อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๙๔

๒. ทิฐิกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๔–๓๖๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 68 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 68 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 30 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

มหาวคฺเค ทิฏฺฐิกถา --------

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิฐิกถา

ข้อ ๒๙๔

กติ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ กติ ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ กติ ทิฏฺฐิโย กติ ทิฏฺฐาภินิเวสา กตโม ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโต กติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ {๒๙๔.๑} กติ ทิฏฺฐิฏฺฐานานีติ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ กติ ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานีติ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ กติ ทิฏฺฐิโยติ โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ กติ ทิฏฺฐาภินิเวสาติ ตึสสตํ ทิฏฺฐาภินิเวสา ฯ กตโม ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโตติ โสตาปตฺติมคฺโค ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโต ฯ

ที่ตั้งแห่งทิฐิเท่าไร ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิเท่าไร ทิฐิเท่าไร ความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไร ความถอนที่ตั้งแห่งทิฐิเป็นไฉน ทิฐิคือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ฯ ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ ถามว่า ความกลุ้ม-*รุมแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ ถามว่า ทิฐิเท่าไร ตอบว่าทิฐิ ๑๖ ถามว่า ความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ความถือผิดแห่งทิฐิ ๑๓๐ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฐิเป็นไฉน ตอบว่า โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฐิ ฯ

ข้อ ๒๙๕

กติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐีติ รูปํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ เวทนํ เอตํ มม ฯเปฯ สญฺญํ เอตํ มม สงฺขาเร เอตํ มม วิญฺญาณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุํ เอตํ มม โสตํ เอตํ มม ฆานํ เอตํ มม ชิวฺหํ เอตํ มม กายํ เอตํ มม มนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปํ เอตํ มม สทฺทํ เอตํ มม คนฺธํ เอตํ มม รสํ เอตํ มม โผฏฺฐพฺพํ เอตํ มม ธมฺมํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

คำว่า ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ตอบว่าทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๒๙๖

จกฺขุวิญฺญาณํ เอตํ มม โสตวิญฺญาณํ เอตํ มม ฆานวิญฺญาณํ เอตํ มม ชิวฺหาวิญฺญาณํ เอตํ มม กายวิญฺญาณํ เอตํ มม มโนวิญฺญาณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุสมฺผสฺสํ เอตํ มม โสตสมฺผสฺสํ เอตํ มม ฆานสมฺผสฺสํ เอตํ มม ชิวฺหาสมฺผสฺสํ เอตํ มม กายสมฺผสฺสํ เอตํ มม มโนสมฺผสฺสํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ซึ่ง จักขุวิญญาณ โสต-*วิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ว่า นั่นของเรานั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุ-*สัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนาชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๒๙๗

รูปสญฺญํ เอตํ มม สทฺทสญฺญํ คนฺธสญฺญํ รสสญฺญํ โผฏฺฐพฺพสญฺญํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปสญฺเจตนํ เอตํ มม สทฺทสญฺเจตนํ คนฺธสญฺเจตนํ รสสญฺเจตนํ โผฏฺฐพฺพสญฺเจตนํ ธมฺมสญฺเจตนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปตณฺหํ เอตํ มม สทฺทตณฺหํ เอตํ มม คนฺธตณฺหํ รสตณฺหํ โผฏฺฐพฺพตณฺหํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปวิตกฺกํ เอตํ มม สทฺทวิตกฺกํ คนฺธวิตกฺกํ รสวิตกฺกํ โผฏฺฐพฺพวิตกฺกํ ธมฺมวิตกฺกํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปวิจารํ เอตํ มม สทฺทวิจารํ เอตํ มม คนฺธวิจารํ เอตํ มม รสวิจารํ เอตํ มม โผฏฺฐพฺพวิจารํ เอตํ มม ธมฺมวิจารํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญญา สัททสัญญาคันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนาธรรมสัญเจตนา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหาโผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเราทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตกโผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเราทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจารโผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๒๙๘

ปฐวีธาตุํ เอตํ มม อาโปธาตุํ เอตํ มม เตโชธาตุํ เอตํ มม วาโยธาตุํ เอตํ มม อากาสธาตุํ เอตํ มม วิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ ปฐวีกสิณํ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อากาสกสิณํ วิญฺญาณกสิณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีธาตุ อาโปธาตุเตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีกสิณ อาโป-*กสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณอากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๒๙๙

เกสํ เอตํ มม โลมํ เอตํ มม นขํ เอตํ มม ทนฺตํ เอตํ มม ตจํ เอตํ มม มํสํ เอตํ มม นหารุํ เอตํ มม อฏฺฐึ เอตํ มม อฏฺฐิมิญฺชํ เอตํ มม วกฺกํ เอตํ มม หทยํ เอตํ มม ยกนํ เอตํ มม กิโลมกํ เอตํ มม ปิหกํ เอตํ ฯเปฯ เขฬํ เอตํ มม สึฆาณิกํ เอตํ มม ลสิกํ เอตํ มม มุตฺตํ เอตํ มม มตฺถลุงฺคํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งผม ขน เล็บ ฟันหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ฯลฯ น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๓๐๐

จกฺขายตนํ เอตํ มม รูปายตนํ เอตํ มม โสตายตนํ เอตํ มม สทฺทายตนํ เอตํ มม ฆานายตนํ เอตํ มม คนฺธายตนํ เอตํ มม ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ เอตํ มม จกฺขุธาตุํ เอตํ มม รูปธาตุํ เอตํ มม จกฺขุวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม โสตธาตุํ เอตํ มม สทฺทธาตุํ เอตํ มม โสตวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม ฆานธาตุํ คนฺธธาตุํ ฆานวิญฺญาณธาตุํ ชิวฺหาธาตุํ รสธาตุํ ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุํ กายธาตุํ โผฏฺฐพฺพธาตุํ กายวิญฺญาณธาตุํ มโนธาตุํ เอตํ มม ธมฺมธาตุํ เอตํ มม มโนวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขายตนะ รูปายตนะโสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะกายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุ-วิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆาน-*วิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุกายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา นั่น-*เป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๓๐๑

จกฺขุนฺทฺริยํ เอตํ มม โสตินฺทฺริยํ เอตํ มม ฆานินฺทฺริยํ เอตํ มม ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๓๐๒

กามธาตุํ เอตํ มม รูปธาตุํ เอตํ มม อรูปธาตุํ เอตํ มม กามภวํ เอตํ มม รูปภวํ เอตํ มม สญฺญาภวํ เอตํ มม อสญฺญาภวํ เอตํ มม เนวสญฺญานาสญฺญาภวํ เอตํ มม เอกโวการภวํ เอตํ มม จตุโวการภวํ เอตํ มม ปญฺจโวการภวํ เอตํ มม ปฐมชฺฌานํ เอตํ มม ทุติยชฺฌานํ เอตํ มม ตติยชฺฌานํ เอตํ มม จตุตฺถชฺฌานํ เอตํ มม เมตฺตาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม กรุณาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม มุทิตาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม อุเปกฺขาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพเอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานจตุตถฌาน เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเปกขาเจโตวิมุติอากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

ข้อ ๓๐๓

อวิชฺชํ เอตํ มม สงฺขาเร เอตํ มม วิญฺญาณํ เอตํ มม นามรูปํ เอตํ มม สฬายตนํ เอตํ มม ผสฺสํ เอตํ มม เวทนํ เอตํ มม ตณฺหํ เอตํ มม อุปาทานํ เอตํ มม ภวํ เอตํ มม ชาตึ เอตํ มม ชรามรณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ เอวํ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งอวิชชา สังขารวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติชราและมรณะ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๐๔

กตมานิ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ วิตกฺกาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปรโตโฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ฯ {๓๐๔.๑} ขนฺธา เหตุ ขนฺธา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อวิชฺชา เหตุ อวิชฺชา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ผสฺโส เหตุ ผสฺโส ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ สญฺญา เหตุ สญฺญา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ วิตกฺกา เหตุ วิตกฺกา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ วิตกฺกาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อโยนิโสมนสิกาโร เหตุ อโยนิโสมนสิกาโร ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปาปมิตฺโต เหตุ ปาปมิตฺโต ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปรโตโฆโส เหตุ ปรโตโฆโส ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ปรโตโฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อิมานิ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ

ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ เป็นไฉน แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ แม้อวิชชา ผัสสะ สัญญา วิตก อโยนิโสมนสิการ มิตรชั่ว เสียงแต่ที่อื่นทุกอย่างเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ ฯ ขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิอย่างนี้ ... อวิชชา ... ผัสสะ ... สัญญา ... วิตก ... อโยนิโสมนสิการ ... มิตรชั่ว เสียงแต่ที่อื่น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้เสียงแต่ที่อื่นก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิอย่างนี้ ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๐๕

กตมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตารํ ทิฏฺฐิวิสูกํ ทิฏฺฐิวิปนฺนตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ ทิฏฺฐิสลฺลํ ทิฏฺฐิสมฺภโว ทิฏฺฐิปลิโพโธ ทิฏฺฐิพนฺธนํ ทิฏฺฐิปปาโต ทิฏฺฐานุสโย ทิฏฺฐิสนฺตาโป ทิฏฺฐิปริฬาโห ทิฏฺฐิคณฺโฐ ทิฏฺฐุปาทานํ ทิฏฺฐาภินิเวโส ทิฏฺฐิปรามาโส อิมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ

ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ เป็นไฉน ทิฐิ คือ ทิฐิไป ทิฐิ- *รกชัฏ ทิฐิกันดาร ทิฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฐิวิบัติ ทิฐิเป็นสังโยชน์ ทิฐิเป็นลูกศรทิฐิเป็นสมภพ ทิฐิเป็นเครื่องกังวล ทิฐิเป็นเครื่องผูกพัน ทิฐิเป็นเหว ทิฐิเป็นอนุสัย ทิฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน ทิฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อน ทิฐิเป็นเครื่องร้อยกรองทิฐิเป็นเครื่องยึดมั่น ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๐๖

กตมา โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ อสฺสาททิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายวตฺถุกา สสฺสตทิฏฺฐิ สกฺกายวตฺถุกา อุจฺเฉททิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ อปรนฺตานุทิฏฺฐิ สญฺโญชนิกา ทิฏฺฐิ อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาท- ปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ภวทิฏฺฐิ วิภวทิฏฺฐิ อิมา โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ

ทิฐิ ๑๖ เป็นไฉน คือ อัสสาททิฐิ ๑ อัตตานุทิฐิ ๑ มิจฉาทิฐิ ๑สักกายทิฐิ ๑ สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อันตคาหิกทิฐิ ๑ ปุพพันตานุทิฐิ ๑ อปรันตานุทิฐิ ๑ สังโยชนิกาทิฐิ ๑ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเรา ๑ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ๑ ทิฐิอันสัมป-*ยุตด้วยอัตตวาทะ ๑ ทิฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ๑ ภวทิฐิ ๑ วิภวทิฐิ ๑ ทิฐิ ๑๖เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๐๗

อสฺสาททิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ภวทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ วิภวทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

อัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร อัตตานุทิฐิ ... มิจฉาทิฐิ ... สักกายทิฐิ ... สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... อันตคาหิกทิฐิ ... ปุพพันตานุทิฐิ ... อปรันตานุทิฐิ ... สัง-*โยชนิกาทิฐิ ... ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเรา ... ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา... ทิฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ ... ทิฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ... ภวทิฐิ ... วิภวทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร ฯ

ข้อ ๓๐๘

อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ภวทิฏฺฐิยา เอกูนวีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ วิภวทิฏฺฐิยา เอกูนวีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

อัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ อัตตานุทิฐิ ... ๒๐ มิจฉาทิฐิ ... ๑๐ สักกายทิฐิ ... ๒๐ สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... ๑๕อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... ๕ อันตคาหิกทิฐิ ... ๕๐ ปุพพันตานุทิฐิ... ๑๘ อปรันตานุทิฐิ ... ๔๔ สังโยชนิกาทิฐิ ... ๑๘ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเรา ... ๑๘ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ... ๑๘ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตต-*วาทะ ... ๒๐ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยโลกวาทะ ... ๘ ภวทิฐิ ... ๑๙ วิภวทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๙ ฯ

ข้อ ๓๐๙

อสฺสาททิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ ยํ รูปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ รูปสฺส อสฺสาโทติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น อสฺสาโท อสฺสาโท น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ อสฺสาโท ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท อยํ วุจฺจติ อสฺสาททิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ตาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิวิปนฺโน ทิฏฺฐิวิปนฺโน ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ยา ทิฏฺฐิ โย ราโค โส น ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น ราโค อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ ราโค ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ ราโค อยํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิราโค ตาย จ ทิฏฺฐิยา เตน จ ราเคน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิราครโต ทิฏฺฐิราครเต ปุคฺคเล ทินฺนทานํ นมหปฺผลํ โหติ นมหานิสํสํ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา เสยฺยถาปิ นิมฺพพีชํ วา โกสาตกีพีชํ วา ติตฺตกลาพุพีชํ วา อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ ยญฺเจว ปฐวีรสํ อุปาทิยติ ยญฺจ อาโปรสํ อุปาทิยติ สพฺพนฺตํ ติตฺตกตาย กฏุกตาย อสารตาย สํวตฺตติ ตํ กิสฺสเหตุ พีชํ หิสฺส ปาปิกํ เอวเมว มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส โหติ ฯ

อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นไฉน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยถือความผิดว่า สุขโสมนัสอาศัยรูปใดเกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะ(ความยินดี) แห่งรูป ทิฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะมิใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งอัสสาทะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและอัสสาทะ นี้ท่านกล่าวว่า อัสสาททิฐิ อัสสาท-*ทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฐิวิบัตินั้น เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฐิวิบัติ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก ทิฐิใด ราคะใด ราคะไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิไม่ใช่ราคะ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง ราคะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและราคะ นี้ท่านกล่าวว่า ทิฐิราคะ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฐินั้นและราคะนั้น เป็นผู้ยินดีในทิฐิราคะ ทานที่ให้ในบุคคลผู้ยินดีในทิฐิราคะ เป็นทานไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก อัสสาททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ มีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อนึ่งบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ สมาทาน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ธรรมทั้งปวง คือ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจและสังขาร เหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก เปรียบเหมือนพืชสะเดา พืชบวบขม หรือพืชน้ำเต้าขม ที่เขาฝังลงในแผ่นดินเปียก อาศัยรสแผ่นดินและรสน้ำ พืชทั้งปวงนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของมีรสขม รสปร่า ไม่เป็นสาระ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสะเดาเป็นต้นนั้นมีพืชเลว ฉันใด บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ ก็ฉันนั้นเหมือนกันสมาทานกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ธรรมทั้งปวงคือ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขาร เหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก อัสสาททิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ ทิฐิ คือ ทิฐิที่ไป ทิฐิรกชัฏ ฯลฯ ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ ฯ

ข้อ ๓๑๐

ยํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ สญฺญํ ปฏิจฺจ ยํ สงฺขาเร ปฏิจฺจ ยํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุํ ปฏิจฺจ ยํ โสตํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหํ ปฏิจฺจ ยํ กายํ ปฏิจฺจ ยํ มนํ ปฏิจฺจ ยํ รูเป ปฏิจฺจ ยํ สทฺเท ปฏิจฺจ ยํ คนฺเธ ปฏิจฺจ ยํ รเส ปฏิจฺจ ยํ โผฏฺฐพฺเพ ปฏิจฺจ ยํ ธมฺเม ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ โสตวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ กายวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ มโนวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ โสตสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ กายสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ มโนสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ {๓๑๐.๑} ยํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ มโนสมฺผสฺสชาย เวทนาย อสฺสาโทติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น อสฺสาโท อสฺสาโท น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ อสฺสาโท ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท อยํ วุจฺจติ อสฺสาททิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ตาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิวิปนฺโน ทิฏฺฐิวิปนฺโน ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ยา ทิฏฺฐิ โย ราโค โส น ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น ราโค อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ ราโค ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ ราโค อยํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิราโค ตาย จ ทิฏฺฐิยา เตน จ ราเคน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิราครโต ทิฏฺฐิราครเต ปุคฺคเล ทินฺนทานํ นมหปฺผลํ โหติ นมหานิสํสํ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา {๓๑๐.๒} เสยฺยถาปิ นิมฺพพีชํ วา โกสาตกีพีชํ วา ติตฺตกลาพุพีชํ วา อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ ยญฺเจว ปฐวีรสํ อุปาทิยติ ยญฺจ อาโปรสํ อุปาทิยติ สพฺพนฺตํ ติตฺตกตาย กฏุกตาย อสารตาย สํวตฺตติ ตํ กิสฺสเหตุ พีชํ หิสฺส ปาปิกํ เอวเมว มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส โหติ อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ ปริยุฏฺฐิตจิตฺตสฺส สํโยโค อสฺสาททิฏฺฐิภูตา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า สุขโสมนัส อาศัยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส จักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนามโนสัมผัสสชาเวทนา ใด เกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะแห่งมโนสัมผัสสชาเวทนาทิฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะไม่ใช่ทิฐิ ... ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ ความเกี่ยวข้องแห่งจิตอันทิฐิกลุ้มรุม เป็นมิจฉาทิฐิซึ่งจัดเป็นอัสสาททิฐิ ด้วยอาการ ๑๘ นี้ ฯ

ข้อ ๓๑๑

อตฺถิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ อตฺถิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ กตมานิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิปรามาโส เจว สกฺกายทิฏฺฐิ สีลพฺพตปรามาโส จ อิมานิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ ฯ กตมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ มานสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ ภวราคสญฺโญชนํ อิสฺสาสญฺโญชนํ มจฺฉริยสญฺโญชนํ อนุสยสญฺโญชนํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ อสฺสาททิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

สังโยชน์และทิฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิมีอยู่ สังโยชน์และทิฐิเป็นไฉน ความลูบคลำด้วยสักกายทิฐิ สักกายทิฐิและสีลัพพตปรามาส เหล่านี้เป็นสังโยชน์และทิฐิ สังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิเป็นไฉน กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสัง-*โยชน์ มานสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์มัจฉริยสังโยชน์ อนุสัยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิอัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๑๒

อตฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ

อัตตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนเอง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯ

ข้อ ๓๑๓

กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ ปฐวีกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ ปฐวีกสิณนฺติ ปฐวีกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ ปฐวีกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ ปฐวีกสิณนฺติ ปฐวีกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ อตฺตานุทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย {๓๑๓.๑} อิเธกจฺโจ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ ฯเปฯ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใดปฐวีกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีป น้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่าปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยอัตตานุทิฐิ ย่อมมีคติเป็นสอง ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นอาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณนีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใดโอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันฯลฯ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิ-*วิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ บุคคลย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๑๔

กถํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี่ต้นไม้ นี่เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่งเงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็น เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๑๕

กถํ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ รูปนฺติ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ รูปนฺติ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ตติยา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอมบุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้อย่างหนึ่งกลิ่นหอมอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้นั้นแลมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขาย่อมมีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๑๖

กถํ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ รูเปติ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ รูเปติ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนในรูปอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป เปรียบเหมือนแก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด บุรุษพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณีเป็นอย่างหนึ่ง ขวดเป็นอย่างหนึ่ง แต่แก้วมณีนี้นั้นแลมีอยู่ในขวดนี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่านี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๑๗

กถํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เวทนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เวทนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา ... มโนสัมผัสสชาเวทนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาเวทนาอันใด เราก็อันนั้นเราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้นเปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใดแสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้นฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและตนไม่เป็นสองว่า มโน-*สัมผัสสชาเวทนาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้น ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๑๘

กถํ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนาย เวทนาวาติ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนาย เวทนาวาติ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ ดังนี้ชื่อว่าเห็นตนว่ามีเวทนา เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงาบุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณรูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีเวทนา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๑๙

กถํ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ เวทนาติ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ เวทนาติ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ตติยา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูปโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็และในตัวตนนี้มีเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอมบุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่งกลิ่นหอมเป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่านี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีเวทนา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตนทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๐

กถํ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนายาติ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ฯเปฯ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนายาติ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูปโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในเวทนา เปรียบเหมือนฯลฯ ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ... ชื่อว่า ย่อมเห็นตนในเวทนา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๑

กถํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ สญฺญํ โสตสมฺผสฺสชํ สญฺญํ ฆานสมฺผสฺสชํ สญฺญํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ สญฺญํ กายสมฺผสฺสชํ สญฺญํ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญาติ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญาติ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาสัญญา ... มโนสัมผัสสชาสัญญา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาสัญญาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชาสัญญาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งนี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๒

กถํ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญาย สญฺญาวาติ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญาย สญฺญาวาติ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีสัญญาด้วยสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีสัญญา เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา ... ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุฐิทิมีสัญญาเป็นวัตถุ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๓

กถํ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ สญฺญาติ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ สญฺญาติ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสัญญาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม ... ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๔

กถํ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญายาติ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญายาติ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

บุคคลย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้เป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสัญญา เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๕

กถํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เจตนํ โสตสมฺผสฺสชํ เจตนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เจตนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เจตนํ กายสมฺผสฺสชํ เจตนํ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เจตนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เจตนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เจตนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เจตนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเจตนา ... มโนสัมผัสสชาเจตนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาเจตนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเจตนาก็อันนั้นเปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาโดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๖

กถํ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมหิ สงฺขาเรหิ สงฺขารวาติ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมหิ สงฺขาเรหิ สงฺขารวาติ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีสังขารด้วยสังขารนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนมีสังขาร เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ ... ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นว่าต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนาสัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๗

กถํ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิเม สงฺขาราติ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิเม สงฺขาราติ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีสังขารเหล่านี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสังขารในตนเปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่น-*หอม ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูปเวทนา สัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุ-*ทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๘

กถํ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมสุ สงฺขาเรสูติ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมสุ สงฺขาเรสูติ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสังขารนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสังขาร เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๙

กถํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุวิญฺญาณํ โสตวิญฺญาณํ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ มโนวิญฺญาณํ โส อหํ โย อหํ ตํ มโนวิญฺญาณนฺติ มโนวิญฺญาณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนวิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ มโนวิญฺญาณํ โส อหํ โย อหํ ตํ มโนวิญฺญาณนฺติ มโนวิญฺญาณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุวิญญาณ ... มโนวิญญาณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนวิญญาณและตนไม่เป็นสองว่า มโนวิญญาณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนวิญญาณก็อันนั้น เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันอันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๓๐

กถํ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา วิญฺญาเณน วิญฺญาณวาติ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา วิญฺญาเณน วิญฺญาณวาติ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเราแต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีวิญญาณด้วยวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณ เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา ... ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๓๑

กถํ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ วิญฺญาณนฺติ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ วิญฺญาณนฺติ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นวิญญาณในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนาสัญญา สังขาร โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๓อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชน ย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๓๓๒

กถํ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ วิญฺญาเณติ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ วิญฺญาเณติ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในวิญญาณ เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๔ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างนี้ อัตตานุทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๓๓

มิจฺฉาทิฏฺฐิยา กตเมหิ ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ นตฺถิ ทินฺนนฺติ วตฺถุํ เอวํวาโท มิจฺฉาทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา มิจฺฉาวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย นตฺถิ ยิฏฺฐนฺติ วตฺถุํ ฯเปฯ นตฺถิ หุตนฺติ วตฺถุํ นตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ วตฺถุํ นตฺถิ อยํ โลโกติ วตฺถุํ นตฺถิ ปรโลโกติ วตฺถุํ นตฺถิ มาตาติ วตฺถุํ นตฺถิ ปิตาติ วตฺถุํ นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกาติ วตฺถุํ นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมํปิ โลกํ ปรํปิ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ วตฺถุํ เอวํวาโท มิจฺฉาทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว คติโย ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา อิเมหิ ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฐิอันกล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฐิมีวัตถุผิดที่ ๑ มิจฉาทิฐิเป็นทิฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฐิอันกล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯลฯ การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นก็ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฐิมีวัตถุ ๑๐ มิจฉาทิฐิเป็นทิฐิวิบัติ ฯลฯ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ ย่อมมีคติเป็น ๒ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๓๔

สกฺกายทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ {๓๓๔.๑} กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ฯเปฯ เอวเมว อิเธกจฺโจ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยะเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้างย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง ฯ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นโอทาตก-*สิณโดยความเป็นตน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ฯลฯ นี้เป็นสักกาย-*ทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ สักกายทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๓๕

สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ {๓๓๕.๑} กถํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ ฯเปฯ อยํ ปฐมา สกฺกายวตฺถุกา สสฺสตทิฏฺฐิ สสฺสตทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

สัสสตทิฐิมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้างเห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง เห็นตนว่ามีสัญญาบ้าง เห็นตนว่ามีสังขารบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแล มีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแล มีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา... โดยความเป็นตน นี้เป็นสัสสตทิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุที่ ๑ สัสสตทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้ ฯลฯ สัสสตทิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๓๖

สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา กตเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ {๓๓๖.๑} กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ฯเปฯ อยํ ปฐมา สกฺกายวตฺถุกา อุจฺเฉททิฏฺฐิ อุจฺเฉททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นเวทนาโดยความเป็นตนเห็นสัญญาโดยความเป็นตน เห็นสังขารโดยความเป็นตน เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ฯ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ฯลฯ นี้เป็นอุจเฉททิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุที่ ๑ อุจเฉททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๓๗

อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ตํ ชีวนฺตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯเปฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

อันตคาหิกทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๕๐ เป็นไฉน ฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการเท่าไร ฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ ฯ

ข้อ ๓๓๘

สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ โลโก เจว สสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ สญฺญา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ สงฺขารา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ วิญฺญาณํ โลโก เจว สสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปญฺจมี สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของเที่ยงทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกเที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ สัญญาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ วิญญาณเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ ทิฐินั้นถือเอาที่สุด เช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ ... นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกเที่ยงที่ ๕ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยงย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๓๙

อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ โลโก เจว อสสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ปฐมา อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯเปฯ เวทนา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ สญฺญา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ สงฺขารา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ วิญฺญาณํ โลโก เจว อสสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยงทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกไม่เที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯลฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง วิญญาณเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อนตคาหิกทิฐิ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยงย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๐

อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิเธกจฺโจ ปริตฺตํ โอกาสํ นีลกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนฺตวา อยํ โลโก ปริวฏฺฏุโมติ อนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อิเธกจฺโจ ปริตฺตํ โอกาสํ ปีตกโต ผรติ โลหิตกโต ผรติ โอทาตกโต ผรติ โอภาสกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนฺตวา อยํ โลโก ปริวฏฺฏุโมติ อนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความเห็นอย่างนี้ว่าโลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุด ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกมีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเหลืองแผ่ไป ทำสีแดงแผ่ไป ทำสีขาวแผ่ไป ทำแสงสว่างแผ่ไป สู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความคิดอย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุดทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๑

อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิเธกจฺโจ วิปุลํ โอกาสํ นีลกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนนฺตวา อยํ โลโก อปริยนฺโตติ อนนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อิเธกจฺโจ วิปุลํ โอกาสํ ปีตกโต ผรติ โลหิตกโต ผรติ โอทาตกโต ผรติ โอภาสกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนนฺตวา อยํ โลโก อปริยนฺโตติ อนนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ ดังนี้ จึงมีความสำคัญว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลกเครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกไม่มีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเหลือง ทำสีแดง ทำสีขาว ทำแสงสว่างแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่า โลกไม่มีที่สุด ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลกทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๒

ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ ชีวญฺเจว สรีรญฺจ ยํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา ชีวา เจว สรีรญฺจ สญฺญา ชีวา เจว สรีรญฺจ สงฺขารา ชีวา เจว สรีรญฺจ วิญฺญาณํ ชีวญฺเจว สรีรญฺจ ยํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นชีพและสรีระ ชีพอันใดสรีระก็อันนั้น ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้สังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นชีพและเป็นสรีระ สัญญาเป็นชีพและเป็นสรีระ สังขารเป็นชีพและเป็นสรีระ วิญญาณเป็นชีพและเป็นสรีระชีพอันใด สรีระก็อันนั้น ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๓

อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ สรีรํ น ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา สรีรํ น ชีวํ สญฺญา สรีรํ น ชีวํ สงฺขารา สรีรํ น ชีวํ วิญฺญาณํ สรีรํ น ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ย่อมถือ ผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพรูปนั้นเป็นสรีระ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพสัญญาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ สังขารเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณนั้นเป็นสรีระ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๔

โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติปิ ติฏฺฐติปิ อุปฺปชฺชติปิ นิพฺพตฺตติปีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติปิ ติฏฺฐติปิ อุปฺปชฺชติปิ นิพฺพตฺตติปีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่การแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้าง เกิดบ้างทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้าง เกิดบ้าง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๕

น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศไป สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละสังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๖

โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติ จ น จ โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติ จ น จ โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฐินี้ถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๗

เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา เนว โหติ น น โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา เนว โหติ น น โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปญฺจมี เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็ หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้อันตคาหิกทิฐิย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้

ข้อ ๓๔๘

ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จตฺตาโร สสฺสตวาทา จตฺตาโร เอกจฺจสสฺสติกา จตฺตาโร อนฺตานนฺติกา จตฺตาโร อมราวิกฺเขปิกา เทฺว อธิจฺจสมุปฺปนฺนิกา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ปุพพันตานุทิฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต) ย่อมถือผิดด้วย อาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ สัสสตทิฐิ (ทิฐิว่าตนและโลกเที่ยง) ๔ เอกัจจสัสสติกาทิฐิ (ทิฐิว่าตนและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง) ๔ อันตานันติกาทิฐิ (ทิฐิว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้) ๔ อมราวิกเขปิกาทิฐิ (ทิฐิซัดส่ายไม่ตายตัว) ๔ อธิจจสมุปปันนิกาทิฐิ(ทิฐิว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ) ๒ ปุพพันตานุทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๔๙

อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ โสฬส สญฺญิวาทา อฏฺฐ อสญฺญิวาทา อฏฺฐ เนวสญฺญินาสญฺญิวาทา สตฺต อุจฺเฉทวาทา ปญฺจ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานวาทา อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

อปรันตานุทิฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต) ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๔๔ เป็นไฉน ฯ สัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา) ๑๗ อสัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา) ๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) ๘ อุจเฉทวาททิฐิ (ทิฐิว่าสัตว์ตายแล้วขาดสูญ) ๗ ทิฐิธรรมนิพพานวาททิฐิ (ทิฐิว่านิพพานเป็นปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์) ๕ อปรันตานุทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๔๔ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๕๐

สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหณํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวโส ทิฏฺฐิปรามาโส สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

สังโยชนิกาทิฐิ (ทิฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ทิฐิที่ไป ทิฐิที่รกชัฏ ฯลฯ ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ สังโยชนิกาทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๕๑

อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จกฺขุํ อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โสตํ อหนฺติ ฯเปฯ ฆานํ อหนฺติ ชิวฺหา อหนฺติ กาโย อหนฺติ มโน อหนฺติ ฯเปฯ ธมฺมา อหนฺติ จกฺขุวิญฺญาณํ อหนฺติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ อหนฺติ อภินิเวสปรามาโส อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาเป็นเรา ทิฐิมิใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า หูเป็นเรา ฯลฯ จมูกเป็นเรา ฯลฯ ลิ้นเป็นเรา ฯลฯ กายเป็นเรา ฯลฯ ใจเป็นเรา ฯลฯ ธรรมารมณ์เป็นเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณเป็นเรา ฯลฯ มโนวิญญาณเป็นเรา ฯลฯ ความลูบคลำความถือผิดว่าเป็นเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราที่ ๘ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๕๒

มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จกฺขุํ มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โสตํ มมนฺติ ฯเปฯ ฆานํ มมนฺติ ชิวฺหา มมนฺติ ฯเปฯ มโน มมนฺติ ฯเปฯ ธมฺมา มมนฺติ จกฺขุวิญฺญาณํ มมนฺติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ มมนฺติ อภินิเวสปรามาโส มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาของเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า หูของเรา ฯลฯ จมูกของเรา ฯลฯ ลิ้นของเรา ฯลฯ กายของเรา ฯลฯ ใจของเรา ฯลฯ ธรรมารมณ์ของเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณของเรา ฯลฯ มโนวิญญาณของเรา ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ของเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ที่ ๘ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๕๓

อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯเปฯ ฯ {๓๕๓.๑} กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง ฯลฯ เห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯลฯ ปุถุชนมองเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่บุคคลเห็นเปลวไฟ และแสงสว่างไม่เป็นสองฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นโอทาตกสิณโดยความเป็นตน ฯลฯ นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๕๔

โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ สสฺสโต จ อสสฺสโต จ อตฺตา จ โลโก จาติ ฯเปฯ เนวสสฺสโตนาสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ อนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อนนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อนฺตวา จ อนนฺตวา จ อตฺตา จ โลโก จาติ เนวนฺตวานานนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๘เป็นไฉน ฯ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกเที่ยง เป็นทิฐิ อันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุมิใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกที่ ๑ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกไม่เที่ยง ฯลฯ ตนและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ ตนและโลกมีที่สุด ตนและโลกไม่มีที่สุด ตนและโลกมีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี ตนและโลกมีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกที่ ๘ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๘เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๕๕

โอลิยนาภินิเวโส ภวทิฏฺฐิ อติธาวนาภินิเวโส วิภวทิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย ฯเปฯ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย ฯ {๓๕๕.๑} อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ทสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย สกฺกายทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย {๓๕๕.๒} สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา {๓๕๕.๓} อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย อตฺตวาท- ปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย สกฺกายทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย สญฺโญชนิกา ทิฏฺฐิโย อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิโย ภวทิฏฺฐิโย วิภวทิฏฺฐิโย เอตํ ทฺวยํ ตกฺกิตา นิสฺสิตา เย เตสํ นิโรธมฺหิ นตฺถิ ญาณํ ยตฺถายํ โลโก วีปริตสญฺญีติ ฯ

ความถือผิดด้วยความติดอยู่ เป็นภวทิฐิ ความถือผิดด้วยความแล่นเลยไป เป็นวิภวทิฐิ อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร อัตตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร ฯลฯ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร ฯ อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มีอัตตานุทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ สัสสตทิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยงมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกมีที่สุด มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมดทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มีเป็นวิภวทิฐิก็มี อปรันตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๔๔ เป็นภวทิฐิก็มีเป็นวิภวทิฐิก็มี สังโยชนิกาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิทั้งหมดเป็นอัตตานุทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นสักกายทิฐิ เป็นอันตคาหิกทิฐิ เป็นสังโยชนิกาทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตนเป็นภวทิฐิ เป็นวิภวทิฐิชนเหล่าใดยึดถือทิฐิ ๒ อย่างนี้ ญาณในนิโรธย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น สัตว์โลกนี้ยึดถือในทิฐิใด ก็เป็นผู้มีสัญญาวิปริตเพราะทิฐินั้น ฯ

ข้อ ๓๕๖

ทฺวีหิ ภิกฺขเว ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิตา เทวมนุสฺสา โอลิยนฺติ เอเก อติธาวนฺติ เอเก จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ ฯ {๓๕๖.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว โอลิยนฺติ เอเก ภวารามา ภิกฺขเว เทวมนุสฺสา ภวรตา ภวสมฺมุทิตา เตสํ ภวนิโรธาย ธมฺเม เทสิยมาเน จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น สมฺปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ นาธิมุจฺจติ เอวํ โข ภิกฺขเว โอลิยนฺติ เอเก ฯ {๓๕๖.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว อติธาวนฺติ เอเก ภเวน โข ปเนเก อฏฺฏิยมานา หรายมานา ชิคุจฺฉมานา วิภวํ อภินนฺทนฺติ ยโต กิร โภ อตฺตา กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยถาภวนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว อติธาวนฺติ เอเก ฯ {๓๕๖.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภูตํ ภูตโต ปสฺสติ ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ ฯ โย ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา ภูตสฺส จ อติกฺกมํ ยถาภูเตธิมุจฺจติ ภวตณฺหาปริกฺขยา สเจ ภูตสฺส ปริญฺญาโต โส วีตตโณฺห ภวาภเว ภูตสฺส วิภวา ภิกฺขุ นาคจฺฉติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ถูกทิฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุม แล้ว พวกหนึ่งย่อมติดอยู่ พวกหนึ่งย่อมแล่นไป ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ชอบภพ ยินดีในภพ บันเทิงอยู่ในภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในธรรมที่เราแสดงเพื่อความดับภพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมแล่นไปอย่างไร ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมอึดอัด ระอา เกลียดชังภพ ย่อมยินดีความปราศจากภพว่า ชาวเราเอ๋ย ได้ยินว่าเมื่อใด ตนแต่กายแตกไปแล้วย่อมขาดสูญย่อมพินาศ เมื่อนั้น ตนเบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก เพราะฉะนั้นความไม่เกิดนี้ละเอียด ประณีต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมแล่นไปอย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง ครั้นแล้วย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับความเป็นสัตว์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่ อย่างนี้แล ฯ ถ้าภิกษุใด เห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง และก้าวล่วง ความเป็นสัตว์แล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมตามที่เป็นจริง เพื่อความหมดสิ้นแห่งภวตัณหา ภิกษุนั้น กำหนดรู้ ความ เป็นสัตว์แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อม ไม่มาสู่ภพใหม่ เพราะความไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ ดังนี้ ฯ

ข้อ ๓๕๗

ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐึ ฯ {๓๕๗.๑} กตเม ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ติตฺถิโย จ ติตฺถิยสาวโก จ โย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก อิเม ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ฯ {๓๕๗.๒} กตเม ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐี ตถาคโต จ ตถาคตสฺส สาวโก จ โย จ สมฺมาทิฏฺฐิโก อิเม ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐี ฯ โกธโน อุปนาหี จ ปาปมกฺขี จ โย นโร วิปนฺนทิฏฺฐิ มายาวี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ อกฺโกธโน อนุปนาหี อมกฺขี สุทฺธตํ คโต สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เมธาวี ตํ ชญฺญา อริโย อิตีติ ฯ

บุคคล ๓ จำพวกมีทิฐิวิบัติ บุคคล ๓ จำพวกมีทิฐิสมบัติ ฯ บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฐิวิบัติ เดียรถีย์ ๑ สาวกเดียรถีย์ ๑บุคคลผู้มีทิฐิผิด ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้มีทิฐิวิบัติ ฯ บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฐิสมบัติ พระตถาคต ๑ สาวกพระตถาคต ๑ บุคคลผู้มีทิฐิชอบ ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้มีทิฐิสมบัติ ฯ นรชนใด เป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธ มีความลบหลู่ลามก มีทิฐิวิบัติ เจ้าเล่ห์ พึงรู้จักนรชนนั้นว่าเป็นคนเลว นรชนใด เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่คุณท่าน มีทิฐิ- สมบัติ มีปัญญา พึงรู้จักนรชนนั้นว่า เป็นผู้ประเสริฐ ดังนี้ ฯ

ข้อ ๓๕๘

ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ {๓๕๘.๑} กตมา ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ เอตํ มมนฺติ วิปนฺนทิฏฺฐิ เอโสหมสฺมีติ วิปนฺนทิฏฺฐิ เอโส เม อตฺตาติ วิปนฺนทิฏฺฐิ อิมา ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ {๓๕๘.๒} กตมา ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ เนตํ มมนฺติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เนโสหมสฺมีติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ น เมโส อตฺตาติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ อิมา ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ

ทิฐิวิบัติ ๓ ทิฐิสมบัติ ๓ ฯ ทิฐิวิบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นวิบัติว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิวิบัติ ๓ เหล่านี้ ฯ ทิฐิสมบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นอันถูกต้องว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ทิฐิสมบัติ ๓ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๓๕๙

เอตํ มมนฺติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโสหมสฺมีติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโส เม อตฺตาติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย ฯ เอตํ มมนฺติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิโย ปุพฺพนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโสหมสฺมีติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จตุจตฺตาฬสํ ทิฏฺฐิโย อปรนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโส เม อตฺตาติ วีสติวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิปฺปมุขานิ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปุพฺพนฺตาปรนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย ฯ

ทิฐิอะไรว่า นั่นของเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไร ทิฐิอะไรว่า นั่นเป็นเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไร ทิฐิอะไรว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้นตามถือส่วนสุดอะไร ฯ ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีตว่า นั่นของเรา เป็นทิฐิ ๑๘ ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอดีต ความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตว่า นั่นเป็นเรา เป็นทิฐิ ๔๔ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคต อัตตานุทิฐิมีวัตถุ ๒๐ ว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นสักกายทิฐิ มีวัตถุ ๒๐ ทิฐิ ๖๒ โดยมีสักกายทิฐิเป็นประธานทิฐิเหล่านั้น ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต ฯ

ข้อ ๓๖๐

เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ นิฏฺฐงฺคตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิสมฺปนฺนา ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ {๓๖๐.๑} กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ สตฺตกฺขตฺตุปรมสฺส โกลงฺโกลสฺส เอกพีชิสฺส สกทาคามิสฺส โย จ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อรหา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ {๓๖๐.๒} กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส อุปหจฺจปรินิพฺพายิสฺส อสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส สสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ {๓๖๐.๓} เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ นิฏฺฐงฺคตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิสมฺปนฺนา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงความเชื่อแน่ในเราชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในธรรมนี้บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในภพสุทธาวาส ในธรรมนี้ ฯ บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้คือ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๑ โกลังโกละโสดาบัน ๑ เอกพิชีโสดาบัน ๑พระสกทาคามี ๑ พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑ เชื่อแน่ในธรรมนี้ ฯ บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ บุคคล๕ จำพวกนี้ คือ อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ อุปหัจจปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ อสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ สสังขารปรินิพพายีอนาคามี-*บุคคล ๑ อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีอนาคามีบุคคล ๑ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงความเชื่อแน่ในเราบุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ถึงพร้อมด้วยทิฐิ บุคคล ๕ จำพวกนี้เชื่อแน่ในธรรมนี้บุคคล ๕ จำพวกนี้เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ

ข้อ ๓๖๑

เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ อเวจฺจปฺปสนฺนา สพฺเพ เต โสตาปนฺนา เตสํ โสตาปนฺนานํ อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ {๓๖๑.๑} กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ สตฺตกฺขตฺตุปรมสฺส โกลงฺโกลสฺส เอกพีชิสฺส สกทาคามิสฺส โย จ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อรหา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ {๓๖๑.๒} กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส อุปหจฺจปรินิพฺพายิสฺส อสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส สสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ {๓๖๑.๓} เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ อเวจฺจปฺปสนฺนา สพฺเพ เต โสตาปนฺนา เตสํ โสตาปนฺนานํ อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐาติ ฯ ทิฏฺฐิกถา สมตฺตา ฯ ------

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสในเราอย่างแน่นแฟ้น บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้นรวม ๕จำพวกนี้ เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในภพชั้นสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๑ ... พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑ เชื่อแน่ในธรรมนี้ ฯ บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือ อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ ... อุทธัง-*โสโตอกนิฏฐคามีบุคคล ๑ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสในเราอย่างแน่นแฟ้นบุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้นรวมเป็น ๕ จำพวกนี้ เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ฉะนี้แล ฯ จบทิฐิกถา -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. ทิฏฐิกถา ว่าด้วยทิฏฐิ

ข้อ ๑๒๒

อะไรชื่อว่าทิฏฐิ ฐาน แห่งทิฏฐิ มีเท่าไร ปริยุฏฐานแห่งทิฏฐิมีเท่าไรทิฏฐิมีเท่าไร ความยึดมั่นทิฏฐิมีเท่าไร ความถอนฐานแห่งทิฏฐิเป็นอย่างไร ถาม: ทิฏฐิคืออะไร ตอบ: ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ถาม: ฐานแห่งทิฏฐิมีเท่าไร ตอบ: ฐานแห่งทิฏฐิมี ๘ ประการ ถาม: ปริยุฏฐานแห่งทิฏฐิมีเท่าไร ตอบ: ปริยุฏฐานแห่งทิฏฐิมี ๑๘ ประการ ถาม: ทิฏฐิมีเท่าไร ตอบ: ทิฏฐิมี ๑๖ ประการ ถาม: ความยึดมั่นทิฏฐิมีเท่าไร ตอบ: ความยึดมั่นทิฏฐิมี ๓๐๐ ประการ(โดยประมาณ) ถาม: เครื่องถอนฐานแห่งทิฏฐิเป็นอย่างไร ตอบ: โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนฐานแห่งทิฏฐิ

ข้อ ๑๒๓

ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นวิญญาณว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นจักขุว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นโสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กาย ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นมโนว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”@เชิงอรรถ : @ ฐาน ในที่นี้หมายถึงเหตุ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๑๒/๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตา ของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นสัททะ ฯลฯ คันธะ ฯลฯ รสะ ฯลฯ โผฏฐัพพะ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นธรรมารมณ์ว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่นนั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นจักขุวิญญาณว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นโสตวิญญาณ ฯลฯ ฆานวิญญาณ ฯลฯ ชิวหาวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นมโนวิญญาณว่า“นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นจักขุสัมผัสว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นโสตสัมผัส ฯลฯ ฆานสัมผัส ฯลฯ ชิวหาสัมผัส ฯลฯ กายสัมผัส ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นมโนสัมผัสว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นจักขุสัมผัสสชาเวทนาว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่นนั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นโสตสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ กายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นมโนสัมผัสสชาเวทนาว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปสัญญาว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นสัททสัญญา ฯลฯ คันธสัญญา ฯลฯ รสสัญญาฯลฯ โผฏฐัพพสัญญา ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นธัมมสัญญาว่า “นั่นของเราเราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปสัญเจตนาว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นสัททสัญเจตนา ฯลฯ คันธสัญเจตนา ฯลฯ รสสัญเจตนา ฯลฯ โผฏฐัพพสัญเจตนา ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นธัมม-สัญเจตนาว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปตัณหาว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นสัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา ฯลฯ รสตัณหาฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นธัมมตัณหาว่า “นั่นของเราเราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปวิตกว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นสัททวิตก ฯลฯ คันธวิตก ฯลฯ รสวิตก ฯลฯ โผฏฐัพพวิตก ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นธัมมวิตกว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่นนั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปวิจารว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นสัททวิจาร ฯลฯ คันธวิจาร ฯลฯ รสวิจาร ฯลฯ โผฏฐัพพวิจาร ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นธัมมวิจารว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่นนั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นปฐวีธาตุว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นอาโปธาตุ ฯลฯ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ฯลฯ อากาสธาตุ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นวิญญาณธาตุว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นปฐวีกสิณว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นอาโปกสิณ ฯลฯ เตโชกสิณ ฯลฯ วาโยกสิณ ฯลฯ นีลกสิณ ฯลฯ ปีตกสิณ ฯลฯ โลหิตกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณ ฯลฯ ทิฏฐิคือ ความยึดมั่นถือมั่นอากาสกสิณว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นผมว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นขน ฯลฯ เล็บ ฯลฯ ฟัน ฯลฯ หนัง ฯลฯ เนื้อ ฯลฯ เอ็น ฯลฯ กระดูก ฯลฯ เยื่อในกระดูก ฯลฯ ไต ฯลฯ หัวใจ ฯลฯ ตับ ฯลฯ พังผืด ฯลฯ ม้าม ฯลฯ ปอด ฯลฯ ไส้ใหญ่ ฯลฯ ไส้น้อย ฯลฯ อาหารใหม่ ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถในข้อ ๔ หน้า ๑๑ ในสุตมยญาณนิทเทสในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา อาหารเก่า ฯลฯ ดี ฯลฯ เสลด ฯลฯ หนอง ฯลฯ เลือด ฯลฯ เหงื่อ ฯลฯ มันข้น ฯลฯ น้ำตา ฯลฯ มันเหลว ฯลฯ น้ำลาย ฯลฯ น้ำมูก ฯลฯ ไขข้อ ฯลฯ มูตร ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นมันสมองว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นจักขายตนะว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปายตนะ ฯลฯ โสตายตนะ ฯลฯ สัททายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ รสายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ มนายตนะ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นธัมมายตนะว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นจักขุธาตุว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปธาตุ ฯลฯ จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ โสตธาตุฯลฯ สัททธาตุ ฯลฯ โสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ ฆานธาตุ ฯลฯ คันธธาตุ ฯลฯ ฆานวิญญาณธาตุ ฯลฯ ชิวหาธาตุ ฯลฯ รสธาตุ ฯลฯ ชิวหาวิญญาณธาตุ ฯลฯ กายธาตุ ฯลฯ โผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ กายวิญญาณธาตุ ฯลฯ มโนธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นมโนวิญญาณธาตุว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นจักขุนทรีย์ว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นโสตินทรีย์ ฯลฯ ฆานินทรีย์ ฯลฯ ชิวหินทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ ฯลฯ ชีวิตินทรีย์ ฯลฯ อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ ฯลฯ สุขินทรีย์ ฯลฯ ทุกขินทรีย์ ฯลฯ โสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ โทมนัสสินทรีย์ ฯลฯ อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ฯลฯ วิริยินทรีย์ ฯลฯ สตินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นปัญญินทรีย์ว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นกามธาตุว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นรูปธาตุ ฯลฯ อรูปธาตุ ฯลฯ กามภพ ฯลฯ รูปภพ ฯลฯ อรูปภพ ฯลฯ สัญญาภพ ฯลฯ อสัญญาภพ ฯลฯ เนวสัญญา- นาสัญญาภพ ฯลฯ เอกโวการภพ ฯลฯ จตุโวการภพ ฯลฯ ปัญจโวการภพ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ปฐมฌาน ฯลฯ ทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน ฯลฯ เมตตา- เจโตวิมุตติ ฯลฯ กรุณาเจโตวิมุตติ ฯลฯ มุทิตาเจโตวิมุตติ ฯลฯ อุเบกขา-เจโตวิมุตติ ฯลฯ อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นเนวสัญญานาสัญญายตน-สมาบัติว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นอวิชชาว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นสังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ นามรูป ฯลฯ สฬายตนะ ฯลฯ ผัสสะ ฯลฯ เวทนา ฯลฯ ตัณหา ฯลฯ อุปาทาน ฯลฯ ภพ ฯลฯ ชาติ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นชราและมรณะว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นมีดังว่ามานี้

