ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กถํ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม ปริญฺเญยฺโย ผสฺโส สาสโว อุปาทานิโย เทฺว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา นามญฺจ รูปญฺจ ตโย ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ติสฺโส เวทนา จตฺตาโร ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา จตฺตาโร อาหารา ปญฺจ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฉ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ สตฺต ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย อฏฺฐ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา อฏฺฐ โลกธมฺมา นว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา นว สตฺตาวาสา ทส ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ทสายตนานิ ฯ
ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ เป็นสุตมยญาณอย่างไร ฯ ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ธรรม ๒ ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑ ธรรม ๓ ควรกำหนดรู้คือ เวทนา ๓ ธรรม ๔ ควรกำหนดรู้ คือ อาหาร ๔ ธรรม ๕ ควรกำหนดรู้ คืออุปาทานขันธ์ ๕ ธรรม ๖ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖ ธรรม ๗ ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗ ธรรม ๘ ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘ ธรรม ๙ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙ ธรรม ๑๐ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐ ฯ
สพฺพํ ภิกฺขเว ปริญฺเญยฺยํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ ปริญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ภิกฺขเว ปริญฺเญยฺยํ รูปา ปริญฺเญยฺยา จกฺขุวิญฺญาณํ ปริญฺเญยฺยํ จกฺขุสมฺผสฺโส ปริญฺเญยฺโย ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปริญฺเญยฺยํ โสตํ ปริญฺเญยฺยํ สทฺทา ปริญฺเญยฺยา ฯเปฯ ฆานํ ปริญฺเญยฺยํ คนฺธา ปริญฺเญยฺยา ชิวฺหา ปริญฺเญยฺยา รสา ปริญฺเญยฺยา กาโย ปริญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺพา ปริญฺเญยฺยา มโน ปริญฺเญยฺโย ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา มโนวิญฺญาณํ ปริญฺเญยฺยํ มโนสมฺผสฺโส ปริญฺเญยฺโย ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปริญฺเญยฺยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ
รูปํ ปริญฺเญยฺยํ เวทนา ปริญฺเญยฺยา สญฺญา ปริญฺเญยฺยา สงฺขารา ปริญฺเญยฺยา วิญฺญาณํ ปริญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปริญฺเญยฺยํ เยสํ เยสํ ธมฺมานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เต เต ธมฺมา ปฏิลทฺธา โหนฺติ เอวํ เต ธมฺมา ปริญฺญาตา เจว โหนฺติ ตีริตา จ ฯ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่างบุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
เนกฺขมฺมํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อพฺยาปาทํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อพฺยาปาโท ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อาโลกสญฺญํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อาโลกสญฺญา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อวิกฺเขปํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อวิกฺเขโป ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ธมฺมววตฺถานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ธมฺมววตฺถานํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ญาณํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ญาณํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ปามุชฺชํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปามุชฺชํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท เป็นอันได้ความไม่พยาบาทแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ เป็นอันได้ญาณแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปฐมชฺฌานํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ทุติยชฺฌานํ ฯเปฯ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ปฐมฌาน เป็นอันได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานเป็นอันได้จตุตถฌานแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อากาสานัญจายตน-*สมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญา-*นาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
อนิจฺจานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนิจฺจานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ทุกฺขานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ทุกฺขานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อนตฺตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนตฺตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ นิพฺพิทานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส นิพฺพิทานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิราคานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิราคานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ นิโรธานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส นิโรธานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ขยานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ขยานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วยานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วยานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิปริณามานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิปริณามานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อนิมิตฺตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนิมิตฺตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อปฺปณิหิตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อปฺปณิหิตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ สุญฺญตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส สุญฺญตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อนิจจานุปัสนา เป็นอันได้ อนิจจานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุกขานุปัสนา ... อนัตตานุปัสนา... นิพพิทานุปัสนา ... วิราคานุปัสนา ... นิโรธานุปัสนา ... ปฏินิสสัคคานุปัสนา... ขยานุปัสนา ... วยานุปัสนา ... วิปริณามานุปัสนา ... อนิมิตตานุปัสนา ... อัปปณิหิตานุปัสนา ... สุญญตานุปัสนา ... เป็นอันได้สุญญตานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ยถาภูตญาณทสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ยถาภูตญาณทสฺสนํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อาทีนวานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อาทีนวานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิวฏฺฏนานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอันได้อธิปัญญาธรรมวิปัสสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ยถาภูตญาณทัสนะ ... อาทีนวานุปัสนา ... ปฏิสังขานุปัสนา ... วิวัฏฏนานุปัสนา ... เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส โสตาปตฺติมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส สกทาคามิมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนาคามิมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อรหตฺตมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ เยสํ เยสํ ธมฺมานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เต เต ธมฺมา ปฏิลทฺธา โหนฺติ เอวํ เต ธมฺมา ปริญฺญาตา เจว โหนฺติ ตีริตา จ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็นอันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทาคามิมรรค ... อนาคามิมรรค... อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใดๆเป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้” ปัญญา รู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่าสุตมยญาณ เป็นอย่างไร คือ ธรรม ๑ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะซึ่งมีอาสวะเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ธรรม ๒ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑ ธรรม ๓ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ เวทนา ๓ ธรรม ๔ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ อาหาร ๔ ธรรม ๕ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ ธรรม ๖ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖ @เชิงอรรถ : @ อนุปปาทญาณ หมายถึงญาณในอริยผล (ขุ.ป.อ. ๑/๑๙/๑๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส ธรรม ๗ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗ ธรรม ๘ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘ ธรรม ๙ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙ ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐ ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร คือ จักขุควรกำหนดรู้ รูปควรกำหนดรู้ จักขุวิญญาณควรกำหนดรู้ จักขุสัมผัสควรกำหนดรู้ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยควรกำหนดรู้ โสตะควรกำหนดรู้ สัททะ ฯลฯ ฆานะควรกำหนดรู้ คันธะ ฯลฯ ชิวหาควรกำหนดรู้ รสะ ฯลฯ กายควรกำหนดรู้ โผฏฐัพพะ ฯลฯ มโนควรกำหนดรู้ ธรรมารมณ์ ... มโนวิญญาณ ... มโนสัมผัส ... สุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยควรกำหนดรู้ รูปควรกำหนดรู้ เวทนาควรกำหนดรู้ สัญญาควรกำหนดรู้ สังขารควร กำหนดรู้ วิญญาณควรกำหนดรู้ จักขุควรกำหนดรู้ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ ธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือ นิพพานเพราะมีสภาวะเป็นที่สุดควรกำหนดรู้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ @เชิงอรรถ : @ วิญญาณฐิติ ๗ ได้แก่ (๑) สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า@วินิปาติกะ(เปรต)บางเหล่า (๒) สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวก@พรหมผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน (๓) สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพ@อาภัสสระ (๔) สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหะ@(๕) สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ (๖) สัตว์บางพวกผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ@(๗) สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ (ขุ.ป.อ. ๑/๒๑/๑๒๐) @ สัตตาวาส ๙ ได้แก่ ข้อ (๑-๔) ตรงกับวิญญาณฐิติ ๔ ข้อต้น, (๕) สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวย@เวทนา เช่น เหล่าเทพอสัญญีสัตว์, ข้อ (๖-๘) ตรงกับวิญญาณฐิติ ข้อที่ ๕-๗, (๙) สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึง@ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ (ขุ.ป.อ. ๑/๒๑/๑๒๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส ธรรมใดๆ ได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้
บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้เนกขัมมะ ได้เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อ ต้องการได้อพยาบาท ได้อพยาบาทแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อาโลกสัญญา ได้อาโลก-สัญญาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อวิกเขปะ ได้อวิกเขปะแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ธัมมววัตถานได้ธัมมววัตถานแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ญาณ ได้ญาณแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ปามุชชะได้ปามุชชะแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ปฐมฌาน ได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ทุติย-ฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้จตุตถฌาน ได้จตุตถ-ฌานแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ได้อากาสานัญจายตน-สมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ได้วิญญาณัญจายตน-สมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ได้อากิญจัญญายตน-สมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ได้เนวสัญญา-นาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อนิจจานุปัสสนา ได้อนิจจานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ทุกขานุปัสสนา ได้ทุกขานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อนัตตานุปัสสนาได้อนัตตานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้นิพพิทานุปัสสนา ได้นิพพิทานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้วิราคานุปัสสนา ได้วิราคานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้นิโรธานุปัสสนาได้นิโรธานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ได้ปฏินิสสัคคานุปัสสนาแล้วธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ขยานุปัสสนา ได้ขยานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้วยานุปัสสนา ได้วยานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้วิปริณามานุปัสสนา ได้วิปริณามานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อนิมิตตานุปัสสนา ได้อนิมิตตานุปัสสนาแล้วธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อัปปณิหิตานุปัสสนา ได้อัปปณิหิตานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้สุญญตานุปัสสนา ได้สุญญตานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส แล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ยถาภูตญาณทัสสนะ ได้ยถาภูตญาณ-ทัสสนะแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อาทีนวานุปัสสนา ได้อาทีนวานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ปฏิสังขานุปัสสนา ได้ปฏิสังขานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้วิวัฏฏนานุปัสสนาได้วิวัฏฏนานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรค ได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้สกทาคามิมรรค ได้สกทาคามิมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อนาคามิมรรคได้อนาคามิมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อรหัตตมรรค ได้อรหัตตมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้ธรรมใดๆ ได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้” ปัญญารู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่าสุตมยญาณ (๒)
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปริญเญยยนิทเทส
[๕๖] พึงทราบวินิจฉัยในปริญเญยยนิทเทสดังต่อไปนี้.
ท่านสงเคราะห์ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ๑ ตีรณปริญญา ๑ ปหานปริญญา ๑ ด้วยปริญญาศัพท์ไว้ก็จริง แต่ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอาตีรณปริญญาเท่านั้น เพราะท่านกล่าวถึงญาตปริญญาว่า อภิญฺเญยฺยา ควรรู้ยิ่งไว้แล้วในตอนหลัง เพราะท่านกล่าวถึงปหานปริญญาว่า ปหาตพฺพา ควรละไว้ตอนต่อไป.
บทว่า ผสฺโส สาสโว อุปาทานิโย ผัสสะอันมีอาสวะเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ได้แก่ ผัสสะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นปัจจัยแห่งอาสวะและอุปาทาน.
จริงอยู่ ผัสสะนั้นชื่อว่าสาสวะ เพราะทำตนให้เป็นอารมณ์พร้อมกับอาสวะที่เป็นไปอยู่. ชื่อว่าอุปาทานิยะ เพราะเข้าถึงความเป็นอารมณ์ แล้วหน่วงอุปาทานไว้ด้วยการผูกพันไว้กับอุปาทาน. เพราะเมื่อผัสสะกำหนดรู้ได้ด้วยตีรณปริญญา อรูปธรรมแม้ที่เหลือย่อมกำหนดรู้ได้ด้วย ผัสสะเป็นประธานและรูปธรรม ย่อมกำหนดรู้ได้ด้วยเป็นไปตามผัสสะนั้น, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผัสสะอย่างเดียวเท่านั้น. แม้ในธรรมที่เหลือก็พึงประกอบตามควร.
บทว่า นามํ ได้แก่ ขันธ์ ๔ และนิพพานอันไม่มีรูป.
บทว่า รูปํ ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ อาศัยมหาภูตรูป ๔.
ขันธ์ ๔ ชื่อว่านาม เพราะอรรถว่าน้อมไป.
จริงอยู่ ขันธ์เหล่านั้นมีอารมณ์เป็นตัวนำ ย่อมน้อมไป. นามแม้ทั้งหมดก็ชื่อว่านาม ในอรรถว่าให้น้อมไป.
จริงอยู่ ขันธ์ ๔ ยังกันและกันให้น้อมไปในอารมณ์, นิพพานยังธรรมที่ไม่มีโทษให้น้อมไปในตน เพราะเป็นปัจจัยแห่งความเป็นใหญ่ในอารมณ์.
