อินทริยพัทธกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อินฺทฺริยพทฺธกถา
๑๗๐๑อินฺทฺริยพทฺธญฺเญว ทุกฺขนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อินฺทฺริยพทฺธญฺเญว พทฺธญฺเญว อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อนินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อินฺทฺริยพทฺธญฺเญว ทุกฺขนฺติ ฯ
๑๗๐๒อนินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ ตญฺจ น ทุกฺขนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ ตญฺจ น ทุกฺขนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ ตญฺจ ทุกฺขนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ ตญฺจ ทุกฺขนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๗๐๓อินฺทฺริยพทฺธญฺเญว ทุกฺขนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา อนินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา อนินฺทฺริยพทฺธํ อนิจฺจํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อินฺทฺริยพทฺธญฺเญว ทุกฺขนฺติ ฯ
๑๗๐๔น วตฺตพฺพํ อินฺทฺริยพทฺธญฺเญว ทุกฺขนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยถา อินฺทฺริยพทฺธสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญาย ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ เอวเมว อนินฺทฺริยพทฺธสฺส ทุกฺขสฺส ปริญฺญาย ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยถา อินฺทฺริยพทฺธํ ทุกฺขํ ปริญฺญาตํ น ปุน อุปฺปชฺชติ เอวเมว อนินฺทฺริยพทฺธํ ทุกฺขํ ปริญฺญาตํ น ปุน อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ อินฺทฺริยพทฺธญฺเญว ทุกฺขนฺติ ฯ อินฺทฺริยพทฺธกถา ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๗. สัตตรสมวรรค] ๔. อินทริยพัทธกถา (๑๖๙) ๔. อินทริยพัทธกถา (๑๖๙) ว่าด้วยสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์
สก. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัย เกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัย เกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์” สก. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา แต่สิ่งนั้นไม่เป็นทุกข์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ มีความแปรผัน ไปเป็นธรรมดา แต่สิ่งนั้นไม่เป็นทุกข์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ทุกข์ มี ๒ อย่าง คือ (๑) ทุกข์ที่เนื่องด้วยอินทรีย์ (สิ่งที่มีชีวิต) ที่เรียกว่าทุกข์ เพราะเป็นสภาวะที่สิ่งมีชีวิต@ทนได้ยาก (๒) ทุกข์ที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ (สิ่งที่ไม่มีชีวิต) ที่เรียกว่าทุกข์ เพราะตกอยู่ในสภาพที่ไม่ยั่งยืน@ในที่นี้ปรวาทีเห็นว่า ทุกข์ที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นจัดเป็นทุกข์ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ทุกข์@ทั้งที่เนื่องด้วยอินทรีย์และไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ จัดเป็นทุกข์ทั้งนั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๘๖-๗๘๗/๒๙๒)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายเหตุวาท (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๘๖-๗๘๗/๒๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๗. สัตตรสมวรรค] ๔. อินทริยพัทธกถา (๑๖๙) สก. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ มีความแปรผัน ไปเป็นธรรมดา แต่สิ่งนั้นเป็นทุกข์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ มีความแปร ผันไปเป็นธรรมดา แต่สิ่งนั้นเป็นทุกข์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง” มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ไม่เที่ยง” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระผู้มีพระภาค เพื่อ กำหนดรู้ทุกข์ที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ เหมือนกำหนดรู้ทุกข์ที่เนื่องด้วยอินทรีย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ทุกข์ที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ที่พระอริยะกำหนดรู้แล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นอีกเหมือนทุกข์ที่เนื่องด้วยอินทรีย์ที่พระอริยะกำหนดรู้แล้วย่อมไม่เกิดขึ้นอีกใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นจึงเป็นทุกข์ อินทริยพัทธกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๒๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยพัทธกถา ว่าด้วยสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์.
ในปัญหานั้น ทุกข์มี ๒ คืออินทริยพัทธทุกข์ คือสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์ และอนินทริยพันธทุกข์ คือสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์.
ก็อินทริยพัทธะ ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ อนินทริยพัทธะชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในคำว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าถูกความเกิดและความดับบีบคั้น ดังนี้.
ชนเหล่าใดไม่ถือเอาวิภาคนี้มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเหตุวาทะทั้งหลายว่า การประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์อันใด ทุกข์อันนั้นเป็นอินทริยพัทธทุกข์นี้เท่านั้น มิใช่ทุกข์อื่นนอกจากนี้ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์หรือ เพื่อแสดงซึ่งความที่อนินทริยพัทธะ คือสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ แม้นอกนี้ก็เป็นทุกข์ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นไม่เที่ยง ดังนี้ เพื่อท้วงด้วยคำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ เหตุใด เพราะเหตุนั้น อินทริยพัทธทุกข์เท่านั้นพึงเป็นสภาพไม่เที่ยงหรือ ดังนี้. คำว่า สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง...มิใช่หรือ อธิบายว่า แม้อนินทริยพัทธะ เช่นแผ่นดิน ภูเขา แผ่นหินเป็นต้น ก็ไม่เที่ยงมิใช่หรือ.
ในปัญหาว่า ไม่พึงกล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์หรือ คำตอบรับรองว่า ใช่ เป็นของสกวาที.
จริงอยู่ อินทริยพัทธทุกข์ย่อมเป็นอารมณ์ของทุกขโทมนัสทั้งหลาย.
อันที่จริง ไฟในฤดูร้อนก็ดี ลมในฤดูหนาวก็ดีก็เป็นอารมณ์ของทุกข์ ความฉิบหายแห่งโภคะเป็นต้น ก็เป็นอารมณ์ของโทมนัสเสมอไปเพราะฉะนั้น แม้เว้นจากอินทริยพัทธทุกข์เสียแล้ว ก็พึงกล่าวได้ว่า อนินทริยพัทธะเป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสภาพไม่เที่ยง แต่ไม่ควรกล่าวว่า เป็นทุกขอริยสัจเพราะความเป็นทุกข์ไม่เกิดจากกรรมและกิเลสทั้งหลาย และเพราะความที่บุคคลไม่พึงกำหนดรู้ได้ด้วยมรรค.
อนึ่ง ความดับสลายไปแห่งหญ้าและต้นไม้เป็นต้น หรือความดับสลายไปแห่งพืชที่เกิดตามฤดูกาลเป็นต้นย่อมไม่ชื่อว่าเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ เหตุใดเพราะเหตุนั้น อินทริยพัทธะเท่านั้นเป็นทุกข์ด้วย เป็นอริยสัจจะด้วย แต่อนินทริยพัทธะนี้เป็นแต่เพียงทุกข์เท่านั้น ไม่เป็นอริยสัจดังนั้น สกวาทีเพื่อจะแสดงทุกข์ทั้ง ๒ ที่ต่างกันนี้ จึงตอบรับรองว่า ใช่.
พระบาลีว่า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์อันเนื่องด้วยอินทรีย์เป็นต้น ย่อมแสดงถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการกำหนดรู้อินทริยพัทธทุกข์โดยการทำไม่ให้เกิดขึ้นอีกของผู้ที่กำหนดรู้แล้ว. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงปฏิเสธในปัญหานั้น อันที่จริง ใครๆ ไม่อาจเพื่อปฏิเสธความที่อนินทริยพัทธทุกข์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ด้วยคำว่าสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ ดังนี้ เพราะฉะนั้น คำนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ว่าไม่เป็นทุกข์ ดังนี้แล.
อรรถกถาอินทริยพัทธกถา จบ. -----------------------------------------------------