นสติ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติพละ เป็นสัมมาสติ ฯลฯ เป็นกายคตาสติ เป็นอุปสมานุสสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สติเป็นสติปัฏฐาน และสติที่เป็นสติปัฏฐานนั้นเป็นสติใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐาน และจักขายตนะที่เป็นสติปัฏฐานนั้นเป็นสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สติเป็นสติปัฏฐาน และสติที่เป็นสติปัฏฐานนั้นเป็นสติใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะฯลฯ ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ อโนตตัปปะเป็นสติปัฏฐานและอโนตตัปปะที่เป็นสติปัฏฐานนั้นเป็นสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐาน แต่จักขายตนะที่เป็นสติปัฏฐานนั้นไม่เป็นสติใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สติเป็นสติปัฏฐาน แต่สติที่เป็นสติปัฏฐานนั้นไม่เป็นสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะฯลฯ ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะเป็นสติปัฏฐาน แต่อโนตตัปปะที่เป็นสติปัฏฐานนั้นไม่เป็นสติใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๘. สติปัฏฐานกถา สก. สติเป็นสติปัฏฐาน แต่สติที่เป็นสติปัฏฐานนั้นไม่เป็นสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. สติปรารภสภาวธรรมทั้งปวงจึงตั้งมั่นได้มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากสติปรารภสภาวธรรมทั้งปวงจึงตั้งมั่นได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน” สก. สติปรารภสภาวธรรมทั้งปวงจึงตั้งมั่นได้ ดังนั้น สภาวธรรมทั้งปวงจึงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผัสสะปรารภสภาวธรรมทั้งปวงจึงตั้งมั่นได้ ดังนั้น สภาวธรรมทั้งปวงจึงเป็นผัสสปัฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สติปรารภสภาวธรรมทั้งปวงจึงตั้งมั่นได้ ดังนั้น สภาวธรรมทั้งปวงจึงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เวทนาปรารภสภาวธรรมทั้งปวงจึงตั้งมั่นได้ ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนาฯลฯ จิตปรารภสภาวธรรมทั้งปวงจึงตั้งมั่นได้ เพราะเหตุนั้น สภาวธรรมทั้งปวงจึงเป็นจิตตปัฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัตว์ทั้งปวงมีสติตั้งมั่น ประกอบด้วยสติ มั่นคงด้วยสติ สติปรากฏแก่สัตว์ทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๘. สติปัฏฐานกถา
สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่ เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่บรรลุอมตธรรม ชนเหล่าใดเจริญกายคตาสติชนเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุอมตธรรม” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. สัตว์ทั้งปวงเจริญ ได้เฉพาะ ซ่องเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งกายคตาสติใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทาง นี้เป็นทางเดียวเพื่อความบริสุทธ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัสเพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔” มีอยู่จริง มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นทางสายเดียวใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๖๐๐/๕๔ @ ทาง หมายถึงทางดำเนินไปสู่นิพพานหรือทางที่ผู้ต้องการนิพพานควรดำเนินไป (ที.ม.อ. ๒/๓๗๓/๓๖๑)@ ทางเดียว มีความหมาย ๔ นัย คือ (๑) ทางที่บุคคลผู้ละการเกี่ยวข้องกับหมู่คณะไปประพฤติธรรมอยู่@แต่ผู้เดียว (๒) ทางสายเดียวที่พระพุทธเจ้าทรงทำให้เกิดขึ้น เป็นทางของบุคคลผู้เดียวคือพระผู้มีพระภาค@(๓) ข้อปฏิบัติในศาสนาเดียวคือพระพุทธศาสนา (๔) ทางดำเนินไปสู่จุดหมายเดียวคือนิพพาน@(ที.ม.อ. ๒/๓๗๓/๓๕๙, ม.มู.อ. ๑/๑๐๖/๒๔๔) @ ญายธรรม หมายถึงอริยมรรค (ที.ม.อ. ๒/๒๑๔/๑๙๗, ม.มู.อ. ๑/๑๐๖/๒๕๑)@ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑, ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๐๖/๑๐๑, สํ.ม. (แปล) ๑๙/๓๖๗/๒๑๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๘. สติปัฏฐานกถา สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะพระเจ้า จักรพรรดิปรากฏ แก้ว ๗ ประการจึงปรากฏ แก้ว ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ(๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว (๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว(๗) ปริณายกแก้ว เพราะพระเจ้าจักรพรรดิปรากฏ แก้ว ๗ ประการนี้จึงปรากฏ ภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏ แก้วคือโพชฌงค์๗ ประการจึงปรากฏ แก้ว ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) แก้วคือสติสัมโพชฌงค์(๒) แก้วคือธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (๓) แก้วคือวิริยสัมโพชฌงค์ (๔) แก้วคือปีติ-สัมโพชฌงค์ (๕) แก้วคือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (๖) แก้วคือสมาธิสัมโพชฌงค์ (๗) แก้วคืออุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏแก้วคือโพชฌงค์ ๗ ประการนี้จึงปรากฏ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. เพราะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏ สภาวธรรมทั้งปวงที่ เป็นแก้วคือสติสัมโพชฌงค์จึงปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นสัมมัปปธาน ฯลฯ เป็นอิทธิบาท ฯลฯ เป็น อินทรีย์ ฯลฯ เป็นพละ ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สติปัฏฐานกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๒๒๓/๑๕๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๔๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสติปัฏฐาน.
ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน เพราะถือเอาธรรมทั้งหลายมีกายเป็นต้นเป็นอารมณ์ด้วยสติโดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสติปัฏฐานสังยุตว่า จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ภิกฺขเว สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ เทสิสฺสามิ ดังนี้แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงเหตุเกิดขึ้น และความดับไปแห่งสติปัฏฐานทั้ง ๔ ดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้.
นิกายเหล่านี้คือ ปุพพเสลิยะ อปรเสลิยะ ราชคิริยะและสิทธัตถิกะทั้งหลายเหล่านี้ชื่อว่า นิกายอันธกะซึ่งเป็นนิกายที่เกิดขึ้นในภายหลัง. คำถามเพื่อตำหนิลัทธิแห่งชนเหล่านั้นเป็นของสกวาที คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยคำว่าสติปัฏฐาน ดังนี้ :-
ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่าย่อมตั้งมั่นในธรรมทั้งหลายมีกายเป็นต้น ถามว่าอะไรย่อมตั้งมั่น ตอบว่า สติ. การตั้งมั่นแห่งสติทั้งหลายแม้มีสติเป็นอารมณ์ก็ย่อมตั้งมั่นด้วยอรรถนี้ว่า สติยา ปฏฺฐานา สติปฏฺฐานา แปลว่า การตั้งมั่นแห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐานเพราะฉะนั้น การตั้งมั่นแห่งสติเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปัฏฐาน
ถามว่า ปัฏฐานอะไรย่อมตั้งมั่น ตอบว่า สติย่อมตั้งมั่น.
ปัฏฐาน คือสติ ชื่อว่าสติปัฏฐาน ย่อมได้ด้วยอรรถว่า สติยา ว ปฏฺฐานา สติปฏฺฐานา แปลว่า ปัฏฐาน คือสติ ชื่อว่าสติปัฏฐาน นี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น วาทะแม้ทั้ง ๒ คือวาทะของสกวาทีและปรวาที ย่อมถูกต้องโดยปริยาย.
อนึ่ง ชนเหล่าใดละปริยายนี้แล้วย่อมกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน โดยส่วนเดียวเท่านั้น คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองด้วยสามารถแห่งอารมณ์เป็นของปรวาที. แต่เมื่อสกวาทีซักว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติ เป็นต้น ปรวาทีก็ตอบปฏิเสธเพราะความที่ธรรมทั้งปวงไม่เป็นสติทั้งหมด.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ขยคามี เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นไป เป็นต้น เป็นชื่อพิเศษแห่งมรรค.
จริงอยู่ เอกายนมรรคชื่อว่า ขยคามี เพราะอรรถว่าบรรลุพระนิพพานอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่า โพธคามี เป็นเหตุให้ถึงการตรัสรู้เพราะอรรถว่าถึงการตรัสรู้สัจจะ ๔. ชื่อว่า อปจยคามี เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เพราะอรรถว่าถึงการทำลายวัฏฏะ.
สกวาทีถามด้วยบทเหล่านี้โดยหมายเอาอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นเอกายนมรรคมีอยู่ตามลัทธิของท่าน อย่างนี้หรือ คำทั้งหลายแม้มีคำว่า ธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ อันไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อต้องการถามโดยความเป็นโลกุตตระ.
คำทั้งหลายว่า พุทธานุสสติ เป็นต้น ท่านกล่าวโดยคำที่แยกประเภท จากโลกุตตระ. คำเป็นต้นว่า จักขายตนะ เป็นสติปัฏฐาน ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งคำถามอันเป็นประเภทแห่งธรรมทั้งปวง. ในปัญหาทั้งปวงแม้เหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า คำตอบปฏิเสธมีอยู่ ด้วยสามารถแห่งสติ คำตอบรับรองมีอยู่ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
การชำระพระสูตรมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาสติปัฏฐานกถา จบ. -----------------------------------------------------