ชื่อว่า รูปํ เพราะอรรถว่าเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเย็นเป็นต้น โดยอำนาจสันตติ - ความสืบต่อ.
บทว่า รูปนฏฺเฐน ได้แก่ ความกำเริบ. ธรรมชาติที่ถูกความหนาวเป็นต้น กระทบด้วยการปรวนแปรของสันตติ ท่านกล่าวว่า รูปํ.
แต่ในที่นี้ บทว่า นามํ ท่านประสงค์เอานามที่เป็นโลกิยะเท่านั้น, ส่วนรูปเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว.
บทว่า ติสฺโส เวทนา เวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. เวทนาเหล่านั้นเป็นไปในโลกเท่านั้น.
บทว่า อาหารา ได้แก่ ปัจจัย. ปัจจัยชื่อว่าอาหารา เพราะนำมาซึ่งผลแก่ตน.
อาหาร ๔ อย่าง คือ กพฬีการาหาร (อาหารคือคำข้าว) ๑ ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ) ๑ มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือมโนสัญเจตนา) ๑ วิญญาณาหาร (อาหารคือวิญญาณ) ๑.
ชื่อว่ากพฬีการะ เพราะควรทำให้เป็นคำด้วยวัตถุ. ชื่อว่าอาหาร เพราะควรกลืนกิน.
บทนี้เป็นชื่อของโอชะอันเป็นวัตถุมีข้าวสุกและขนมทำด้วยถั่วเขียวเป็นต้น. โอชะนั้นชื่อว่าอาหาร เพราะนำมาซึ่งรูปมีโอชะเป็นที่ ๘.
ผัสสะ ๖ อย่างมีจักขุสัมผัสเป็นต้น ชื่อว่าอาหาร เพราะนำมาซึ่งเวทนา ๓.
ชื่อว่ามโนสัญเจตนา เพราะมีความตั้งใจของใจ มิใช่ของสัตว์ เหมือนความที่จิตมีอารมณ์เดียว.
อีกอย่างหนึ่ง สัญเจตนาสัมปยุตด้วยใจ ชื่อว่ามโนสัญเจตนา เหมือนรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย. ได้แก่กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาเป็นไปในภูมิ ๓. มโนสัญเจตนานั้น ชื่อว่าอาหาร เพราะนำมาซึ่งภพ ๓.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ อย่าง. ปฏิสนธิวิญญาณนั้นชื่อว่าอาหาร เพราะนำมาซึ่งนามรูปอันเป็นปฏิสนธิ.
บทว่า อุปาทานกฺขนฺธา ได้แก่ ขันธ์อันเป็นโคจรของอุปาทาน พึงเห็นลบบทท่ามกลาง - มชฺฌปทโลโป.
อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่เกิดเพราะอุปาทาน ชื่ออุปาทานขันธ์ เหมือนไฟไหม้หญ้า ไฟไหม้แกลบ.
อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่เชื่อฟังอุปาทาน ชื่ออุปาทานขันธ์ เหมือนราชบุรุษ.
อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่มีอุปาทานเป็นแดนเกิด ชื่อว่าอุปาทานขันธ์ เหมือนต้นไม้มีดอก ต้นไม้มีผล.
อุปาทานมี ๔ อย่าง คือ กามุปาทาน - คือมั่นกาม ๑, ทิฏฐุปาทาน - คือมั่นทิฏฐิ ๑, สีลัพพตุปาทาน - คือมั่นศีลพรต ๑, อัตตวาทุปาทาน - คือมั่นวาทะว่าตน ๑. แต่โดยอรรถ ชื่อว่าอุปาทาน เพราะยึดถือจัด.
อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปูปาทานขันธ์ ๑ เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๑ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑.
บทว่า ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ จักขายตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ ชิวหายตนะ ๑ กายายตนะ ๑ มนายตนะ ๑.
บทว่า สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย ได้แก่ วิญญาณฐิติ ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ๗.