ข้อ ๑๒๔

ฐานแห่งทิฏฐิ ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายเป็นฐานแห่งทิฏฐิ ๒. อวิชชาเป็นฐานแห่งทิฏฐิ ๓. ผัสสะเป็นฐานแห่งทิฏฐิ ๔. สัญญาเป็นฐานแห่งทิฏฐิ ๕. วิตกเป็นฐานแห่งทิฏฐิ ๖. อโยนิโสมนสิการเป็นฐานแห่งทิฏฐิ ๗. ปาปมิตรเป็นฐานแห่งทิฏฐิ ๘. ปรโตโฆสะ เป็นฐานแห่งทิฏฐิ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ อวิชชาที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้อวิชชาก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ ปรโตโฆสะ หมายถึงการฟังอสัทธรรมจากผู้อื่น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๒๗/๖๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ผัสสะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ผัสสะก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ สัญญาที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้สัญญาก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ วิตกที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้วิตกก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ อโยนิโสมนสิการที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้อโยนิโสมนสิการก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ ปาปมิตรที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ปาปมิตรก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ ปรโตโฆสะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นฐานแห่งทิฏฐิ เพราะมีความหมายว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ปรโตโฆสะก็เป็นฐานแห่งทิฏฐิอย่างนี้ เหล่านี้ คือฐานแห่งทิฏฐิ ๘ ประการ

ข้อ ๑๒๕

ปริยุฏฐานแห่งทิฏฐิ ๑๘ ประการ อะไรบ้าง ทิฏฐิคือ ๑. การตกอยู่ในทิฏฐิ ๒. ความรกชัฏคือทิฏฐิ ๓. ความกันดารคือทิฏฐิ ๔. เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ๕. ความดิ้นรนคือทิฏฐิ ๖. สังโยชน์คือทิฏฐิ ๗. ลูกศรคือทิฏฐิ ๘. สมภพคือทิฏฐิ ๙. เครื่องกังวลคือทิฏฐิ ๑๐. เครื่องผูกคือทิฏฐิ ๑๑. เหวคือทิฏฐิ ๑๒. อนุสัยคือทิฏฐิ ๑๓. เหตุให้เดือดร้อนคือทิฏฐิ ๑๔. เหตุให้เร่าร้อนคือทิฏฐิ ๑๕. เครื่องร้อยรัดคือทิฏฐิ ๑๖. ความยึดถือคือทิฏฐิ ๑๗. ความยึดมั่นคือทิฏฐิ ๑๘. ความถือมั่นคือทิฏฐิ เหล่านี้ คือปริยุฏฐานแห่งทิฏฐิ ๑๘ ประการ @เชิงอรรถ : @ คำว่า สมภพคือทิฏฐิ คำบาลีคือ ทิฏฺฐิสมฺภโว ในอรรถกถา (ขุ.ป. ๒/๑๒๕/๕๒) ใช้ ทิฏฺฐิสมฺพาโธ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา

ข้อ ๑๒๖

ทิฏฐิ ๑๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อัสสาททิฏฐิ (ความเห็นที่เนื่องด้วยคุณ) ๒. อัตตานุทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นอัตตา) ๓. มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๔. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นอัตตาของตน) ๕. สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง) อันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๖. อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) อันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐิ (ความเห็นอันถือเอาที่สุด) ๘. ปุพพันตานุทิฏฐิ (ความเห็นขันธ์ส่วนอดีต) ๙. อปรันตานุทิฏฐิ (ความเห็นขันธ์ส่วนอนาคต) ๑๐. สัญโญชนิกาทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเครื่องผูกสัตว์) ๑๑. มานวินิพันธาทิฏฐิ (ความเห็นอันกางกั้นด้วยมานะ) ว่า “เป็นเรา” ๑๒. มานวินิพันธาทิฏฐิ (ความเห็นอันกางกั้นด้วยมานะ) ว่า “ของเรา” ๑๓. อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ (ความเห็นอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ) ๑๔. โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ (ความเห็นอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ) ๑๕. ภวทิฏฐิ (ความเห็นว่าอัตตาและโลกมีอยู่) ๑๖. วิภวทิฏฐิ (ความเห็นว่าอัตตาและโลกไม่มีอยู่)

ข้อ ๑๒๗

ความยึดมั่นทิฏฐิ ๓๐๐ ประการ(โดยประมาณ) คือ อัสสาททิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร อัตตานุทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร มิจฉาทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร สักกายทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร สัสสตทิฏฐิ อันมีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร อุจเฉททิฏฐิ อันมีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร @เชิงอรรถ : @ มีสักกายะเป็นวัตถุ หมายถึงมีขันธ์ ๕ เป็นที่อาศัย (ขุ.ป.อ. ๒/๑๒๖/๕๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา อันตัคคาหิกทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร ปุพพันตานุทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร อปรันตานุทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร สัญโญชนิกาทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร ภวทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร วิภวทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร คือ อัสสาททิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๓๕ อย่าง อัตตานุทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง มิจฉาทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๐ อย่าง สักกายทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๕ อย่าง อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง อันตัคคาหิกทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕๐ อย่าง ปุพพันตานุทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง อปรันตานุทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๔๔ อย่าง สัญโญชนิกาทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๘ อย่าง ภวทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๙ อย่าง วิภวทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๙ อย่าง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑. อัสสาททิฏฐินิทเทส ๑. อัสสาททิฏฐินิทเทส แสดงอัสสาททิฏฐิ

ข้อ ๑๒๘

อัสสาททิฏฐิ มีความเห็นผิดด้วยอาการ ๓๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สุข โสมนัสที่อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็น อัสสาทะ (คุณ) แห่งรูป” ทิฏฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง อัสสาทะก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและอัสสาทะนี้ ท่านกล่าวว่า อัสสาททิฏฐิ อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิวิบัตินั้นเป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว ทิฏฐิใด ราคะใด ราคะนั้นไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐินั้นก็ไม่ใช่ราคะ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง ราคะก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและราคะนี้ เรียกว่าทิฏฐิราคะ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐินั้นและราคะนั้น เป็นผู้ยินดีในทิฏฐิราคะทานที่ให้แก่บุคคลผู้ยินดีทิฏฐิราคะ เป็นทานมีผลไม่มาก มีอานิสงส์ไม่มาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิมีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อนึ่ง กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรม ฯลฯ และมโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจและสังขารทั้งหลายของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ไม่เกื้อกูล เป็นทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดา เมล็ดบวบขม หรือเมล็ดน้ำเต้าขมที่บุคคลเพาะไว้ในดินชุ่มชื้น รสดินและรสน้ำที่มันดูดซับเอาไว้ทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขม เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสะเดาเป็นต้นนั้นมีเมล็ดเลวฉันใด กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรม ฯลฯ และมโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนาความตั้งใจ และสังขารทั้งหลายของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑. อัสสาททิฏฐินิทเทส เป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ไม่เกื้อกูล เป็นทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว ฉันนั้น อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ การตกอยู่ในทิฏฐิ ความรกชัฏคือทิฏฐิ ฯลฯ ความถือมั่นคือทิฏฐิ ความ เกี่ยวข้องแห่งจิตที่ทิฏฐิกลุ้มรุม (เป็นมิจฉาทิฏฐิซึ่งจัดเป็นอัสสาททิฏฐิ) ด้วยอาการ๑๘ ประการนี้

ข้อ ๑๒๙

สังโยชน์และทิฏฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิก็มีอยู่ สังโยชน์และทิฏฐิ อะไรบ้าง คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. สีลัพพตปรามาส เหล่านี้เป็นสังโยชน์และทิฏฐิ สังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อะไรบ้าง คือ ๑. กามราคสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะ) ๒. ปฏิฆสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือปฏิฆะ) ๓. มานสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมานะ) ๔. วิจิกิจฉาสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือวิจิกิจฉา) ๕. ภวราคสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือภวราคะ) ๖. อิสสาสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออิสสา) ๗. มัจฉริยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมัจฉริยะ) ๘. อนุสัยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออนุสัย) ๙. อวิชชาสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออวิชชา) เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สุข โสมนัสที่อาศัยเวทนาเกิดขึ้น นี้เป็น อัสสาทะแห่งเวทนา” ฯลฯ อาศัยสัญญา ฯลฯ อาศัยสังขาร ฯลฯ อาศัยวิญญาณ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สุข โสมนัสที่อาศัยจักขุ ฯลฯ อาศัยโสตะ ฯลฯ อาศัยฆานะ ฯลฯ อาศัยชิวหา ฯลฯ อาศัยกาย ฯลฯ อาศัยมโน ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑. อัสสาททิฏฐินิทเทส ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สุข โสมนัสที่อาศัยรูป ฯลฯ อาศัยสัททะ ฯลฯ อาศัยคันธะ ฯลฯ อาศัยรสะ ฯลฯ อาศัยโผฏฐัพพะ ฯลฯ อาศัยธรรมารมณ์ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สุข โสมนัสที่อาศัยจักขุวิญญาณ ฯลฯ อาศัยโสตวิญญาณ ฯลฯ อาศัยฆานวิญญาณ ฯลฯ อาศัยชิวหาวิญญาณ ฯลฯ อาศัยกายวิญญาณ ฯลฯ อาศัยมโนวิญญาณ ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สุข โสมนัสที่อาศัยจักขุสัมผัส ฯลฯ อาศัย โสตสัมผัส ฯลฯ อาศัยฆานสัมผัส ฯลฯ อาศัยชิวหาสัมผัส ฯลฯ อาศัย กายสัมผัส ฯลฯ อาศัยมโนสัมผัส ฯลฯ อาศัยจักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ อาศัยโสตสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ อาศัยฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ อาศัยชิวหา-สัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ อาศัยกายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สุข โสมนัสที่อาศัยมโนสัมผัสสชาเวทนา เกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะแห่งมโนสัมผัสสชาเวทนา” ทิฏฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง อัสสาทะก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและอัสสาทะนี้ ท่านกล่าวว่า อัสสาททิฏฐิ อัสสาททิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิวิบัตินั้นเป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว ทิฏฐิใด ราคะใด ราคะนั้นไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐินั้นก็ไม่ใช่ราคะ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง ราคะก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและราคะนี้เรียกว่าทิฏฐิราคะ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐินั้นและราคะนั้น เป็นผู้ยินดีในทิฏฐิราคะทานที่ให้แก่บุคคลผู้ยินดีทิฏฐิราคะ เป็นทานมีผลไม่มาก มีอานิสงส์ไม่มาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อนึ่ง กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรม ฯลฯ และมโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑. อัสสาททิฏฐินิทเทส ความตั้งใจ และสังขารทั้งหลายของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ไม่เกื้อกูล เป็นทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดา เมล็ดบวบขม หรือเมล็ดน้ำเต้าขมที่บุคคลเพาะไว้ในดินชุ่มชื้น รสดินและรสน้ำที่มันดูดซับเอาไว้ทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขม เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสะเดาเป็นต้นนั้นมีเมล็ดเลวฉันใด กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรม ฯลฯ และมโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารทั้งหลายของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ไม่เกื้อกูล เป็นทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิชั่ว ฉันนั้น อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ การตกอยู่ในทิฏฐิ ความรกชัฏคือทิฏฐิ ฯลฯ ความถือมั่นคือทิฏฐิ ความ เกี่ยวข้องแห่งจิตที่ทิฏฐิกลุ้มรุม (เป็นมิจฉาทิฏฐิซึ่งจัดเป็นอัสสาททิฏฐิ) ด้วยอาการ๑๘ ประการนี้ สังโยชน์และทิฏฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิก็มีอยู่ สังโยชน์และทิฏฐิ อะไรบ้าง คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. สีลัพพตปรามาส เหล่านี้ เป็นสังโยชน์และทิฏฐิ สังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อะไรบ้าง คือ ๑. กามราคสังโยชน์ ๒. ปฏิฆสังโยชน์ ๓. มานสังโยชน์ ๔. วิจิกิจฉาสังโยชน์ ๕. ภวราคสังโยชน์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๙๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส ๖. อิสสาสังโยชน์ ๗. มัจฉริยสังโยชน์ ๘. อนุสัยสังโยชน์ ๙. อวิชชาสังโยชน์ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อัสสาททิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ๓๕ อย่างนี้ อัสสาททิฏฐินิทเทสที่ ๑ จบ ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส แสดงอัตตานุทิฏฐิ

ข้อ ๑๓๐

อัตตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีรูปบ้าง พิจารณาเห็นรูปในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในรูปบ้าง พิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง

ข้อ ๑๓๑

ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นปฐวีกสิณและอัตตาไม่เป็นสองว่า “ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า “เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น” ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นปฐวีกสิณและอัตตาไม่เป็นสองว่า “ปฐวีกสิณอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ บุคคลผู้ประกอบด้วยอัตตานุทิฏฐิย่อมมีคติเป็น ๒ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นอาโปกสิณ ... เตโชกสิณ ... วาโยกสิณ ... นีลกสิณ ... ปีตกสิณ ... โลหิตกสิณ ... พิจารณาเห็นโอทาตกสิณโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นโอทาตกสิณและอัตตาไม่เป็นสองว่า “โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า “เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้นแสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น” ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันฯลฯ พิจารณาเห็นโอทาตกสิณและอัตตาไม่เป็นสอง ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาอย่างนี้ (๑) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีรูป เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีรูปเพราะรูปนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีรูป ต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาก็เป็นอย่างหนึ่งแต่ต้นไม้นี้มีเงาเพราะเงานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีรูปเพราะรูปนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีรูป ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีรูปอย่างนี้ (๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปในอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราก็ในอัตตานี้มีรูปเช่นนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นรูปในอัตตา ดอกไม้มีกลิ่นหอม บุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่ง กลิ่นหอมก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้มีอยู่ในดอกไม้นี้ ชื่อว่าพิจารณาเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้นั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา ก็ในอัตตานี้มีรูปเช่นนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นรูปในอัตตา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ฯลฯ นี้เป็นอัตตา-นุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปในอัตตาอย่างนี้ (๓) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในรูป เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราแต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในรูปนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในรูป แก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด บุรุษพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า “นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณีเป็นอย่างหนึ่งขวดก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่แก้วมณีนี้มีอยู่ในขวดนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นแก้วมณีในขวดฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า“นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในรูปนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในรูป ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๔อัตตานุทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในรูปอย่างนี้ (๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส

ข้อ ๑๓๒

ปุถุชนพิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา ... โสตสัมผัสสชา-เวทนา ... ฆานสัมผัสสชาเวทนา ... ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ... กายสัมผัสสชา-เวทนา ... พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโนสัมผัสสชาเวทนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่บุคคลพิจารณาเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า “เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น” ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโนสัมผัสสชาเวทนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้น” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาอย่างนี้ (๑-๕) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีเวทนา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นสัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีเวทนาเพราะเวทนานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีเวทนา ต้นไม้มีเงาบุคคลพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้มีเงาเพราะเงานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นต้นไม้มีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นสัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราแต่ว่าอัตตาของเรานี้มีเวทนาเพราะเวทนานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีเวทนาทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๒อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีเวทนาอย่างนี้ (๒-๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส ปุถุชนพิจารณาเห็นเวทนาในอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นสัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราก็ในอัตตานี้มีเวทนานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในอัตตา ดอกไม้มีกลิ่นหอมบุคคลพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่งกลิ่นหอมก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้มีอยู่ในดอกไม้นี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นสัญญา... สังขาร ... วิญญาณ ... พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา ก็ในอัตตานี้มีเวทนานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในอัตตา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นเวทนาในอัตตาอย่างนี้ (๓-๗) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในเวทนา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นสัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในเวทนานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในเวทนา ฯลฯ ชื่อว่าพิจารณาเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นสัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในเวทนานี้”ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในเวทนา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๔ อัตตานุทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในเวทนาอย่างนี้(๔-๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส

ข้อ ๑๓๓

ปุถุชนพิจารณาเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นจักขุสัมผัสสชาสัญญา ... โสต- สัมผัสสชาสัญญา ... ฆานสัมผัสสชาสัญญา ... ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา ... กาย-สัมผัสสชาสัญญา ... พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาโดยความเป็นอัตตา คือพิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโนสัมผัสสชาสัญญาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า “เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น” ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญา และอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโนสัมผัสสชาสัญญาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาอย่างนี้ (๑-๙) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีสัญญา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นสังขาร ... วิญญาณ ... รูป ... พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราแต่ว่าอัตตาของเรานี้มีสัญญาเพราะสัญญานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีสัญญาต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่งเงาก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้มีเงาเพราะเงานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นต้นไม้มีเงา ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นสังขาร ... วิญญาณ ... รูป ... พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราแต่ว่าอัตตาของเรานี้มีสัญญาเพราะสัญญานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีสัญญา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุเป็นอาการที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีสัญญาอย่างนี้ (๒-๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส ปุถุชนพิจารณาเห็นสัญญาในอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นสังขาร ... วิญญาณ ... รูป ... พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราก็ในอัตตานี้มีสัญญานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นสัญญาในอัตตา ดอกไม้มีกลิ่นหอมบุคคลพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่งกลิ่นหอมก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้มีอยู่ในดอกไม้นี้” ชื่อว่าพิจารณา เห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นสังขาร ... วิญญาณ ... รูป ... พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา ก็ในอัตตานี้มีสัญญานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นสัญญาในอัตตา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นสัญญาในอัตตาอย่างนี้ (๓-๑๑) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในสัญญา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นสังขาร ... วิญญาณ ... รูป ... พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเราแต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในสัญญานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในสัญญา แก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด บุคคลพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า “นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณีเป็นอย่างหนึ่ง ขวดก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่แก้วมณีนี้มีอยู่ในขวดนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นสังขาร ... วิญญาณ ... รูป ... พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในสัญญานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในสัญญา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๔ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในสัญญาอย่างนี้ (๔-๑๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส

ข้อ ๑๓๔

ปุถุชนพิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นจักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ โสต-สัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ ฆานสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ ชิวหาสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ กายสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาโดยความเป็นอัตตาคือ พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาและอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโนสัมผัสสชา-เจตนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเจตนาก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลพิจารณาเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า“เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น” ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาและอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโน-สัมผัสสชาเจตนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเจตนาก็อันนั้น” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ อัตตา-นุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาอย่างนี้ (๑-๑๓) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีสังขาร เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีสังขารเพราะสังขารเหล่านี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีสังขาร ต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาก็เป็นอย่างหนึ่งแต่ต้นไม้นี้มีเงาเพราะเงานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นต้นไม้มีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีสังขารเพราะสังขารเหล่านี้” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีสังขารอย่างนี้ (๑-๑๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส ปุถุชนพิจารณาเห็นสังขารในอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา ก็ในอัตตานี้มีสังขารเหล่านี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นสังขารในอัตตา ดอกไม้มีกลิ่นหอม บุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่ง กลิ่นหอมก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้มีอยู่ในดอกไม้นี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นวิญญาณ รูป เวทนาสัญญา โดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา ก็ในอัตตานี้มีสังขารเหล่านี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นสังขารในอัตตา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่งทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นสังขารในอัตตาอย่างนี้ (๓-๑๕) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในสังขาร เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในสังขารนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในสังขาร แก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด บุรุษพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า “นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณีเป็นอย่างหนึ่ง ขวดก็เป็นอย่างหนึ่งแต่แก้วมณีนี้มีอยู่ในขวดนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญาโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในสังขารเหล่านี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในสังขาร ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๔ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉา-ทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในสังขารอย่างนี้ (๔-๑๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส

ข้อ ๑๓๕

ปุถุชนพิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นจักขุวิญญาณ ... โสตวิญญาณ ... ฆาน-วิญญาณ ... ชิวหาวิญญาณ ... กายวิญญาณ ... พิจารณาเห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นมโนวิญญาณและอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโน-วิญญาณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนวิญญาณก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลพิจารณาเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า “เปลวไฟอันใดแสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น” ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นมโนวิญญาณและอัตตาไม่เป็นสองว่า “มโนวิญญาณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใดมโนวิญญาณก็อันนั้น” ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาอย่างนี้ (๑-๑๗) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีวิญญาณเพราะวิญญาณนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณ ต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นันอย่างนี้ว่า “นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้นี้เป็นอย่างหนึ่ง เงาก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้มีเงาเพราะเงานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นต้นไม้มีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีวิญญาณเพราะวิญญาณนี้”ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตา-นุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณอย่างนี้ (๒-๑๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. อัตตานุทิฏฐินิทเทส ปุถุชนพิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา ก็ในอัตตานี้มีวิญญาณเช่นนี้”ชื่อว่าพิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา ดอกไม้มีกลิ่นหอม บุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นว่า“นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่ง กลิ่นหอมก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่ากลิ่นหอมนี้ มีอยู่ในดอกไม้นี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นหมือนกัน พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา ก็ในอัตตานี้มีวิญญาณนี้”ชื่อว่าพิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตาอย่างนี้ (๓-๑๙) ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในวิญญาณนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ แก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด บุรุษพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า “นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณีเป็นอย่างหนึ่ง ขวดก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าแก้วมณีนี้มีอยู่ในในขวดนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้ มีอยู่ในวิญญาณนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่งทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๔ ฯลฯ อัตตา-นุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณอย่างนี้ อัตตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ (๔-๒๐) อัตตานุทิฏฐินิทเทสที่ ๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๓. มิจฉาทิฏฐินิทเทส ๓. มิจฉาทิฏฐินิทเทส แสดงมิจฉาทิฏฐิ

ข้อ ๑๓๖

มิจฉาทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นแห่งมิจฉาทิฏฐิที่กล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า “ทาน ที่ให้แล้วไม่มีผล” ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุผิด เป็นอาการที่ ๑ มิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นแห่งมิจฉาทิฏฐิที่กล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า “ยัญที่บูชา แล้วไม่มีผล” ฯลฯ “การเซ่นสรวง ไม่มีผล” ฯลฯ “ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี” ฯลฯ “โลกนี้ไม่มี” ฯลฯ “โลกหน้าไม่มี” ฯลฯ “มารดาไม่มี” ฯลฯ “บิดาไม่มี” ฯลฯ “โอปปาติกสัตว์ ไม่มี” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นแห่งมิจฉาทิฏฐิที่กล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า “สมณะและพราหมณ์ผู้พร้อมเพรียงกันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามไม่มีในโลก” ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิดเป็นวัตถุเป็นอาการที่ ๑๐ มิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยมิจฉาทิฏฐิย่อมมีคติเป็น ๒ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้ มิจฉาทิฏฐินิทเทสที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ โอปปาติกสัตว์ ในที่นี้หมายถึงสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ (ตาย) ก็หายวับไปไม่ทิ้งซาก@ศพไว้ เช่นเทวดาและสัตว์นรก เป็นต้น (ที.สี.อ. ๑๗๑/๑๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๔. สักกายทิฏฐินิทเทส ๔. สักกายทิฏฐินิทเทส แสดงสักกายทิฏฐิ

ข้อ ๑๓๗

สักกายทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีรูปบ้าง พิจารณาเห็นรูปในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในรูปบ้าง พิจารณาเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ พิจารณาเห็นโอทาต-กสิณ โดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นโอทาตกสิณและอัตตาไม่เป็นสองว่า“โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นโอทาตกสิณ โดยความเป็นอัตตา ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่น ฯลฯ นี้เป็นสักกายทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ สักกายทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาอย่างนี้ ฯลฯ สักกายทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ สักกายทิฏฐินิทเทสที่ ๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๕. สัสสตทิฏฐินิทเทส ๕. สัสสตทิฏฐินิทเทส แสดงสัสสตทิฏฐิ

ข้อ ๑๓๘

สัสสตทิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นอัตตามีรูปบ้าง พิจารณาเห็นรูปในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในรูปบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีเวทนาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีสัญญาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีสังขารบ้างพิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีรูป เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “นี้เป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีรูปเพราะรูปนี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีรูป ต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า “นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้มีเงาเพราะเงานี้” ชื่อว่าพิจารณาเห็นต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ โดยความเป็นอัตตา นี้เป็นสัสสตทิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ สัสสตทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตามีรูปอย่างนี้ ฯลฯ สัสสตทิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๕ อย่างนี้ สัสสตทิฏฐินิทเทสที่ ๕ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทส ๖. อุจเฉททิฏฐินิทเทส แสดงอุจเฉททิฏฐิ

ข้อ ๑๓๙

อุจเฉททิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างเป็นอย่างไร คือ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ พิจารณาเห็นโอทาต-กสิณ โดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นโอทาตกสิณและอัตตาไม่เป็นสองว่า“โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น” เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด นี้เป็นอุจเฉททิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑อุจเฉททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาอย่างนี้ ฯลฯ อุจเฉททิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้อุจเฉททิฏฐินิทเทสที่ ๖ จบ ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทส แสดงอันตัคคาหิกทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๐

อันตัคคาหิกทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกไม่เที่ยง” ฯลฯ “โลกมีที่สุด” ฯลฯ “โลกไม่มีที่สุด” ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทส “ชีวะ กับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน” ฯลฯ “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” ฯลฯ “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก” ฯลฯ “หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก” ฯลฯ “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี” ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า“หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่” มีความยึดมั่นด้วยอาการเท่าไร คือ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่”มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปเป็นโลกและเป็นของเที่ยง” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง” เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง” ฯลฯ “สัญญาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง” ฯลฯ “สังขารเป็นโลกและเป็นของเที่ยง” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณ เป็นโลกและเป็นของเที่ยง” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัค-คาหิกทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง” เป็นอาการที่ ๕ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕) อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกไม่เที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ชีวะ ในที่นี้หมายถึงวิญญาณอมตะ หรือ อาตมัน (soul) (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๑/๑๒๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทส คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ นี้เป็นอันตัคคาหิก-ทิฏฐิว่า “โลกไม่เที่ยง” เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง” ฯลฯ “สัญญาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง” ฯลฯ “สังขารเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า“โลกไม่เที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕-๑๐) อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกมีที่สุด” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ทำสีเขียวให้เป็นอารมณ์แผ่ไปสู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “โลกนี้มีที่สุดกลม” จึงมีความหมายรู้ว่าโลกมีที่สุด ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “กสิณที่แผ่ไปเป็นวัตถุและเป็นโลก จิตที่เป็นเหตุให้กสิณแผ่ไปเป็นอัตตาและเป็นโลก” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกมีที่สุด” เป็นอาการที่ ๑อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ บุคคลบางคนในโลกนี้ทำสีเหลืองให้เป็นอารมณ์แผ่ไป ฯลฯ ทำสีแดงให้เป็น อารมณ์แผ่ไป ฯลฯ ทำสีขาวให้เป็นอารมณ์แผ่ไป ฯลฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ทำแสงสว่างให้เป็นอารมณ์แผ่ไปสู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “โลกนี้มีที่สุดกลม” จึงมีความหมายรู้ว่าโลกมีที่สุด ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “กสิณที่แผ่ไปเป็นวัตถุและเป็นโลก จิตที่เป็นเหตุให้กสิณแผ่ไปเป็นอัตตาและเป็นโลก” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกมีที่สุด” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕-๑๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทส อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกไม่มีที่สุด” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้” จึงมีความหมายรู้ว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “กสิณที่แผ่ไปเป็นวัตถุและเป็นโลก จิตที่เป็นเหตุให้กสิณแผ่ไปเป็นอัตตาและเป็นโลก” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิก-ทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกไม่มีที่สุด” เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิก-ทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ บุคคลบางคนในโลกนี้ทำสีเหลือง ฯลฯ สีแดง ฯลฯ สีขาว ฯลฯ บุคคล บางคนในโลกนี้ทำแสงสว่างแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า “โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้” จึงมีความหมายรู้ว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “กสิณที่แผ่ไปเป็นวัตถุและเป็นโลก จิตที่เป็นเหตุให้กสิณแผ่ไปเป็นอัตตาและเป็นโลก” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกไม่มีที่สุด” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕-๒๐) อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปเป็นชีวะและเป็นสรีระ ชีวะอันใด สรีระก็อันนั้น สรีระอันใด ชีวะก็อันนั้น” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน”เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาเป็นชีวะและเป็นสรีระ ...” ฯลฯ “สัญญาเป็นชีวะและเป็นสรีระ ...” ฯลฯ “สังขารเป็นชีวะและเป็นสรีระ ...” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณเป็นชีวะและเป็นสรีระ ชีวะอันใด สรีระก็อันนั้น สรีระอันใด ชีวะก็อันนั้น” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน”มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕-๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทส อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีวะ รูปนั้นเป็นสรีระชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน”เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีวะ ...” ฯลฯ “สัญญาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีวะ ...” ฯลฯ “สังขารเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีวะ ...” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีวะ วิญญาณนั้นเป็นสรีระ ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕-๓๐) อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี” มีความยึดมั่น ด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกบ้าง ดำรงอยู่บ้าง ถือกำเนิดบ้าง บังเกิดบ้าง”ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี” เป็นอาการที่ ๑อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...”ฯลฯ “สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ “สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกบ้าง ดำรงอยู่บ้าง ถือกำเนิดบ้าง บังเกิดบ้าง” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ อันตัค-คาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕อย่างนี้ (๕-๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๗. อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทส อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีกก็มี” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตย่อมขาดสูญ พินาศไป ไม่เกิดอีก” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า“หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีกก็มี” เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...”ฯลฯ “สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ “สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตย่อมขาดสูญ พินาศไป ไม่เกิดอีก” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕-๔๐) อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้นเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี” เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...”ฯลฯ “สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ “สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้นเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ (๕-๔๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๘. ปุพพันตานุทิฏฐินิทเทส อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็ มิใช่” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้นเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่” เป็นอาการที่ ๑ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...”ฯลฯ “สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ “สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอน ...” ฯลฯ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นว่า “วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แน่นอนหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่” ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้นเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่” เป็นอาการที่ ๕ อันตัคคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า“หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่” มีความยึดมั่นด้วยอาการ๕ อย่างนี้ อันตัคคาหิกทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕๐ อย่างนี้ (๕๐) อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทสที่ ๗ จบ ๘. ปุพพันตานุทิฏฐินิทเทส แสดงปุพพันตานุทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๑

ปุพพันตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง อะไรบ้าง คือ สัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าอัตตาและโลกเที่ยง) มี ๔ ลัทธิ เอกัจจสัสสติกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าบางอย่างเที่ยง) มี ๔ ลัทธิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๙. อปรันตานุทิฏฐินิทเทส อันตานันติกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าโลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด) มี ๔ ลัทธิ อมราวิกเขปิกวาทะ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงไม่แน่นอนตายตัว) มี ๔ ลัทธิ อธิจจสมุปปันนิกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุ- ปัจจัย) มี ๒ ลัทธิ ปุพพันตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่างนี้ ปุพพันตานุทิฏฐินิทเทสที่ ๘ จบ ๙. อปรันตานุทิฏฐินิทเทส แสดงอปรันตานุทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๒

อปรันตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๔๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ สัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตามีสัญญา) มี ๑๖ ลัทธิ อสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาไม่มีสัญญา) มี ๘ ลัทธิ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) มี ๘ ลัทธิ อุจเฉทวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ) มี ๗ ลัทธิ ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ (ลัทธิที่ถือว่ามีสภาวะบางอย่างเป็นนิพพานใน ปัจจุบัน) มี ๕ ลัทธิ อปรันตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๔๔ อย่างนี้ อปรันตานุทิฏฐินิทเทสที่ ๙ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๐-๑๒. สัญโญชนิกาทิทิฏฐินิทเทส ๑๐-๑๒. สัญโญชนิกาทิทิฏฐินิทเทส แสดงสัญโญชนิกาทิทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๓

สัญโญชนิกาทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. การตกอยู่ในทิฏฐิ ๒. ความรกชัฏคือทิฏฐิฯลฯ ๑๗. ความยึดมั่นคือทิฏฐิ ๑๘. ความถือมั่นคือทิฏฐิ สัญโญชนิกาทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่างนี้

ข้อ ๑๔๔

มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่างเป็นอย่างไร คือ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “จักขุเป็นเรา” ชื่อว่ามานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา”ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นมานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา” เป็นอาการที่ ๑ มานวินิพันธาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “โสตะเป็นเรา” ชื่อว่ามานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา”ฯลฯ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “ฆานะเป็นเรา” ฯลฯ “ชิวหาเป็นเรา” ฯลฯ “กายเป็นเรา” ฯลฯ “มโนเป็นเรา” ฯลฯ “รูปเป็นเรา” ฯลฯ “ธรรมารมณ์เป็นเรา” ฯลฯ “จักขุวิญญาณเป็นเรา” ฯลฯ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “มโนวิญญาณเป็นเรา” ชื่อว่ามานวินิพันธาทิฏฐิว่า“เป็นเรา” ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่งทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นมานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา” เป็นอาการที่ ๑๘ มานวินิพันธา-ทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ มานวินิพันธาทิฏฐิว่า“เป็นเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่างนี้

ข้อ ๑๔๕

มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ดูความเต็มข้อ ๑๒๕ หน้า ๑๙๓ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๓. อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทส คือ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “จักขุของเรา” ชื่อว่ามานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา”ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นมานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” เป็นอาการที่ ๑ มานวินิพันธาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “โสตะของเรา” ชื่อว่ามานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา”ฯลฯ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “ฆานะของเรา” ฯลฯ “ชิวหาของเรา” ฯลฯ “มโนของเรา” ฯลฯ “ธรรมารมณ์ของเรา” ฯลฯ “จักขุวิญญาณของเรา” ฯลฯ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “มโนวิญญาณของเรา” ชื่อว่ามานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นมานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” เป็นอาการที่ ๑๘มานวินิพันธาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ มาน-วินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่างนี้ สัญโญชนิกาทิทิฏฐินิทเทสที่ ๑๐-๑๒ จบ ๑๓. อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทส แสดงอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๖

อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีรูปบ้าง พิจารณาเห็นรูปในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในรูปบ้าง ฯลฯ พิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตามีวิญญาณบ้าง พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง พิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง ปุถุชนพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ พิจารณาเห็นโอทาต-กสิณโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณาเห็นโอทาตกสิณและอัตตาไม่เป็นสองว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๔. โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทส “โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลพิจารณาเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ฯลฯ ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นโอทาตกสิณโดยความเป็นอัตตา ฯลฯ นี้เป็นอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เป็นอาการที่ ๑ อัตตวาท-ปฏิสังยุตตทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อัตตวาท-ปฏิสังยุตตทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทสที่ ๑๓ จบ ๑๔. โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทส แสดงโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๗

โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๘ อย่าง เป็น อย่างไร คือ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “อัตตาและโลกเที่ยง” ชื่อว่าโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ เป็นอาการที่ ๑ โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “อัตตาและโลกไม่เที่ยง” ชื่อว่าโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิฯลฯ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “อัตตาและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี” ฯลฯ “อัตตาและโลกเที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่” ฯลฯ “อัตตาและโลกมีที่สุดก็มี” ฯลฯ “อัตตาและโลกไม่มีที่สุดก็มี” ฯลฯ “อัตตาและโลกมีที่สุดก็มีไม่มีที่สุดก็มี” ฯลฯ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “อัตตาและโลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่” ชื่อว่าโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ เป็นอาการที่ ๘โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่เป็นทิฏฐิ โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๘ อย่างนี้ โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทสที่ ๑๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส แสดงภววิภวทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๘

ความยึดมั่นด้วยการติดอยู่ เป็นภวทิฏฐิ ความยึดมั่นด้วยการแล่น เลยไป เป็นวิภวทิฏฐิ อัสสาททิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๓๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฏฐิเท่าไร อัตตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นภวทิฏฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฏฐิเท่าไร ฯลฯ โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๘ อย่าง เป็นภวทิฏฐิเท่าไรเป็นวิภวทิฏฐิเท่าไร คือ อัสสาททิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๓๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี อัตตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เป็น วิภวทิฏฐิ ๕ มิจฉาทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๐ อย่าง เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด สักกายทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เป็น วิภวทิฏฐิ ๕ สัสสตทิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๕ อย่าง เป็น ภวทิฏฐิทั้งหมด อุจเฉททิฏฐิที่มีสักกายะเป็นวัตถุมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็น วิภวทิฏฐิทั้งหมด อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด @เชิงอรรถ : @ ภวทิฏฐิ หมายถึงสัสสตทิฏฐิ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๔๘/๗๐) @ วิภวทิฏฐิ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๔๘/๗๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกไม่เที่ยง” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกมีที่สุด” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “โลกไม่มีที่สุด” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” มีความยึดมั่น ด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก” มีความยึดมั่น ด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก” มีความยึดมั่น ด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด อันตัคคาหิกทิฏฐิว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๕ อย่าง เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี อปรันตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๔๔ อย่าง เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็น วิภวทิฏฐิก็มี สัญโญชนิกาทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “เป็นเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด มานวินิพันธาทิฏฐิว่า “ของเรา” มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ อย่าง เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นภว- ทิฏฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฏฐิ ๕ โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๘ อย่าง เป็นภวทิฏฐิก็มีเป็นวิภวทิฏฐิก็มี ทิฏฐิทั้งหมด เป็นอัตตานุทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสักกายทิฏฐิ เป็น อันตัคคาหิกทิฏฐิ เป็นสัญโญชนิกาทิฏฐิ เป็นอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ ชนเหล่าใดกล่าวโดยการคาดคะเน ยึดถือทิฏฐิทั้ง ๒ คือ ภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ ญาณในนิโรธย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น สัตว์โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มีสัญญาวิปริตว่าเป็นทุกข์ในนิโรธที่เป็นสุขใด ในนิโรธนั้นไม่มีญาณ เพราะมีสัญญาวิปริต ว่าเป็นทุกข์ ดังนี้

ข้อ ๑๔๙

ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ถูกทิฏฐิ ๒ อย่างนี้กลุ้มรุมแล้ว พวกหนึ่งติดอยู่ พวกหนึ่งแล่นเลยไป ส่วนผู้มีจักษุย่อมเห็น เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งติดอยู่ เป็นอย่างไร คือ เทวดาและมนุษย์ผู้ชอบภพ ยินดีในภพ บันเทิงอยู่ในภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมแล่นเลยไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในธรรมที่เราแสดงเพื่อความดับภพ ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งติดอยู่อย่างนี้ เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งแล่นเลยไป เป็นอย่างไร คือ เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่ง อึดอัด ระอา รังเกียจภพ ยินดีปรารถนาวิภพว่า“ชาวเราเอ๋ย ได้ยินว่า เมื่อใด อัตตาหลังจากตายแล้วย่อมขาดสูญ พินาศไป เมื่อนั้นอัตตาหลังจากตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก” เพราะฉะนั้น ความไม่เกิดอีกนี้ละเอียดประณีตตามที่มี ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งแล่นเลยไปอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส ส่วนผู้มีจักษุย่อมเห็น เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเห็นภูตะ โดยความเป็นภูตะ ครั้นแล้วย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับภูตะ ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีจักษุย่อมเห็นอย่างนี้ ถ้าภิกษุใดเห็นภูตะโดยความเป็นภูตะ และก้าวล่วงภูตะได้แล้ว ย่อมน้อมไปในธรรมตามความเป็นจริง เพราะความหมดสิ้นแห่งภวตัณหา ภิกษุนั้นกำหนดรู้ภูตะได้แล้ว ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ เพราะไม่มีภูตะ ดังนี้

ข้อ ๑๕๐

บุคคล ๓ จำพวกมีทิฏฐิวิบัติ บุคคล ๓ จำพวกมีทิฏฐิสมบัติ บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติ ๓ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. เดียรถีย์ ๒. สาวกของเดียรถีย์ ๓. บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคล ๓ จำพวกนี้มีทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ๓ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคต ๒. สาวกของพระตถาคต ๓. บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ๓ จำพวกนี้ @เชิงอรรถ : @ ภูตะ ในที่นี้หมายถึงทุกข์ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๔๙/๗๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส นรชนใดเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธ มีความลบหลู่อันชั่วร้าย มีทิฏฐิวิบัติ เจ้าเล่ห์ พึงรู้จักนรชนนั้นว่า เป็นคนเลว นรชนใดไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่คุณท่าน ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ มีทิฏฐิสมบัติ มีปัญญา พึงรู้จักนรชนนั้นว่า เป็นผู้ประเสริฐ ดังนี้ ทิฏฐิวิบัติ ๓ ประการ ทิฏฐิสมบัติ ๓ ประการ ทิฏฐิวิบัติ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทิฏฐิวิบัติว่า “นั่นของเรา” ๒. ทิฏฐิวิบัติว่า “เราเป็นนั่น” ๓. ทิฏฐิวิบัติว่า “นั่นเป็นอัตตาของเรา” ทิฏฐิวิบัติ ๓ ประการนี้ ทิฏฐิสมบัติ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทิฏฐิสมบัติว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา” ๒. ทิฏฐิสมบัติว่า “เราไม่เป็นนั่น” ๓. ทิฏฐิสมบัติว่า “นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” ทิฏฐิสมบัติ ๓ ประการนี้ การถือว่า “นั่นของเรา” เป็นทิฏฐิอะไร เป็นทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือส่วนสุดอันไหน การถือว่า “เราเป็นนั่น” เป็นทิฏฐิอะไร เป็นทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือส่วนสุดอันไหน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส การถือว่า “นั่นเป็นอัตตาของเรา” เป็นทิฏฐิอะไร เป็นทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือส่วนสุดอันไหน การถือว่า “นั่นของเรา” เป็นปุพพันตานุทิฏฐิ เป็นทิฏฐิ ๑๘ ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอดีต การถือว่า “เราเป็นนั่น” เป็นอปรันตานุทิฏฐิ เป็นทิฏฐิ ๔๔ ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคต การถือว่า “นั่นเป็นอัตตาของเรา” เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ เป็นสักกาย-ทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ทิฏฐิ ๖๒ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอดีตและส่วนอนาคต

ข้อ ๑๕๑

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้มีความเชื่อในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเหล่านั้น ๕ จำพวกสำเร็จในโลกนี้ ๕ จำพวกละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ บุคคล ๕ จำพวกไหนสำเร็จในโลกนี้ คือ ๑. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๒. โกลังโกลโสดาบัน ๓. เอกพีชีโสดาบัน ๔. พระสกทาคามี ๕. พระอรหันต์ในปัจจุบัน บุคคล ๕ จำพวกนี้สำเร็จในโลกนี้ @เชิงอรรถ : @ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน หมายถึงพระโสดาบันผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการได้แล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปใน@อบาย ๔ มีความแน่นอนที่จะตรัสรู้มรรค ๓ เบื้องสูง (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๘/๒๔๒) เมื่อจะเกิดในภพใหม่เป็นเทวดา@หรือมนุษย์ก็เกิดได้ไม่เกิน ๗ ครั้ง (อภิ.ปุ.(แปล) ๓๖/๓๑/๑๕๔, อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๑/๕๓)@ โกลังโกลโสดาบัน หมายถึงพระโสดาบันผู้เมื่อจะเกิดในภพใหม่เป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็เกิดได้ ๒ หรือ@๓ ภพ และถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่เกิดในตระกูลต่ำ คือเกิดในตระกูลที่มีโภคสมบัติมากเท่านั้น@(อภิ.ปุ.(แปล) ๓๖/๓๒/๑๕๔, อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๑/๕๓) @ เอกพีชีโสดาบัน หมายถึงผู้มีพืชคืออัตภาพเดียว คือเกิดครั้งเดียวก็จะบรรลุพระอรหันต์@(องฺ.ติก.อ. ๒/๘๘/๒๔๒, องฺ.ติก.ฏีกา ๒/๘๘/๒๓๗) @ พระสกทาคามี หมายถึงผู้กลับมาสู่กามภพอีกครั้งเดียวด้วยสามารถปฏิสนธิ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๕๑/๗๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส บุคคล ๕ จำพวกไหนละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ คือ ๑. อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๒. อุปหัจจปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๓. อสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๔. สสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีอนาคามีบุคคล บุคคล ๕ จำพวกนี้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้มีความเชื่อในเรา บุคคลเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเหล่านั้น ๕ จำพวกนี้ สำเร็จในโลกนี้ ๕ จำพวกนี้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้มีความเลื่อมใสไม่คลอนแคลน ในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้น ๕ จำพวก สำเร็จในโลกนี้ ๕ จำพวกละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ @เชิงอรรถ : @ อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล หมายถึงพระอนาคามีผู้ปรินิพพานในระหว่าง คือเกิดในสุทธาวาส@ภพใดภพหนึ่งแล้ว อายุยังไม่ถึงกึ่งก็ปรินิพพาน มี ๓ จำพวก คือ พวกที่ ๑ เกิดในชั้นสุทธาวาสอวิหาซึ่ง@มีอายุ ๑,๐๐๐ กัป แต่ก็บรรลุพระอรหัตตผลในวันที่เกิด ถ้าไม่บรรลุในวันที่เกิดก็บรรลุภายใน ๑๐๐ กัป@พวกที่ ๒ เมื่อไม่สามารถบรรลุพระอรหัตตผลในวันที่เกิดก็บรรลุไม่เกินภายใน ๒๐๐ กัป พวกที่ ๓ บรรลุ@พระอรหัตตผลไม่เกินภายใน ๔๐๐ กัป (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๘/๒๔๓) @ อุปหัจจปรินิพพายีอนาคามีบุคคล หมายถึงพระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสภพใดภพหนึ่งแล้วจวนถึง@ปรินิพพาน คืออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงสิ้นอายุจึงปรินิพพาน (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๘/๒๔๓)@ อสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล หมายถึงพระอนาคามีผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรมาก@(องฺ.ติก.อ. ๒/๘๘/๒๔๓) @ สสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล หมายถึงพระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสภพใดภพหนึ่งแล้ว@ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๘/๒๔๓) @ อุทธังโสโตอกนิฏฐอนาคามีบุคคล หมายถึงพระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ คือเกิดใน@สุทธาวาสภพใดภพหนึ่งแล้วก็จะเกิดเลื่อนต่อไปจนถึงอกนิฏฐภพแล้วจึงปรินิพพานในภพนั้น@(องฺ.ติก.อ. ๒/๘๘/๒๔๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๑๕-๑๖. ภววิภวทิฏฐินิทเทส บุคคล ๕ จำพวกไหนสำเร็จในโลกนี้ คือ ๑. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๒. โกลังโกลโสดาบัน ๓. เอกพีชีโสดาบัน ๔. พระสกทาคามี ๕. พระอรหันต์ในปัจจุบัน บุคคล ๕ จำพวกนี้สำเร็จในโลกนี้ บุคคล ๕ จำพวกไหนละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ คือ ๑. อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๒. อุปหัจจปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๓. อสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๔. สสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีอนาคามีบุคคล บุคคล ๕ จำพวกนี้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้มีความเลื่อมใสไม่คลอนแคลน ในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้น ๕ จำพวกนี้ สำเร็จในโลกนี้ ๕ จำพวกนี้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ ภววิภวทิฏฐินิทเทสที่ ๑๕-๑๖ จบ ทิฏฐิกถา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๓๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ชื่อว่าสัทธัมมปกาสินี ในขุททกนิกาย ภาคที่ ๒ ทิฏฐิกถาในมหาวรรค ๑. อรรถกถาอัสสาททิฏฐินิเทศ

บัดนี้ ถึงคราวที่จะพรรณนาความตามลำดับแห่งทิฏฐิกถา อันท่านกล่าวแล้วในลำดับแห่งญาณกถา.

จริงอยู่ ทิฏฐิกถานี้ชำระมลทินคือมิจฉาทิฏฐิของผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ ซึ่งสะสมญาณที่ทำไว้แล้ว ด้วยญาณกถาเป็นอันทำไว้ด้วยดี.

อนึ่ง สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวไว้ในลำดับแห่งญาณกถาว่า เป็นความบริสุทธิ์ด้วยดี.

ในทิฏฐิกถานั้นมีอยู่ ๔ ปริเฉท คือ

คำถามมีอาทิว่า ทิฏฐิ คืออะไร ๑

การตอบคำถามที่ถามมีอาทิว่า คำว่า ทิฏฐิ คืออะไร คือการลูบคลำด้วยความถือผิด ๑

แสดงถึงความพิสดารของการตอบที่ตอบมีอาทิว่า ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความถือผิด เป็นอย่างไร ๑

การเปรียบเทียบกับทิฏฐิสูตรมีอาทิว่า ทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัสสาททิฏฐิ (ความเห็นด้วยความพอใจ) ๑.

ใน ๔ ปริเฉทนั้น พึงทราบวินิจฉัยในปุจฉาปริเฉทก่อน.

ถามว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร เป็นธรรมปุจฉา (ถามธรรมดา) เป็นสหภาวปุจฉา (ถามตามสภาพ).

ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นเหตุปุจฉา (ถามตามเหตุ) เป็นปัจจยปุจฉา (ถามตามปัจจัย). อธิบายว่า เหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลายมีเท่าไร.

ถามว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นสมุทาจารปุจฉา (ถามตามความปรากฏ) เป็นวิการปุจฉา (ถามทำให้แปลกไป).

จริงอยู่ ทิฏฐิทั้งหลายนั่นแล ชื่อว่าทิฏฐิปริยุฏฐานะ (ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ) เพราะตั้งขึ้นหุ้มห่อจิตด้วยอำนาจแห่งความปรากฏ.

ถามว่า ทิฏฐิเท่าไร เป็นสังขยาปุจฉา (ถามตามจำนวน) เป็นคณนาปุจฉา (ถามตามคำนวณ) แห่งทิฏฐิทั้งหลาย.

ถามว่า ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นทิฏฐิปเภทปุจฉา (ถามตามประเภทของทิฏฐิ) ด้วยประเภทแห่งวัตถุ ด้วยความต่างกันแห่งอารมณ์.

เพราะว่า ทิฏฐิทั้งหลายนั่นแลย่อมยึดถือ ย่อมลูบคลำวัตถุนั้นๆ อารมณ์นั้นๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิปรามาส (ลูบคลำทิฏฐิ).

ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน เป็นปฏิปักขปุจฉา (คำถามเป็นปฏิปักษ์กัน) เป็นปหานูปายปุจฉา (คำถามหาอุบายที่จะละ) แห่งทิฏฐิทั้งหลาย.

จริงอยู่ เหตุแห่งทิฏฐิเหล่านั้นมีขันธ์เป็นต้น เป็นเหตุแห่งทิฏฐิ จึงเป็นไปไม่ได้ด้วยการถอนทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นอันต้องถอนเหตุเหล่านั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิฐานสมุคฆาตะ (ถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) เพราะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นเหตุเบียดเบียนอย่างร้ายกาจ

บัดนี้พึงทราบคำตอบ ๖ ข้อมีอาทิว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร ของคำถามทั้ง ๖ ข้อเหล่านั้น.

