ธรรมนานัตตญาณนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กถํ นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํ ฯ กถํ ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณอย่างไรพระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างไร ย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ฯ
กถํ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ทส กุสลกมฺมปเถ กุสลโต ววตฺเถติ ทส อกุสลกมฺมปเถ อกุสลโต ววตฺเถติ รูปญฺจ วิปากญฺจ กิริยญฺจ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศลย่อมกำหนดอกุศลธรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายอกุศล ย่อมกำหนดรูป วิบากและกิริยาเป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
กถํ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อิธฏฺฐสฺส จตฺตาริ ฌานานิ กุสลโต ววตฺเถติ ตตฺรูปปนฺนสฺส จตฺตาริ ฌานานิ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤตพระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
กถํ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อิธฏฺฐสฺส จตสฺโส อรูปาวจรสมาปตฺติโย กุสลโต ววตฺเถติ ตตฺรูปปนฺนสฺส จตสฺโส อรูปาวจรสมาปตฺติโย อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
กถํ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ จตฺตาโร อริยมคฺเค กุสลโต ววตฺเถติ จตฺตาริ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอริยมรรค ๕ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดสามัญญผล ๔ และนิพพาน เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
นว ปามุชฺชมูลกา ธมฺมา อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ฯเปฯ รูปํ อนตฺตโต ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ ชรามรณํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ชรามรณํ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺสปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ อิเม นว ปามุชฺชมูลกา ธมฺมา ฯ
ธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระโยคาว-*จรมนสิการโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุขจิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ เมื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นทุกข์ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้นธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้ ฯ
นว โยนิโส มนสิการมูลกา ธมฺมา อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ {๑๘๓.๑} สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ รูปํ อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ชรามรณํ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ ชรามรณํ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิเม นว โยนิโส มนสิการมูลกา ธมฺมา ฯ
ธรรมมีโยนิโสมนนิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปิติ เมื่อใจมีปิติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยความสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ ... เมื่อมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นอนัตตาย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติเมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ธรรมอันมีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้น ๙ประการนี้ ฯ
นว นานตฺตา ธาตุนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ผสฺสนานตฺตํ ผสฺสนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เวทนานานตฺตํ เวทนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺญานานตฺตํ สญฺญานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สงฺกปฺปนานตฺตํ สงฺกปฺปนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทนานตฺตํ ฉนฺทนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริฬาหนานตฺตํ ปริฬาหนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริเยสนานานตฺตํ ปริเยสนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ลาภนานตฺตํ อิเม นว นานตฺตา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํ ฯ --------
ความต่าง ๙ ประการ ความต่างแห่งผัสสะอาศัยความต่างแห่งธาตุเกิดขึ้น ความต่างแห่งเวทนาอาศัยความต่างแห่งผัสสะเกิดขึ้น ความต่างแห่งสัญญาอาศัยความต่างแห่งเวทนาเกิดขึ้น ความต่างแห่งความดำริอาศัยความต่างแห่งสัญญาเกิดขึ้น ความต่างแห่งฉันทะอาศัยความต่างแห่งความดำริเกิดขึ้น ความต่างแห่งความเร่าร้อน อาศัยความต่างแห่งฉันทะเกิดขึ้น ความต่างแห่งการแสวงหาอาศัยความต่างแห่งความเร่าร้อนเกิดขึ้น ความต่างแห่งการได้ (รูปเป็นต้น) อาศัยความต่างแห่งการแสวงหาเกิดขึ้น ความต่าง ๙ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ ประการ เป็นธรรมนานัตตญาณ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๙. ธัมมนานัตตญาณนิทเทส ๑๙. ธัมมนานัตตญาณนิทเทส แสดงธัมมนานัตตญาณ
ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ ชื่อว่าธัมมนานัตตญาณ เป็นอย่างไร พระโยคาวจรกำหนดธรรมทั้งหลาย อย่างไร คือ พระโยคาวจรกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต กำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต กำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต กำหนดอปริยาปันนธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร คือ พระโยคาวจรกำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศล กำหนดอกุศล- กรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายอกุศล กำหนดรูป วิบาก และกิริยาเป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอย่างนี้ พระโยคาวจรกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร คือ พระโยคาวจรกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศลกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกเป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรกำหนดรูปาวจรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอย่างนี้ พระโยคาวจรกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร คือ พระโยคาวจรกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล กำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกนั้น เป็น@เชิงอรรถ : @ กุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่ กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และมโนสุจริต ๓ (ขุ.ป.อ. ๑/๗๓/๓๑๗)@ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ และมโนทุจริต ๓ (ขุ.ป.อ. ๑/๗๓/๓๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๒๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๙. ธัมมนานัตตญาณนิทเทส ฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอย่างนี้ พระโยคาวจรกำหนดอปริยาปันนธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร คือ พระโยคาวจรกำหนดอริยมรรค ๔ เป็นฝ่ายกุศล กำหนดอปริยาปันน- ธรรมเป็นฝ่ายกุศล กำหนดสามัญญผลและนิพพานเป็นฝ่ายอัพยากฤตอย่างนี้ พระโยคาวจรกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างนี้ ธรรม ๙ ประการ มีปราโมทย์เป็นมูล เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดย ความไม่เที่ยง ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายเมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการรูปโดยความไม่เที่ยง ปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณฯลฯ จักขุ ฯลฯ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความไม่เที่ยง ปราโมทย์ย่อมเกิดฯลฯ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นทุกข์ ปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นอนัตตา ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข เมื่อมีความสุขจิตย่อมเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น นี้คือธรรม ๙ ประการ มีปราโมทย์เป็นมูล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๙. ธัมมนานัตตญาณนิทเทส
ธรรม ๙ ประการ มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล เมื่อพระโยคาวจรมนสิการ โดยอุบายแยบคายโดยความไม่เที่ยง ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิดเมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ ผู้มีจิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกขสมุทัย” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกขนิโรธ” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติกายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ ผู้มีจิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า“นี้ทุกขสมุทัย” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกขนิโรธ” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า“นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” เมื่อมนสิการโดยอุบายแยบคายโดยความเป็นอนัตตาปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการรูปโดยอุบายแยบคายโดยความไม่เที่ยง ปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณฯลฯ จักขุ ฯลฯ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายแยบคายโดยความไม่เที่ยงปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ปราโมทย์ย่อมเกิด ฯลฯ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติกายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ ผู้มีจิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า“นี้ทุกขสมุทัย” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกขนิโรธ” รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า“นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” นี้คือธรรม ๙ ประการ มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ความต่าง ๙ ประการ คือ ผัสสะต่างๆ อาศัยธาตุต่างๆ เกิดขึ้น เวทนาต่างๆ อาศัยผัสสะต่างๆ เกิดขึ้น สัญญาต่างๆ อาศัยเวทนาต่างๆ เกิดขึ้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๒๐-๒๔. ญาณปัญจกนิทเทส ความดำริต่างๆ อาศัยสัญญาต่างๆ เกิดขึ้น ฉันทะต่างๆ อาศัยความดำริต่างๆเกิดขึ้น ความเร่าร้อนต่างๆ อาศัยฉันทะต่างๆ เกิดขึ้น การแสวงหาต่างๆ อาศัยความเร่าร้อนต่างๆ เกิดขึ้น ลาภต่างๆ อาศัยการแสวงหาต่างๆ เกิดขึ้น นี้คือความต่าง ๙ ประการ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ ประการ ชื่อว่าธัมมนานัตตญาณ ธัมมนานัตตญาณนิทเทสที่ ๑๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธรรมนานัตตญาณนิทเทส
[๑๗๗-๑๗๘] พึงทราบวินิจฉัยในธรรมนานัตตญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า กมฺมปเถ ชื่อว่ากรรมบถ เพราะอรรถว่ากรรมเหล่านั้นเป็นทางเพื่อไปสู่อบาย. ซึ่งกรรมบถเหล่านั้น.
กุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่ กายสุจริต ๓ คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักทรัพย์ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑. วจีสุจริต ๔ คือ เว้นจากพูดปด ๑ เว้นจากพูดส่อเสียด ๑ เว้นจากพูดคำหยาบ ๑ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๑, มโนสุจริต ๓ คือ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ ๑ ไม่พยาบาท ๑ เห็นชอบ ๑.
อกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่ กายทุจริต ๓ คือ ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑. วจีทุจริต ๔ คือ พูดปด ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑. มโนทุจริต ๓ คือ เพ่งเล็งอยากได้ ๑ พยาบาท ๑ เห็นผิด ๑.
อนึ่ง แม้ทั้งกุศลและอกุศลท่านก็กล่าวว่ากรรมบถ เพราะให้เกิดปฏิสนธิ. เหลือจากที่กล่าวแล้วท่านไม่กล่าวว่ากรรมบถ เพราะไม่มีส่วนในการให้เกิดปฏิสนธิ.
พึงทราบว่า แม้กุศลและอกุศลที่เหลือ ท่านก็ถือเอาด้วยความมุ่งหมายถึงกุศลและอกุศลอย่างหยาบ.
บทว่า รูปํ ได้แก่ รูป ๒๘ โดยประเภทเป็นภูตรูปและอุปาทายรูป.
บทว่า วิปากํ ได้แก่ วิบาก ๒๓ ด้วยอำนาจแห่งกามาวจรกุศลวิบาก ๑๖. อกุศลวิบาก ๗.
บทว่า กิริยํ ได้แก่ กามาวจรกิริยา ๑๑ ด้วยสามารถแห่งปริตตกิริยา ๓. มหากิริยา ๘. ชื่อว่ากิริยาเพราะเป็นเพียงกิริยาโดยไม่มีวิบาก.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านกล่าวกามาวจรด้วยอำนาจแห่งรูปเป็นอัพยากฤต วิบากเป็นอัพยกฤต กิริยาเป็นอัพยากฤต.
[๑๗๙-๑๘๐] บทว่า อิธฏฺฐสฺส ได้แก่ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้. โดยมากท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งมนุษยโลก เพราะมีฌานภาวนาในมนุษยโลก.
อนึ่ง แม้ในเทวโลกบางแห่งบางครั้งก็ได้ฌาน. แม้ในพรหมโลกรูปพรหมทั้งหลายก็ยังได้ ด้วยสามารถของผู้เกิดในพรหมโลกนั้น ผู้เกิดในเบื้องล่าง และผู้เกิดในเบื้องบน. แต่ในชั้นสุทธาวาสและในอรูปาวจร ไม่มีผู้เกิดในเบื้องล่าง. ในรูปาวจร อรูปาวจรผู้ไม่เจริญฌาน เกิดในเบื้องล่าง ย่อมเกิดในกามาวจรสุคติเท่านั้น ไม่เกิดในทุคติ.
บทว่า ตตฺรูปปนฺนสฺส - ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกนั้น ได้แก่ วิบากฌาน ๔ เป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิภวังค์และจุติของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกด้วยอำนาจของวิบาก.
ท่านมิได้กล่าวถึงกิริยาอันเป็นอัพยากฤต ในฌานสมาบัติอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร. ถึงแม้ท่านมิได้กล่าวไว้ก็จริง พึงทราบว่า เมื่อท่านกล่าวถึงกุศล ก็เป็นอันกล่าวถึงกิริยาเป็นอัพยากฤตไว้ด้วย เพราะเป็นไปเสมอกันด้วยกุศลโดยแท้.
พึงทราบในข้อนี้เหมือนอย่างในปัฏฐาน ท่านสงเคราะห์กิริยาชวนะด้วยศัพท์กุศลชวนะว่า เมื่อกุศลอกุศลดับ วิบากย่อมเกิดขึ้นเพราะกุศลอกุศลนั้นเป็นอารมณ์.
[๑๘๑] บทว่า สามญฺญผลานิ ได้แก่ สามัญผล ๔.
ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงโลกุตรวิบากเป็นอัพยากฤต.
บทว่า นิพฺพานํ ได้แก่ นิพพานเป็นอัพยากฤต.
[๑๘๒] บทว่า ปามุชฺชมูลกา คือ มีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น. เพราะประกอบด้วยความปราโมทย์.
ในบทว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ นี้มีความว่า เมื่อทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมเกิดปราโมทย์. เมื่อทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ย่อมไม่เกิดปราโมทย์.