วิญญาณฐิติ มีอะไรบ้าง?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นมนุษย์ทั้งหลาย เทพบางพวก วินิปาติกะ เปรตบางหมู่ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เทพผู้อยู่ในพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภัสสรา นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหา นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ดับปฏิฆสัญญา ไม่มนสิการถึงสัญญาต่างกัน เป็นผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า อนนฺโต อากาโส - อากาศไม่มีที่สุด, นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด, นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะว่า นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไรๆ, นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๗.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ ๗ เหล่านี้แล.
____________________________
องฺ.สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๔๑
บทว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย - ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ได้แก่ ขันธ์พร้อมกับวิญญาณอันเป็นฐานแห่งปฏิสนธิวิญญาณ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าการชี้แจง.
บทว่า มนุสฺสา คือ มนุษย์ แม้สองคนจะเป็นเช่นคนเดียวกัน ก็ไม่มีด้วยวรรณะและสัณฐานเป็นต้นของมนุษย์ ไม่มีประมาณในจักรวาลอันหาประมาณมิได้. แม้มนุษย์จะเหมือนกันด้วยวรรณะหรือสัณฐาน ก็ไม่เหมือนกันด้วยการแลและการเหลียวเป็นต้น, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตกายา - มีกายต่างกัน.
ปฏิสนธิสัญญาของมนุษย์เหล่านั้นเป็นติเหตุกะบ้าง ทวิเหตุกะบ้าง อเหตุกะบ้าง, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตสญฺญิโน - มีสัญญาต่างกัน.
บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา - เทพบางพวก ได้แก่ กามาวจรเทพ ๖ ชั้น.
บรรดาเทพเหล่านั้น เทพบางพวกมีกายสีเขียว, บางพวกมีผิวพรรณสีเหลืองเป็นต้น, แต่สัญญาของเทพเหล่านั้นเป็นไปกับติเหตุกะบ้าง ทวิเหตุกะบ้าง, ไม่เป็นอเหตุกะ.
บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา - วินิปาติกะบางพวก ได้แก่ เวมานิกเปรตเหล่าอื่นมีอาทิอย่างนี้ คือ ยักษิณีชื่อปุนัพพสุมาตา ปิยังกรมาตา ผุสสมิตตา ธรรมคุตตา พ้นจากอบาย ๔.
เปรตเหล่านั้นมีกายต่างกันโดยมีผิวขาว ดำ เหลืองและสีนิลเป็นต้น และโดยมีลักษณะผอม อ้วน เตี้ย สูง, แม้สัญญาก็ต่างกันด้วยอำนาจติเหตุกะ ทวิเหตุกะและอเหตุกะเหมือนสัญญาของมนุษย์ทั้งหลาย. แต่เวมานิกเปรตเหล่านั้นไม่มีศักดิ์ใหญ่เหมือนเทพทั้งหลาย. มีศักดิ์น้อย อาหารและเสื้อผ้าหาได้ยาก ถูกทุกข์บีบคั้นเหมือนมนุษย์ยากไร้.
วินิปาติกะบางพวก ในวันข้างแรมได้รับทุกข์ ในวันข้างขึ้นได้รับสุข, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าวินิปาติกา เพราะตกไปจากการสะสมสุข.
อนึ่ง ในบทนี้ แม้การรู้ธรรมของวินิปาติกะที่เป็นติเหตุกะก็มีได้ ดุจการรู้ธรรมของยักษิณี ชื่อว่าปิยังกรมาตาเป็นต้น.
บทว่า พฺรหฺมกายิกา - พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม ได้แก่ พรหมปาริสัชชะ พรหมปุโรหิตะและมหาพรหม.
บทว่า ปฐมาภินิพฺพตฺตา - ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน ได้แก่ พวกเทพทั้งหมดนั้นเกิดแล้วด้วยปฐมฌาน. ส่วนพรหมปาริสัชชะเกิดด้วยฌานเล็กน้อย, พรหมปุโรหิตะเกิดด้วยฌานอย่างกลาง,
อนึ่ง กายของพวกเทพเหล่านั้นแผ่ซ่านยิ่ง. มหาพรหมเกิดด้วยฌานอันประณีต, กายของมหาพรหมเหล่านั้น แผ่ซ่านยิ่งนัก.
พรหมกายิกาเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เพราะกายต่างกัน เพราะสัญญาอย่างเดียวกันด้วยอำนาจปฐมฌาน.