ในคำถามเหล่านั้น พึงทราบคำถามที่ควรตอบว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร ดังต่อไปนี้.

คำตอบว่า ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความเห็นผิด.

ก็ทิฏฐินั้นชื่อว่าอภินิเวสะ เพราะยึดถือ ตั้งมั่นถือมั่น ด้วยอำนาจแห่งความเที่ยงเป็นต้นในวัตถุอันไม่เที่ยงเป็นต้น. ชื่อว่าปรามาสะ เพราะก้าวล่วงอาการไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วลูบคลำยึดถือต่อไป เป็นไปด้วยอำนาจแห่งความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปรามาสะ เพราะลูบคลำยึดถือสิ่งอื่น มีอาทิว่าเป็นของเที่ยง ว่าเป็นของจริงอย่างสูงสุด. ความยึดถือและการลูบคลำนั้น ชื่อว่าอภินิเวสปรามาสะ.

พระสารีบุตรเถระย่อมตอบสภาวะของทิฏฐิโดยกิจว่า ทิฏฐิมีประการอย่างนี้ ดังนี้.

บทว่า ตีณิ สตํ คือ ๓๐๐ เป็นความคลาดเคลื่อนของวจนะ.

ถามว่า การถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน เป็นการยกคำถามขึ้นแล้ว.

ตอบว่า โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ.

____________________________

พระสูตรเป็น ตึสสตํ (๑๓๐) แต่อรรถกถาใช้คำว่า ตีณิสตํ (๓๐๐) เป็นวจนะวิปลาส นับจำนวนดังนี้คือ ขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, วิญญาณ ๖, สัมผัส ๖, จักขุสัมผัสสชาเวทนา ๖, สัญญา ๖, สัญเจตนา ๖, ตัณหา ๖, วิตก ๖, วิจาร ๖, ธาตุ ๖, กสิณ ๑๐, โกฏฐาน ๓๒, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อินทรีย์ ๑๕, ธาตุ ๒๓, ปฏิจจะ ๑๒, รวม ๑๙๓ นับที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ความกลุ้มรุม ทิฏฐิ ๑๘, ทิฏฐิ ๑๖, ทิกฐิอีก ๓ (คือนั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา) และทิฏฐิ ๖๒ รวมทั้งหมด ๓๐๐ พอดี.

____________________________

บัดนี้ พึงทราบการแสดงโดยพิสดารของบทมีอาทิว่า กถํ อภินิเวสปรามาโส การลูบคลำด้วยการถือผิดเป็นอย่างไร.

ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ เป็นทุติยาวิภัตติ. เชื่อมความว่า การลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูป.

อนึ่ง ในบทว่า รูปํ นี้ ได้แก่ รูปูปาทานขันธ์และกสิณรูป. ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความถือผิดว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา พึงประกอบเฉพาะอย่าง.

บทว่า เอตํ เป็นสามัญวจนะ. ด้วยบทนั้นท่านทำให้เป็นนปุงสกวจนะและเอกวจนะว่า นั่นเวทนาของเรา นั่นสังขารของเรา.

แต่บทว่า เอโส ท่านเพ่งถึงสิ่งที่ควรกล่าวถึง จึงทำให้เป็นปุลลิงควจนะ.

บทว่า เอตํ มม (นั่นของเรา) เป็นทิฏฐิมีความสำคัญ เพราะตัณหาเป็นมูล.

บทว่า เอโสหมสฺมิ (เราเป็นนั่น) เป็นทิฏฐิมีความสำคัญ เพราะมานะเป็นมูล.

บทว่า เอโส เม อตฺตา (นั่นเป็นตัวตนของเรา) มีความสำคัญ เพราะทิฏฐินั่นเอง.

ส่วนอาจารย์บางพวกพรรณนาความแห่งคำทั้ง ๓ เหล่านี้ว่า ความดำริด้วยมมังการ (ความถือว่าเป็นของเรา) ว่านั่นเป็นของเรา ความดำริด้วยอหังการ (ความถือว่าเป็นเรา) ว่าเราเป็นนั่น และการถือมั่นตัวตนอันดำริด้วยอหังการ มมังการว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา.

อนึ่ง การยกย่องด้วยมานะอาศัยตัณหาเป็นมูลตามลำดับ อันมานะยกย่องแล้วอาศัยตัณหาเป็นมูล และการยึดถือตัวตน. การไม่เห็นลักษณะที่เป็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย การไม่เห็นลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยงแห่งสังขารทั้งหลาย และการยึดถือตัวตนอันเป็นเหตุไม่เห็นพระไตรลักษณ์แห่งสังขารทั้งหลาย การยึดถือตัวตนของผู้ที่ถึงความวิปลาสในความทุกข์ว่าเป็นความสุข ในความไม่งามว่าเป็นความงาม ในความเป็นของไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง และผู้ถึงความวิปลาส ๔ อย่าง.

ความดำริด้วยอาการแห่งปุพเพนิวาสญาณ ความดำริเพื่อจะได้ในอนาคตแห่งทิพยจักษุญาณ และการยึดถือตัวตนของผู้อาศัยความดำริในธรรมทั้งหลายอันเป็นอิทัปปัจจยตา (สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้) และปฏิจจสมุปบาททั้งส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย คำนึงถึงอดีตด้วยความพอใจ หวังอนาคตด้วยความพอใจ หมกมุ่นอยู่ในปัจจุบัน ชื่อว่ายึดถือตัวตน.

ทิฏฐิมีความไม่รู้เป็นเหตุในส่วนเบื้องต้น ในส่วนเบื้องปลาย และการยึดถือตัวตนมีความไม่รู้เป็นเหตุ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาทในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย.

อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายในทิฏฐิกถานี้มีขันธ์ ๕ เป็นวัตถุ เป็นที่หนึ่ง. แต่นั้น ท่านกล่าวถึงทิฏฐิทั้งหลายมีอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ วิญญาณ กายสัมผัส กายเวทนา กายสัญญา กายเจตนา กายตัณหา กายวิตกวิจารธาตุ กสิณ ๑๐ อาการ ๓๒ เป็นวัตถุ.

อนึ่ง ในอาการ ๓๒ พึงทราบว่า ไม่ควรยึดถือไว้แผนกหนึ่ง ทำการยึดถือดุจยึดถือไว้แผนกหนึ่ง โดยยึดถือสรีระทั้งสิ้น แต่นั้นก็ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๑๙ ประกอบอินทรีย์อันเป็นโลกุตระโดยส่วนเดียว ๓ เพราะทิฏฐิทั้งหลายย่อมไม่มีโลกุตระเป็นวัตถุ.

อนึ่ง ในธรรมทั้งหลายที่เจือด้วยโลกิยะและโลกุตระแม้ทั้งปวงพึงถือเอาโลกิยะอย่างเดียว ยกเว้นโลกุตระ และไม่ควรถือรูปอันเนื่องด้วยอนินทรีย์เท่านั้น แต่นั้นก็ประกอบด้วยธาตุ ๓ ภพ ๙ อย่าง ฌาน พรหมวิหารสมาบัติและองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท.

การบริหารในการถือเอาชาติ ชราและมรณะไว้ต่างหากมีนัยดังได้กล่าวแล้ว.

บททั้งหลายมีรูปเป็นต้นเท่านี้ทั้งหมดอันมีชราและมรณะเป็นที่สุด มีอยู่ ๑๙๘ บท.

พึงทราบวินิจฉัยในที่ตั้งแห่งทิฏฐิทั้งหลายดังต่อไปนี้.

บทว่า ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ.

ความว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะสักกายทิฏฐิแม้มีวัตถุ ๒๐ อย่าง ก็เป็นวัตถุแห่งขันธ์ ๕

และเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง เมื่อพิจารณาอยู่เสมอๆ ย่อมพิจารณาเห็นตนเสมอๆ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมพิจารณาเห็นเสมอๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล หรือขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งขันธ์ ๕ เท่านั้น.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๙๔

บทว่า อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้อวิชชาก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ).

ความว่า อวิชชาเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐิของคนบอดทั้งหลาย

และเพราะบาลีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมปรากฏในท่านผู้ที่มิได้ตรัสรู้เองโดยชอบ ดังนี้ ทิฏฐิย่อมปรากฏ เพราะอาศัยอะไร พระเจ้าข้า.

ดูก่อนกัจจานะ ธาตุนี้ใหญ่นักแล คืออวิชชาธาตุ.

ดูก่อนกัจจานะ สัญญาเลว ทิฏฐิเลว ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุเลว.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๖๒-๓๖๓

บทว่า ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้ผัสสะก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ).

ความว่า ผัสสะเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความกระทบด้วยผัสสะนั้นเป็นความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐิ และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดดำริส่วนเบื้องต้น มีความเห็นตามส่วนเบื้องต้น ย่อมกล่าวถึงบทที่พอใจหลายๆ อย่าง ปรารภส่วนเบื้องต้น แม้ข้อนั้นก็เป็นปัจจัยแห่งผัสสะ.

____________________________

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๖๙

บทว่า สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้สัญญาก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ).

ความว่า สัญญาเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความที่สัญญาเป็นเหตุถือเอาตามสภาพที่ไม่เป็นจริง โดยถือเอาเพียงอาการ เพราะคำอันสภิยปริพาชกทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอ

ด้วยแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดทิฏฐิ ๓ และ ๖๐ ที่

อาศัยคัมภีร์อันเป็นวาทะเป็นประธานของสมณะผู้ถือ

ลัทธิอื่นที่อาศัยอักขระคือความหมายรู้กัน (ว่าหญิงว่า

ชาย) และสัญญาอันวิปริต ทรงก้าวล่วงความมือคือ

โอฆะได้แล้ว.

และเพราะบาลีว่า ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้ามีสัญญาเป็นเหตุ ดังนี้.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๗๑ ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๘

บทว่า วิตกฺโกปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้วิตกก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)

ความว่า วิตกเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความเกิดแห่งทิฏฐิด้วยวิตกถึงอาการ

และเพราะบาลีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่า

เที่ยงเสียหาใช่มีในโลกไม่. ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลาย

มากำหนดความคาดคะเนทิฏฐิทั้งหลายแล้ว จึงกล่าว

ทิฏฐิอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๙

บทว่า อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้อโยนิโสมนสิการก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)

ความว่า อโยนิโสมนสิการเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุทั่วไปแห่งอกุศลทั้งหลาย

และเพราะบาลีว่า เมื่อพระโยคาวจรนั้นกระทำไว้ในใจ โดยอุบายไม่แยบคาย ทิฏฐิ ๖ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้น.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๒

บทว่า ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้มิตรชั่วก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)

ความว่า มิตรชั่วเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะมิตรชั่วเป็นความเกิดแห่งทิฏฐิ ด้วยการคล้อยตามไปกับความเห็น

และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นองค์อื่นในภายนอกแม้องค์เดียวที่จะเป็นไปเพื่อความฉิบหายอันใหญ่อย่างนั้นเหมือนความมีมิตรชั่วนี้เลย.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๑๑

บทว่า ปรโต โฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้เสียงแต่ที่อื่นก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)

ความว่า เสียงทำให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ที่อื่นกถาประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความเกิดแห่งทิฏฐิด้วยการฟังธรรมที่กล่าวไม่ดี

และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๒ อย่าง ปัจจัย ๒ อย่างเหล่านี้ คือเสียงแต่ที่อื่นและอโยนิโสมนสิการ ย่อมเป็นไปเพื่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ.

____________________________

องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๓๗๐

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะไขความแห่งบทว่า ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ เป็นปัจจัยดังนี้.

อธิบายว่า ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นเป็นเหตุเกิดและเป็นปัจจัยอุปถัมภ์เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย.

บทว่า สมุฏฺฐานตฺเถน (เพราะอรรถว่าตั้งขึ้น)

ความว่า ชื่อว่าสมุฏฐาน เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้น คือเกิดขึ้น. อธิบายว่า เป็นเหตุ เพราะอรรถว่าตั้งขึ้นนั้น คือเพราะความเป็นเหตุแห่งทิฏฐิ.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงประเภทของทิฏฐิโดยประเภทแห่งกิจ จึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า กตมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ เป็นไฉน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยา ทิฏฺฐิ เป็นบทต้นเหตุอันทั่วไปแก่บททั้งหลาย ๑๘ บทซึ่งจะกล่าวในบัดนี้. พึงทำการเชื่อมด้วยบททั้งปวงว่า ทิฏฐิคือทิฏฐิคตะ ทิฏฐิรกชัฏ เป็นต้น. ชื่อว่าทิฏฐิ เพราะอรรถว่าไม่เห็นตามความเป็นจริง. การเห็นไปในทิฏฐิทั้งหลายนั้นนั่นแล ชื่อว่าทิฏฐิคตะ เพราะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒. ท่านกล่าวความแห่งทิฏฐิคตะนั้นแล้วแม้ในหนหลัง แม้เพราะที่สุดสองอย่างไปโดยส่วนเดียวก็เป็นทิฏฐิคตะ.

ทิฏฐินั้นชื่อว่า ทิฏฐิรกชัฏ เพราะอรรถว่าก้าวไปได้ยาก ดุจรกด้วยหญ้า ป่าและภูเขา. ชื่อว่าทิฏฐิกันดาร เพราะอรรถว่ามีความรังเกียจ และมีภัยเฉพาะหน้า ดุจกันดารเพราะโจร เพราะสัตว์ร้าย เพราะไม่มีน้ำ เพราะหาภิกษาได้ยาก.

ในธรรมสังคณีมาแล้วโดยลิงค์ว่า ทิฏฺฐิกนฺตาโร (กันดารด้วยทิฏฐิ) ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม เพราะอรรถว่าเสียดแทงและตรงข้ามกับสัมมาทิฏฐิ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๒๙๑

จริงอยู่ การเห็นผิดย่อมเจาะทะลุและตรงข้ามกับการเห็นชอบซึ่งเกิดขึ้น.

ในธรรมสังคิณีมาแล้วว่า เป็นข้าศึกของทิฏฐิ. ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ เพราะเป็นทิฏฐิปรวนแปรผิดรูป โดยที่บางครั้งถือเอสัสสตทิฏฐิ บางครั้งถือเอาอุจเฉททิฏฐิ.

จริงอยู่ เจ้าทิฏฐิไม่สามารถตั้งอยู่ในทิฏฐิเดียวได้ บางครั้งระลึกถึงสัสสตทิฏฐิ บางครั้งระลึกถึงอุจเฉททิฏฐ. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นสังโยชน์ เพราะทิฏฐินั่นแลประกอบในสิ่งไม่เป็นประโยชน์.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นลูกศร เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นลูกศร เพราะอรรถว่าเจาะเข้าไปในภายใน และเพราะอรรถว่านำออกได้ยาก.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นความคับแคบ เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าคับแคบ เพราะทำการบีบคั้น.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องกังวล เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเครื่องกังวล เพราะปิดกั้นความพ้น.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเครื่องผูกพัน เพราะแก้ได้ยาก.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหว เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเหว เพราะขึ้นได้ยาก.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นอนุสัย เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นอนุสัย เพราะไปด้วยเรี่ยวแรง.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน เพราะทิฏฐินั่นแล ทำตนให้เดือดร้อน.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อน เพราะทิฏฐินั่นแล ตามเผาผลาญตน.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะทิฏฐินั่นแล ร้อยรัดกายด้วยกิเลส.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องยึดมั่น เพราะทิฏฐินั่นแล ยึดถือไว้อย่างมั่น.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้ถือผิด เพราะถือผิดด้วยการยึดว่าเป็นจริงเป็นต้น.

ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ เพราะทิฏฐินั่นแล ย่อมลูบคลำว่านี้เป็นอื่น หรือลูบคลำจากอื่น.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชี้ถึงทิฏฐิ ๑๖ ด้วยอำนาจแห่งหมู่ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทิฏฐิ ๑๖ เป็นไฉน.

พึงทราบวินิจฉัยในทิฏฐิ ๑๖ นั้นดังต่อไปนี้.

ทิฏฐิในความพอใจ คือสุขและโสมนัส ชื่อว่าอัสสาททิฏฐิ. ทิฏฐิอันไปตามตน ชื่อว่าอัตตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิอันวิปริต เพราะเป็นไปว่าไม่มี ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ. ทิฏฐิในกายอันมีอยู่หรือทิฏฐิอันมีอยู่ในกาย ชื่อว่าสักกายทิฏฐิ.

อนึ่ง ในบทว่า กาโย นี้ คือขันธะปัญจก. ทิฏฐิชื่อว่า สกฺกายวตฺถุกา เพราะมีสักกายะคือขันธัญจก เป็นวัตถุคือเป็นที่ตั้ง.

ทิฏฐิอันเป็นไปแล้วว่าเที่ยง ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ. ทิฏฐิอันเป็นไปแล้วว่าสูญ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ. ชื่อว่าอันตคาหิกทิฏฐิ เพราะถือเอาที่สุดมีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น หรือเพราะมีการถือเอาที่สุด. ทิฏฐิอันไปตามที่สุดเบื้องต้นคืออดีต ชื่อว่าปุพพันตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิอันไปตามที่สุดเบื้องปลายคืออนาคต ชื่อว่าอปรันตานุทิฏฐิ. ชื่อว่าสังโยชนิกาทิฏฐิ เพราะประกอบในสิ่งไม่มีประโยชน์. ทิฏฐิอันผูกพัน สืบต่อให้เกิดขึ้นด้วยมานะอันเกิดขึ้นว่าเป็นเรา ด้วยการถือตัว อันเป็นมูลแห่งทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิผูกพันด้วยมานะว่าเป็นเรา.

อนึ่ง ทิฏฐิอันผูกพันด้วยมานะอันเกิดขึ้นว่า ของเราด้วยการถือว่าเป็นของเรา ชื่อว่าทิฏฐิผูกพันด้วยมานะว่า ของเรา. การพูด การกล่าวของตน ชื่อว่าอัตตวาทะ. ทิฏฐิอันสัมปยุตเกี่ยวข้องด้วยอัตตวาทะนั้นชื่อว่าทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ. การพูดการกล่าวว่าโลกของตน ชื่อว่าโลกวาทะ. ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะนั้น ชื่อว่าทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ความเที่ยงท่านกล่าวว่าภพ. ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความเที่ยง ชื่อว่าภวทิฏฐิ. ความสูญท่านกล่าวว่าวิภวะ. ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความสูญ ชื่อว่าวิภวทิฏฐิ.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงความถือผิดด้วยทิฏฐิ ๓๐๐ จึงถามว่า การถือผิดด้วยทิฏฐิ ๓๐๐ เป็นไฉน. ไม่แก้ความถือผิดเหล่านั้น ประสงค์จะแก้โดยแก้ความถือผิดไว้แผนกหนึ่ง จึงถามถึงอาการถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๖ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร แล้วแก้การนับอาการถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๖ อย่างเท่านั้นมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ ต่อไป เมื่อจะแก้การนับเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นไฉน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ ปฏิจฺจ คืออาศัยรูปขันธ์.

บทว่า อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ (สุข โสมนัสเกิดขึ้น).

ความว่า สุข โสมนัสสัมปยุตด้วยราคะ อาศัยเรือน ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปสมบัติว่า กายของเรานี้ เป็นเช่นนี้ดังนี้. สุขและโสมนัสโดยอรรถได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

บทว่า รูปสฺส อสฺสาโท (อัสสาทะแห่งรูป) คือ ความยินดีอาศัยรูป. ชื่อว่าอัสสาทะ เพราะยินดีเสวยสุขนั้นด้วยอำนาจแห่งตัณหา.

บทว่า อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ (ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความถือผิด)

ความว่า ความยินดีนั้นเป็นการลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เที่ยงก็ดี จักสูญก็ดี ย่อมทำตนเที่ยงหรือสูญให้มีความสุขก็ดี. เพราะฉะนั้น บทว่า ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท (ทิฏฐิและอัสสาทะ) คือ ทิฏฐินั้นเว้นอัสสาทะจะมีไม่ได้ แม้อัสสาทะจะมีและไม่มีทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น ทั้งสองอย่างจึงทำรวมกัน.

บทว่า อสฺสาททิฏฺฐิ ท่านอธิบายว่า ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปในความยินดี.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นเทียบเคียงด้วยสูตรต่างๆ แล้วประสงค์ติเตียนมิจฉาทิฏฐิและผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐิวิปตฺติ ได้แก่ วิบัติด้วยทิฏฐิ คือมิจฉาทิฏฐิอันยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ.

บทว่า ทิฏฺฐิวิปนฺโน บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติ. อธิบายว่า ชื่อว่า ทิฏฺฐิวิปนฺโน เพราะมีสัมมาทิฏฐิวิบัติคือพินาศ หรือวิบัติพินาศด้วยทิฏฐิ. บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัตินั้นไม่ควรเสพด้วยการเข้าไปหาไม่ควรคบด้วยจิต ไม่ควรนั่งใกล้ด้วยการเข้าไปหาแล้วนั่งลง.

บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ (ข้อนั้นเพราะเหตุไร) เป็นการณปุจฉา (ถามถึงเหตุ) ของบุคคลนั้นว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรทำการเสพเป็นต้นนั้น. ตอบถึงเหตุว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก ฉะนั้นจึงไม่ควรทำการเสพเป็นต้นนั้น.

บทว่า ทิฏฺฐิ โย ราโค (ทิฏฐิราคะใด) ความว่า ราคะเกิดขึ้นด้วยทิฏฐิปรารภทิฏฐิว่า ทิฏฐิของเราดี ดังนั้น.

บทว่า ทิฏฺฐิราครโต (เป็นผู้ยินดีในทิฏฐิราคะ) ความว่า เป็นผู้ยินดีด้วยทิฏฐิราคะนั้นดุจผ้าย้อมด้วยสี.

บทว่า น มหปฺผลํ (เป็นทานไม่มีผลมาก) คือ ด้วยผลอันเป็นวิบาก.

บทว่า น มหานิสํสํ (เป็นทานไม่มีอานิสงส์มาก) คือ ด้วยผลอันหลั่งไหลหรือผลลัพธ์.

บทว่า ปุริสปุคฺคลสฺส คือ แห่งบุรุษบุคคล.

เพราะโดยโวหารของชาวโลก สรีระท่านเรียกว่า ปํ. ชื่อปุคคล เพราะไปสู่นรกนั้น.

จริงอยู่ โดยมากสัตว์ทั้งหลายจุติจากสุคติแล้ว ย่อมเกิดในทุคติทั้งนั้น.

บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ คือ ความที่ไม่มีผลมากนั้น เป็นเพราะเหตุไร.

บทว่า ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ความว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลากมก ฉะนั้นจึงไม่มีผลมาก.

บทว่า เทฺวว คติโย มีคติเป็น ๒ คือมีคติเป็น ๒ ในคติ ๕ เป็นนรกเพราะทิฏฐิวิบัติ เป็นกำเนิดเดียรัจฉานเพราะทิฏฐิสมบัติ.

บทว่า ยญฺเจว กายกมฺมํ คือ กายกรรมมีดำรงเพศของตนประกอบข้อปฏิบัติ อภิวาท บำรุงและทำอัญชลีเป็นต้น.

บทว่า ยญฺจ วจีกมฺมํ คือ วจีกรรมมีการเล่าเรียน ท่อง แสดง ชักชวนในลัทธิของตนเป็นต้น.

บทว่า ยญฺจ มโนกมมํ คือ มโนกรรมประกอบด้วยความคิด คำนึงถึงโลกนี้โลกหน้า และสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ. กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในหญ้า ขอนไม้ ข้าวเปลือก พืชทั้งหลายและในการมอบให้รับ บริโภคทานของสัตว์ผู้มีทิฏฐิ.

บทว่า ยถาทิฏฺฐิ (ตามทิฏฐิ) คือ สมควรแก่ทิฏฐินั้น.

บทว่า สมตฺตํ คือ ให้บริบูรณ์. บทว่า สมาทินฺนํ (สมาทาน) คือถือเอา.

แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า กายกรรมนั้นมี ๓ อย่าง คือ กายกรรมตั้งไว้ตามทิฏฐิ ๑ กายกรรมเกิดร่วมกับทิฏฐิ ๑ กายกรรมอนุโลมตามทิฏฐิ ๑.

ในการกรรม ๓ อย่างนั้น กายกรรมกล่าวคือ ปาณาติบาต อทินนาทานและมิจฉาจารของผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามไม่มีบาป อันมีกายกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง นี้ชื่อว่ากายกรรมตั้งอยู่ตามทิฏฐิ. กายกรรมเกิดร่วมกันด้วยความเห็นตามทิฏฐินี้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ผู้ลักทรัพย์ ผู้ประพฤติผิดในกามไม่มีบาป อันมีกายกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง นี้ชื่อว่ากายกรรมเกิดร่วมกันกับทิฏฐิ. กายกรรมนั้นนั่นแลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ สมาทานแล้ว ถือเอาแล้ว ลูบคลำแล้วให้บริบูรณ์ ชื่อว่ากายกรรมอนุโลมตามทิฏฐิ.

แม้ในวจีกรรม มโนกรรมก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

อนึ่ง ในวจีกรรม มโนกรรมนี้พึงประกอบว่า ผู้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดไม่มีบาป อันมีวจีกรรม มโนกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง ดังนี้.

อนึ่ง นัยที่กล่าวด้วยการดำรงเพศ การเล่าเรียน และความคิดของชาวโลกเป็นต้น เป็นนัยที่ดีในข้อนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในเจตนาเป็นต้นดังต่อไปนี้.