จริงอยู่ เมื่อทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย กุศลจะไม่เกิด. ไม่ต้องพูดถึงวิปัสสนาละ.
หากถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวไว้โดยสรุป.
ตอบว่า เพื่อแสดงความที่ปราโมทย์มีกำลังมาก. เพราะเมื่อไม่มีปราโมทย์ ความไม่ยินดีความกระสันก็จะเกิดขึ้นในเสนาสนะอันสงัด และในธรรมอันเป็นอธิกุศล. เมื่อมีอย่างนี้ย่อมก้าวถึงภาวนาทีเดียว.
อนึ่ง เมื่อมีปราโมทย์ ภาวนาย่อมถึงความเต็มเปี่ยมเพราะไม่มีความไม่ยินดี. เพื่อแสดงถึงความที่ภาวนามีอุปการะโดยความเป็นเบื้องต้นของการทำไว้ในใจโดยแยบคาย จักกล่าวถึงหมวด ๙ ข้างหน้า.
ความปราโมทย์ เพราะเป็นปัจจัยแห่งวิปัสสนาย่อมเกิดแก่ผู้เจริญวิปัสสนา
โดยบาลีว่า
ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ. เมื่อใดย่อมพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อม ของขันธ์ทั้งหลาย เมื่อนั้นย่อมได้ปีติและปราโมทย์ นั่นเป็นอมตะของผู้รู้แจ้งทั้งหลาย. ____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕
แต่ในที่นี้พึงถือเอาความปราโมทย์ เพราะการพิจารณากลาปะเป็นปัจจัย.
ความเป็นผู้ถึงความปราโมทย์ ชื่อว่า ปามุชฺชํ คือ ปีติมีกำลังอ่อน.
พึงเห็นว่า ป อักษร ลงในอรรถแห่งอาทิกรรม.
บทว่า ปมุทิตสฺส - ถึงความปราโมทย์ ได้แก่ ถึงความปราโมทย์ คือยินดีด้วยความปราโมทย์นั้น.
ปาฐะว่า ปโมทิตสฺส บ้าง. ความอย่างเดียวกัน.
บทว่า ปีติ ได้แก่ ปีติมีกำลัง.
บทว่า ปีติมนสฺส ใจมีปีติ คือใจประกอบด้วยปีติ.
พึงเห็นว่า ลบ ยุตฺต ศัพท์เสีย เหมือนบทว่า อสฺสรโถ รถเทียมด้วยม้า.
บทว่า กาโย ได้แก่ นามกาย หรือกับรูปกาย.
บทว่า ปสฺสมภติ ย่อมสงบ คือเป็นผู้สงบความกระวนกระวาย.
บทว่า ปสฺสทฺธกาโย - กายสงบ คือ กายสบายเพราะประกอบด้วยความสงบทั้งสอง.
บทว่า สุขํ เวเทติ - ย่อมได้เสวยสุข คือ ย่อมได้เสวยเจตสิกสุข หรือกับด้วยกายิกสุข.
บทว่า สุขิโน - ของผู้มีความสุข คือพร้อมพรั่งด้วยความสุข.
บทว่า จิตฺตํ สมาธิยติ - จิตย่อมตั้งมั่น คือจิตย่อมตั้งมั่นเสมอ. จิตมีอารมณ์เดียว.
บทว่า สมาหิเต จิตฺเต - เมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสัตตมีวิภัตติลงในภาวลักษณะโดยเป็นภาวะ. ย่อมกำหนดรู้ตามความเป็นจริงโดยความตั้งมั่นแห่งจิต.
บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ - ย่อมรู้ตามความเป็นจริง คือ รู้สังขารตามความเป็นจริงด้วยสามารถแห่งอุทยัพพยญาณเป็นต้น.
บทว่า ปสฺสติ - ย่อมเห็น คือ เห็นด้วยปัญญาจักษุกระทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นดุจเห็นด้วยตา.
บทว่า นิพฺพินฺทติ - ย่อมเบื่อหน่าย คือเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ ๙ อย่าง
บทว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ - เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด คือ เมื่อยังวิปัสสนาให้ถึงชั้นยอด เป็นอันคลายกำหนัดจากสังขารโดยประกอบด้วยมรรคญาณ.