สัตว์ที่เกิดในอบาย ๔ ก็เหมือนกัน. ในนรก บางพวกร่างกายคาวุตหนึ่ง, บางพวกกึ่งโยชน์, บางพวก ๓ คาวุต, ส่วนเทวทัตมีร่างกายร้อยโยชน์.
แม้ในเดียรัจฉาน บางพวกก็เล็ก, บางพวกก็ใหญ่.
แม้ในเปตติวิสัย บางพวกก็ ๖๐ ศอก บางพวกก็ ๘๐ ศอก บางพวกผิวงาม บางพวกผิวทราม. เหมือนกาลกัญชิกาสูร.
อนึ่ง บรรดาเปรตเหล่านี้ พวกทีฆปิฏฐิกาเปรตก็มีกายสูง ๖๐ โยชน์. สัญญาของเปรตทั้งหมดนั้นเป็นไปกับอเหตุกะมีอกุศลเป็นวิบาก. แม้สัตว์ในอบายทั้งหลายก็ถือได้ว่าเป็นผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน.
บทว่า อาภสฺสรา - พวกเทพอาภัสสระ รัศมีจากร่างกายของอาภัสสรเทพเหล่านั้น รุ่งเรืองสว่างไสวดุจขาดแล้วๆ ตกลงมาเหมือนคบเพลิงมีด้าม จึงชื่อว่าอาภัสสรา.
บรรดาเทพเหล่านั้น รัศมีเกิดขึ้นเพราะเจริญทุติยฌานและตติยฌานทั้งสองในปัญจกนัยนิดหน่อย จึงชื่อว่าปริตตาภา. รัศมีเกิดขึ้นเพราะเจริญฌานปานกลาง จึงชื่อว่าอัปปมาณาภา. รัศมีเกิดขึ้นเพราะเจริญฌานประณีต จึงชื่อว่าอาภัสสรา.
แต่ในที่นี้ ท่านกำหนดเอาเทพทั้งหมดเหล่านั้น ด้วยการกำหนดชั้นยอด.
กายของเทพเหล่านั้นทั้งหมด แผ่ซ่านเป็นอันเดียวกัน, แต่สัญญาต่างกัน เพราะไม่มีวิตกมีแต่วิจาร และเพราะไม่มีทั้งวิตกและวิจาร.
บทว่า สุภกิณฺหา - พวกเทพสุภกิณหะ ได้แก่ พวกเทพผู้เปี่ยมกระจายไปด้วยความงาม.
อธิบายว่า มีรัศมีเป็นก้อนเดียวกันด้วยสีรัศมีจากร่างกาย. รัศมีของพวกสุภกิณหเทพเหล่านั้นไม่ขาดเป็นตอนๆ เหมือนรัศมีของพวกอาภัสสรเทพ.
พวกเทพปริตตสุภะ อัปปมาณสุภะ สุภกิณหะเกิดขึ้นด้วยอำนาจตติยฌานในจตุกกนัย จตุตถฌานในปัญจกนัย อันเป็นฌานนิดหน่อย ปานกลางและประณีต.
พวกเทพทั้งหมดเหล่านั้น พึงทราบว่า มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกันด้วยสัญญาในจตุตถฌาน.
เวหัปผละ ย่อมรวมเข้ากับวิญญาณฐิติข้อที่ ๔.
อสัญญสัตว์ - สัตว์ไม่มีสัญญา ไม่สงเคราะห์เข้าในวิญญาณฐิตินี้ เพราะไม่มีวิญญาณ, สงเคราะห์เข้าในสัตตาวาส - ภพเป็นที่อยู่ของสัตว์.
สุทธาวาส - ภพเป็นที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในฝ่ายแห่งวิวัฏฏะ (นิพพาน) มิใช่ดำรงอยู่ตลอดทุกกาล. ภพเทพสุทธาวาสย่อมไม่เกิดในโลกที่ว่างจากพระพุทธเจ้าตลอดแสนกัปบ้าง, ตลอดอสงไขยกัปบ้าง.
เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติในระหว่างหนึ่งหมื่นหกพันกัป ภพเทพสุทธาวาสจึงเกิด. พวกเทพเหล่านั้นเป็นเหมือนกองทัพของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประกาศพระธรรมจักร, เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นวิญญาณฐิติ. ทั้งไม่รวมเข้ากับสัตตาวาส.
พระมหาสีวเถระกล่าวโดยพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร สัตตาวาสที่เราไม่เคยอาศัยอยู่ นอกจากเทพสุทธาวาสโดยกาลยาวนานนี้หาได้ไม่ง่ายนักแล ดังนี้ แม้สุทธาวาสก็รวมเข้ากับวิญญาณฐิติที่ ๔ และสัตตาวาสที่ ๔,
สูตรนั้น ท่านเห็นตามด้วย เพราะเป็นสูตรที่ไม่ได้ห้ามไว้.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๘๙
ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะวิญญาณละเอียดจะมีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญญาณก็ไม่ใช่ เหมือนสัญญาละเอียด, เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่กล่าวไว้ในวิญญาณฐิติ.
บทว่า อฏฺฐ โลกธมฺมา - โลกธรรม ๘ เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ เสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑.
เมื่อความเป็นไปของโลกมีอยู่ ธรรมของโลกจึงเรียกว่าโลกธรรม เพราะมีความเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา. ชื่อว่าสัตว์จะพ้นจากโลกธรรมเหล่านี้ ย่อมไม่มี. จะมีก็แต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ เหล่านี้ย่อมหมุนไปตามโลก, และโลกก็ย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘. โลกธรรม ๘ คืออะไรบ้าง. โลกธรรม ๘ คือ ลาภ ๑ เสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ เหล่านี้ย่อมหมุนไปตามโลก. และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ เหล่านี้.
____________________________
องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๙๕.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุปริวตฺตนฺติ - ย่อมหมุนไปตาม ได้แก่ ติดตามไปคือไม่ละ. อธิบายว่า ไม่กลับไปจากโลก.
บทว่า ลาโภ - ลาภ คือ ลาภของบรรพชิตมีจีวรเป็นต้น, ของคฤหัสถ์มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น. เมื่อไม่ได้ลาภนั้น ชื่อว่าเสื่อมลาภ. เมื่อกล่าวว่า น ลาโภ อลาโภ - ไม่ใช่ลาภชื่อว่าไม่มีลาภ ไม่ควรเข้าใจโดยความไม่มีประโยชน์.
บทว่า ยโส - ยศ ได้แก่ บริวารยศ. เมื่อไม่ได้ยศนั้น ชื่อว่าเสื่อมยศ.
บทว่า นินฺทา คือ พูดกล่าวโทษ.
บทว่า ปสํสา คือ พูดกล่าวถึงคุณ.
บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกายและสุขทางใจของกามาวจร.
บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจของปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี, พระอนาคามีและพระอรหันต์มีแต่ทุกข์ทางกายเท่านั้น.
บทว่า นว สตฺตาวาสา ได้แก่ ที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า สถานที่เป็นที่อยู่.
สถานที่อยู่เหล่านั้น ได้แก่ ขันธ์ อันเป็นที่ปรากฏรู้กันแล้ว.
สัตตาวาส ๙ คืออะไรบ้าง.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส ๙ เหล่านี้, สัตตาวาส ๙ คืออะไรบ้าง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวินิปาติกะ (เปรต) นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม ผู้เกิดในปฐมฌาน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๒.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภัสสระ. นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๓.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๔.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา เช่น พวกเทพผู้เป็นอสัญญีสัตว์ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๕.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงสัญญาต่างกัน เข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า อนนฺโต อากาโส - อากาศไม่มีที่สุด, นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๖.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงอากาสานัญจาตยนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ - วิญญาณไม่มีที่สุด, นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๗.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะว่า นตฺถิ กิญฺจิ - ไม่มีอะไรๆ, นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๘.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๙.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส ๙ เหล่านี้แล.
____________________________
องฺ. นวก. ๒๓/๒๒๘
บทว่า ทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ อย่างนี้ คือ จักขายตนะ ๑ รูปายตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ สัททายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ คันธายตนะ ๑ ชิวหายตนะ ๑ รสายตนะ ๑ กายายตนะ ๑ โผฏฐัพพายตนะ ๑.
