วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กถํ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ เนกฺขมฺมาธิปตตฺตา ปญฺญา กามจฺฉนฺทโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ อพฺยาปาทาธิปตตฺตา ปญฺญา พฺยาปาทโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ อาโลกสญฺญาธิปตตฺตา ปญฺญา ถีนมิทฺธโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ อวิกฺเขปาธิปตตฺตา ปญฺญา อุทฺธจฺจโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ธมฺมววตฺถานาธิปตตฺตา ปญฺญา วิจิกิจฺฉาย สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ญาณาธิปตตฺตา ปญฺญา อวิชฺชาย สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ปามุชฺชาธิปตตฺตา ปญฺญา อรติยา สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ปฐมชฺฌานาธิปตตฺตา ปญฺญา นีวรเณหิ สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคาธิปตตฺตา ปญฺญา สพฺพกิเลเสหิ สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ --------
ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ อย่างไร ฯ ปัญญาในความมีเนกขัมมะเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากกามฉันทะด้วยปัญญาเครื่องรู้ดี เพราะฉะนั้น ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาในความมีความไม่พยาบาทเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากพยาบาทด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี เพราะฉะนั้น ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาในความมีอาโลกสัญญาเป็นอธิบดีย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากอุทธัจจะด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีการกำหนดธรรมเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากวิจิกิจฉาด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีญาณเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากอวิชชาด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีปราโมทย์เป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากอรติด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีปฐมฌานเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ฯลฯ ปัญญาในความมีอรหัตมรรคเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากกิเลสทั้งปวงด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี เพราะฉะนั้นปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ฯ
กถํ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ เนกฺขมฺเมกตฺตํ เจตยโต กามจฺฉนฺทโต จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ พฺยาปาโท นานตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ อพฺยาปาเทกตฺตํ เจตยโต พฺยาปาทโต จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ถีนมิทฺธํ นานตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อาโลกสญฺเญกตฺตํ เจตยโต ถีนมิทฺธโต จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสา นานตฺตํ อรหตฺตมคฺโค เอกตฺตํ อรหตฺตมคฺเคกตฺตํ เจตยโต สพฺพกิเลเสหิ จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ
ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง เป็นเจโตวิวัฏฏ- *ญาณอย่างไร ฯ กามฉันทะเป็นความต่าง เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่เนกขัมมะเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกามฉันทะ เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณพยาบาทเป็นความต่าง ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่ความไม่พยาบาทเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากพยาบาท เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณถีนมิทธะเป็นความต่าง อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่อาโลกสัญญาเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะ เพราะฉะนั้นปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นความต่าง อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่อรหัตมรรคเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกิเลสทั้งปวง เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง เป็นเจโตวิวัฏฏญาณ ฯ
กถํ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ ---------
ปัญญาในการอธิษฐาน เป็นจิตตวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาทเมื่อละถีนมิทธะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้นปัญญาในการอธิษฐาน (แต่ละอย่าง) จึงเป็นจิตตวิวัฏฏญาณ (แต่ละอย่าง) ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการอธิษฐานเป็นจิตตวิวัฏฏญาณ ฯ
กถํ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ จกฺขุํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วาติ ยถาภูตํ ปชานโต ปสฺสโต จ กามาภินิเวสโต ญาณํ วิวฏฺฏตีติ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ ฆานํ สุญฺญํ ชิวฺหา สุญฺญา กาโย สุญฺโญ มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วาติ ยถาภูตํ ปชานโต ปสฺสโต จ กามาภินิเวสโต ญาณํ วิวฏฺฏตีติ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ ----------
ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ เมื่อพระโยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า จักษุว่างเปล่าจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความคงที่หรือจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในกามเพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า จึงเป็นญาณวิวัฏฏญาณ เมื่อพระ-*โยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า หูว่างเปล่า ฯลฯ จมูกว่างเปล่าลิ้นว่างเปล่า กายว่างเปล่า ใจว่างเปล่า จากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนจากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความคงที่ หรือจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในกาม เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า จึงเป็นญาณวิวัฏฏญาณ ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณ-*วิวัฏฏญาณ ฯ
กถํ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ --------
ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ พระโยคาวจรย่อมสลัดกามฉันทะออกด้วยเนกขัมมะ สลัดพยาบาทออกด้วยความไม่พยาบาท สลัดถีนมิทธะออกด้วยอาโลกสัญญา สลัดอุทธัจจะออกด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน สลัดวิจิกิจฉาออกด้วยการกำหนดธรรม ฯลฯ สลัดกิเลสทั้งปวงออกด้วยอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสลัดออก (แต่ละอย่าง)จึงเป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ (แต่ละอย่าง) ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกข-*วิวัฏฏญาณ ฯ
กถํ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺฐํ สงฺขตฏฺฐํ สนฺตาปฏฺฐํ วิปริณามฏฺฐํ ปริชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ สมุทยสฺส อายุหนฏฺฐํ นิทานฏฺฐํ สญฺโญคฏฺฐํ ปลิโพธฏฺฐํ ปชหนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺฐํ วิเวกฏฺฐํ อสงฺขตฏฺฐํ อมตฏฺฐํ สจฺฉิกโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺฐํ เหตฏฺฐํ ทสฺสนฏฺฐํ อาธิปเตยฺยฏฺฐํ ภาเวนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ สจฺจวิวฏฺโฏ สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจตยนฺโต วิวฏฺฏตีติ เจโตวิวฏฺโฏ วิชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณํ กโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ญาณวิวฏฺโฏ โวสฺสชฺชนฺโต วิวฏฺฏตีติ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตถฏฺเฐ วิวฏฺฏตีติ สจฺจวิวฏฺโฏ ฯ
ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจจวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ เมื่อพระโยคาวจรกำหนดรู้ความบีบคั้น ความปรุงแต่ง ความให้เดือดร้อนความแปรปรวน แห่งทุกข์ ย่อมหลีกไป เมื่อละความประมวลมา ความเป็นเหตุความเกี่ยวข้อง ความกังวล แห่งสมุทัย ย่อมหลีกไป เมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งความสลัดออก ความสงัด ความไม่มีเครื่องปรุงแต่ง ความไม่ตาย แห่งนิโรธย่อมหลีกไป เมื่อเจริญความนำออก ความเป็นเหตุ ความเห็น ความเป็นอธิบดีแห่งมรรค ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น ปัญญาในความว่าธรรมจริง (แต่ละอย่าง)จึงเป็นสัจจวิวัฏฏญาณ (แต่ละอย่าง) ญาณเป็นสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์ วิโมกขวิวัฏฏ์ สัจจวิวัฏฏ์ พระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อมย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นสัญญาวิวัฏฏ์ เมื่อคิดถึงย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นเจโตวิวัฏฏ์ เมื่อรู้แจ้งย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นจิตตวิวัฏฏ์เมื่อกระทำญาณย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นญาณวิวัฏฏ์ เมื่อสลัดออกย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิโมกขวิวัฏฏ์ ย่อมหลีกไปในความว่าธรรมจริงเพราะฉะนั้นจึงเป็นสัจจวิวัฏฏ์ ฯ
ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ตตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ยตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ยตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ ---------
ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีเจโตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีจิตตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีจิตตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์จิตตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีญาณวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีญาณ-*วิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคใดมี สัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีวิโมกขวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีวิโมกขวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์ วิโมกข-*วิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัจจวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัจจวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์วิโมกขวิวัฏฏ์ ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจจวิวัฏฏญาณ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔๔-๔๙. ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส แสดงญาณในการหลีกออก ๖ อย่าง
ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ ชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ เป็นอย่างไร คือ ปัญญาที่มีเนกขัมมะเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากกามฉันทะด้วยสัญญา (ความหมายรู้) เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณปัญญาที่มีอพยาบาทเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากพยาบาทด้วยสัญญา เพราะฉะนั้นปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาที่มีอาโลกสัญญาเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะด้วยสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรม@เชิงอรรถ : @ อาสวะ ในที่นี้หมายถึงวิริยะ (ความเพียร) (ขุ.ป.อ. ๑/๙๔/๓๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔๔-๔๙. ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส เป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาที่มีอวิกเขปะเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากอุทธัจจะด้วยสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาที่มีธัมมววัตถานเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากวิจิกิจฉาด้วยสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณปัญญาที่มีญาณเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากอวิชชาด้วยสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาที่มีปามุชชะเป็นใหญ่ย่อมหลีกออกจากอรติด้วยสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาที่มีปฐมฌานเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยสัญญา ฯลฯ ปัญญาที่มีอรหัตตมรรคเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากกิเลสทั้งปวงด้วยสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ ชื่อว่าสัญญา-วิวัฏฏญาณ
ปัญญาในสภาวะต่างๆ ชื่อว่าเจโตวิวัฏฏญาณ เป็นอย่างไร คือ กามฉันทะเป็นสภาวะต่างๆ เนกขัมมะเป็นสภาวะเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงเนกขัมมะที่เป็นสภาวะเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกามฉันทะ เพราะฉะนั้นปัญญาในสภาวะต่างๆ จึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏญาณ พยาบาทเป็นสภาวะต่างๆ อพยาบาทเป็นสภาวะเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงอพยาบาทที่เป็นสภาวะเดียว จิตย่อมหลีกออกจากพยาบาท เพราะฉะนั้นปัญญาในสภาวะต่างๆ จึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏญาณ ถีนมิทธะเป็นสภาวะต่างๆ อาโลกสัญญาเป็นสภาวะเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงอาโลกสัญญาที่เป็นสภาวะเดียว จิตย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะ เพราะฉะนั้นปัญญาในสภาวะต่างๆ จึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏญาณ ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นสภาวะต่างๆ อรหัตตมรรคเป็นสภาวะเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงอรหัตตมรรคที่เป็นสภาวะเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกิเลสทั้งปวง เพราะฉะนั้นปัญญาในสภาวะต่างๆ จึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏญาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔๔-๔๙. ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในสภาวะต่างๆ ชื่อว่าเจโตวิวัฏฏญาณ
ปัญญาในการอธิษฐาน ชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ เป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะเพราะฉะนั้น ปัญญาในการอธิษฐาน จึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ เมื่อละพยาบาทย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจแห่งอพยาบาท เพราะฉะนั้น ปัญญาในการอธิษฐานจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ เมื่อละถีนมิทธะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจแห่งอาโลก-สัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาในการอธิษฐาน จึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจแห่งอรหัตตมรรค เพราะฉะนั้น ปัญญาในการอธิษฐาน จึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการอธิษฐาน ชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ
ปัญญาในธรรมที่ว่าง ชื่อว่าญาณวิวัฏฏญาณ เป็นอย่างไร คือ เมื่อพระโยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า “จักขุว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความคงที่หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา” ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในกามเพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมที่ว่าง จึงชื่อว่าญาณวิวัฏฏญาณ เมื่อพระโยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า “โสตะว่าง ฯลฯ ฆานะว่าง ฯลฯ ชิวหาว่าง ฯลฯ กายว่าง ฯลฯ มโนว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความคงที่ หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา” ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในกาม เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมที่ว่าง จึงชื่อว่าญาณวิวัฏฏญาณ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในธรรมที่ว่าง ชื่อว่าญาณวิวัฏฏญาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔๔-๔๙. ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส
ปัญญาในความสละ ชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ เป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรสละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสละ จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ สละพยาบาทด้วยอพยาบาท เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสละ จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ สละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสละ จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ สละอุทธัจจะด้วยอวิกเขปะเพราะฉะนั้น ปัญญาในความสละ จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ สละวิจิกิจฉาด้วยธัมมววัตถาน เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสละ จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณสละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสละ จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสละ ชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ
ปัญญาในสภาวะแท้ ชื่อว่าสัจจวิวัฏฏญาณ เป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรเมื่อกำหนดรู้สภาวะที่บีบคั้น สภาวะที่ปัจจัยปรุงแต่ง สภาวะที่ทำให้เดือดร้อน สภาวะที่แปรผันแห่งทุกข์ ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นปัญญาในสภาวะแท้ จึงชื่อว่าสัจจวิวัฏฏญาณ เมื่อละสภาวะที่ประมวลมา สภาวะที่เป็นเหตุ สภาวะที่เกี่ยวข้อง สภาวะที่พัวพันแห่งสมุทัย ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น ปัญญาในสภาวะแท้ จึงชื่อว่า สัจจวิวัฏฏญาณ เมื่อทำให้แจ้งสภาวะที่เป็นเครื่องสลัดออก สภาวะที่เป็นวิเวก สภาวะที่เป็นอสังขตะ สภาวะที่เป็นอมตะแห่งนิโรธ ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น ปัญญาในสภาวะแท้จึงชื่อว่าสัจจวิวัฏฏญาณ เมื่อเจริญสภาวะที่นำออก สภาวะที่เป็นเหตุ สภาวะที่เห็น สภาวะที่เป็นใหญ่แห่งมรรค ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น ปัญญาในสภาวะแท้ จึงชื่อว่าสัจจวิวัฏฏญาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔๔-๔๙. ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏ สัจจวิวัฏ พระโยคาวจรเมื่อหมายรู้ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏ เมื่อคิดย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเจโตวิวัฏ เมื่อรู้แจ้งย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏ เมื่อกระทำญาณย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าญาณวิวัฏเมื่อสละย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏ ย่อมหลีกไปในสภาวะแท้เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัจจวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีเจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีเจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีจิตตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีจิตตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีวิโมกขวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีวิโมกขวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญา-วิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัจจวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัจจวิวัฏ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏเจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในสภาวะแท้ ชื่อว่าสัจจวิวัฏฏญาณ ฉวิวัฏฏญาณนิทเทสที่ ๔๔-๔๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๕๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔๔-๔๙. อรรถกถาวิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส
[๒๔๖-๒๕๒] พึงทราบวินิจฉัยในวิวัฏฏญาณฉักกนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า เนกฺขมฺมาธิปตตฺตา ปญฺญา - ปัญญาในความมีเนกขัมมะเป็นอธิบดี คือปัญญาที่เป็นไปด้วยความยิ่งในเนกขัมมะ ทำเนกขัมมะให้ยวดยิ่ง.
บทว่า กามจฺฉนฺทโต สญฺญาย วิวฏฺฏติ - ย่อมหลีกออกจากกามฉันทะด้วยปัญญาเครื่องรู้ดี คือย่อมหลีก หมุนกลับจากกามฉันทะอันเป็นเหตุเป็นการณะแห่งสัญญาสัมปยุตด้วยปัญญา ทำเนกขัมมะให้ยิ่งใหญ่. อธิบายว่า หันหลังให้กามฉันทะ.
ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บทว่า กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ - กามฉันทะเป็นความเป็นต่างๆ คือกามฉันทะมิได้มีสภาพเป็นอันเดียวกัน เพราะไม่มีความประพฤติสงบ.
บทว่า เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ - เนกขัมมะเป็นธรรมอย่างเดียว คือเนกขัมมะมีสภาพอย่างเดียวกัน เพราะมีความประพฤติสงบ.
บทว่า เนกฺขมฺเมกตฺตํ เจตยโต - เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่เนกขัมมะเป็นธรรมอย่างเดียวกัน คือยังเนกขัมมะให้เป็นไปด้วยการเห็นโทษในกามฉันทะ.
บทว่า กามจฺฉนฺทโต จิตฺตํ วิวฏฺฏติ - จิตย่อมหลีกจากกามฉันทะ คือจิตย่อมหลีกจากกามฉันทะโดยความเป็นโทษที่เห็นแล้ว ในขณะแห่งเนกขัมมะ.
ในบทที่เหลือมีนัยนี้.
บทว่า กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต - พระโยคาวจรละกามฉันทะ คือละกามฉันทะในขณะปฏิบัติเนกขัมมะด้วยวิกขัมภนปหานะ.
บทว่า เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ - พระโยคาวจรย่อมอธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ ได้แก่ตั้งจิตสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้นด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะที่ได้แล้ว คือทำให้ยวดยิ่งดำรงอยู่. อธิบายว่า ให้เป็นไป.
ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บทว่า จกฺขุ สุญฺญํ อตฺเตน วา - จักษุว่างเปล่าจากตน คือจักษุว่างเปล่าจากตน เพราะไม่มีตน กล่าวคือผู้ทำผู้เสวยที่คนพาลกำหนดไว้. เพราะจักษุชื่อว่าสูญ โดยที่จักษุไม่มีในตน.
บทว่า อตฺตนิเยน วา - จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน คือสูญจากของของตน เพราะไม่มีแม้ของของตนโดยไม่มีตน.
ท่านกล่าวความไม่มีตน และความไม่มีสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพื่อปฏิเสธการถือทั้งสองอย่าง เพราะมีการยึดถือโดยอาการทั้งสองของชาวโลกว่า ตัวตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน.
บทว่า นิจฺเจน วา - จากความเที่ยง คือชื่อว่าสูญจากความเที่ยง เพราะไม่มีใครๆ ที่จะล่วงเลยการทำลายแล้วตั้งอยู่ได้.
