๗. สมสีสกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. สมสีสกถา ว่าด้วยธรรมที่สงบและเป็นประธาน
ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง เพราะตัดขาดโดย ชอบและดับไป ชื่อว่าสมสีสัฏฐญาณ เป็นอย่างไร คือ คำว่า ธรรมทั้งปวง ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรมอกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรมอปริยาปันนธรรม คำว่า เพราะตัดขาดโดยชอบ อธิบายว่า พระโยคาวจรตัดกามฉันทะขาดโดยชอบด้วยเนกขัมมะ ตัดพยาบาทขาดโดยชอบด้วยอพยาบาท ตัดถีนมิทธะขาดโดยชอบด้วยอาโลกสัญญา ตัดอุทธัจจะขาดโดยชอบด้วยอวิกเขปะ ตัดวิจิกิจฉาขาดโดยชอบด้วยธัมมววัตถาน ตัดอวิชชาขาดโดยชอบด้วยญาณ ตัดอรติขาดโดยชอบด้วยปามุชชะ ตัดนิวรณ์ขาดโดยชอบด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ตัดกิเลสทั้งปวงขาดโดยชอบด้วยอรหัตตมรรค คำว่า ดับไป อธิบายว่า พระโยคาวจรดับกามฉันทะได้ด้วยเนกขัมมะ ดับพยาบาทได้ด้วยอพยาบาท ดับถีนมิทธะได้ด้วยอาโลกสัญญา ดับอุทธัจจะได้ด้วยอวิกเขปะ ดับวิจิกิจฉาได้ด้วยธัมมววัตถาน ดับอวิชชาได้ด้วยญาณ ดับอรติได้ด้วยปามุชชะ ดับนิวรณ์ได้ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ดับกิเลสทั้งปวงได้ด้วยอรหัตตมรรค
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๗. สมสีสกถา คำว่า ไม่ปรากฏ อธิบายว่า เมื่อพระโยควจรได้เนกขัมมะ กามฉันทะย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อพยาบาท พยาบาทย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อาโลกสัญญา ถีนมิทธะย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อวิกเขปะ อุทธัจจะย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ธัมมววัตถานวิจิกิจฉาย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ญาณ อวิชชาย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ปามุชชะ อรติย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ปฐมฌาน นิวรณ์ย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ เมื่อได้อรหัตตมรรคกิเลสทั้งปวงย่อมไม่ปรากฏ คำว่า สงบ อธิบายว่า เนกขัมมะชื่อว่าสงบ เพราะละกามฉันทะได้แล้ว อพยาบาทชื่อว่าสงบ เพราะละพยาบาทได้แล้ว อาโลกสัญญาชื่อว่าสงบ เพราะละถีนมิทธะได้แล้ว อวิกเขปะชื่อว่าสงบ เพราะละอุทธัจจะได้แล้ว ธัมมววัตถาน ชื่อว่าสงบ เพราะละวิจิกิจฉาได้แล้ว ญาณชื่อว่าสงบ เพราะละอวิชชาได้แล้ว ปามุชชะชื่อว่าสงบ เพราะละอรติได้แล้ว ปฐมฌานชื่อว่าสงบ เพราะละนิวรณ์ได้แล้ว ฯลฯ อรหัตตมรรคชื่อว่าสงบ เพราะละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว คำว่า เป็นประธาน อธิบายว่า ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ ได้แก่ ๑. ตัณหามีความกังวลเป็นประธาน ๒. มานะมีความพัวพันเป็นประธาน ๓. ทิฏฐิมีความยึดถือเป็นประธาน ๔. อุทธัจจะมีความฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๕. อวิชชามีกิเลสเป็นประธาน ๖. ศรัทธามีความน้อมใจเชื่อเป็นประธาน ๗. วิริยะมีความประคองไว้เป็นประธาน ๘. สติมีความเข้าไปตั้งมั่นเป็นประธาน ๙. สมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑๐. ปัญญามีความเห็นเป็นประธาน ๑๑. ชีวิตินทรีย์มีความเป็นไปเป็นประธาน ๑๒. วิโมกข์มีอารมณ์เป็นประธาน ๑๓. นิโรธมีสังขารเป็นประธาน สมสีสกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๘๗/๑๔๖-๑๔๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๙๑}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺญาวคฺเค สมสีสกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค สมสีสกถา
สพฺพธมฺมานํ สมฺมาสมุจฺเฉเท นิโรเธ จ อนุปฏฺฐานตาปญฺญา สมสีสฏฺเฐ ญาณํ ฯ {๗๒๓.๑} สพฺพธมฺมานนฺติ ปญฺจกฺขนฺธา ทฺวาทสายตนานิ อฏฺฐารส ธาตุโย กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา ธมฺมา รูปาวจรา ธมฺมา อรูปาวจรา ธมฺมา อปริยาปนฺนา ธมฺมา ฯ {๗๒๓.๒} สมฺมาสมุจฺเฉเทติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ญาเณน อวิชฺชํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ปามุชฺเชน อรตึ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ฯ
ปัญญา ในความไม่ปรากฏแห่งธรรม ทั้งปวงในสัมมา สมุจเฉทและในนิโรธ เป็นญาณในความว่าสมธรรมและสีสธรรม ฯ คำว่า ธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรมอกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรมโลกุตรธรรม ฯ คำว่า สัมมาสมุจเฉท ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องตัดกามฉันทะได้ขาดดี อัพยาบาทเป็นเครื่องตัดพยาบาทได้ขาดดี อาโลกสัญญาเป็นเครื่องตัดถีนมิทธะได้ขาดดี อวิกเขปะเป็นเครื่องตัดอุทธัจจะได้ขาดดี ธรรมววัตถานเป็นเครื่องตัดวิจิกิจฉาได้ขาดดี ญาณเป็นเครื่องตัดอวิชชาได้ขาดดี ความปราโมทย์เป็นเครื่องตัดอรติได้ขาดดี ปฐมฌานเป็นเครื่องตัดนิวรณ์ได้ขาดดี ฯลฯ อรหัต-*มรรคเป็นเครื่องตัดกิเลสทั้งปวงได้ขาดดี ฯ
นิโรเธติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ นิโรเธติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ นิโรเธติ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ นิโรเธติ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ นิโรเธติ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ นิโรเธติ ญาเณน อวิชฺชํ นิโรเธติ ปามุชฺเชน อรตึ นิโรเธติ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ นิโรเธติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส นิโรเธติ ฯ {๗๒๔.๑} อนุปฏฺฐานตาติ เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธสฺส กามจฺฉนฺโท น อุปฏฺฐาติ อพฺยาปาทํ ปฏิลทฺธสฺส พฺยาปาโท น อุปฏฺฐาติ อาโลกสญฺญํ ปฏิลทฺธสฺส ถีนมิทฺธํ น อุปฏฺฐาติ อวิกฺเขปํ ปฏิลทฺธสฺส อุทฺธจฺจํ น อุปฏฺฐาติ ธมฺมววตฺถานํ ปฏิลทฺธสฺส วิจิกิจฺฉา น อุปฏฺฐาติ ญาณํ ปฏิลทฺธสฺส อวิชฺชา น อุปฏฺฐาติ ปามุชฺชํ ปฏิลทฺธสฺส อรติ น อุปฏฺฐาติ ปฐมชฺฌานํ ปฏิลทฺธสฺส นีวรณา น อุปฏฺฐหนฺติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลทฺธสฺส สพฺพกิเลสา น อุปฏฺฐหนฺติ ฯ
คำว่า นิโรธ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องดับกามฉันทะ อัพยาบาทเป็นเครื่องดับพยาบาท ... ความปราโมทย์เป็นเครื่องดับอรติ ปฐมฌานเป็นเครื่องดับนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องดับกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า ความไม่ปรากฏ ความว่า เมื่อพระโยคาวจรได้เนกขัมมะ กาม-*ฉันทะย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อัพยาบาท พยาบาทย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อาโลกสัญญา ถีนมิทธะย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อวิกเขปะ อุทธัจจะย่อมไม่ปรากฏเมื่อได้ธรรมววัตถาน วิจิกิจฉาย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ฌาน อวิชชาย่อมไม่ปรากฏเมื่อได้ความปราโมทย์ อรติย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ปฐมฌาน นิวรณ์ย่อมไม่ปรากฏฯลฯ เมื่อได้อรหัตมรรค กิเลสทั้งปวงย่อมไม่ปรากฏ ฯ
สมนฺติ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺมํ สมํ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาโท สมํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญา สมํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขโป สมํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถานํ สมํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาณํ สมํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺชํ สมํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌานํ สมํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺโค สมํ ฯ {๗๒๕.๑} สีสนฺติ เตรส สีสานิ ปลิโพธสีสญฺจ ตณฺหา พนฺธนสีสญฺจ มาโน ปรามาสสีสญฺจ ทิฏฺฐิ วิกฺเขปสีสญฺจ อุทฺธจฺจํ กิเลสสีสญฺจ อวิชฺชา อธิโมกฺขสีสญฺจ สทฺธา ปคฺคหสีสญฺจ วิริยํ อุปฏฺฐานสีสญฺจ สติ อวิกฺเขปสีสญฺจ สมาธิ ทสฺสนสีสญฺจ ปญฺญา ปวตฺตสีสญฺจ ชีวิตินฺทฺริยํ โคจรสีสญฺจ วิโมกฺโข สงฺขารสีสญฺจ นิโรโธติ ฯ สมสีสกถา นิฏฺฐิตา ฯ ---------------
คำว่า สมธรรม (ธรรมสงบ) ความว่า เพราะท่านละกามฉันทะได้แล้ว เนกขัมมะจึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละพยาบาทได้แล้ว อัพยาบาทจึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละถีนมิทธะได้แล้ว อาโลกสัญญาจึงเป็นสมธรรมเพราะท่านละอุทธัจจะได้แล้ว อวิกเขปะจึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละวิจิกิจฉาได้แล้ว ธรรมววัตถานจึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละอวิชชาได้แล้ว ฌานจึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละอรติได้แล้ว ความปราโมทย์จึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละนิวรณ์ได้แล้ว ปฐมฌานจึงเป็นสมธรรม ฯลฯ เพราะท่านละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว อรหัตมรรคจึงเป็นสมธรรม ฯ สีสธรรม ในคำว่า สีสํ มี ๑๓ คือ ตัณหามีความกังวลเป็นประธาน ๑มานะมีความพัวพันเป็นประธาน ๑ ทิฐิมีความถือผิดเป็นประธาน ๑ อุทธัจจะมีความฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ อวิชชามีกิเลสเป็นประธาน ๑ ศรัทธามีความน้อมใจเชื่อเป็นประธาน ๑ วิริยะมีความประคองไว้เป็นประธาน ๑ สติมีความตั้งมั่นเป็นประธาน ๑ สมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ ปัญญามีความเห็นเป็นประธาน๑ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นไปเป็นประธาน ๑ วิโมกข์มีโคจรเป็นประธาน ๑นิโรธมีสังขารเป็นประธาน ๑ ฯ จบสมสีสกถา ฯ -----------------------------------------------------