บทว่า วิราคา วิมุจฺจติ - เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น คือ จิตย่อมหลุดพ้นด้วยน้อมไปในนิพพานด้วยผลวิมุตติ เพราะมรรคเป็นเหตุอันได้แก่วิราคะ.
แต่ในบางคัมภีร์ในวาระนี้ ท่านเขียนนัยแห่งสัจจะไว้มีอาทิว่า รู้ตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ ด้วยจิตตั้งมั่น.
อนึ่ง ในบางคัมภีร์ ท่านเขียนนัยแห่งสัจจะนั้นโดยนัยมีอาทิว่า ย่อมทำไว้ในใจโดยแยบคายว่านี้ทุกข์.
แม้ใน ๒ วาระนั้นก็ต่างกันโดยพยัญชนะเท่านั้น โดยอรรถไม่ต่างกัน เพราะบทว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ - เมื่อมรรคญาณสำเร็จ เพราะกล่าวถึงมรรคญาณ เป็นอันสำเร็จกิจเพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ด้วย. เพราะฉะนั้น แม้วาระที่ท่านกล่าวโดยนัยแห่งสัจจะ ๔ ก็มิได้ต่างกันโดยอรรถด้วยวาระนี้.
[๑๘๓] บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะให้อารมณ์ต่างกัน เพราะกล่าวถึงอารมณ์ไม่ต่างกันด้วยบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต จึงกล่าวบทมีอาทิว่า รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรติ ย่อมมนสิการรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง.
บทว่า โยนิโสมนสิการมูลกา คือ ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้นเป็นหลัก. เพราะปราโมทย์เป็นต้น ละโยนิโสมนสิการเสียแล้วก็ไม่ครบ ๙.
บทว่า สมาหิเตน จิตฺเตน - ด้วยจิตตั้งมั่น คือด้วยจิตเป็นเหตุ.
บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ - ย่อมรู้ตามความเป็นจริง คือรู้ด้วยปัญญา.
ท่านสงเคราะห์แม้การรู้ตามสัจจะอันเป็นส่วนเบื้องต้นด้วยการฟังตาม ในเมื่อกล่าวว่า ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่านี้ทุกข์.
บทว่า โยนิโสมนสิกาโร ได้แก่ มนสิการโดยอุบาย.
[๑๘๔] ธาตุนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ผสฺสนานตฺตํ ความต่างแห่งผัสสะอาศัยความต่างแห่งธาตุเกิดขึ้น. ความว่า ความต่างแห่งจักขุสัมผัสเป็นต้น อาศัยความต่างจักขุธาตุเป็นต้นเกิดขึ้น.
บทว่า ผสฺสนานตฺตํ ปฏิจฺจ - อาศัยความต่างแห่งผัสสะ คือ อาศัยความต่างแห่งจักขุสัมผัสเป็นต้น.
บทว่า เวทนานานตฺตํ - ความต่างแห่งเวทนา คือ ความต่างแห่งจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น.
บทว่า สญฺญานานตฺตํ - ความต่างแห่งสัญญา คือ ความต่างแห่งกามสัญญาเป็นต้น.
บทว่า สงฺกปฺปนานตฺตํ - ความต่างแห่งความดำริ คือ ความต่างแห่งความดำริถึงกามเป็นต้น.
บทว่า ฉนฺทนานตฺตํ - ความต่างแห่งฉันทะ คือ ความต่างแห่งฉันทะย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ฉันทะในรูป ฉันทะในเสียง เพราะความต่างแห่งความดำริ.
บทว่า ปริฬาหนานตฺตํ - ความต่างแห่งความเร่าร้อน คือ ความต่างแห่งความเร่าร้อน ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ความเร่าร้อนในรูป ความเร่าร้อนในเสียง เพราะความต่างแห่งฉันทะ.
บทว่า ปริเยสนานตฺตํ - ความต่างแห่งการแสวงหา คือ ความต่างแห่งการแสวงหารูปเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะความต่างแห่งความเร่าร้อน.
บทว่า ลาภนานตฺตํ - ความต่างแห่งการได้ คือ ความต่างแห่งการได้รูปเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะความต่างแห่งการแสวงหา.
จบอรรถกถาธรรมนานัตตญาณนิทเทส -----------------------------------------------------