บทว่า ธุเวน วา - จากความยั่งยืน คือชื่อว่าจากความยั่งยืน เพราะไม่มีใคร ๆ ที่จะมั่นคงอยู่ได้ แม้ในขณะที่เป็นไปอยู่.
บทว่า สสฺสเตน วา - จากความคงที่ คือชื่อว่าสูญจากความคงที่ เพราะไม่มีใครๆ ที่จะอยู่ได้ตลอดไป.
บทว่า อวิปริณามธมฺเมน วา - จากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา คือชื่อว่าสูญจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่มีใครๆ ที่จะเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ชรา-ความแก่ และภังคะ-ความสลายไป.
อีกอย่างหนึ่ง มีอธิบายว่า สูญจากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความมั่นคงและจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา.
บทว่า ยถาภูตํ ชานโต ปสฺสโต - พระโยคาวจรรู้เห็นตามความเป็นจริง คือรู้ตามสภาวะด้วยอนัตตานุปัสนาญาณอย่างนี้ และเห็นดุจเห็นด้วยจักษุ.
บทว่า จกฺขาภินิเวสโต ญาณํ วิวฏฺฏติ - ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในจักษุ คือญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือที่เห็นแล้วอันเป็นไปว่า จักษุเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งที่เนื่องด้วยตน.
ในบทที่เหลือมีนัยนี้.
บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โวสฺสชฺชติ - พระโยคาวจรสละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือบุคคลผู้ได้เนกขัมมะย่อมสละกามฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อเนกขัมมะนั้นด้วยเนกขัมมะ.
บทว่า โวสฺสคฺเค ปญฺญา - ปัญญาในความสลัดออก คือปัญญาสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น ในเนกขัมมะอันเป็นความสลัดออกแห่งกามฉันทะ.
บทว่า ปีฬนฏฺฐา - ความบีบคั้นเป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.
บทว่า ปริชานนฺโต วิวฏฺฏติ - เมื่อกำหนดรู้ย่อมหลีกไป เป็นเทศนาบุคลาธิฏฐาน ท่านกล่าวว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคกำหนดรู้อรรถ ๔ อย่างแห่งทุกข์ด้วยสามารถแห่งกิจ ย่อมหลีกไปด้วยการออกจากทุกข์. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยญาณ ย่อมหลีกไปแม้ในญาณวิวัฏฏะ.
บทว่า ตถฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในความว่าธรรมจริง คือวิวัฏฏนาปัญญา - ปัญญาคือการหลีกไปในความว่าธรรมจริงของบุคคลนั้น.
ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงวิวัฏฏญาณ ๖ โดยต่างกันแห่งอาการด้วยสามารถกิจ ในขณะแห่งมรรคนั่นเองตั้งมาติกา มีอาทิว่า สญฺญา วิวฏฺโฏ แล้วเมื่อจะจำแนกมาติกานั้นโดยอรรถ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏติ - พระโยคาวจร เมื่อรู้พร้อมย่อมหลีกไป.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ สญฺญาวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อม ย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิวัฏฏะ.
ความว่า เพราะพระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อมเนกขัมมะเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้นโดยความเป็นอธิบดี ภายหลังย่อมหลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณสัมปยุตด้วยเนกขัมมะ. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏะ.
บทว่า เจตยนฺโต วิวฏฺฏตีติ เจโตวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจรเมื่อคิดย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏะ.
ความว่า เพราะพระโยคาวจร เมื่อคิดธรรมอย่างเดียวกันมีเนกขัมมะเป็นต้น ย่อมหลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏะ.
บทว่า วิชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ จิตฺตวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจรเมื่อรู้แจ้งย่อมหลีก เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏะ.
ความว่า เพราะพระโยคาวจรเมื่อรู้แจ้งด้วยจิตอธิฏฐาน ด้วยสามารถเนกขัมมะเป็นต้น ย่อมหลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏะ.
บทว่า ญาณํ กโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ญาณวิวฏฺโฏ - เมื่อทำญาณหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิวัฏฏะ.
ความว่า เพราะพระโยคาวจรเมื่อทำอายตนะภายใน ๖ อย่างให้รู้แจ้งโดยความเป็นของสูญด้วยอนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมหลีกไปจากความยึดมั่นด้วยความเห็นด้วยญาณนั่นเอง. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าญาณวิวัฏฏะ.