ความคิดอันเกิดร่วมกับทิฏฐิ ชื่อว่าเจตนา. ความต้องการอันเกิดร่วมกับทิฏฐิ ชื่อว่าความปรารถนา. การตั้งจิตด้วยอำนาจแห่งความปรารถนาด้วยความตั้งใจ ชื่อว่าความตั้งใจ. ธรรมทั้งหลาย อันเนื่องด้วยสังขารขันธ์มีผัสสะเป็นต้น สัมปยุตด้วยเจตนาเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่าสังขาร.

ด้วยบทมีอาทิว่า อนิฏฺฐาย (เพื่อผลไม่น่าปรารถนา) ท่านกล่าวถึงทุกข์ทั้งนั้น. เพราะทุกข์อันสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข. ชื่อว่าไม่ปรารถนา เพราะไม่แสวงหา. ชื่อว่าไม่น่าใคร่ เพราะไม่เป็นที่รัก. ขื่อว่าไม่น่าพอใจ เพราะไม่ทำให้เจริญใจ และเพราะไม่สบอารมณ์. ชื่อว่าไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพราะไม่เจริญต่อไป. ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะบีบคั้น.

บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ความว่า การเป็นไปอย่างนั้นเพราะเหตุไร. แสดงถึงเหตุนั้นว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก. อธิบายว่า เพราะทิฏฐิของบุคคลนั้นเลวทราม ลามก ฉะนั้นจึงเป็นไปอย่างนั้น.

บทว่า อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ (ฝังลงในแผ่นดินเปียก) คือปลูกลงไปในแผ่นดินที่ชุ่มด้วยน้ำ.

บทว่า ปฐวีรสํ อาโปรสํ (รสแผ่นดินรสน้ำ)

ความว่า ในที่นั้นๆ สมบูรณ์ด้วยแผ่นดินและน้ำ. เพราะในที่ที่ฝังพืช แผ่นดินทั้งหมดและน้ำทั้งหมด ไม่ยังพืชและผลให้ผลิตได้. ส่วนพื้นที่ของแผ่นดินและน้ำเหล่านั้นเท่านั้นที่สัมผัสพืช ย่อมให้พืชผลผลิตได้. เพราะฉะนั้น พื้นที่นั้นจึงเป็นปัจจัยเพื่อเลี้ยงพืช พึงทราบว่าเป็นรสแผ่นดิน เป็นรสน้ำ.

เพราะรสศัพท์มีความสมบูรณ์ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ชื่อว่ารส ท่านกล่าวด้วยความสมบูรณ์ด้วยกิจ.

อนึ่ง เมื่อชาวโลกกล่าวว่า คนธรรพ์มีเสียงดี ย่อมรู้ความว่า คนธรรพ์สมบูรณ์ดีแล้ว.

บทว่า อุปาทิยติ คือ ถือเอา. เพราะพืชได้พื้นที่ที่เป็นปัจจัย ย่อมผลิตได้.

บทว่า สพฺพนฺตํ คือ รสทั้งปวงนั้น.

บทว่า ติตฺตกตฺตาย (เพื่อความเป็นของมีรสขม)

ความว่า รสแผ่นดินและรสน้ำนั้น แม้ไม่มีรสขมอาศัยพืชที่ขม ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขมแห่งต้นสะเดาเป็นต้น และผลเท่านั้น.

บทว่า กฏุกตฺตาย (มีรสปร่า) นี้เป็นไวพจน์ของบทก่อนนั่นเอง.

พึงทราบว่า รสขมในที่นี้ชื่อว่า รสปร่า เพราะไม่เป็นที่ชอบใจดุจในอาคตสถานว่า

มะม่วงนี้เมื่อก่อนได้รับความนิยมมีสีกลิ่น

และรส เพราะเหตุไร มะม่วงจึงมีรสปร่าไป.

____________________________

ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๒๑

บทว่า อสารตาย เพื่อความไม่เป็นสาระ คือไม่มีรสหวาน.

ปาฐะว่า อสาทุตฺตาย บ้าง ความว่า มีรสไม่อร่อย. เพราะบทว่า สาทุ แปลว่า อร่อย.

บทว่า พีชํ หิสฺส ได้แก่ พืชของสะเดาเป็นต้นนั้น.

บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ. เพราะสุขเวทนาเป็นความยินดีอย่างยิ่ง. ฉะนั้น ท่านจึงแสดงถึงโทษแห่งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งทุกขเวทนา.

พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงถึงโทษแห่งทิฏฐิโดยประเภท ๑๘ อย่าง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ.

บทนั้นมีความดังได้กล่าวไว้แล้ว.

บทว่า อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ ปริยุฏฺฐิตจิตฺตสฺส สํโยโค (ความเกี่ยวข้องแห่งจิตอันทิฏฐิกลุ้มรุมด้วยอาการ ๑๘ อย่างเหล่านี้) ท่านแสดงถึงความผูกพันในสงสารด้วยทิฏฐินั่นเอง.

ก็เพราะสังโยชน์แม้เป็นทิฏฐิก็มี แม้ไม่เป็นทิฏฐิก็มี ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงประเภทนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ สญฺโญชนานิ เจว สังโยชน์มีอยู่ดังนี้.

ในบทนั้น เพราะกามราคสังโยชน์มีที่มาว่า อนุนยสญฺโญชนํ คือ สังโยชน์ที่มีนัยตามกัน. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุยสญโญชนํ พึงทราบว่า อนุนยสังโยชน์นี้ ท่านกล่าวหมายถึงความโลภที่เป็นไป ยังไม่ถึงความเป็นกามราคสังโยชน์.

ในวาระแม้เป็นมูลเหตุมีขันธ์และอายตนะที่เหลือเป็นต้น ก็พึงทราบความโดยนัยนี้เหมือนกัน.

อนึ่ง เพราะอัสสาทะมีเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงทำเทศนา มีเวทนาเป็นที่สุด ไม่ถือเอาสัญญาเป็นต้น.

บทว่า อิเมหิ ปญฺจตตึสาย อากาเรหิ (ด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้) คือด้วยอาการ ๓๕ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ คืออัสสาทะอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยวัตถุ ๓๕ เหล่านี้ คือเบญจขันธ์ ๕ และอายตนะภายในเป็นต้น ๖ หมวด.

จบอรรถกถาอัสสาททิฏฐินิเทศ -----------------------------------------------------

อรรถกถาอัตตานุทิฏฐินิเทศ (แสดงถึงอัตตานุทิฏฐิ)

พึงทราบวินิจฉัยในอัตตานุทิฏฐิดังต่อไปนี้.

บทว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน (ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ) คือ ผู้ควรรู้ไม่ได้สดับ เพราะไม่มีการศึกษาเล่าเรียนและการบรรลุ. ผู้ที่ชื่อว่าไม่มีการศึกษา ทำการปฏิเสธอัตตานุทิฏฐิ เพราะปราศจากการเล่าเรียน การสอบถามและการวินิจฉัย ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ สัจจะ ปัจจยาการและสติปัฏฐานเป็นต้น. และผู้ที่ชื่อว่าไม่บรรลุ เพราะไม่บรรลุข้อปฏิบัติที่ควรบรรลุ. ชื่อว่าเป็นไญยบุคคลผู้ไม่ได้สดับ เพราะไม่มีการศึกษาและการบรรลุ.

จริงอยู่ บทว่า สุตํ (สดับแล้ว) คือ มีการศึกษาพุทธวจนะ และบรรลุด้วยการกล่าวถึงเหตุ เพราะมีสุตะเป็นผล ชื่อว่า สุตวา ผู้สดับเพราะมีสุตะนั้น ผู้ไม่มีสุตะ ชื่อว่าผู้ไม่ได้สดับ.

บุคคลผู้ไม่ได้สดับนี้นั้น

เป็นปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสหนาให้เกิดเป็นต้น

ชนนี้เป็นผู้ชื่อว่า มีกิเลสหนาเพราะเป็นผู้ยังกิเลสหนา

ให้เกิดขึ้นหยั่งลงถึงภายใน.

จริงอยู่ ชนนั้นเป็นปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสเป็นต้นอันหนามีประการต่างๆ ให้เกิดขึ้น.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าปุถุชน เพราะยังกิเลสหนาให้เกิดขึ้น, เพราะกำจัดสักกายทิฏฐิอันหนาไม่ได้, เพราะเห็นแก่หน้าของศาสดาทั้งหลายเป็นอันมาก, เพราะร้อยรัดไว้ด้วยคติต่างๆ เป็นอันมาก เพราะปรุงแต่งอภิสังขารต่างๆ มาก, เพราะถูกห้วงคือกิเลสต่างๆ มากพัดพาไป เพราะเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนต่างๆ เป็นอันมาก, เพราะถูกความเร่าร้อนต่างๆ เป็นอันมากเผาผลาญ, เพราะกำหนัดอยากยินดี สยบ ซบ ติด คล้อง พัวพันในกามคุณ ๕ เป็นอันมาก, เพราะกั้น ล้อม ขัดขวาง ปิด ปกปิด ครอบด้วยนิวรณ์ ๕ เป็นอันมาก.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๒๙

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปุถุชน เพราะเป็นชนมีความประพฤติธรรมต่ำหยั่งลงในภายใน มีการเบือนหน้าจากอริยธรรม จะเลยการนับครั้งที่หนึ่งเป็นอันมาก หรือเพราะชนนี้มากแยกพวกออกไปไม่สมาคมกับพระอริยะผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้น.

ด้วยบท ๒ บทเหล่านี้ว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ท่านกล่าวปุถุชน ๒ จำพวกว่า

พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสถึง

ปุถุชนไว้ ๒ จำพวก คือ อันธปุถุชน ๑ กัลยาณปุถุชน ๑.

ในปุถุชน ๒ จำพวกนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงอันธปุถุชน.

บทว่า อริยา ในบทมีอาทิว่า อริยานํ อทสฺสาวี ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและพระพุทธสาวกทั้งหลาย ท่านกล่าวว่าเป็นอริยะ ในที่นี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นเป็นอริยะ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลส เพราะไม่ทรงนำไปในทางเสื่อม เพราะทรงนำไปในทางเจริญ เพราะยังโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้พ้นทุกข์.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ เรากล่าวว่า ตถาคตเป็นอริยะ.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๗๐๘

อนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกของพระตถาคต พึงทราบว่าเป็นสัตบุรุษ ในบทว่า สปฺปุริสา นี้.

จริงอยู่ ท่านเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เพราะเป็นบุรุษผู้งามด้วยการประกอบโลกุตรคุณ.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ท่านก็กล่าวไว้ทั้งสองอย่าง แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้พระพุทธสาวกทั้งหลาย เป็นทั้งพระอริยะและเป็นทั้งสัตบุรุษ.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ผู้ใดแลเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นนักปราชญ์

เป็นกัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง ย่อมทำ

กิจของผู้ได้รับทุกข์โดยเคารพ นักปราชญ์ทั้งหลาย

ย่อมกล่าวถึงผู้เป็นอย่างนั้นว่า เป็นสัตบุรุษ.

____________________________

ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๔๖๖

ในบทนี้ ท่านกล่าวพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าว่า เป็นผู้กตัญญูกตเวทีเป็นนักปราชญ์ ท่านกล่าวพระพุทธสาวกว่าเป็น กัลยาณมิตรและเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง กล่าวพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ย่อมทำกิจของผู้ได้รับทุกข์โดยความเคารพ.

บัดนี้ พึงทราบว่า ผู้ที่ปกติไม่เห็นพระอริยะเหล่านั้น และไม่ทำความดีในการเห็นว่า เป็นผู้ไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย.

อนึ่ง ผู้นั้นมี ๒ อย่าง คือไม่เห็นด้วยจักษุ ๑ ไม่เห็นด้วยญาณ ๑.

ใน ๒ อย่างนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาไม่เห็นด้วยญาณ.

จริงอยู่ พระอริยะทั้งหลาย แม้เห็นด้วยมังสจักษุ หรือด้วยทิพยจักษุก็ไม่เป็นอันเห็น เพราะจักษุเหล่านั้นถือเอาเพียงสี เพราะไม่เป็นอารมณ์แห่งความเป็นอริยะ. เพราะว่า แม้สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้นก็เห็นพระอริยะด้วยจักษุ. ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่เห็นพระอริยะ. เพราะฉะนั้น การเห็นด้วยจักษุจึงไม่เป็นการเห็น การเห็นด้วยญาณเท่านั้นจึงเป็นการเห็น.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวักกลิ ประโยชน์อะไรด้วยการที่เธอเห็นกายอันเปื่อยเน่านี้. ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๑๖

เพราะฉะนั้น แม้เห็นด้วยจักษุก็มิได้เห็นด้วยลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นที่พระอริยะเห็นแล้วด้วยญาณ และไม่บรรลุธรรมที่พระอริยะบรรลุแล้ว พึงทราบว่า ชื่อว่าไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย เพราะไม่เห็นความเป็นอริยะของธรรมอันทำให้เป็นอริยะ.

บทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ได้แก่ ไม่ฉลาดในธรรมของอริยะ คือไม่ฉลาดในอริยธรรม อันมีสติปัฏฐานเป็นต้น.

อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะนี้ดังต่อไปนี้

ชื่อว่าวินัยมี ๒ อย่าง ในวินัย ๒ อย่างนี้ วินัย

ข้อหนึ่งๆ มี ๕ อย่าง เพราะไม่มีวินัยนั้น ท่านจึง

กล่าวว่าผู้นี้ไม่ได้รับแนะนำ.

จริงอยู่ วินัยนี้มี ๒ อย่าง คือ สังวรวินัย ๑ ปหานวินัย ๑.

ในวินัยแม้ ๒ อย่างนี้วินัยข้อหนึ่งๆ แบ่งเป็น ๕ อย่าง.

แม้สังวรวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ศีลสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วีริยสังวร ๑.

แม้ปหานวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน ๑ วิกขัมภนปหาน ๑ สมุจเฉทปหาน ๑ ปฏิปัสสัทธิปหาน ๑ นิสสรณปหาน ๑.

ในสังวรวินัยนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ภิกษุเข้าถึง เข้าถึงพร้อมด้วยปาฏิโมกขสังวร นี้ชื่อว่าศีลสังวร.

ภิกษุรักษาจักขุนทร์ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ นี้ชื่อว่าสติสังวร.

สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติว่า

เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้น

ย่อมปิดได้ด้วยปัญญา.

นี้ชื่อว่าญาณสังวร.

เป็นผู้อดทนต่อหนาวและร้อน นี้ชื่อว่าขันติสังวร.

ไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วทับถมได้ นี้ชื่อว่าวีริยสังวร.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๒ ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๒๒

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๒๕ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๗๕

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๕ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗

สังวรแม้ทั้งหมดนี้ ท่านกล่าวว่า สํวร เพราะสำรวมกายทุจริตเป็นต้นที่ควรสำรวม และที่ควรกำจัดออกไปตามหน้าที่ของตน. ท่านกล่าวว่าวินัย เพราะกำจัดออกไป.

พึงทราบสังวรวินัยแบ่งออกเป็น ๕ ส่วนด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง การละสิ่งไม่เป็นประโยชน์นั้นๆ ด้วยวิปัสสนาญาณนั้นๆ เพราะเป็นปฏิปักษ์ในวิปัสสนาญาณมีกำหนดนามรูปเป็นต้น ดุจละความมืดด้วยแสงประทีปฉะนั้น เช่นการละสักกกายทิฏฐิด้วยกำหนดนามรูป ละความเห็นว่าไม่มีเหตุและเป็นเหตุลุ่มๆ ดอนๆ ด้วยกำหนดปัจจัย ละความสงสัยด้วยข้ามพ้นความสงสัย ละการถือว่าเป็นเรา เป็นของเราด้วยพิจารณาเป็นกองๆ ละความสำคัญในสิ่งไม่ใช่มรรคว่าเป็นมรรค ด้วยกำหนดมรรคและมิใช่มรรค ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นความเกิด ละลัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม ละความสำคัญในสิ่งมีภัยว่าไม่มีภัย ด้วยการเห็นภัย ละความสำคัญในสิ่งที่น่าพอใจด้วยการเห็นโทษ ละความสำคัญในสิ่งที่น่ายินดีด้วยการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ละความใคร่ในอันที่จะไม่พ้นไป ด้วยญาณคือความใคร่ในอันที่จะพ้นไป ละความไม่วางเฉยด้วยอุเบกขาญาณ ละความโต้แย้งต่อสิ่งที่ตั้งอยู่โดยธรรมและโต้แย้งนิพพาน ด้วยอนุโลมญาณ (กำหนดรู้ด้วยการคล้อยตาม) ละความยึดถือในนิมิตสังขาร ด้วยโคตรภูญาณ (ญาณข้ามพ้นโคตรปุถุชน) นี้ชื่อว่าตทังคปหาน.

การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้นๆ เพราะป้องกันความเป็นไปด้วยสมาธิอันเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ดุจทำลายสาหร่ายบนหลังน้ำด้วยการเกลี่ยให้กระจายไป นี้ชื่อว่าวิกขัมภนปหาน.

การละความยึดถือกิเลสอันเป็นฝ่ายแห่งสมุทัยที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อละทิฏฐิทั้งหลายในสันดานของตนๆ โดยมรรคนั้นๆ เพราะเจริญอริยมรรค ๔ แล้วโดยความไม่ให้เป็นไปอีกต่อไป นี้ชื่อว่าสมุจเฉทปหาน.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๙๖

ความที่กิเลสทั้งหลายสงบ ในขณะแห่งผล นี้ชื่อว่าปฏิปัสสัทธิปหาน.

การดับอันเป็นการละเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด เพราะสลัดเครื่องปรุงแต่งทั้งหมดได้แล้ว นี้ชื่อว่านิสสรณปหาน.

ก็ปหานทั้งหมดนี้ชื่อว่าปหาน เพราะอรรถว่าสละ. ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่าแนะนำให้วิเศษ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าปหานวินัย.

อีกอย่างหนึ่ง ปหานนี้เรียกว่าปหานวินัย เพราะละอกุสลนั้นๆ เพราะมีวินัยนั้นๆ.

แม้ปหานวินัยพึงทราบว่าแบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.

วินัยนี้โดยสังเขปมี ๒ อย่างอย่างนี้ และโดยประเภทมี ๑๐ อย่างไม่มีแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้ เพราะขาดสังวรและเพราะไม่ละสิ่งที่ควรละ ฉะนั้นปุถุชนนี้ท่านจึงกล่าวว่าไม่ได้รับแนะนำ เพราะไม่มีวินัยนั้น.

แม้ในบทว่า สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษนี้ก็มีนัยนี้. โดยความบทนี้ ไม่มีเหตุต่างกันเลย.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ผู้ใดเป็นอริยะ ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ. ผู้ใดเป็นสัตบุรุษผู้นั้นเป็นอริยะ. ธรรมใดของพระอริยะ ธรรมนั้นของสัตบุรุษ. ธรรมใดของสัตบุรุษ ธรรมนั้นของพระอริยะ. วินัยใดเป็นวินัยของพระอริยะ วินัยนั้นเป็นวินัยของสัตบุรุษ. วินัยใดเป็นวินัยของสัตบุรุษ วินัยนั้นเป็นวินัยของพระอริยะ.

รวมความว่า อริยะก็ดี สัตบุรุษก็ดี ธรรมของอริยะก็ดี ธรรมของสัตบุรุษก็ดี วินัยของอริยะก็ดี วินัยของสัตบุรุษก็ดีเหล่านั้นเป็นอันเดียวกัน ตั้งอยู่ในที่เดียวกันเสมอกัน เสมอภาคกัน เกิดในที่นั้นเหมือนกันด้วยประการฉะนี้.

ก็เพราะเหตุไร พระเถระจึงถามว่า อัตตานุทิฏฐิมีความเห็นผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน แล้วไม่แก้คำถามนั้นกลับอ้างถึงปุถุชนอย่างนี้ว่า ปุถุชนในโลกนี้ไม่ได้สดับดังนี้.

พึงทราบว่า พระเถระเพื่อจะทำความนั้นให้แจ่มแจ้งด้วยเทศนาอันเป็นบุคลาธิษฐาน จึงอ้างถึงปุถุชนก่อน.

พระเถระครั้นอ้างถึงปุถุชนอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะแสดงถึงอุเทศแห่งการถือผิด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนดังนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในบทนั้นดังต่อไปนี้.

บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นรูปขันธ์และกสิณรูปโดยเห็นด้วยทิฏฐิว่าเป็นตัวตน. แต่ในนิเทศพึงทราบว่า ท่านมิได้กล่าวถึงรูปนั้นว่า การถือผิดในรูปขันธ์ของปุถุชนนั้นปรากฏเพราะอธิการแห่งเบญจขันธ์ แล้วกล่าวถึงกสิณรูปโดยเป็นสามัญว่า รูป.

บทว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ (เห็นตนว่ามีรูป) คือถือสิ่งไม่มีรูปว่าตัวตน แล้วเห็นตนนั้นว่ามีรูป.

บทว่า อตฺตนิ วา รูปํ (เห็นรูปในตน) คือถือสิ่งไม่มีรูปนั่นแลว่าตัวตน แล้วเห็นรูปในตนนั้น.

บทว่า รูปสฺมึ วา อตฺตานํ (เห็นตนในรูป) คือถือสิ่งไม่มีรูปนั่นแลว่าตัวตน แล้วเห็นตนนั้นในรูป.

ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เป็นรูปอย่างเดียว ท่านกล่าวว่าเป็นตัวตน. สิ่งไม่ใช่รูปในฐานะ ๗ เหล่านี้ คือ เห็นตนว่ามีรูป ๑ เห็นรูปในตน ๑ เห็นตนในรูป ๑ เห็นเวทนา ๑ สัญญา ๑ สังขาร ๑ วิญญาณ ๑ โดยความเป็นตน ท่านกล่าวว่าเป็นตัวตน.

ท่านกล่าวถึงตัวตนปนด้วยรูปและอรูปในฐานะ ๑๒ อย่างด้วยอำนาจแห่งเวทนา ๓ ในขันธ์ ๔ อย่างนี้ว่า เห็นตนว่ามีเวทนา เห็นเวทนาในตน เห็นตนในเวทนา.

อนึ่ง ทิฏฐิแม้ ๒๐ เหล่านั้น ห้ามมรรค ไม่ห้ามสวรรค์ ทำลายเสียด้วยโสดาปัตติมรรค.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะชี้แจงถึงรูปนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กถํ รูปํ เห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐวีกสิณํ ได้แก่ ปฐวีกสิณอันเป็นปฏิภาคนิมิตให้เกิดขึ้นเพราะอาศัยปฐวีมณฑล โดยการแผ่ไปทั่ว.

บทว่า อหํ ท่านหมายถึงตนนั่นเอง.

บทว่า อตฺตํ คือ ตน.

บทว่า อทวยํ ไม่เป็นสอง คือหนึ่งนั่นเอง.

บทว่า เตลปฺปทีปสฺส คือ ประทีปมีน้ำมัน.

บทว่า ฌายโต คือ ลุกโพลงอยู่.

บทมีอาทิว่า ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ เปลวไปอันใดแสงสว่างก็อันนั้น ท่านกล่าวเพราะปราศจากเปลวไฟเสียแล้วก็ไม่มีแสงสว่าง.

บทว่า ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ ทิฏฐิและวัตถุ. อธิบายว่า ท่านทำทั้งสองอย่างนั้นรวมกันแล้วกล่าวว่า อัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ.

อาโปกสิณเป็นต้น เป็นกสิณนิมิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยน้ำเป็นต้น.

อนึ่ง อากาศกสิณที่กำหนดไว้ แม้เป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน เมื่อท่านกล่าวว่าเป็นอากาศกสิณ เป็นอันระคนแล้วด้วยอารมณ์แห่งอรูปฌาน อันเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ เพราะเหตุนั้นพึงทราบว่า ท่านจึงไม่ถือเอา. เพราะอธิการแห่งรูปจึงไม่ควรถือเอาวิญญาณกสิณโดยแท้ฉะนี้แล.

บทว่า อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน ท่านไม่แยกขันธ์ ๔ แล้วกล่าวด้วยสามารถการถือรวมกัน.

จริงอยู่ เพราะไม่สามารถแยกจิตและเจตสิกไว้ต่างหากกันได้ จึงทำขันธ์ทั้งหมดรวมกันแล้วถือเอาว่าเป็นตัวตน.

ในบทว่า อิมินา รูเปน รูปวา มีรูปด้วยรูปนี้ ย่อมได้สรีรรูปบ้าง กสิณรูปบ้าง.

บทว่า ฉายาสมฺปนฺโน (ต้นไม้มีเงา) คือต้นไม้ไม่งอกงามถึงพร้อมด้วยเงา.

ศัพท์ว่า เอน ในบทนี้ว่า ตเมน เป็นเพียงนิบาต เป็น ตเมตํ บ้าง.

บทว่า ฉายาว คือมีเงา. ท่านกล่าวว่า อัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เพราะแม้เมื่อไม่ถือว่ารูปเป็นตัวตนก็ไม่ปล่อยรูป จึงเกิดขึ้นด้วยทิฏฐิ.

บทว่า อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ คือเห็นรูปนั้นในตนอันเป็นกองแห่งอรูปนั้น เพราะสรีรรูปและกสิณรูปอาศัยจิต.

บทว่า อยํ คนฺโธ นี้กลิ่นหอม กล่าวถึงกลิ่นที่สูดเข้าไป.

บทว่า อิมสมึ ปุปเผ ในดอกไม้นี้ กล่าวอย่างนี้เพราะกลิ่นหอมอาศัยดอกไม้.