ส่วนมนายตนะ ธัมมายตนะ ท่านไม่จัดไว้ เพราะเจือด้วยโลกุตระ.
[๕๗] ในการวิสัชนา ๑๐ เหล่านี้ ท่านกล่าวถึงตีรณปริญญาด้วยอำนาจวิปัสสนา.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว ปริญฺเญยฺยํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ ดังต่อไปนี้.
ท่านกล่าวถึงตีรณปริญญา ด้วยการได้เฉพาะธรรมเหล่านี้ คือ
ธรรม ๓ มีอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์คืออัธยาศัยที่มุ่งบรรลุมรรคผลของผู้ปฏิบัติ) เป็นต้น,
ธรรม ๑๕ มีอนุปปาทธรรมเป็นต้นของการออกไปแห่งทุกข์เป็นต้น อันเป็นปฏิปทาของการดับทุกข์ เป็นการเจริญเพื่อทำให้แจ้ง เป็นการแทงตลอดธรรมเหล่านั้น,
ธรรม ๓๑ มี ปริคฺคหฏฺโฐ - สภาพที่กำหนดไว้,
ธรรม ๓ มีอุตตริปฏิเวธัฏฐะ - สภาพที่แทงตลอดยิ่งขึ้นไป เป็นต้น,
ธรรม ๘ อันเป็นองค์มรรค, ธรรม ๒ มีสภาพสงบแห่งปโยคะเป็นต้น, ธรรม ๒ มีสภาพออกไปแห่งสภาพที่เป็นอสังขตะ, ธรรม ๓ มีสภาพตรัสรู้ตามสภาพที่นำสัตว์ออกไปเป็นต้น, ธรรม ๓ มีอนุโพธนัฏฐะ - สภาพที่รู้ตาม เป็นต้น, ธรรม ๓ มีอนุโพธิปักขิยะ - ธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ตาม เป็นต้น, ธรรม ๔ มีอุชโชตนัฏฐะ - สภาพที่รุ่งเรือง เป็นต้น, ธรรม ๑๘ มีปตาปนัฏฐะ - สภาพที่ทำให้เร่าร้อน เป็นต้น, ธรรม ๙ มีวิวัฏฏนานุปัสสนา - การพิจารณาเห็นนิพพาน เป็นต้น, ญาณในความสิ้นไปและญาณในความไม่เกิด นิพพานอันเป็นปัญญาวิมุตติ,
พึงทราบว่า ตีรณปริญญา ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาตามสมควรแก่หมู่ธรรม และด้วยอำนาจการได้เฉพาะ.
[๕๘] ท่านกล่าวถึงตีรณปริญญาด้วยอรรถว่าเข้าถึงกิจ ด้วยบทว่า เยสํ เยสํ ธมฺมานํ ฯเปฯ ติริตา จ ความว่า บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว. ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้. เมื่อเข้าถึงกิจแล้ว เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ญาตปริญญาของผู้ยังไม่เข้าถึงวิปัสสนา นั่นไม่ดีเลย เพราะญาตปริญญา ท่านกล่าวด้วยธรรมควรรู้ยิ่ง.
บทว่า ปริญฺญาตา เจว โหนฺติ ตีริตา จ ธรรมอันบุคคลกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้ว.
ความว่า ธรรมอันบุคคลได้แล้ว ชื่อว่าเป็นอันกำหนดรู้แล้ว และชื่อว่าพิจารณาแล้ว. เป็นอันท่านกล่าวความที่กำหนดรู้ ด้วยการเข้าถึงสมาบัติอย่างนี้.
[๕๙] บัดนี้ เพื่อประกอบอรรถนั้นด้วยการได้ธรรมอย่างหนึ่งๆ แล้วแสดงสรุปในที่สุด พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า เนกฺขมฺมํ เป็นต้น.
พึงทราบบททั้งหมดนั้นโดยทำนองตามดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในตอนก่อนแล.
จบอรรถกถาปริญเญยยนิทเทส -----------------------------------------------------