บทว่า โวสฺสชฺชนฺโต วิวฏฺฏตีติ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ - เมื่อสลัดออกย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏะ.
ความว่า เพราะพระโยคาวจรเมื่อสลัดกามฉันทะเป็นต้น ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ย่อมหลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏะ.
บทว่า ตถฏฺเฐ วิวฏฺฏตีติ สจฺจวิวฏฺโฏ - ย่อมหลีกไปในความว่า ธรรมจริง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ.
ความว่า เพราะพระโยคาวจรย่อมหลีกไปจากทุกข์ในความว่า ธรรมจริง ๔ อย่าง ด้วยสามารถการออก. ฉะนั้น มรรคญาณจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ. หรือว่า มรรคญาณนั่นแหละย่อมหลีกไปจากทุกข์ในความว่า ธรรมจริง ด้วยความออกไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ.
บทมีอาทิว่า ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ - ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ ท่านกล่าวหมายถึงขณะแห่งสัจวิวัฏฏะ เพราะท่านกล่าวไว้แล้วในสัจวิวัฏฏญาณนิทเทส. เพราะญาณทั้งหมดย่อมประกอบอยู่ในมรรคญาณนั่นเอง.
ถามว่า อย่างไร?
ตอบว่า เพราะอริยมรรคมาแล้วโดยสรุปในญาณที่เหลือ เว้นญาณในวิวัฏฏะ. แม้ญาณในญาณวิวัฏฏะย่อมประกอบในขณะแห่งมรรค ด้วยสามารถสำเร็จกิจแห่งวิปัสสนา เพราะวิปัสสนากิจสำเร็จด้วยมรรคนั่นเอง. หรือว่า การกล่าวถึงญาณนั้นในมรรคญาณว่า บทมีอาทิว่า จกฺขุ สุญฺญํ - จักษุว่างเปล่า เป็นอันแทงตลอดด้วยสามารถแห่งกิจดังนี้ ย่อมควรในขณะมรรคนั่นเอง.
อนึ่ง ในบทนี้มีการประกอบความดังต่อไปนี้
ควรทำการประกอบในการเทียบเคียงทั้งหมด โดยนัยมีอาทิว่าในขณะแห่งมรรคใด มีสัญญาวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏะ.
ในขณะแห่งมรรคใดมีเจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้นมีสัญญาวิวัฏฏะ.
อีกอย่างหนึ่ง สัจวิวัฏฏะมาแล้ว เพราะอริยมรรค ๔ มาถึงแล้ว ในสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะและวิโมกขวิวัฏฏะ.
อนึ่ง ญาณวิวัฏฏะเป็นอันสำเร็จด้วยสามารถแห่งกิจด้วยสัจวิวัฏฏะนั่นเอง.
เมื่อกล่าวไปยาลให้พิสดารในสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะและวิโมกขวิวัฏฏะ แม้ญาณในญาณวิวัฏฏะก็มาแล้วในญาณเหล่านั้น เพราะมีปาฐะว่า ปัญญามีอนัตตานุปัสสนาเป็นอธิบดี ย่อมหลีกไปจากความถือมั่นด้วยสัญญา เพราะเหตุนั้นปัญญาเป็นอธิบดีจึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ. ความยึดมั่นเป็นความเป็นต่างๆ อนัตตานุปัสสนาเป็นธรรมอย่างเดียว. เมื่อคิดถึงความเป็นอย่างเดียวของอนัตตานุปัสสนา จิตย่อมหลีกไปจากความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นปัญญาในความเป็นต่างๆ จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ. เมื่อละความยึดมั่นจิต ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น ปัญญาในการอธิฏฐานจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ. และสลัดความยึดมั่นด้วยอนัตตานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น ปัญญาในความสลัดออกจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ.
อนึ่ง ในญาณวิวัฏฏะย่อมได้สัจวิวัฏฏะด้วย เพราะประกอบบทมีอาทิว่า จักษุว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ด้วยสามารถกิจของผู้ออกจากอนัตตานุปัสสนาแล้วได้อริยมรรค. เพราะฉะนั้น ในวิวัฏฏะหนึ่งๆ ย่อมได้วิวัฏฏะอย่างละ ๕ ที่เหลือ. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวเทียบเคียงไว้มีอาทิว่า ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ. ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีเจโตวิวัฏฏะ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาวิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส -----------------------------------------------------