บทว่า รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เห็นตนในรูป คือรูปไป ณ ที่ใด จิตย่อมไป ณ ที่นั้น. เพราะฉะนั้นยึดจิตอาศัยรูปแล้ว เห็นตนอันเป็นกองอรูปนั้น ในรูปนั้น. ท่านกล่าวถึงหีบรองรับของหยาบ เพราะรูปเป็นของหยาบ.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ (บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา)

ความว่า แม้เมื่อไม่มีการยึดถือทิฏฐิในเวทนาต่างหากกัน ก็ยึดถือโดยถือเป็นอันเดียวกันว่า เวทนา เพราะเวทนาทั้งปวงหยั่งลงในภายใน จึงเป็นอันถือเอาต่างหากกัน เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านประกอบไว้ต่างหากกัน. เพราะปุถุชนนั้นย่อมถือเวทนานั่นแลว่าเป็นตัวตน เพราะเวทนาเป็นของหยาบด้วยอำนาจการเสวย.

บทว่า สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ปุถุชนย่อมเห็น สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน.

ความว่า ทำอรูปธรรม มีสัญญาเป็นต้น และรูปรวมกันแล้วเห็นว่าเป็นตัวตน เพราะปุถุชนย่อมถือตามที่ปรากฏ ดุจคนบ้าฉะนั้น.

ในบทมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชํ สญฺญํ มีอธิบายว่า ปุถุชนย่อมถือสัญญาว่าเป็นตัวตน เพราะสัญญาปรากฏ ด้วยอำนาจแห่งการรู้พร้อม.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในเวทนา.

ในบทมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชํ เจตนํ มีอธิบายว่า ท่านแสดงถึงเจตนาเท่านั้น เพราะเจตนาเป็นประธานและปรากฏในธรรมทั้งหลาย อันเนื่องด้วยสังขารขันธ์. แม้ขันธ์นอกนี้ก็เป็นอันว่าท่านแสดงด้วยเจตนานั้น. ส่วนปุถุชนนั้นย่อมถือเจตนาว่าเป็นตัวตน เพราะปรากฏด้วยความเป็นเจตสิก.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

ในบทมีอาทิว่า จกฺขุวิญฺญาณํ มีอธิบายว่า ปุถุชนย่อมถือจิตว่าเป็นตัวตน เพราะจิตปรากฏด้วยอำนาจแห่งการรู้แจ้ง.

บทที่เหลือแม้ในที่นี้ก็มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอัตตานุทิฏฐินิเทศ

อรรถกถามิจฉาทิฏฐินิเทศ

มิจฉาทิฏฐิมีเนื้อความดังได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง แต่พึงทราบนัยอื่นดังต่อไปนี้.

บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ ทานที่ให้แล้วไม่มีผล คือปฏิเสธผลของทาน เพราะเป็นอุจเฉททิฏฐิ.

บทว่า ยิฏฺฐํ การบูชายัญในบทว่า นตฺถิ ยิฏฺฐํ ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผลนี้เป็นยัญเล็กน้อย.

บทว่า หุตํ เซ่นสรวงเป็นมหายัญ. ปฏิเสธผลของยัญทั้งสอง.

บทว่า นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี คือปฏิเสธผลแห่งบุญกรรม มีศีลเป็นต้น เพราะปฏิเสธผลแห่งทาน ปฏิเสธผลแห่งบาปกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น.

บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก โลกนี้ไม่มี คือด้วยกรรมที่ทำไว้ในก่อน.

บทว่า นตฺถิ ปโร โลโก โลกหน้าไม่มี คือด้วยกรรมที่ทำไว้ในโลกนี้.

บทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา มารดาไม่มี บิดาไม่มี คือปฏิเสธผลของกรรมที่ทำไว้ในมารดาบิดาเหล่านั้น.

บทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา สัตว์ผู้ผุดขึ้นก็ไม่มี คือปฏิเสธการผุดขึ้นอันมีกรรมเป็นเหตุ.

บทว่า นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา ฯลฯ ปเวเทนฺติ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก คือปฏิเสธปฏิปทาในการได้อภิญญา เพื่อเห็นในโลกนี้และโลกหน้า.

แต่ในบาลีนี้ บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ ได้แก่ วัตถุ คือทานที่ท่านกล่าวว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล. อธิบายว่า วัตถุแห่งทิฏฐินั้น.

บทว่า เอวํวาโท มิจฺฉา วาทะอย่างนี้ผิด คือวาทะคำพูดว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผลอย่างนี้ผิดคือวิปริต. จบอรรถกถามิจฉาทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ

บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิ คือ อัตตานุทิฏฐินั่นเอง.

พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงคำโดยปริยายอันมาแล้วในที่อื่น. จบอรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ

บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา สัสสตทิฏฐิมีสักกายะเป็นวัตถุ เป็นกัมมธารยสมาส.

พึงเชื่อมบทว่า สมนุปสฺสติ ย่อมเห็นไว้ในท้ายคำ ๑๕ คำมีอาทิว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ. เพราะจะได้ไม่ลืมตัวด้วยอย่างอื่น ทิฏฐิที่เหลือ ๑๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เห็นตนว่ามีรูปด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ

บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา อุจเฉททิฏฐิมิสักกายะเป็นวัตถุ คือทิฏฐิที่เหลือ ๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า เห็นรูปโดยความเป็นตน ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ

อรรถกถาอันตคาหิกทิฏฐินิเทศ

บทว่า อนฺตคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ทิฏฐิอันถือเอาที่สุด เป็นการถามตามอาการในวาระที่หนึ่ง ถือเอาตามอาการในวาระที่สอง กล่าวแก้อาการในวาระที่สาม.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โลโก คือ ตัวตน.

บทว่า โส อนฺโต โลกนั้นมีที่สุด คือในที่สุดของความเที่ยงและความสูญอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ที่สุดของความเที่ยง ในการถือว่าเที่ยงที่สุดของความสูญในการถือว่าไม่เทียง.

บทว่า ปริตฺตํ โอกาสํ สู่โอกาสนิดหน่อย คือสู่ที่เล็กน้อยเพียงกระด้งหรือชาม.

บทว่า นีลกโต ผรติ ทำสีเขียวแผ่ไป คือเป็นอารมณ์ว่าสีเขียว.

บทว่า อยํ โลโก โลกนี้ ท่านกล่าวหมายถึงตน.

บทว่า ปริวฏุโม โลกกลม คือ มีกำหนดไว้โดยรอบ.

บทว่า อนฺตสญฺญี คือ มีความสำคัญว่ามีที่สุด.

บทว่า ยํ ผรติ คือ กสิณรูปแผ่ไป.

บทว่า ตํวตฺถุ เจว โลโก จ วัตถุและโลก คือกสิณรูปนั้นเป็นอารมณ์และโลก้วยอรรถว่าพึงแลดู.

บทว่า เยน ผรติ คือแผ่ไปด้วยจิต.

บทว่า โส อตฺตา เจว โลโก จ ได้แก่ ตนและโลกทำให้เป็นปุลิงค์เพราะเพ่งตน.

ท่านอธิบายว่า ตนนั่นแล คือจิตและชื่อว่าโลก เพราะอรรถว่าพึงมองดู.

บทว่า อนฺตวา คือ มีที่สุด.

บทว่า โอภาสกโต ผรติ ทำแสงสว่างแผ่ไป คือแสงสว่างด้วยอาโลกกสิณ เตโชกสิณหรือโอทาตกสิณแผ่ไป. เพราะยึดกสิณมีแสงสว่าง ๕ ชนิด มีนีลกสิณเป็นต้น จึงควรถือว่าไม่มีการถือผิดตนด้วยอำนาจปฐวีกสิณ อาโปกสิณและวาโยกสิณ.

บทว่า วิปุลํ โอภาสํ สู่โอภาสอันกว้าง คือสู่ที่ใหญ่โดยมีประมาณบริเวณลานเป็นต้น.

บทว่า อนนฺตวา ไม่มีที่สุด คือไม่มีที่สุดกว้างขวาง.

บทว่า อปริยนฺโต หาที่สุดมิได้ คือหาที่สุดอันกว้างขวางมิได้.

บทว่า อนนฺตสญฺญี คือ มีความสำคัญว่าโลกไม่มีที่สุด.

บทว่า ตํ ชีวํ คือชีพอันนั้น.

อนึ่ง บทว่า ชีโว คือตัวตนนั้นเอง.

แม้ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น ก็ชื่อว่าสรีระ เพราะอรรถว่ามีความหมุนไป.

บทว่า ชีวํ น สรีรํ ชีพไม่ใช่สรีระ คือชีพได้แก่ตน ไม่ใช่สรีระอันได้แก่รูป.

ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้.

บทว่า ตถาคโต คือ สัตว์. อาจารย์พวกหนึ่งหล่าวว่า พระอรหันต์.

บทว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตาย คือในโลกอื่น.

บทว่า รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ รูปมีความตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ คือการถือเบญจขันธ์ โดยหัวข้อของขันธ์ที่ปรากฏแก่ตน. อธิบายว่า รูปนั้นปกติสูญหายไปในโลกนี้แหละ.

แม้ในขันธ์ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า กายสฺส เภทา แต่กายแตก คือเบื้องหน้าแต่กายคือขันธ ๕ แตก. ท่านกล่าวความของอุเทศนี้ว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายด้วยคำนี้.

บทว่า โหติ ในบทมีอาทิว่า โหติปิ เป็นอยู่บ้าง เป็นบทหลัก.

อปิศัพท์ แม้ในบททั้ง ๔ เป็นสมุจจยัตถะมีความรวม.

บทว่า ติฏฺฐติ คือ คงอยู่ เพราะเป็นของเที่ยง. อธิบายว่า ไม่จุติ.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทว่า ติฏฺฐติ เพื่อความต่างแห่งความของบทว่า โหติ.

บทว่า อุปฺปชฺชติ อุบัติขึ้น คืออุบัติขึ้นด้วยเข้าไปสู่กำเนิดที่เป็นอัณฑชะ (เกิดแต่ไข่) และชลาพุชะ (เกิดแต่น้ำ).

บทว่า นิพฺพตฺติ เกิด คือเกิดด้วยเข้าไปสู่กำเนิดที่เป็นสังเสทชะ (เกิดแต่เหงื่อไคล) โอปปาติกะ (ผุดเกิดขึ้น).

พึงทราบการประกอบความดังนี้แล.

บทว่า อุจฺฉิชฺชติ ย่อมขาดสูญ คือด้วยไม่มีการเกี่ยวเนื่องกัน.

บทว่า วินสฺสติ ย่อมพินาศไป คือด้วยการแตกทำลายไป.

บทว่า น โหติ ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก เป็นการขยายความของบทก่อน. อธิบายว่า เบื้องหน้าแต่จุติแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก.

บทว่า โหติ จ น จ โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี เป็นทิฏฐิของพวกถือว่า เที่ยงบางอย่าง ความย่อมเป็นโดยปริยายเดียว ไม่เป็นโดยปริยายเดียว. ท่านอธิบายว่า ย่อมเป็นเพราะความเป็นชีพ ไม่เป็นเพราะไม่มีชีพมาก่อน.

บทว่า เนว โหติ น น โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ เป็นทิฏฐิของพวกอมราวิกเขปิกา (ทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว).

อธิบายว่า มีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้ ย่อมทำเพียงปฏิเสธนัยที่ท่านกล่าวไว้ก่อน เพราะกลัวถูกติเตียนและเพราะกลัวพูดเท็จ เพราะความมีปัญญาอ่อนและเพราะความงมงาย.

บทว่า อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้ คือด้วยอาการ ๕๐ ด้วยสามารถแห่งหมวด ๕ หมวดละ ๑๐ ตามที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาอันตคาหิกทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ

เจ้าทิฏฐิชื่อว่าสัสสตวาทะ เพราะกล่าวถึงความเที่ยงในปุพพันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ในส่วนอดีต) และอปรันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต).

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวาทะ เป็นเหตุกล่าว.

บทนี้เป็นชื่อของเจ้าทิฏฐิ.

แม้วาทะว่าเที่ยง ก็ชื่อว่าสสัสตะ เพราะประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ. ชื่อว่าสัสสตวาทะ เพราะมีวาทะว่าเที่ยง.

อนึ่ง วาทะว่าเที่ยงเป็นบางอย่างชื่อว่าเอกัจจสัสสตะ. ชื่อว่าเอกัจจสัสสติกา เพราะมีทิฏฐิว่า เที่ยงเป็นบางอย่างนั้น.

อนึ่ง วาทะเป็นไปว่า โลกมีที่สุด ไม่มีที่สุด ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ ชื่อว่าอันตานันตะ. ชื่อว่าอันตานันติกา เพราะมีทิฏฐิว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด.

ชื่อว่าอมรา เพราะไม่ตาย. อะไรไม่ตาย. ทิฏฐิและวาจาของเจ้าทิฏฐิผู้ปราศจากที่สุดโดยนัยมีอาทิว่า แม้อย่างนี้ก็ไม่มีแก่เรา.

ความซัดส่ายไปมี ๒ อย่าง คือซัดส่ายไปด้วยทิฏฐิหรือวาจาอันไม่ตายตัว ชื่อว่าอมราวิกเขปะ. ชื่อว่าอมราวิกเขปิกา เพราะมีทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว.

บทว่า อธิจฺจสมุปปนฺโน เกิดขึ้นลอยๆ คือความเห็นว่า ตนและโลกเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ชื่อว่าอธิจจสมุปปันนะ ชื่อว่าอธิจจสมุปปันนิกา เพราะมีทิฏฐิว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ.

____________________________

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๓๙ จบอรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ

เจ้าทิฏฐิชื่อว่าสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา. ชื่อว่าอสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา. ชื่อว่าเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.

อีกอย่างหนึ่ง วาทะอันเป็นไปว่ามีสัญญา ชื่อว่าสัญญีวาทะ เจ้าทิฏฐิเท่านั้นชื่อว่าสัญญีวาทะ เพราะมีวาทะว่ามีสัญญา. อสัญญีวาทะและเนวสัญญีนาสัญญีวาทะก็เหมือนอย่างนั้น.

เจ้าทิฏฐิชื่อว่าอุจเฉทวาทะ เพราะกล่าวว่าสูญ.

บทว่า ทิฏฺฐธมฺโม คือ ธรรมที่เห็นประจักษ์หมายถึงธรรมเป็นปัจจุบัน.

บทนี้เป็นชื่อของอัตภาพที่ได้ในปัจจุบันนั้นๆ. นิพพานในปัจจุบันชื่อว่าทิฏฐธรรมนิพพาน.

ความว่า การเข้าไปสงบทุกข์ในอัตภาพนี้แล. ชื่อว่าทิฏฐิธรรมนิพพานวาทะ เพราะกล่าวถึงนิพพานเป็นปัจจุบันธรรมนั้น.

อนึ่ง เมื่อบทนี้พิสดารในนิเทศนี้ จึงควรกล่าวพรหมชาลสูตรทั้งสิ้นพร้อมด้วยอรรถกถา. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ย่อมช้าเกินไป เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้พิสดาร. ผู้มีความต้องการสูตรนั้น ควรค้นคว้าหาดูเอาเอง. จบอรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาสัญโญชนิกทิฏฐินิเทศ

เพราะสังโยชนิกทิฏฐิ (ทิฏฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) เป็นทิฏฐิทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด. ฉะนั้น ท่านจึงแสดงความทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด เพราะสังโยชนิกทิฏฐินั้นเป็นเครื่องประกอบทิฏฐิไว้ทั้งหมด. พึงทราบความนั้นโดยการครอบงำทิฏฐิ ดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

จบอรรถกถาสัญโญชนิกทิฏฐินิเทศ -----------------------------------------------------

อรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ

ในมานวินิพันธทิฏฐิ (ทิฏฐิอันการกั้นด้วยมานะ) ทั้งหลายพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การลูบคลำด้วยการถือผิดว่าตาเป็นเรา ชื่อว่าลูบคลำด้วยการถือผิด มีมานะเป็นเบื้องต้น. เพราะทิฏฐิไม่ได้สัมปยุตด้วยมานะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มานวินิพนฺธา ทิฏฐิกางกั้นด้วยมานะ. ความว่า ทิฏฐิการกั้นด้วยมานะมีมานะเป็นมูล.

แม้ในบทนี้ว่า จกฺขุํ มมนฺติ อภินิเวสปรามาโส การลูบคลำด้วยความถือผิดว่าตาของเราก็มีนัยนี้.

อนึ่ง ในบท จกฺขุํ มมนฺติ นี้ควรกล่าวว่า มมาติ พึงทราบว่าลงนิคหิตอาคมเป็น มมนฺติ.

พึงทราบอายตนะภายในมีรูปเป็นต้น ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมไม่ถืออายตนะภายนอกว่า เป็นเราเว้นกสิณรูป. แม้อายตนะภายนอกก็ย่อมได้ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา เพราะย่อมถือแม้อายตนะภายนอกว่าของเรา.

ก็เพราะทุกขเวทนาไม่เป็นวัตถุของมานะ เพราะเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา ฉะนั้น เวทนา ๖ และผัสสะ ๖ จึงไม่ถือเอาเป็นมูลปัจจัยของเวทนาเหล่านั้น. แต่สัญญาเป็นต้น พึงทราบว่าท่านไม่ถือเอาในที่นี้ เพราะตัดขาดแล้ว. จบอรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ

อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ (ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยการปรารภตน) ได้แก่ อัตตานุทิฏฐินั่นเอง. ท่านกล่าวถึงทิฏฐิอย่างนี้อีก เพราะปฏิสังยุตด้วยวาทะว่าตัวตน ดังนี้. จบอรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ (ทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยปรารภโลก)

บทว่า อตฺตา จ โลโก จ ตนและโลก. ความว่า ตนนั้นนั่นแลและชื่อว่าโลกเพราะอรรถว่าพึงแลดู.

บทว่า สสฺสโต คือ ทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าเที่ยง.

บทว่า อสสฺสโต คือ ทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าสูญ.

บทว่า สสฺสโต จ อสสฺสโต จ คือ ทิฏฐิของผู้เห็นว่าเที่ยงเป็นบางอย่าง.

บทว่า เนว สสฺสโต นาสสฺสโต ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ คือทิฏฐิของผู้ซัดส่ายไม่ตายตัว.

บทว่า อนฺตวา มีที่สุด คือทิฏฐิของผู้หลอกลวงและของนิครนถ์อาชีวกผู้ได้กสิณนิดหน่อย.

อีกอย่างหนึ่ง พวกอุจเฉททิฏฐิย่อมกล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วนอดีตโดยกำเนิด มีขันธ์ส่วนอนาคตโดยความตาย. พวกเห็นว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ กล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วนอดีตโดยกำเนิด.

บทว่า อนนฺตวา ไม่มีที่สุด คือทิฏฐิของผู้ได้กสิณหาประมาณมิได้. แต่พวกมีวาทะว่าเที่ยงย่อมกล่าวว่า สัตว์ไม่มีขันธ์ส่วนอดีตและส่วนอนาคต ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีที่สุด.

พวกเห็นว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ กล่าวว่า ไม่มีที่สุดด้วยขันธ์ส่วนอนาคต.

บทว่า อนฺตวา จ อนนฺตวา จ มีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี คือทิฏฐิของผู้มีกสิณขึ้นๆ ลงๆ ไม่เจริญ เจริญไปอย่างขวางๆ.

บทว่า เนว อนฺตวา น อนนฺตวา มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ คือทิฏฐิของผู้มีความซัดส่ายไม่ตายตัว. จบอรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ

อรรถกถาภววิภวทิฏฐินิเทศ

พระสารีบุตรเถระไม่ทำการนิเทศภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ต่างหาก เพราะไม่มีการถือผิดต่างหากจากทิฏฐิตามที่กล่าวแล้ว และไม่ทำการถามเพื่อแสดงอาการอย่างหนึ่งๆ คือ ความติดอยู่ ความแล่นเลยไปด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิตามที่กล่าวแล้วนั่นแล แล้วจึงกล่าวว่า ความถือผิดด้วยความติดอยู่เป็นภวทิฏฐิ. ความถือผิดด้วยความแล่นเลยไปเป็นวิภวทิฏฐิ ดังนี้.

พึงทราบความในบทนั้นดังต่อไปนี้.

การถือผิดด้วยความติดอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป. ความว่า การถือผิดด้วยความเบื่อหน่ายจากนิพพาน ด้วยความสำคัญว่าเที่ยง.

การถือผิดด้วยความแล่นเลยไป ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เทวดาและมนุษย์บางพวกอึดอัด ระอา เกลียดชังด้วยภพนั่นแล ย่อมเพลิดเพลินความขาดสูญ. ความว่า การถือผิดด้วยความละเลยปฏิปทาอันนำไปสู่ความดับทุกข์ ด้วยสำคัญว่าสูญ.

____________________________

ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๒๗

บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อแสดงประกอบภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ในทิฏฐิทั้งปวง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อสฺสาททิฏฺฐิยา ดังนี้. ในบทนั้น เพราะผู้มีอัสสาททิฏฐิอาศัยความเที่ยง หรือความสูญ ย่อมถือว่าโทษในกามทั้งหลายย่อมไม่มี ดังนี้. ฉะนั้น แม้อัสสาททิฏฐิมีอาการ ๓๒ ท่านก็กล่าวว่า เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี.

ในบทนั้นทิฏฐิแม้อย่างหนึ่งๆ ก็เป็นภวทิฏฐิด้วยการถือว่าเที่ยง. เป็นวิภวทิฏฐิด้วยการถือว่าสูญ. ด้วยอัตตานุทิฏฐิย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นคน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นวิภวทิฏฐิ ๕ เพราะถือว่าเมื่อขันธ์ ๕ เหล่านั้นสูญเพราะความที่ตนไม่เป็นอื่นจากรูปเป็นต้น ตนจึงสูญ. เมื่อฐานะ ๑๕ ที่เหลือสูญเพราะความที่ตนเป็นอย่างอื่นจากรูปเป็นต้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เพราะถือว่าตนเที่ยง.

ผู้ได้ทิพยจักษุได้ณานอันเป็นปริตตารมณ์และอัปปมาณารมณ์ ในทิฏฐิมีที่สุดและไม่มีที่สุด เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความสูญว่า ทั้งหมดนั้นเป็นวิภวทิฏฐิ ครั้นจุติจากรูปธาตุ แล้วเห็นสัตว์ทั้งหลายเกิดในที่อื่นไม่เห็นภวทิฏฐิ ย่อมถือเอาวิภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ในบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ดังนี้.

บทว่า โหติ ในบทนี้ว่า โหติ จ น จ โหติ มีและไม่มีเป็นภวทิฏฐิ. บทว่า น จ โหติ ไม่มีเป็นวิภวทิฏฐิ.

บทว่า เนว โหติ ในบทนี้ว่า เนว โหติ น น โหติ มีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้ เป็นวิภวทิฏฐิ.

บทว่า น น โหติ ไม่มีก็หามิได้ เป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้นในบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา พึงเป็น.

พวกที่เห็นว่าเที่ยงเป็นบางส่วนแห่งการตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต ย่อมบัญญัติว่าเที่ยง และบัญญัติว่าไม่เที่ยง. เพราะฉะนั้น ทิฏฐินั้นจึงเป็นทั้งภวทิฏฐิ ทั้งวิภวทิฏฐิ.

พวกที่เห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔ จำพวก ย่อมบัญญัติตนว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด. เพราะฉะนั้น ทิฏฐินั้นจึงเป็นทั้งภวทิฏฐิ ทั้งวิภวทิฏฐิเช่นเดียวกับอัตตานุทิฏฐิ.

พวกที่มีความเห็นซัดส่ายไม่ตายตัว ๔ จำพวก อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิ ย่อมถึงความฟุ้งซ่านทางวาจา. ส่วนที่เหลือเป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา หมายถึงทิฏฐินั้นๆ.

พวกที่กล่าวว่าสูญ ๗ จำพวกแห่งความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต เป็นวิภวทิฏฐิ ที่เหลือเป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา เพราะหมายถึงทิฏฐินั้นๆ.

ท่านกล่าวว่า สิยา แห่งสัญโญชนิกทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิทั้งปวง. ตัวตนเป็นอันพินาศไปในเพราะความพินาศแห่งทิฏฐิเหล่านั้น เพราะถือจักษุเป็นต้นว่าเป็นเรา ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทั้งหมดนั้นเป็นวิภวทิฏฐิ.

ตนย่อมไม่พินาศไปแม้ในเพราะความพินาศแห่งทิฏฐิเหล่านั้น เพราะทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ดุจอัตตานุทิฏฐิเป็นอื่นจากจักษุเป็นต้นของตน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นทิฏฐิ.

ภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิแห่งทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกปรากฏแล้ว เพราะท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ตนและโลกเที่ยง. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันท่านแสดงถึงความถือผิดทิฏฐิ ๑๖ และ ๓๐๐ มีอัสสาททิฏฐิเป็นเบื้องต้นมีวิภวทิฏฐิเป็นที่สุด. อัตตานุทิฏฐิ สักกายทิฏฐิและทิฏฐิปฏสังยุตด้วยอัตตวาทะ ท่านกล่าวไว้โดยความเป็นอันเดียวกัน โดยปริยายมี ๓ อย่าง. แต่ทิฏฐิแม้ทั้งหมดโดยมีประเภทไม่แน่นอน เป็นสัญโญชนิกทิฏฐิ.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓๕๔

บัดนี้ บทมีอาทิว่า สพฺพาว ตา ทิฏฺฐิโย อสฺสาททิฏฺฐิโย ทิฏฐิทั้งหมดนั้นเป็นอัสสาททิฏฐิ เป็นการเปรียบเทียบเคียงทิฏฐิ ตามที่ประกอบไว้โดยปริยายอื่น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาว ตา ทิฏฺฐิโย ทิฏฐิทั้งหมดเหล่านั้นได้แก่ ทิฏฐิที่ไม่มีเหลือตามที่กล่าวแล้ว. ทิฏฐิอันสงเคราะห์เข้าในทิฏฐิทั้งหลาย ๗ เหล่านี้คือ ชื่อว่าอัสสาททิฏฐิ เพราะยินดีด้วยทิฏฐิราคะ และเพราะอาศัยความพอใจด้วยตัณหา. ชื่อว่าอัตตานุทิฏฐิ เพราะไปตามความเสน่หาในตน. ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะความเห็นวิปริต เพราะถือเอาที่สุดอย่างหนึ่งๆ. ชื่อว่าสังโยชนิกทิฏฐิ เพราะประกอบด้วยสิ่งไม่มีประโยชน์. ชื่อว่าอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ เพราะประกอบด้วยอัตตวาทะ. ส่วนทิฏฐิ ๙ ที่เหลือไม่สงเคราะห์เข้าในทิฏฐิทั้งหมด.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระย่อทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดที่กล่าวไว้โดยพิสดารลงในทิฏฐิ ๒ อย่าง เมื่อจะแสดงถึงธรรมเป็นที่อาศัยของทิฏฐิ ๒ หมวดแก่สัตว์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า ภวญฺจ ทิฏฺฐึ.

จริงอยู่ ทิฏฐิเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเป็นภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิ.

จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ภวญฺจ ทิฏฐึ วิภวญฺจ ทิฏฺฐึ รวมทิฏฐิเท่านั้น ไม่รวมธรรมที่อาศัย. เพราะธรรมอันหนึ่ง มิได้อาศัยภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยภวทิฏฐิก็ดี เป็นผู้อาศัยวิภวทิฏฐิก็ดีดังนี้.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๗๘

บทว่า ตกฺกิกา ชื่อว่า ตกฺกิกา เพราะกล่าวด้วยความตรึกตรอง. เพราะเจ้าทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมเป็นไปด้วยความตรึกตรองอย่างเดียว เพราะไม่มีปัญญาแทงตลอดความเป็นจริง.

อนึ่ง ชนเหล่าใดได้ฌานก็ดี ได้อภิญญาก็ดี ย่อมถือทิฏฐิ แม้ชนเหล่านั้นก็เป็นตักกิกา เพราะตรึกแล้วถือเอา.

บทว่า นีสฺสิตา เส ความว่า อาศัยแล้ว.

บทว่า เส บทเดียวเท่านั้นเป็นเพียงนิบาต.

บทว่า เตสํ นิโรธมฺหิ น หตฺถิ ญาณํ ญาณในนิโรธย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น นี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุแห่งทิฏฐินิสัย.

ความว่า เพราะญาณในการดับสักกายทิฏฐิ คือนิพพานไม่มีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงยึดถือทิฏฐิ ๒ อย่างนี้.

หิ อักษรในบทว่า น หิ อตฺถิ ญาณํ นี้เป็นนิบาตลงในความแสดงถึงเหตุ.

บทว่า ยตฺถายํ โลโก วิปรีตสญฺญี สัตว์โลกนี้ยึดถือทิฏฐิใดก็เป็นผู้มีสัญญาวิปริตเพราะทิฏฐินั้น. ความว่า โลกพร้อมด้วยเทวโลกนี้เป็นผู้มีสัญญาวิปริตในนิโรธอันเป็นสุขใด ว่าเป็นทุกข์ พึงเชื่อมว่าญาณในนิโรธนั้นย่อมไม่มี. เพราะเป็นผู้มีสัญญาวิปริตว่าเป็นทุกข์

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคาถาประพันธ์นี้ว่า

รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะและธรรมารมณ์ล้วนน่า

ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจมีประมาณเท่าใด โลกกล่าว

ว่ามีอยู่. อารมณ์ ๖ อย่างเหล่านี้ โลกพร้อมทั้งเทวโลก

สมมติกันว่าเป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับอารมณ์ ๖

เหล่านี้ ชนเหล่านั้นสมมติกันว่าเป็นทุกข์. ความดับ

แห่งเบญจขันธ์พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่าเป็นความสุข

ความเห็นขัดแย้งกันกับโลกทั้งปวงนี้ ย่อมมีแก่บัณฑิต

ทั้งหลายผู้เห็นอยู่.

ชนเหล่าอื่นกล่าววัตถุกามใด โดยความเป็นสุข

พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าววัตถุกามนั้นโดยความเป็น

ทุกข์ ชนเหล่าอื่นกล่าวนิพพานใดโดยความเป็นทุกข์

พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งกล่าวนิพพานนั้นโดยความ

เป็นสุข.

ท่านจงพิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก ชนพาลทั้งหลาย

ผู้ไม่รู้แจ้ง พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้ ความมืดตื้อย่อมมี

แก่ชนพาลทั้งหลาย ผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้วผู้ไม่เห็นอยู่.

ส่วนนิพพานเป็นธรรมชาติเปิดเผยแก่สัตบุรุษผู้เห็นอยู่

เหมือนอย่างแสงสว่าง ฉะนั้น ชนทั้งหลายเป็นผู้ค้นคว้า

ไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม้รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่ในที่ใกล้.

ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว แล่นไปตาม

กระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฏฏอันเป็นบ่วงแห่งมารเนืองๆ

ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้โดยง่าย.

นอกจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย ใครหนอย่อมควร

จะรู้บท คือนิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ดีแล้ว

พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะรู้โดยชอบ

ย่อมปรินิพพาน.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๖

บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะแสดงทิฏฐิทั้งหมดเป็น ๒ อย่างและการถอนทิฏฐิโดยพระสูตร จึงนำพระสูตรมาว่า ทฺวีหิ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นอาทิ.

ในบทเหล่านั้น แม้พรหมทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่าเทว.

บทว่า โอลียนฺติ ย่อมติด คือกำไว้. บทว่า อติธาวนฺติ คือ ล่วงเลยไป.

บทว่า จกฺขมนฺโต คือมีปัญญา. จ ศัพท์มีเนื้อความเป็นอดิเรก.

บทว่า ภวารามา ผู้ชอบภพ คือมีภพเป็นที่อภิรมย์.

บทว่า ภวรตา คือ ยินดีในภพ.

บทว่า ภวสมฺมุทิตา คือ พอใจด้วยภพ.

บทว่า เทสิยมาเน คือ เมื่อธรรมอันพระตถาคตหรือพระสาวกของพระตถาคตแสดงอยู่.

บทว่า น ปกฺขนฺทติ ไม่แล่นไป คือไม่เข้าถึงพระธรรมเทศนา หรือการดับภพ.

บทว่า น ปสีทติ ไม่เลื่อมใส คือไม่ถึงความเลื่อมใสในธรรมนั่น.

บทว่า น สนฺติฏฺฐติ ไม่ตั้งอยู่ คือไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น.

บทว่า นาธิมุจฺจติ ไม่น้อมไป คือไม่ถึงความแนบแน่นในธรรมนั้น. ท่านกล่าวถึงสัสสตทิฏฐิด้วยเหตุเพียงเท่านี้.

บทว่า อฏฺฏียมานา อึดอัด คือถึงความทุกข์.

บทว่า หรายมานา ระอา คือถึงความละอาย.

บทว่า ชิคุจฺฉมานา คือ ถึงความเกลียดชัง.

บทว่า วิภวํ อภินนฺทนฺติ ยินดีความปราศจากภพ คือยินดีอาศัยความสูญหรือปรารถนาความสูญ.

บทว่า กิร ได้ยินว่า เป็นนิบาตลงในอรรถอนุสสวนะ (การได้ยินมา).

บทว่า โภ เป็นคำร้องเรียก.

บทว่า สนฺตํ คือ ดับแล้ว.

บทว่า ปณีตํ ความว่า ชื่อว่าประณีตเพราะไม่มีทุกข์ หรือเพราะนำไปสู่ความเป็นประธาน.

บทว่า ยถาภวํ คือ ตามความเป็นจริง.

ท่านแสดงอุจเฉททิฏฐิด้วยเหตุเพียงเท่านี้.

บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้.

บทว่า ภูตํ ความจริง คือทุกข์อันได้แก่ขันธ์ ๕ อันเกิดแต่เหตุ.

บทว่า ภูตโต ปสฺสติ เห็นโดยความเป็นจริง คือเห็นความจริงนี้ว่าเป็นทุกข์.

บทว่า นิพฺพิทาย เพื่อความเบื่อหน่าย คือเพื่อความเห็นแจ้ง.

บทว่า วิราคาย เพื่อคลายกำหนัด คือเพื่ออริยมรรค.

บทว่า นิโรธาย เพื่อดับ คือเพื่อนิพพาน.

บทว่า ปฏิปนฺโน โหติ คือเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรแก่นิพพานนั้น.

บทว่า เอวํ ปสฺสนฺติ ผู้มีจักษุเห็นอยู่อย่างนี้ คือเห็นด้วยโลกิยญาณในส่วนเบื้องต้น ด้วยโลกุตรญาณในกาลแทงตลอดด้วยประการฉะนี้.

ท่านกล่าวสัมมาทิฏฐิด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์แห่งสัมมาทิฏฐินั้นด้วยคาถา ๒ คาถา.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โย ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา เห็นความเป็นสัตว์โดยความเป็นจริง.

ความว่า ตรัสรู้ทุกข์โดยตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้.

บทว่า ภูตสฺส จ อติกฺกมนํ ก้าวล่วงความเป็นสัตว์. ความว่า ตรัสรู้การดับทุกข์โดยตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง.

บทว่า ยถาภูเตธิมุจฺจติ ย่อมน้อมใจไปในธรรมตามที่เป็นจริง คือน้อมใจไปในความดับทุกข์ตามความเป็นจริงด้วยอำนาจแห่งการตรัสรู้ด้วยมรรคภาวนาว่า นี้สงบ นี้ประณีต.

บทว่า ภวตณฺหา ปริกฺขยา เพื่อความสิ้นไปแห่งภวตัณหา. ความว่า ด้วยการละเหตุให้เกิดทุกข์.

อนึ่ง เมื่อไม่มีการตรัสรู้ต่างๆ ของสัจจธรรม พึงทราบว่า ท่านกล่าวคำในตอนต้นว่า ทิสฺวา ด้วยโวหารพร้อมกับปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น เพราะเห็นก่อนแล้วภายหลังไม่น้อมใจไป. การตรัสรู้อริยสัจ ๔ ย่อมมีได้ตลอดกาลเสมอทีเดียว.

อีกอย่างหนึ่ง บททั้งหลายที่กล่าวไว้ในตอนต้น ย่อมมีได้แม้ในกาลอันเสมอ เพราะเหตุนั้นจึงไม่เป็นโทษ.

บทว่า ส เว คือ พระอรหันต์นั้นโดยส่วนเดียว.

บทว่า ภูตปริญฺญาโต กำหนดรู้ความเป็นสัตว์แล้ว คือกำหนดรู้ทุกข์.

บทว่า วีตตณฺโห คือ มีตัณหาไปปราศแล้ว.

บทว่า ภวาภเว คือ ในภพน้อยภพใหญ่.

บทว่า อภโว คือภพใหญ่ เพราะมี อ อักษรเป็นไปในอรรถว่าเจริญ.

พึงทราบภพน้อยภพใหญ่นั้นเพราะความเปรียบเทียบกัน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภเว ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ. บทว่า วิภเว ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ.

ชื่อว่าปราศจากตัณหา เพราะไม่มีทิฏฐิราคะแม้ในสองอย่างนั้น.

บทว่า ภูตสฺส วิภวา เพราะความไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ คือเพราะสูญวัฏฏทุกข์.

บทว่า นาธิคจฺฉติ ปุนพฺภวํ ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ ท่านกล่าวถึงปรินิพพานแห่งพระอรหันต์.

บทมีอาทิว่า ตโย ปุคฺคลา บุคคล ๓ จำพวก ท่านกล่าวเพื่อติเตียนผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ และเพื่อสรรเสริญผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ. ชื่อว่ามีทิฏฐิวิบัติ เพราะมีทิฏฐิถึงคือไปสู่ความน่าเกลียด. ชื่อว่ามีทิฏฐิสมบัติ เพราะมีทิฏฐิถึงคือไปสู่ความดี.

บทว่า ติตฺถิโย ทิฏฐิท่านกล่าวลัทธิ เพราะปฏิบัติทิฏฐินั้นเป็นความดีในลัทธิ หรือชื่อว่าติตถิยะ เพราะมีลัทธิ เข้าถึงการบรรพชาภายนอกลัทธินั้น.

บทว่า ติตฺถิยสาวโก สาวกเดียรถีย์ คือคฤหัสถ์ผู้ถึงทิฏฐานุคติของสาวกเดียรถีย์เหล่านั้น.

บทว่า โย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก บุคคลผู้มีทิฏฐิผิด คือผู้เข้าถึงทิฏฐิทั้งสองอย่างนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า ตถาคโต คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็สงเคราะห์เข้าในบทนี้เหมือนกัน.

บทว่า ตถาคตสาวโก คือ ผู้บรรลุมรรคและผู้บรรลุผล.

บทว่า โย จ สมฺมาทิฏฺฐิโก ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ คือผู้พันจากทิฏฐิสองอย่างนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิด้วยสัมมาทิฏฐิของชาวโลก.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.

บทว่า โกธโน เป็นคนมักโกรธ คือคนที่มักโกรธเนืองๆ.

บทว่า อุปนาหี มักผูกโกรธ คือมีปกติเพิ่มความโกรธนั้นแล้วผูกไว้.

บทว่า ปาปมกฺขี มีความลบหลู่ลามก คือมีความลบหลู่อันเป็นความลามก.

บทว่า วสโล เป็นคนเลว คือมีชาติแห่งคนเลว.

บทว่า วิสุทฺโธ เป็นผู้ประเสริฐ คือเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยญาณทัศนวิสุทธิ.

บทว่า สุทฺธตํ คโต ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ คือถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์อันได้แก่มรรคผล.

บทว่า เมธาวี คือ ผู้มีปัญญา.

ด้วยคาถานี้ ท่านสรรเสริญผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกุตระ.

บทว่า วิปนฺนทิฏฺฐิโย สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ทิฏฐิวับัติ ทิฏฐิสมบัติ พระสารีบุตรละโวหารว่าบุคคล กล่าวติเตียนและสรรเสริญธรรม.

บทว่า เอตํ มม นั่นของเรา คือทิฏฐิด้วยอำนาจแห่งความสำคัญตัณหา.

บทว่า เอโสหมสฺมิ เราเป็นนั่นคือทิฏฐิมีความสำคัญด้วยมานะเป็นมูล.

บทว่า เอโส เม อตฺตา นั่นเป็นตัวตนของเรา คือมีความสำคัญด้วยทิฏฐินั่นเอง.

ท่านถามการจำแนก การนับและการสงเคราห์กาลแห่งทิฏฐิวิบัติ ๓ ด้วยบทมีอาทิว่า เอตํ มมนฺติ กา ทิฏฺฐิ ทิฏฐิอะไรว่านั่นของเราแล้วแก้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กา ทิฏฺฐิ ความว่า บรรดาทิฏฐิมากมาย ทิฏฐิอะไร.

บทว่า กตมนฺตานุคฺคหิตา ตามถือส่วนสุดอะไร ความว่า ในสองกาล คือกาลมีขันธ์เป็นส่วนอดีตและกาลมีขันธ์เป็นส่วนอนาคต ตามถือโดยกาลไหน. อธิบายว่า ติดตาม.

เพราะเมื่อลูบคลำว่า นั่นของเรา อ้างถึงวัตถุในอดีตว่า นั่นได้เป็นของเราแล้ว ได้เป็นของเราแล้วอย่างนี้ ได้เป็นของเราแล้วประมาณเท่านี้ แล้วลูบคลำ ฉะนั้น จึงเป็นปุพพันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต). และทิฏฐิเหล่านั้นจึงเป็นทิฏฐิตามถือขันธ์ส่วนอดีต.

เพราะเมื่อลูบคลำว่า เราเป็นนั่นย่อมลูบคลำอาศัยผลในอนาคตว่า เราจักบริสุทธิ์ได้ด้วย ศีล พรต ตบะ พรหมจรรย์นี้. ฉะนั้น จึงเป็นอปรันตานุทิฏฐิ ตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต. และทิฏฐิเหล่านั้นจึงเป็นทิฏฐิตามถือขันธ์ส่วนอนาคต.

เพราะเมื่อลูบคลำว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา อาศัยความสืบต่ออันเกิดขึ้นในอดีตและอนาคต ย่อมลูบคลำว่านั่นเป็นตัวตนของเรา และย่อมลูบคลำด้วยสักกายทิฏฐิ ฉะนั้นจึงเป็นสักกายทิฏฐิ. และทิฏฐิเหล่านั้นเป็นปุพพันตาปรันตานุคคหิตา ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต.

อนึ่ง เพราะทิฏฐิ ๖๒ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน และทิฏฐิ ๖๒ ย่อมถึงการถอนด้วยการถอนสักกายทิฏฐินั่นแล ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิ ๖๒ โดยมีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน. ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ย่อมมีโดยทวารแห่งสักกายทิฏฐิ อันมีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน.

ปาฐะว่า สกฺกายทิฏฺฐิปฺปมขานิ ดังนี้ดีกว่า.

ชื่อว่า สกฺกายทิฏฺฐิปฺปมขานิ เพราะมีสักกายทิฏฐิเป็นประธานคือเป็นเบื้องต้น. สักกายทิฏฐิเหล่านั้น คืออะไร คือทิฏฐิ ๖๒.

อัตตานุทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ด้วยคำถามว่า ทิฏฐิอะไร แก้ว่า คือ สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐. ด้วยคำถามว่า ทิฏฐิเท่าไร แก้ว่า ทิฏฐิ ๖๒ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน.

อนึ่ง สักกายทิฏฐินั้นแล ท่านกล่าวว่าอัตตานุทิฏฐิโดยคำสามัญว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา. เมื่อกล่าวถึงอัตตานุทิฏฐินั้น ก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ทิฏฐิที่ปฏิสังยุตด้วยอัตตวาท.

เพื่อแสดงการจำแนกบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ โดยสัมพันธ์กับบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ท่านจึงนำพระสูตรมามีอาทิว่า เย เกจิ ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า นิฏฺฐํ คตา คือ ถึงความเชื่อ คือเชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองด้วยสามารถแห่งมรรคญาณ. ความว่า หมดความสงสัย.

ปาฐะว่า นิฏฺฐาคตา เป็นบทสมาส ความอย่างเดียวกัน.

บทว่า ทิฏฺฐิสมฺปนฺนา คือ ถึงความงามด้วยทิฏฐิ.

บทว่า อิธ นิฏฺฐา เชื่อแน่ในธรรมนี้ คือการดับด้วยกามธาตุนี้.

บทว่า อิธ วิหาย นิฏฺฐา เชื่อแน่ในภพสุทธาวาส ในธรรมนี้ คือละกามภพนี้แล้ว ปรินิพพานในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส.

บทว่า สตฺตกฺขตฺตุปรมสฺส คือ พึงถืออัตภาพเกิดในภพ ๗ ครั้ง คือ ๗ คราวเป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่า สตฺตกฺขตฺตุปรโม คือไม่ถือเอาภพที่ ๘ อื่นไปจากภพที่อุบัติถืออัตภาพนั้น. ได้แก่พระสัตตักขัตตุปรมโสดาบันนั้น.

บทว่า โกลงฺโกลสฺส ชื่อว่า โกลังโกละ เพราะไปสู่ตระกูลจากตระกูล.

ความว่า เพราะไม่เกิดในตระกูลต่ำจำเดิมแต่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ย่อมเกิดในตระกูลโภคสมบัติมากเท่านั้น. ได้แก่พระโกลังโกลโสดาบัน.

บทว่า เอกพีชิสฺส ท่านกล่าวพืชคือขันธ์. พระโสดาบันมีพืชคือขันธ์หนึ่งเท่านั้น ถืออัตภาพหนึ่งชื่อว่าเอกพีชี. ได้แก่พระเอกพีชีโสดาบัน. ชื่อของบุคคลเหล่านี้ เป็นชื่อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้. เพราะบุคคลผู้ถึงฐานะประมาณเท่านี้ ชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ ประมาณเท่านี้ชื่อโกลังโกละ ประมาณเท่านี้ชื่อว่าเอกพีชี เพราะเหตุนั้น จึงเป็นชื่อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งให้แก่บุคคลเหล่านี้.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ว่า บุคคลนี้จักถึงฐานะประมาณเท่านี้ บุคคลนี้จักถึงฐานะประมาณเท่านี้แล้วจึงทรงตั้งชื่อนั้นๆ แก่บุคคลเหล่านั้น.

จริงอยู่ พระโสดาบันมีปัญญาอ่อนเกิด ๗ ภพ จึงชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ มีปัญญาปานกลาง เกิดอีกไม่เกินภพที่ ๖ จึงชื่อว่าโกลังโกละ มีปัญญากล้าเกิดภพเดียว จึงชื่อว่าเอกพีชี. การที่พระโสดาบันเหล่านั้น มีปัญญาอ่อน ปานกลางและกล้านี้นั้น ย่อมกำหนดเพราะบุรพเหตุ. พระโสดาบันแม้ ๓ เหล่านี้ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกามภพ แต่ในรูปภพและอรูปภพย่อมถือปฏิสนธิแม้มาก.

บทว่า สกทาคามิสฺส ชื่อว่าสกทาคามี เพราะมาสู่กามภพคราวเดียว ด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิ. ได้แก่พระสกทาคามีนั้น.

บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม อรหา พระอรหันต์ในปัจจุบัน คือพระอรหันต์ในอัตภาพนี้แล.

ปาฐะว่า อรหํ ดังนี้บ้าง.

บทว่า อิธ นิฏฺฐา เชื่อในธรรมนี้ ท่านกล่าวหมายถึงผู้ท่องเที่ยวไปสู่กามภพ. ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายเกิดในรูปภพและอรูปภพ ย่อมไม่เกิดในกามภพ ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง.

บทว่า อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส ชื่อว่า อนฺตราปรินิพฺพายี เพราะจะปรินิพพานด้วยการดับกิเลสในระหว่างกึ่งอายุ.

อนึ่ง พระอนาคามีนั้นมี ๓ จำพวก คือ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างใกล้เกิด ๑ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่ง ๑ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุถึงกึ่ง ๑. ได้แก่พระอันตราปรินิพพายีอนาคามีนั้น.

บทว่า อุปหจฺจปรินิพฺพายิสฺส ได้แก่ พระอนาคามีผู้พ้นอายุกึ่ง หรือใกล้จะถึงกาลกิริยา แล้วนิพพานด้วยการดับกิเลส.

บทว่า อสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส ได้แก่ พระอนาคามีผู้ไม่ต้องทำความเพียรมากนัก แล้วปรินิพพานด้วยการดับกิเลส โดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก.

บทว่า สสงฺขารปรินิพฺพายี ได้แก่ พระอนาคามีผู้ต้องทำความเพียรมาก แล้วปรินิพพานด้วยการดับกิเลส ต้องใช้ความเพียรยากลำบาก.

บทว่า อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน ได้แก่ พระอนาคามีผู้มีกระแสเบื้องบน คือกระแสตัณหา กระแสวัฏฏะในเบื้องบน เพราะนำไปในเบื้องบน หรือมีกระแสในเบื้องบน คือกระแสมรรคในเบื้องบน เพราะไปในเบื้องบนแล้วพึงได้. ชื่อว่าอกนิฏฐคามี เพราะไปสู่อกนิฏฐา. ได้แก่พระอนาคามีอุทธังโสตอกนิฏฐคามีนั้น.

นี้ คือพระอนาคามี ๔ ประเภท.

ท่านผู้ยังพรหมโลก ๔ ตั้งแต่อวิหา ให้บริสุทธิ์แล้วไปสู่อกนิฏฐาจึงปรินิพพาน ชื่อว่าอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี.

ท่านผู้ยังพรหมโลก ๓ เบื้องต่ำให้บริสุทธิ์ แล้วตั้งอยู่ในสุทัสสีพรหมโลก จึงปรินิพพาน ชื่อว่าอุทธังโสโต ไม่ชื่อว่าอกนิฏฐคามี.

ท่านผู้ไปสู่อกนิฏฐาจากนี้แล้วปรินิพพาน ไม่ชื่อว่าอุทธังโสโต ชื่อว่าอกนิฏฐคามี.

ท่านผู้ปรินิพพานในที่นั้นๆ ในพรหมโลก ๔ เบื้องต่ำ ไม่ชื่อว่าอุทธังโสโต ไม่ชื่อว่าอกนิฏฐคามี.

พระอนาคามี ๕ เหล่านี้ ท่านกล่าวถือเอาสุทธาวาส.

ส่วนพระอนาคามีทั้งหลาย เพราะยังละรูปราคะอรูปราคะไม่ได้ ยังหวังอยู่ย่อมเกิดในรูปภพและอรูปภพที่เหลือ แต่พระอนาคามีทั้งหลายเกิดในสุทธาวาสไม่เกิดในที่อื่น.

บทว่า อเวจฺจปปสนฺนา เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น คือรู้ตรัสรู้ด้วยอริยมรรคแล้ว เลื่อมใสด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว.

บทว่า โสตาปนฺนา คือ ท่านผู้ถึงกระแสอริยมรรค.

แม้บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอริยผลทั้งปวง ท่านก็ถือเอาด้วยบทนี้.

จบอรรถกถาภววิภวทิฏฐิกถา แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่าสัทธัมมปกาสินี -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา