อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๒๑

๙. พลกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๒๑–๖๓๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 12 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 12 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 3 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ยุคนทฺธวคฺเค พลกถา สาวตฺถีนิทานํ ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค พลกถา

ข้อ ๖๒๑

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว พลานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธาพลํ วิริยพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจ พลานิ ฯ {๖๒๑.๑} อปิ จ อฏฺฐสฏฺฐี พลานิ สทฺธาพลํ วิริยพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ หิริพลํ โอตฺตปฺปพลํ ปฏิสงฺขานพลํ ภาวนาพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคาหพลํ ขนฺติพลํ ปญฺญตฺติพลํ นิชฺฌตฺติพลํ อิสฺสริยพลํ อธิฏฺฐานพลํ สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ทส ขีณาสวพลานิ ทส อิทฺธิพลานิ ทส ตถาคตพลานิ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือสัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูกรภิกษุทั้งหลายพละ ๕ ประการนี้แล ฯ อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละสมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละอนวัชชพละ สังคาหพละ ขันติพละ ปัญญัตติพละ นิชฌัตติพละ อิสริยพละอธิษฐานพละ สมถพละ วิปัสสนาพละ เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ ขีณา-*สวพละ ๑๐ อิทธิพละ ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐ ฯ

ข้อ ๖๒๒

กตมํ สทฺธาพลํ ฯ อสฺสทฺธิเย น กมฺปตีติ สทฺธาพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สทฺธาพลํ กิเลสานํ ปริยาทานฏฺเฐน สทฺธาพลํ ปฏิเวธาทิวิโสธนฏฺเฐน สทฺธาพลํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺเฐน สทฺธาพลํ จิตฺตสฺส โวทานฏฺเฐน สทฺธาพลํ วิเสสาธิคมฏฺเฐน สทฺธาพลํ อุตฺตริปฏิเวธฏฺเฐน สทฺธาพลํ สจฺจาภิสมยฏฺเฐน สทฺธาพลํ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สทฺธาพลํ อิทํ สทฺธาพลํ ฯ {๖๒๒.๑} กตมํ วิริยพลํ ฯ โกสชฺเช น กมฺปตีติ วิริยพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน วิริยพลํ กิเลสานํ ปริยาทานฏฺเฐน วิริยพลํ ปฏิเวธาทิวิโสธนฏฺเฐน วิริยพลํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺเฐน วิริยพลํ จิตฺตสฺส โวทานฏฺเฐน วิริยพลํ วิเสสาธิคมฏฺเฐน วิริยพลํ อุตฺตริปฏิเวธฏฺเฐน วิริยพลํ สจฺจาภิสมยฏฺเฐน วิริยพลํ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน วิริยพลํ อิทํ วิริยพลํ ฯ {๖๒๒.๒} กตมํ สติพลํ ฯ ปมาเท น กมฺปตีติ สติพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สติพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สติพลํ อิทํ สติพลํ ฯ {๖๒๒.๓} กตมํ สมาธิพลํ ฯ อุทฺธจฺเจ น กมฺปตีติ สมาธิพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สมาธิพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สมาธิพลํ อิทํ สมาธิพลํ ฯ {๖๒๒.๔} กตมํ ปญฺญาพลํ ฯ อวิชฺชาย น กมฺปตีติ ปญฺญาพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน ปญฺญาพลํ อิทํ ปญฺญาพลํ ฯ

สัทธาพละเป็นไฉน ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่ หวั่นไหวไปในความไม่ศรัทธา เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม เพราะความว่าครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพราะความว่าเป็นความสะอาดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธเพราะความว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต เพราะความว่าเป็นที่ผ่องแผ้วแห่งจิต เพราะความว่าเป็นเครื่องบรรลุคุณวิเศษ เพราะความว่าแทงตลอดธรรมที่ยิ่ง เพราะความว่าตรัสรู้สัจจะ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสัทธาพละ ฯ วิริยพละเป็นไฉน ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นวิริยพละ ฯ สติพละเป็นไฉน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสติพละ ฯ สมาธิพละเป็นไฉน ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสมาธิพละ ฯ ปัญญาพละเป็นไฉน ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นปัญญาพละ ฯ

ข้อ ๖๒๓

กตมํ หิริพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ หิริยตีติ หิริพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ หิริยตีติ หิริพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ หิริยตีติ หิริพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ หิริยตีติ หิริพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ หิริยตีติ หิริพลํ ญาเณน อวิชฺชํ หิริยตีติ หิริพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ หิริยตีติ หิริพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ หิริยตีติ หิริพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส หิริยตีติ หิริพลํ อิทํ หิริพลํ ฯ {๖๒๓.๑} กตมํ โอตฺตปฺปพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ญาเณน อวิชฺชํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อิทํ โอตฺตปฺปพลํ ฯ {๖๒๓.๒} กตมํ ปฏิสงฺขานพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ญาเณน อวิชฺชํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อิทํ ปฏิสงฺขานพลํ ฯ

หิริพละเป็นไฉน ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายกาม- *ฉันทะด้วยเนกขัมมะ ละอายพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ละอายถีนมิทธะด้วยโลกสัญญา ละอายอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ละอายวิจิกิจฉาด้วยธรรมววัตถานละอายอวิชชาด้วยญาณ ละอายอรติด้วยความปราโมทย์ ละอายนิวรณ์ด้วยปฐมฌานฯลฯ ละอายสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นหิริพละ ฯ โอตตัปปพละเป็นไฉน ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ เกรงกลัวสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นโอตตัปปพละ ฯ ปฏิสังขานพละเป็นไฉน ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ พิจารณาสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นปฏิสังขานพละ ฯ

ข้อ ๖๒๔

กตมํ ภาวนาพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ฯ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต อวิกฺเขปํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ วิจิกิจฺฉํ ปชหนฺโต ธมฺมววตฺถานํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อวิชฺชํ ปชหนฺโต ญาณํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อรตึ ปชหนฺโต ปาโมชฺชํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ นีวรเณ ปชหนฺโต ปฐมชฺฌานํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อิทํ ภาวนาพลํ ฯ {๖๒๔.๑} กตมํ อนวชฺชพลํ ฯ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺเม นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาเท นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญาย นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขเป นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถาเน นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาเณ นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺเช นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌาเน นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺเค นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อิทํ อนวชฺชพลํ ฯ {๖๒๔.๒} กตมํ สงฺคาหพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ อิทํ สงฺคาหพลํ ฯ

ภาวนาพละเป็นไฉน ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า พระ โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมเจริญเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมเจริญความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเจริญอรหัตมรรค นี้เป็นภาวนาพละ ฯ อนวัชชพละเป็นไฉน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ในความไม่พยาบาทไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ ในอรหัตมรรคไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นอนวัชชพละ ฯ สังคาหพละเป็นไฉน ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นสังคาหพละ ฯ

ข้อ ๖๒๕

กตมํ ขนฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺมํ ขมตีติ ขนฺติพลํ ฯ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาโท ขมตีติ ขนฺติพลํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญา ขมตีติ ขนฺติพลํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขโป ขมตีติ ขนฺติพลํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถานํ ขมตีติ ขนฺติพลํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาณํ ขมตีติ ขนฺติพลํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺชํ ขมตีติ ขนฺติพลํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌานํ ขมตีติ ขนฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺโค ขมตีติ ขนฺติพลํ อิทํ ขนฺติพลํ ฯ {๖๒๕.๑} กตมํ ปญฺญตฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ อิทํ ปญฺญตฺติพลํ ฯ {๖๒๕.๒} กตมํ นิชฺฌตฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ อิทํ นิชฺฌตฺติพลํ ฯ {๖๒๕.๓} กตมํ อิสฺสริยพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ อิทํ อิสฺสริยพลํ ฯ {๖๒๕.๔} กตมํ อธิฏฺฐานพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ อิทํ อธิฏฺฐานพลํ ฯ

ขันติพละเป็นไฉน ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะ ย่อมอดทนเพราะละกามฉันทะได้แล้ว ความไม่พยาบาทย่อมอดทนเพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ อรหัตมรรคย่อมอดทนเพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นขันติพละ ฯ ปัญญัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นปัญญัตติพละ ฯ นิชฌัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นนิชฌัตติพละ ฯ อิสริยพละเป็นไฉน ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถเนกขัมมะเมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถความไม่พยาบาทฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถอรหัตมรรคนี้เป็นอิสริยพละ ฯ อธิษฐานพละเป็นไฉน ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอธิษฐานพละ ฯ

ข้อ ๖๒๖

กตมํ สมถพลํ ฯ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯ {๖๒๖.๑} สมถพลนฺติ เกนตฺเถน สมถพลํ ฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ น กมฺปตีติ สมถพลํ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร น กมฺปตีติ สมถพลํ ตติยชฺฌาเนน ปีติยา น กมฺปตีติ สมถพลํ จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺเข น กมฺปตีติ สมถพลํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตน- สญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อุทฺธจฺเจ จ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ สมถพลํ อิทํ สมถพลํ ฯ

สมถพละเป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถเนกขัมมะ เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถอาโลกสัญญาเป็นสมถพละ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมถพละความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละ ฯ ชื่อว่าสมถพละ ในคำว่า สมถพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิวรณ์ด้วยปฐมฌานเพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน เพราะอรรถว่าจิตไม่หวั่นไหวไปในปีติด้วยตติยฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในรูปสัญญา ปฏิฆสัญญานานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่าจิตไม่หวั่นไหวไปในอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอุทธัจจะ ในกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ นี้เป็นสมถพละ ฯ

ข้อ ๖๒๗

กตมํ วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ชรามรเณ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯ {๖๒๗.๑} วิปสฺสนาพลนฺติ เกนตฺเถน วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทิยา น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ วิราคานุปสฺสนาย ราเค น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิโรธานุปสฺสนาย สมุทเย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทาเน น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อวิชฺชาย จ อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ วิปสฺสนาพลํ อิทํ วิปสฺสนาพลํ ฯ

วิปัสสนาพละเป็นไฉน อนิจจานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ทุกขานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ฯ ชื่อว่า วิปัสสนาพละ ในคำว่า วิปสฺสนาพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุขสัญญา ด้วยทุกขา-*นุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทา-*นุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอวิชชา ในกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และในขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ ฯ

ข้อ ๖๒๘

กตมานิ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ฯ สมฺมาทิฏฺฐึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ สมฺมาสงฺกปฺปํ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ สมฺมาวาจํ ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺตํ สมฺมาอาชีวํ สมฺมาวายามํ สมฺมาสตึ สมฺมาสมาธึ สมฺมาญาณํ ฯเปฯ สมฺมาวิมุตฺตึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ อิมานิ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ฯ

เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ เป็นไฉน ชื่อว่า เสกขพละเพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฐิ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฐินั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมา-*สังกัปปะ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาสังกัปปะนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาวาจา ฯลฯ สัมมา-*กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ ฯลฯ สัมมาวิมุติ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาวาจา สัมมา-*กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณสัมมาวิมุติ นั้นเสร็จแล้ว เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ นี้ ฯ

ข้อ ๖๒๙

กตมานิ ทส ขีณาสวพลานิ ฯ อิธ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๑} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๒} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๓} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๔} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ฯเปฯ จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ปญฺจ พลานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ อิมานิ ทส ขีณาสวสฺส พลานิ ฯ

ขีณาสวพละ ๑๐ เป็นไฉน ภิกษุขีณาสพในศาสนานี้ เป็นผู้ เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไปเอนไปในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ ตั้งอยู่ในวิเวก สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ โดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะสิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้วแม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของพระขีณาสพ ซึ่งพระขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรค มีองค์ ๘เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เจริญดีแล้วนี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่าอาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว นี้เป็นกำลังของพระขีณาสพ ๑๐ ฯ

ข้อ ๖๓๐

กตมานิ ทส อิทฺธิพลานิ อธิฏฺฐานา อิทฺธิ วิกุพฺพนา อิทฺธิ มโนมยา อิทฺธิ ญาณวิปฺผารา อิทฺธิ สมาธิวิปฺผารา อิทฺธิ อริยา อิทฺธิ กมฺมวิปากชา อิทฺธิ ปุญฺญวโต อิทฺธิ วิชฺชามยา อิทฺธิ ตตฺถ ตตฺถ สมฺมาปโยคปฺปจฺจยา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิ อิมานิ ทส อิทฺธิพลานิ ฯ

อิทธิพละ ๑๐ เป็นไฉน ฤทธิ์เพราะการอธิษฐาน ๑ ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ๑ ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑ ฤทธิ์ที่เกิดแต่ผลกรรม ๑ ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จมาแต่วิชชา ๑ ชื่อว่าฤทธิ์ ด้วยความว่าสำเร็จเพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆ อิทธิพละ ๑๐ นี้ ฯ

ข้อ ๖๓๑

กตมานิ ทส ตถาคตพลานิ อิธ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๖๓๑.๑} ปุน จปรํ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโต เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๖๓๑.๒} ปุน จปรํ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินีปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินีปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๖๓๑.๓} ปุน จปรํ ตถาคโต อเนกธาตุนานาธาตุโลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกธาตุนานาธาตุโลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๔} ปุน จปรํ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๕} ปุน จปรํ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริย- ปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๖} ปุน จปรํ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๗} ปุน จปรํ ตถาคโต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๘} ปุน จปรํ ตถาคโต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน ยมฺปิ ตถาคโต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน ฯเปฯ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๙} ปุน จปรํ ตถาคโต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ยมฺปิ ตถาคโต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ อิมานิ ทส ตถาคตพลานิ ฯ

ตถาคตพละ ๑๐ เป็นไฉน พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงทราบ ซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ ตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกธาตุต่างๆ โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบโลกธาตุต่างๆ โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นและบุคคลอื่น ตามความเป็นจริงนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงแม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌานวิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมากคือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการดังนี้ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยทรงปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ตถาคตพละ ๑๐ นี้ ฯ

ข้อ ๖๓๒

เกนตฺเถน สทฺธาพลํ เกนตฺเถน วิริยพลํ เกนตฺเถน สติพลํ เกนตฺเถน สมาธิพลํ เกนตฺเถน ปญฺญาพลํ เกนตฺเถน หิริพลํ เกนตฺเถน โอตฺตปฺปพลํ เกนตฺเถน ปฏิสงฺขานพลํ เกนตฺเถน ตถาคตพลํ ฯ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ หิริยติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ หิริพลํ โอตฺตปฺปติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ โอตฺตปฺปพลํ ญาเณน กิเลเส ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา เอกรสา โหนฺตีติ ภาวนาพลํ ตตฺถ นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ เตน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ตํ ตสฺส ขมตีติ ขนฺติพลํ เตน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ เตน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ เตน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ เตน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ เตน จิตฺตํ เอกคฺคตนฺติ สมถพลํ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ วิปสฺสนาพลํ ตตฺถ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ เตน อาสวา ขีณาติ ขีณาสวพลํ ตํ ตสฺส อิชฺฌตีติ อิทฺธิพลํ อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ตถาคตพลนฺติ ฯ พลกถา ฯ -------

ชื่อว่าสัทธาพละ ชื่อว่าวิริยพละ ชื่อว่าสติพละ ชื่อว่า สมาธิพละ ชื่อว่าปัญญาพละ ชื่อว่าหิริพละ ชื่อว่าโอตตัปปพละ ชื่อว่าปฏิ-*สังขานพละ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่าปฏิสังขานพละเพราะอรรถว่า พิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าอนวัชชพละเพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษน้อยหนึ่ง ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมสะกดจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมให้จิตเป็นไปตามอำนาจด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยเนกขมมะเป็นต้น ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตมีอารมณ์เดียวด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ชื่อว่าเสกขพละ เพราะอรรถว่า พระเสขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะความที่พระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอรรถว่า อาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะอรรถว่า ฤทธิ์ย่อมสำเร็จเพราะการอธิษฐานเป็นต้น เพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้แล ฯ จบพลกถา -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา ๙. พลกถา ว่าด้วยพละ

ข้อ ๔๔

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้ พละ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัทธาพละ (พละคือศรัทธา) ๒. วิริยพละ (พละคือวิริยะ) ๓. สติพละ (พละคือสติ) ๔. สมาธิพละ (พละคือสมาธิ) ๕. ปัญญาพละ (พละคือปัญญา) อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละ อนวัชชพละสังคหพละ ขันติพละ ปัญญัตติพละ นิชฌัตติพละ อิสสริยพละ อธิษฐานพละ สมถพละ วิปัสสนาพละ เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ ขีณาสวพละ ๑๐ อิทธิพละ ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐ สัทธาพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละเพราะอุปถัมภ์สหชาตธรรม ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะครอบงำกิเลสทั้งหลายชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะเป็นความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะตั้งมั่นแห่งจิต ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะเป็นความผ่องแผ้วแห่งจิต ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะเป็นเครื่องบรรลุธรรมวิเศษชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะรู้แจ้งธรรมที่ยิ่ง ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะตรัสรู้สัจจะ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะให้การกบุคคล (บุคคลผู้กระทำ) ตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสัทธาพละ (๑) วิริยพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าวิริยพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละเพราะมีสภาวะอุปถัมภ์สหชาตธรรม ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะครอบงำกิเลส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา ทั้งหลาย ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะเป็นความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะตั้งมั่นแห่งจิต ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะเป็นความผ่องแผ้วแห่งจิต ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะเป็นเครื่องบรรลุธรรมวิเศษชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะรู้แจ้งธรรมที่ยิ่ง ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะตรัสรู้สัจจะ ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นวิริยพละ (๒) สติพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าสติพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ เพราะมีสภาวะอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ ชื่อว่าสติพละ เพราะมีสภาวะให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสติพละ (๓) สมาธิพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าสมาธิพละเพราะมีสภาวะอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะมีสภาวะให้การก-บุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสมาธิพละ (๔) ปัญญาพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะมีสภาวะอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะมีสภาวะให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นปัญญาพละ (๕) หิริพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายพยาบาทด้วยอพยาบาท ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายอุทธัจจะด้วยอวิกเขปะ ชื่อว่าหิริพละเพราะละอายวิจิกิจฉาด้วยธัมมววัตถาน ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายอวิชชาด้วยญาณ ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายอรติด้วยปามุชชะ ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค นี้เป็นหิริพละ (๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา โอตตัปปพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวพยาบาทด้วยอพยาบาท ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวอุทธัจจะด้วยอวิกเขปะ ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัววิจิกิจฉาด้วยธัมมววัตถาน ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวอวิชชาด้วยญาณ ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวอรติด้วยปามุชชะ ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค นี้เป็นโอตตัปปพละ (๗) ปฏิสังขานพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณากามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณาพยาบาทด้วยอพยาบาท ชื่อว่าปฏิสังขานพละเพราะพิจารณาถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณาอุทธัจจะด้วยอวิกเขปะ ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณาวิจิกิจฉาด้วยธัมม-ววัตถาน ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณาอวิชชาด้วยญาณ ชื่อว่าปฏิสังขาน-พละเพราะพิจารณาอรติด้วยปามุชชะ ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณานิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณากิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค นี้เป็นปฏิสังขานพละ (๘) ภาวนาพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมเจริญ เนกขัมมะ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละพยาบาทย่อมเจริญอพยาบาท ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละถีนมิทธะย่อมเจริญอาโลกสัญญา ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละอุทธัจจะย่อมเจริญอวิกเขปะ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละวิจิกิจฉาย่อมเจริญธัมมววัตถาน ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละอวิชชาย่อมเจริญญาณชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละอรติย่อมเจริญปามุชชะ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละนิวรณ์ย่อมเจริญปฐมฌาน ฯลฯ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกิเลสทั้งปวงย่อมเจริญอรหัตตมรรคนี้เป็นภาวนาพละ (๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา อนวัชชพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในเนกขัมมะไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในอพยาบาทไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้ว ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในอาโลกสัญญาไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่งเพราะละถีนมิทธะได้แล้ว ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในอวิกเขปะไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่งเพราะละอุทธัจจะได้แล้ว ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในธัมมววัตถานไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่ง เพราะละวิจิกิจฉาได้แล้ว ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในญาณไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่งเพราะละอวิชชาได้แล้ว ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในปามุชชะไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่งเพราะละอรติได้แล้ว ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในปฐมฌานไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่งเพราะละนิวรณ์ได้แล้ว ฯลฯ ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในอรหัตตมรรคไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่ง เพราะละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว นี้เป็นอนวัชชพละ (๑๐) สังคหพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าสังคหพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมรวมจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ ชื่อว่าสังคหพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละพยาบาท ย่อมรวมจิตไว้ด้วยอำนาจอพยาบาท ชื่อว่าสังคหพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละถีนมิทธะ ย่อมรวมจิตไว้ด้วยอำนาจอาโลกสัญญา ฯลฯ ชื่อว่าสังคหพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมรวมจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตตมรรค นี้เป็นสังคหพละ (๑๑) ขันติพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าขันติพละ เพราะเนกขัมมะย่อมอดทน เพราะละกามฉันทะได้แล้วชื่อว่าขันติพละ เพราะอพยาบาทย่อมอดทน เพราะละพยาบาทได้แล้ว ชื่อว่าขันติพละ เพราะอาโลกสัญญาย่อมอดทน เพราะละถีนมิทธะได้แล้ว ชื่อว่าขันติพละเพราะอวิกเขปะย่อมอดทน เพราะละอุทธัจจะได้แล้ว ชื่อว่าขันติพละ เพราะธัมมววัตถานย่อมอดทน เพราะละวิจิกิจฉาได้แล้ว ชื่อว่าขันติพละ เพราะญาณย่อมอดทน เพราะละอวิชชาได้แล้ว ชื่อว่าขันติพละ เพราะปามุชชะย่อมอดทนเพราะละอรติได้แล้ว ชื่อว่าขันติพละ เพราะปฐมฌานย่อมอดทน เพราะละนิวรณ์ได้แล้ว ฯลฯ ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรหัตตมรรคย่อมอดทน เพราะละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว นี้เป็นขันติพละ (๑๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา ปัญญัตติพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละพยาบาทย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอพยาบาท ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละถีนมิทธะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอาโลกสัญญา ฯลฯ ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตตมรรค นี้เป็นปัญญัตติพละ (๑๓) นิชฌัตติพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละพยาบาทย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจอพยาบาท ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละถีนมิทธะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจอาโลกสัญญา ฯลฯ ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจอรหัตตมรรค นี้เป็นนิชฌัตติพละ (๑๔) อิสสริยพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าอิสสริยพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยอำนาจเนกขัมมะ ชื่อว่าอิสสริยพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยอำนาจอพยาบาท ชื่อว่าอิสสริยพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละถีนมิทธะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยอำนาจอาโลกสัญญา ฯลฯ ชื่อว่าอิสสริยพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยอำนาจอรหัตตมรรค นี้เป็นอิสสริยพละ (๑๕) อธิษฐานพละ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะพระโยคาวจรเมื่อละพยาบาทย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจอพยาบาท ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะพระโยคาวจร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา เมื่อละถีนมิทธะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจอาโลกสัญญา ฯลฯ ชื่อว่าอธิษฐานพละเพราะพระโยคาวจรเมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจอรหัตตมรรคนี้เป็นอธิษฐานพละ (๑๖) สมถพละ เป็นอย่างไร คือ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจเนกขัมมะ เป็น สมถพละ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจอพยาบาท เป็นสมถพละ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจอาโลกสัญญา เป็นสมถพละ ฯลฯ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมถพละ คำว่า สมถพละ อธิบายว่า ชื่อว่าสมถพละ เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่าสมถพละเพราะจิตไม่หวั่นไหวในวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในปีติด้วยตติยฌาน ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในสุขและทุกข์ด้วยจตุตถ-ฌาน ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในอากาสานัญ-จายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในอากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่เอนเอียง เพราะอุทธัจจะเพราะกิเลสที่ประกอบด้วยอุทธัจจะและเพราะขันธ์ นี้เป็นสมถพละ (๑๗) วิปัสสนาพละ เป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละ ทุกขานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละ อนิจจานุปัสสนาในรูปเป็นวิปัสสนาพละทุกขานุปัสสนาในรูปเป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูปเป็นวิปัสสนาพละ อนิจจานุปัสสนาในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะเป็นวิปัสสนาพละทุกขานุปัสสนาในชราและมรณะเป็นวิปัสสนาพละ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในชราและมรณะเป็นวิปัสสนาพละ คำว่า วิปัสสนาพละ อธิบายว่า ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุ-ปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในนันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละเพราะจิตไม่หวั่นไหวในราคะด้วยวิราคานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวในอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะจิตไม่หวั่นไหวไม่กวัดแกว่ง ไม่เอนเอียง เพราะอวิชชา เพราะกิเลสที่ประกอบด้วยอวิชชาและเพราะขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ (๑๘) เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า อเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฏฐินั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละเพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาสังกัปปะ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาสังกัปปะนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ฯลฯ สัมมาญาณ ฯลฯ สัมมาวิมุตติ ชื่อว่าอเสกขพละเพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตตินั้นเสร็จแล้ว เสกขพละ ๑๐อเสกขพละ ๑๐ นี้แล (๑๙-๒๐) (=๓๘) @เชิงอรรถ : @ สัมมาญาณ หมายถึงปัจจเวกขณญาณ (ขุ.ป.อ. ๒/๔๔/๒๖๗) @ สัมมาวิมุตติ หมายถึงธรรมที่ประกอบด้วยผลเว้นมรรคมีองค์ ๘ (ขุ.ป.อ. ๒/๔๔/๒๖๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา ขีณาสวพละ ๑๐ เป็นอย่างไร คือ สังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพในพระธรรมวินัยนี้เห็นว่าเป็น สภาวะไม่เที่ยง ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง แม้ข้อที่สังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพในพระธรรมวินัยนี้เห็นว่าเป็นสภาวะไม่เที่ยงด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยแล้วยืนยันความสิ้นอาสวะว่า “อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว” (๑) กามทั้งหลายเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิงด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง แม้ข้อที่กามทั้งหลายเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิงด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยแล้วยืนยันความสิ้นอาสวะว่า “อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว” (๒) จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป โอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวกยินดีในเนกขัมมะ ว่างจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวงแม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป โอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ ว่างจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยแล้วยืนยันความสิ้นอาสวะว่า “อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว” (๓) สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อที่สติปัฏฐาน๔ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยแล้วยืนยันความสิ้นอาสวะว่า “อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว” (๔) สัมมัปปธาน ๔ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว ฯลฯ อิทธิบาท ๔ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ฯลฯ พละ ๕ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อที่อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยแล้วยืนยันความสิ้นอาสวะว่า “อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว” นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ๑๐ (๕-๑๐) (=๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา อิทธิพละ ๑๐ อะไรบ้าง คือ ๑. ฤทธิ์ที่อธิษฐาน ๒. ฤทธิ์ที่แสดงได้ต่างๆ ๓. ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ๔. ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๕. ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ๖. ฤทธิ์ของพระอริยะ ๗. ฤทธิ์ที่เกิดจากผลกรรม ๘. ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๙. ฤทธิ์ที่สำเร็จมาจากวิชชา ๑๐. ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะมีสภาวะสำเร็จด้วยการประกอบโดยชอบในส่วน นั้นๆ เป็นปัจจัย นี้อิทธิพละ ๑๐ (๑๐) (=๕๘) ตถาคตพละ ๑๐ อะไรบ้าง คือ ตถาคตรู้ชัดฐานะโดยความเป็นฐานะและอฐานะ โดยความเป็นอฐานะในโลกนี้ตามความเป็นจริง การที่ตถาคตรู้ชัดฐานะโดยความเป็นฐานะและอฐานะโดยความเป็นอฐานะตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยแล้วยืนยันฐานะที่องอาจบันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท (๑) ตถาคตรู้ชัดวิบากแห่งการยึดถือกรรมที่เป็นทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุตามความเป็นจริง การที่ตถาคตรู้ชัดวิบากแห่งการยึดถือกรรมที่เป็นทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของตถาคต ฯลฯ (๒) @เชิงอรรถ : @ ฐานะและอฐานะ ได้แก่ การณะและอการณะ (เหตุและสิ่งมิใช่เหตุ) (ขุ.ป.อ. ๒/๔๔/๒๗๐)@ บันลือสีหนาท หมายถึงคำพูดที่ตรัสด้วยท่าทีองอาจดังพญาราชสีห์ ไม่ทรงหวั่นเกรงผู้ใดเพราะทรงมั่น@พระทัยในศีล สมาธิ ปัญญาของพระองค์ (ที.สี.ฏีกา ๑/๔๐๓/๔๓๒) @ บริษัท ในที่นี้หมายถึงกลุ่มของบุคคลหลายสถานะที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อต้องการจะฟังพระ@ธรรมเทศนามี ๘ กลุ่ม คือขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมหาราชิกา-@บริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท และพรหมบริษัท (ขุ.ป.อ. ๒/๔๔/๒๗๑, ม.มู. ๑๒/๑๕๑/๑๑๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา ตถาคตรู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง การที่ตถาคตรู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของตถาคต ฯลฯ (๓)ตถาคตรู้ชัดโลกธาตุหลายชนิด มีธาตุที่แตกต่างกันตามความเป็นจริง การที่ตถาคตรู้ชัดโลกธาตุหลายชนิด มีธาตุที่แตกต่างกันตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของตถาคต ฯลฯ (๔) ตถาคตรู้ชัดว่าหมู่สัตว์เป็นผู้มีอัธยาศัยต่างกันตามความเป็นจริง การที่ตถาคตรู้ชัดว่าหมู่สัตว์เป็นผู้มีอัธยาศัยต่างกันตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของตถาคตฯลฯ (๕) ตถาคตรู้ชัดว่าสัตว์เหล่าอื่นและบุคคลเหล่าอื่นมีอินทรีย์แก่กล้าและมีอินทรีย์อ่อนตามความเป็นจริง การที่ตถาคตรู้ชัดว่าสัตว์เหล่าอื่นและบุคคลเหล่าอื่นมีอินทรีย์แก่กล้าและมีอินทรีย์อ่อนตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของตถาคต ฯลฯ (๖) ตถาคตรู้ชัดความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้วแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ และการออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริงการที่ตถาคตรู้ชัดความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้วแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ และการออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติตามความเป็นจริงนี้เป็นกำลังของตถาคต ฯลฯ (๗) ตถาคตระลึกถึงชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกถึงชาติก่อนได้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้การที่ตถาคตระลึกถึงชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ฯลฯ นี้เป็นกำลังของตถาคต ฯลฯ (๘) ตถาคตเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติและกำลังเกิดด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์การที่ตถาคตเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติและกำลังเกิดด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์นี้เป็นกำลังของตถาคต ฯลฯ (๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๙. พลกถา ตถาคตทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นแล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน การที่ตถาคตทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นแล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน นี้เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยแล้วยืนยันฐานะที่องอาจบันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท นี้ตถาคตพละ ๑๐ (๑๐) (=๖๘)

ข้อ ๔๕

ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมี สภาวะอย่างไร ชื่อว่าสติพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร ชื่อว่าหิริพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร ชื่อว่าปฏิสังขานพละเพราะมีสภาวะอย่างไร ฯลฯ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร คือ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าหิริพละ เพราะละอายบาปอกุศลธรรม ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะเกรงกลัวบาป-อกุศลธรรม ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะพิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษแม้น้อยหนึ่ง ชื่อว่าสังคหพละ เพราะพระโยคาวจรรวมจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าขันติพละ เพราะเนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะพระโยคาวจรตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะพระโยคาวจรย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอิสสริยพละ เพราะพระโยคาวจรย่อม@เชิงอรรถ : @ เจโตวิมุตติ หมายถึงผลสมาธิ (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๒/๘๔) @ ปัญญาวิมุตติ หมายถึงผลปัญญา (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๒/๘๔) @ ในปัจจุบัน หมายถึงในอัตภาพนี้ (ขุ.ป.อ. ๒/๔๔/๒๗๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา บังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะพระโยคาวจรย่อมอธิษฐานจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าสมถพละ เพราะจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะพระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะฤทธิ์ย่อมสำเร็จด้วยการอธิษฐานเป็นต้นด้วยการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆ เป็นปัจจัย ชื่อว่าตถาคตพละเพราะมีสภาวะมีกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้ พลกถา จบ ๑๐. สุญญกถา ว่าด้วยความว่าง

ข้อ ๔๖

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญที่เขากล่าวกันว่า ‘โลกว่าง โลกว่าง’ ด้วยเหตุเท่าไรหนอ พระองค์จึงตรัสว่า‘โลกว่าง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ เพราะว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ‘โลกว่าง’ อานนท์ อะไรเล่าว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา คือ จักขุเป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา รูปว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จักขุวิญญาณเป็นธรรมว่าง@เชิงอรรถ : @ ความเห็นด้วยดี ในที่นี้หมายถึงญาณที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ (ขุ.ป.อ. ๒/๔๕/๒๗๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาพลกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งพลกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้นอันเป็นโลกุตรกถา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในลำดับแห่งโลกุตรกถา.

ในพลกถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งทรงแสดงพละ ๕ โดยพระสูตรแต่ต้น แล้วมีพระประสงค์จะทรงแสดงพละแม้อื่นจากพละ ๕ นั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อปิจ อฏฺฐสฏฺฐี พลานิ อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ ดังนี้.

แม้พละ ๖๘ ทั้งหมดก็ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวโดยภาวะตรงกันข้ามกับพละ ๕ นั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า หิริพลํ หิริพละดังต่อไปนี้.

ชื่อว่าหิริ เพราะเป็นเหตุละอายต่อบาป. บทนั้นเป็นชื่อของความละอาย.

ชื่อว่าโอตตัปปะ เพราะเป็นเหตุกลัวต่อบาป. บทนั้นเป็นชื่อของความหวาดสะดุ้ง.

หิริมีภายในเป็นสมุฏฐาน โอตตัปปะมีภายนอกเป็นสมุฏฐาน.

หิริมีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่.

หิริตั้งอยู่ในสภาพที่ละอาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาพที่กลัว.

หิริมีความเคารพเป็นลักษณะ โอตตัปปะมีความเห็นภัยจากความกลัวโทษ.

ชื่อว่าหิริพละ เพราะหิรินั้นแล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความไม่มีหิริ.

ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะโอตตัปปะนั้นแล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความไม่มีโอตตัปปะ.

ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความพิจารณา. บทนี้เป็นชื่อของปัญญาเข้าไปพิจารณา.

กำลังเกิดขึ้นแก่พระโยคาวจรผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ด้วยความเพียรเป็นหลัก ชื่อว่าภาวนาพละ. บทนี้เป็นชื่อของขันธ์ ๔ อันเป็นไปอย่างนั้น.

ศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ ชื่อว่าอนวัชชพละ.

สังคหวัตถุ ๔ ชื่อว่าสังคาหพละ.

ปาฐะว่า สงฺคเห พลํ กำลังในการสงเคราะห์บ้าง.

การอดกลั้นทุกข์ ชื่อว่าขันติพละ.

การยินดีธรรมกถาของผู้อื่น ชื่อว่าปัญญัตติพละ.

การเพ่งถึงประโยชน์อันยิ่ง ชื่อว่านัชฌัตติพละ.

ความเป็นผู้มากในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่าอิสริยพละ.

การตั้งตามความพอใจในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่าอธิษฐานพละ.

ประโยชน์ของหิริพละเป็นต้น ท่านกล่าวถือเอาการประกอบโดยความพิเศษ ด้วยพยัญชนะในบทมติกาทั้งหลาย.

บทว่า สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ คือ สมถะและวิปัสสนาอันมีกำลังนั่นเอง.

พึงทราบวินิจฉัยในมาติกานิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า อสฺสทฺธิเย น กมฺปตีติ สทฺธาพลํ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความไม่มีศรัทธา พระสารีบุตรเถระกล่าวถึงอรรถของพละอันเป็นมูลเหตุ แล้วแสดงสัทธาพละนั้นให้พิเศษด้วยปริยาย ๙ อื่นอีก.

จริงอยู่ ธรรมใดไม่หวั่นไหว เป็นธรรมมีกำลัง ธรรมนั้นย่อมอุปถัมภ์ธรรมที่เกิดร่วมกัน พระโยคาวจรควบคุมกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ของตนไว้ได้ ชำระศีลและทิฏฐิอันเป็นเบื้องต้นแห่งการแทงตลอดไว้ได้ ยังจิตให้ดั้งมั่นในอารมณ์ ทำจิตให้ผ่องใสให้ผ่องแผ้ว ถึงความชำนาญย่อมให้บรรลุคุณวิเศษ เมื่อบรรลุยิ่งกว่านั้นย่อมให้ทำการแทงตลอดยิ่งขึ้นไป ครั้นบรรลุอริยมรรคตามลำดับแล้ว ย่อมให้ทำการบรรลุสัจจะได้ ย่อมให้ตั้งอยู่ในนิโรธด้วยการบรรลุผลได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำอรรถแห่งพละให้พิเศษโดยอาการ ๙ อย่าง.

ในพละ ๔ มีวิริยพละเป็นต้นก็นัยนี้.

บทว่า กามฉนฺทํ หิริยติ ละอายกามฉันทะ คือพระโยคาวจรประกอบด้วยเนกขัมมะ ละอายกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ. แม้ในโอตตัปปะก็นัยนี้เหมือนกัน.

แม้การละอายอกุศลทั้งปวงเหล่านี้ ก็เป็นอันท่านกล่าวถึงความกลัวด้วย.

พึงทราบอรรถแม้แห่งบทว่า พฺยาปาทํ เป็นอาทิโดยนัยนี้แหละ.

บทว่า ปฏิสงฺขาติ ย่อมพิจารณา คือพิจารณาโดยความเป็นโทษด้วยความไม่หลง.

บทว่า ภาเวติ คือ ย่อมเจริญ.

บทว่า วชฺชํ โทษ คือโทษมีราคะเป็นต้น.

บทว่า สงฺคณฺหาติ ย่อมสงเคราะห์ คือย่อมผูก.

บทว่า ขมติ ย่อมอดทน คือพระโยคาวจรนั้นย่อมอดทน ย่อมชอบใจ.

บทว่า ปญฺญเปติ ย่อมตั้งไว้ คือพอใจ.

บทว่า นิชฺฌาเปติ ย่อมเพ่ง คือย่อมคิด.

บทว่า วสํ วตฺเตติ ให้เป็นไปในอำนาจ คือทำจิตมากในความคิดให้เป็นไปตามอำนาจของตน.

บทว่า อธิฏฺฐาติ ย่อมอธิษฐาน คือย่อมจัดแจง.

แม้พละทั้งหมดมีภาวนาพละเป็นต้นก็เป็นเนกขัมมะเป็นต้นนั่นแหละ.

ในอรรถกถาแห่งมาติกาท่านกล่าวไว้โดยประการอื่น แต่พึงทราบว่าท่านไม่กล่าวถึงอรรถไว้ในที่นี้ เพราะปรากฎโดยพยัญชนะอยู่แล้ว.

ท่านพระสารีบุตรเถระชี้แจงถึงสมถพละและวิปัสสนาพละโดยพิสดาร ในที่สุดกล่าวบทมีอาทิว่า อุทฺธจฺจ สหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวในกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ และบทมีอาทิว่า อวิชฺชาสหคตกิเลเส ขนฺเธ จ น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวในกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชาและในขันธ์ เพื่อให้เห็นถึงลักษณะของสมถพละและวิปัสสนาพละ.

พึงทราบวินิจฉัยในเสกขพละและอเสกขพละดังต่อไปนี้.

บทว่า สมฺมาทิฏฺฐึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสกขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฏฐิ.

ความว่า ชื่อพระเสกขะ เพราะพระเสกขบุคคลยังต้องศึกษา สัมมาทิฏฐิชื่อว่าเสกขพละ เพราะสัมมาทิฏฐินั้นนั่นแหละ เป็นกำลังของพระเสกขะนั้น.

บทว่า ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสกขะศึกษาในสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว.

ความว่า ชื่อว่าพระอเสกขะ เพราะพระอเสกขบุคคลไม่ต้องศึกษา เพราะสัมมาทิฏฐินั้นพระอเสกขบุคคลศึกษาแล้ว ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะสัมมาทิฏฐินั้นนั่นแหละเป็นกำลังของพระอเสขะนั้น.

ในสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า สมฺมาญาณํ สัมมาญาณ คือปัจจเวกขณญาณ (ญาณเป็นเครื่องพิจารณา).

จริงอยู่ แม้ญาณนั้นเป็นโลกิยะก็เป็นเสกขพละ เพราะพระเสกขะยังต้องประพฤติอยู่. ท่านกล่าวอเสกขพละ เพราะพระอเสกขะไม่ต้องประพฤติแล้ว.

บทว่า สมฺมาวิมุตฺติ สัมมาวิมุตติ คือธรรมสัมปยุตด้วยผลที่เหลือ เว้นองค์แห่งมรรค ๘.

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิมุตติที่เหลือ เว้นโลกุตรวิมุตติ เป็นสัมมาวิมุตติ.

ความว่า สัมมาวิมุตตินั้นเป็นเสกขพละและอเสกขพละมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นผล ญาณพละแม้ทั้งหมดมีในขีณาสวพละ.

บทว่า ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อันภิกษุขีณาสพ เป็นฉัฎฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ เป็น ขีณาสเวน ภิกฺขุนา.

บทว่า อนิจฺจโต โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง คือโดยความไม่เที่ยงด้วยอาการ เป็นแล้วไม่เป็น.

บทว่า ยถาภูตํ คือ ตามความเป็นจริง.

บทว่า ปญฺญาย ด้วยปัญญา คือด้วยมรรคปัญญากับวิปัสสนา ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดี โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยไม่ใช่ตัวตน เพราะมีปัญญานั้นเป็นมูล.

บทว่า ยํ เป็นภาวนปุงสก หรือมีความว่า ด้วยเหตุใด.

บทว่า อาคมฺม คือ อาศัย.

บทว่า ปฏิชานาติ ปฏิญาณ คือรับทำตามปฏิญาณ.

บทว่า องฺคารกาสูปมา เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง คือเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยอรรถว่าน่ากลัวมาก.

บทว่า กามา คือ วัตถุกามและกิเลสกาม.

บทว่า วิเวกนินฺนํ โน้มไปในวิเวก คือน้อมไปในนิพพาน กล่าวคือความสงัดจากอุปธิด้วยผลสมาบัติ.

จริงอยู่ วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก (สงัดจากกิเลส) ๑.

ผู้มีการตั้งอยู่ในความสงัด ยินดีในเนกขัมมะชื่อว่ากายวิเวก. ผู้ขวนขวายในอธิจิต ชื่อว่าจิตตวิเวก. บุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ปราศจากเครื่องปรุงแต่งหรือน้อมไปในนิพพานกล่าวคือความวิเวกอันเป็นเครื่องนำออกไป ชื่อว่าอุปธิวิเวก.

ความจริง วิเวกมี ๕ อย่าง คือ วิกขัมภนวิเวก ๑ ตทังควิเวก ๑ สมุจเฉทวิเวก ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวก ๑ นิสสรณวิเวก ๑.

อนึ่ง บทว่า วิเวกนินฺนํ คือ โน้มไปในวิเวก.

บทว่า วิเวกโปณํ คือ น้อมไปในวิเวก.

บทว่า วิเวกปพฺภารํ คือ เอนไปในวิเวก.

แม้บททั้งสองก็เป็นไวพจน์ของบทก่อนนั่นแหละ.

บทว่า วิเวกฏฺฐํ ตั้งอยู่ในวิเวก คือเว้นจากกิเลสทั้งหลาย หรือไปเสียให้ไกล.

บทว่า เนกฺขมฺมาภิรตํ ยินดีในเนกขัมมะ คือยินดีในนิพพาน หรือยินดีในบรรพชา.

บทว่า พฺยนฺตีภูตํ สิ้นสูญไป คือปราศจากไป แม้การแสดงครั้งเดียวก็ไม่ผิด พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง.

บทว่า สพฺพโต คือ โดยประการทั้งปวง.

บทว่า อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ. ความว่า จากกิเลสอันเป็นเหตุของอาสวะทั้งหลายด้วยการเกี่ยวข้อง.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พฺยนฺตีภูตํ ความสิ้นสูญไป คือปราศจากความใคร่. อธิบายว่า หมดตัณหา. จากไหน จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง คือจากธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง.

ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงโลกิยมรรคและโลกุตรมรรคของพระขีณาสพ ด้วยขีณาสวพละ ๑๐.

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่าพละกำหนดรู้ทุกข์ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีสภาพไม่เที่ยง พละละสมุทัยว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมด้วยถ่านเพลิง พละทำให้แจ้งนิโรธว่า จิตโน้มไปในวิเวก พละในการเจริญมรรค ๗ อย่างมีอาทิว่า สติปัฏฐาน ๔.

อิทธิพละ ๑๐ อย่างจักมีแจ้งในอิทธิกถา.

พึงทราบวินิจัยในตถาคตพลนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า ตถาคตพลานิ คือ กำลังของพระตถาคตเท่านั้น ไม่ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่น หรือว่าพละอันมาแล้วเหมือนอย่างพละของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนมาแล้วด้วยการสะสมบุญ.

ในบทนั้น ตถาคตพละมี ๒ อย่าง คือ กายพละ ๑ ญาณพละ ๑.

ในพละ ๒ อย่างนั้น พึงทราบกายพละโดยติดตามถึงตระกูลช้าง.

สมดังที่ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า

ตระกูลช้าง ๑๐ เหล่านี้ คือ กาฬาวกะ ๑ คังเคยยะ ๑

ปัณฑระ ๑ ตัมพะ ๑ ปิงคละ ๑ คันธะ ๑ มังคละ ๑

เหมะ ๑ อุโปสถะ ๑ ฉัททันตะ ๑.

เหล่านี้คือตระกูลช้าง ๑๐.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กาฬาวกํ พึงเห็นตระกูลช้างตามปกติ.

กำลังกายของบุรุษ ๑๐ เป็นกำลังของช้างกาฬาวกะเชือกหนึ่ง. กำลังของกาฬาวกะ ๑๐ เป็นกำลังของคังเคยยะเชือกหนึ่ง. กำลังของคังเคยยะ ๑๐ เป็นกำลังของปัณฑระเชือกหนึ่ง. กำลังของปัณฑระ ๑๐ เป็นกำลังของตัมพะเชื่อกหนึ่ง. กำลังของตัมพะ ๑๐ เป็นกำลังของปิงคละเชือกหนึ่ง. กำลังของมังคละเชื่อกหนึ่ง. กำลังของมังคละ ๑๐ เป็นกำลังของเหมวตะเชือกหนึ่ง. กำลังของเหมวตะ ๑๐ เป็นกำลังของอุโปสถะเชือกหนึ่ง. กำลังของอุโปสถะ ๑๐ เป็นกำลังของฉัททันตะเชือกหนึ่ง. กำลังของฉัททันตะ ๑๐ เป็นกำลังของพระตถาคตพระองค์เดียว.

บทนี้ท่านกล่าวถึงแม้บทว่า นารายนสงฺฆาตพลํ คือ กำลังของนารายนะ.

ตถาคตพละนั้นเท่ากับกำลังช้างปกติ ๑,๐๐๐ โกฏิ เท่ากับกำลังบุรุษ ๑๐,๐๐๐ โกฏิ นี้คือกายพละของพระตถาคต.

ส่วนญาณพละมาแล้วในบาลีนี้และในที่อื่น.

ญาณ ๑,๐๐๐ ไม่น้อยแม้อื่นอย่างนี้ คือ ทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ อกัมปนญาณ (ญาณไม่หวั่นไหว) ในบริษัท ๘ จตุโยนิปริจเฉทกญาณ (ญาณกำหนดกำเนิด ๔) ปัญจคติปริจเฉทกญาณ (ญาณกำหนดคติ ๕) มาแล้วในมัชฌิมนิกาย ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ มาแล้วในสังยุตตนิกาย นี้ชื่อว่าญาณพละ.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๖๖ สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๒๖-๑๒๗

ในที่นี้ท่านประสงค์เอาญาณพละนั้นแหละ เพราะญาณ ท่านกล่าวว่าเป็นพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวและด้วยอรรถว่าอุปถัมภ์.

บทว่า ฐานญฺจ ฐานโต ฐานะโดยเป็นฐานะ คือ เหตุโดยเป็นเหตุเพราะเหตุผลย่อมตั้งอยู่ในญาณนั้น คือย่อมเกิดขึ้นและย่อมเป็นไป เพราะประพฤติเนื่องด้วยญาณนั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ฐานํ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบธรรมที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อเกิดธรรมว่าเป็นฐานะ ธรรมที่ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นปัจจัย เพื่อเกิดธรรมว่าไม่เป็นฐานะ ชื่อว่าย่อมทรงทราบฐานะโดยเป็นฐานะและอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง.

บทว่า ยมฺปิ คือ ด้วยญาณใด.

บทว่า อิทมฺปิ คือ แม้ญาณนี้ก็เป็นฐานญาณ. อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นตถาคตพละของพระตถาคต.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงทราบการประกอบอย่างนี้.

บทว่า อาสภณฺฐานํ ฐานะอันสูงสุด คือฐานะอันประเสริฐ ฐานะอันสูงสุด.

อธิบายว่า เป็นฐานะของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนทั้งหลายผู้องอาจ.

อีกอย่างหนึ่ง โคอุสภะผู้เป็นหัวหน้าโค ๑๐๐ ตัว โควสภะผู้เป็นหัวหน้าโค ๑,๐๐๐ คอก โคนิสภะประเสริฐกว่าโคทั้งหมด อดทนต่ออันตรายทั้งปวงได้ สีขาวน่ารักนำภาระไปได้มาก ไม่สะดุ้งแม้เสียงฟ้าร้องตั้ง ๑๐๐ ครั้ง.

ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาอุสภะ เพราะบทว่า อาสภณฺฐานํ แม้นี้ก็เป็นคำกล่าวโดยปริยายของอุสภะนั้น ชื่อว่าอาสภะ เพราะฐานะนี้ของอุสภะ.

บทว่า ฐานํ คือ เอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดินมั่นอยู่.

อนึ่ง ฐานะนี้ชื่อว่าอาสภะ เพราะดุจผู้องอาจ เหมือนอย่างว่าโคอุสภะ คือโคผู้นำประกอบด้วยอุสุภพละ เอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดิน ตั้งไว้โดยไม่หวั่นไหวฉันใด แม้พระตถาคตก็ฉันนั้นทรงประกอบด้วยตถาคตพละ ๑๐ เอาเท้า คือเวสารัชชะ ๔ เหยียบปฐพี คือบริษัท ๘ ไม่หวั่นไหวด้วยข้าศึกศัตรูไรๆ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกดำรงอยู่ด้วยฐานะอันไม่หวั่นไหว.

อนึ่ง เมื่อดำรงอยู่อย่างนี้ย่อมปฏิญาณ เข้าไปใกล้ ไม่บอกคืน ให้ยกขึ้นในตนซึ่งฐานะอันองอาจนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปฏิญาณฐานะอันองอาจ.

บทว่า ปริสาสุ คือ ในบริษัท ๘ มีกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ เทพชั้นจาตุมมหาราชิกะ เทพชั้นดาวดึงส์ มารและพรหม.

บทว่า สีหนาทํ นทติ บันลือสีหนาท คือบันลือเสียงประเสริฐ เสียงไม่สะดุ้งกลัว หรือบันลือเสียงกึกก้องเช่นเสียงสีหะ. พึงแสดงอรรถนี้ด้วยสีหนาทสูตร.

____________________________

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๒๗๒

ราชสีห์ ท่านเรียกว่าสีหะ เพราะอดทน เพราะฆ่าสัตว์เป็นอาหาร ฉันใด พระตถาคตก็ฉันนั้น ท่านกล่าวว่าสีหะ เพราะอดทนโลกธรรมและกำจัดปรัปปวาท (ผู้กล่าวโต้แย้ง) การบันลือของสีหะดังกล่าวแล้วอย่างนั้น ชื่อว่าสีหนาท.

สีหะประกอบด้วยสีหพละแกล้วกล้าปราศจากขนพองสยองเกล้า บันลือสีหนาทในที่ทั้งปวงฉันใด

แม้พระตถาคตดุจสีหะก็ฉันนั้น ทรงประกอบด้วยตถาคตพละทรงแกล้วกล้าในบริษัท ๘ ปราศจากความสยดสยอง ทรงบันลือสีหนาทถึงพร้อมด้วยบทบาทการแสดงหลายๆ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า อิติ รูปํ รูปเป็นดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๕๖

บทว่า พฺรหฺมํ ในบทนี้ว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ประกาศพรหมจักร เป็นจักรประเสริฐสูงสุดบริสุทธิ์.

พึงทราบจักกศัพท์ดังต่อไปนี้.

จักกศัพท์ปรากฎในสมบัติ ลักษณะ เครื่อง ประกอบรถ อิริยาบถ ทาน รัตนจักร ธรรมจักร อุรจักรเป็นต้น ในที่นี้ปรากฎในธรรมจักร พระโยคาวจรพึงประกาศธรรมจักรแม้นั้นโดยอาการ ๒ อย่าง.

จักกศัพท์ปรากฏในสมบัติ ในบทมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมบัติของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยจักร ๔ เหล่านี้.

ปรากฏในลักษณะ ในประโยคนี้ว่า จักรเกิดที่ฝ่าพระบาทเบื้องล่าง.

ปรากฏในส่วนของรถ ในประโยคนี้ว่า ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าฉะนั้น.

ปรากฏในอิริยาบถ ในบทนี้ว่า มีจักร ๔ มีทวาร ๙.

ปรากฏในทาน ในประโยคนี้ว่า เมื่อให้ ท่านจงบริโภคเถิดและอย่าเป็นผู้ประมาท ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นโกศล ขอพระองค์จงยังจักรให้เป็นไปเถิด.

เป็นไปในรัตนจักร ในบทนี้ว่า จักรรัตนะอันเป็นทิพย์ได้ปรากฏแล้ว.

เป็นไปในธรรมจักร ในบทนี้ว่า จักรอันเราประกาศแล้ว.

อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส จกฺกํ ภมติ มตฺถเกติ เอตฺถ อุรจกฺเก ฯ

เป็นไปในอุรจักร ในบทนี้ว่า จักรย่อมหมุนไปบนหัวของสัตว์ผู้ถูกความปรารถนาครอบงำแล้ว.

เป็นไปในปหรณจักร ในบทนี้ว่า ด้วยจักรมียอดคม.

ในอสนิมณฑล ในบทนี้ว่า สายฟ้าฟาด.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๑ ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๙

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๑ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๔

ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๑๑๐ ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๖๔

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๗๗ ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๐๔

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๙๔

แต่ในที่นี้ จักกศัพท์นี้ปรากฏในธรรมจักร.

อนึ่ง ธรรมจักรนั้นมี ๒ อย่าง คือ ปฏิเวธญาณ และเทศนาญาณ.

ในญาณทั้ง ๒ นั้น การนำมาซึ่งอริยผลของตนอันเจริญแล้วด้วยปัญญา ชื่อว่าปฏิเวธญาณ. การนำมาซึ่งอริยผลของสาวกทั้งหลายอันเจริญแล้วด้วยกรุณา ชื่อว่าเทศนาญาณ.

ในญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ อย่าง คือ กำลังเกิด ๑ เกิดแล้ว ๑.

ญาณนั้นชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมณ์ จนถึงอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในอรหัตผล.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่ประดิษฐาน ณ ภพดุสิต จนถึงบรรลุอรหัตมรรค ณ โพธิบัลลังก์ ชื่อว่าเกิดแล้วในขณะแห่งผล หรือกำลังเกิดตั้งแต่ศาสนาพระทีปังกรทศพล จนถึงบรรลุอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในขณะแห่งผล.

แม้เทศนาญาณก็มี ๒ อย่าง คือ กำลังเป็นไป ๑ เป็นไปแล้ว ๑.

เทศนาญาณนั้นชื่อว่ากำลังเป็นไปเพียงใด แต่อรหัตมรรคของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ชื่อเป็นไปแล้วในขณะแห่งผล. ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ เทศนาญาณเป็นโลกิยะ.

แม้ทั้ง ๒ นั้นก็ไม่ทั่วไปด้วยผู้อื่น เป็นโอรสญาณ (ญาณเกิดแต่อก) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ประกาศพรหมจักร.

บทว่า กมฺมสมาทานํ กรรมสมาทาน คือกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่สมาทานแล้ว หรือกรรมนั้นแหละชื่อว่ากรรมสมาทาน.

บทว่า ฐานโส เหตุโส โดยฐานะ โดยเหตุ คือโดยปัจจัยและโดยเหตุ ในบทนั้น ฐานะแห่งวิบาก เพราะคติ อุปธิ กาล ปโยคะ กรรมเป็นเหตุ.

บทว่า สพฺพตฺถคามินึ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง คือปฏิปทาเครื่องให้ถึงคติทั้งปวง และปฏิปทาเครื่องให้ถึงอคติ.

บทว่า ปฏิปทํ ปฏิปทา คือมรรค.

บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ตามความเป็นจริง คือตถาคตย่อมรู้สภาพโดยไม่วิปริตของการปฏิบัติ กล่าวคือกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา แม้ในวัตถุเดียว โดยนัยนี้ว่า แม้เมื่อมนุษย์มากฆ่าสัตว์ตัวเดียวเท่านั้น เจตนาของการฆ่านี้ก็จักเป็นเจตนาไปสู่นรก จักเป็นเจตนาไปสู่กำเนิดเดียรัจฉาน.

บทว่า อเนกธาตุํ อเนกธาตุ คือธาตุมากด้วยธาตุมีจักษุธาตุเป็นต้น หรือมีกามธาตุเป็นต้น.

บทว่า นานาธาตุํ ธาตุต่างๆ คือธาตุมีประการต่างๆ เพราะธาตุเหล่านั้นมีลักษณะผิดกัน.

บทว่า โลกํ ได้แก่ โลก คือขันธ์อายตนะธาตุ.

บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ตามความเป็นจริง คือแทงตลอดสภาวะแห่งธาตุนั้นๆ โดยไม่วิปริต.

บทว่า นานาธิมุตฺติกตํ คือ ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างกัน ด้วยอัธยาศัยเลวประณีตเป็นต้น.

บทว่า ปรสตฺตานํ ของสัตว์อื่น คือของสัตว์ที่เป็นประธาน.

บทว่า ปรปุคฺคลานํ ของบคุคลอื่น คือของสัตว์เลยอื่นจากสัตว์ที่เป็นประธานนั้น ทั้ง ๒ บทนี้มีอรรถอย่างเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยอาการ ๒ อย่าง ด้วยสามารถเวไนยสัตว์ แม้ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสโดยนัยดังกล่าวแล้ว.

บทว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ คือความเป็นอื่นและความไม่เป็นอื่นของอินทรีย์ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น. อธิบายว่า ความเจริญและความเสื่อม.

บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ฌานวิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ คือแห่งฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น แห่งวิโมกข์ ๘ มีอาทิว่า ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย แห่งสมาธิ ๓ มีวิตกจารเป็นต้น แห่งอนุปุพพสมาบัติ ๙ มีปฐมฌานสมาบัติเป็นต้น.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๖๙

บทว่า สงฺกิเลสํ ความเศร้าหมอง คือธรรมอันเป็นไปในฝ่ายเสื่อม.

บทว่า โวทานํ ความผ่องแผ้ว คือธรรมอันเป็นไปในฝ่ายวิเศษ.

บทว่า วุฏฺฐานํ ความออก คือเหตุที่ออกจากฌาน.

อนึ่ง ความออกนั้นท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก แม้ความออกจากสมาธินั้นๆ ก็เป็นความออก ได้แก่ฌานอันคล่องแคล่ว และสมาบัติอันเป็นผลแห่งภวังค์.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๔๕

เพราะฌานอันคล่องแคล่วชั้นต่ำๆ เป็นปทัฏฐานแห่งฌานชั้นสูงๆ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก ความออกจากฌานทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภวังค์ ความออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีได้ด้วยผลสมาบัติ ท่านหมายถึงความออกนั้นจึงกล่าวว่า แม้ความออกจากสมาธินั้นก็เป็นความออก.

ปุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณและอาสวักขยญาณ ท่านประกาศไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อาสวานํ ขยา เพราะอาสวะสิ้นไป คือเพราะกิเลสทั้งหมดสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค.

บทว่า อนาสวํ ไม่มีอาสวะ คือปราศจากอาสวะ.

ในบทว่า เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ นี้ ท่านกล่าวสมาธิสัมปยุตด้วยอรหัตผล ด้วยคำว่า เจโต กล่าวปัญญาสัมปยุตด้วยอรหัตผลนั้นด้วยคำว่า ปัญญา.

อนึ่ง พึงทราบว่า สมาธิชื่อเจโตวิมุตติ เพราะพ้นจากราคะ ปัญญาชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะพ้นจากอวิชชา.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิพึงเป็นสมาธินทรีย์ ปัญญาพึงเป็นปัญญินทรีย์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ชื่อว่าเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะ ชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๙๙๓ ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๕๔๐

อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า สมถพละเป็นเจโตวิมุตติ วิปัสสนาพละเป็นปัญญาวิมุตติ.

บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม คือในอัตภาพนี้.

บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง คือทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง. อธิบายว่า รู้ด้วยปัจจัยอื่นอีก.

บทว่า อุปสมฺปชฺช เข้าถึง คือบรรลุแล้วหรือสำเร็จแล้ว.

อนึ่ง พึงทราบความพิสดารของทศพลญาณ ๑๐ นี้ โดยนัยดังกล่าวแล้วในอภิธรรม.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๓๙

ในบทนั้นถ้อยคำฝ่ายปรวาทีมีว่า ชื่อว่าทศพลญาณเป็นญาณเฉพาะไม่มี. นี้เป็นประเภทของสัพพัญญุตญาณนั้นเอง ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น เพราะทศพลญาณเป็นอย่างอื่น สัพพัญญุตญาณเป็นอย่างอื่น ทศพลญาณย่อมรู้กิจของตนๆ เท่านั้น สัพพัญญุตญาณย่อมรู้กิจนั้นบ้าง กิจที่เหลือจากนั้นบ้าง.

พึงทราบวินิจฉัยในทศพลญาณดังต่อไปนี้

ทศพลญาณที่ ๑ เริ่มรู้เหตุและมิใช่เหตุ.

ทศพลญาณที่ ๒ ย่อมรู้ระหว่างกรรมและระหว่างวิบาก.

ทศพลญาณที่ ๓ ย่อมรู้กำหนดของกรรม.

ทศพลญาณที่ ๔ ย่อมรู้เหตุของความต่างแห่งธาตุ.

ทศพลญาณที่ ๕ ย่อมรู้อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย.

ทศพลญาณที่ ๖ ย่อมรู้ความแก่กล้าและความอ่อนของอินทรีย์ทั้งหลาย.

ทศพลญาณที่ ๗ ย่อมรู้ความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งญาณเหล่านั้น พร้อมกับฌานเป็นต้น.

ทศพลญาณที่ ๘ ย่อมรู้ความสืบต่อของขันธ์ที่อยู่อาศัยในก่อน.

ทศพลญาณที่ ๙ ย่อมรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย.

ทศพลญาณที่ ๑๐ ย่อมรู้กำหนดสัจจะเท่านั้น.

ส่วนสัพพัญญุตญาณย่อมรู้สิ่งที่ทศพลญาณเหล่านั้นควรรู้ และก็รู้กว่านั้น แต่ไม่ทำกิจทั้งหมดของญาณเหล่านั้น เพราะทศพลญาณนั้นมีญาณ ก็ไม่อาจให้แนบแน่นได้ มีฤทธิ์ก็ไม่อาจทำให้มหัศจรรย์ได้ มีมรรคก็ใช่สามารถยังกิเลสให้สิ้นได้.

อีกอย่างหนึ่ง ควรถามปรวาทีอย่างนี้ว่า ชื่อว่าทศพลญาณนี้ มีวิตกมีวิจาร หรือไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร เป็นกามาวจร หรือรูปาวจร หรืออรูปาวจร เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ.

เมื่อรู้ก็จักตอบฌาน ๗ มีวิตกมีวิจารตามลำดับ จักตอบว่า ฌาน ๒ นอกจากนั้นไม่มีวิตก มีเพียงวิจารก็มี ไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจารก็มี.

อนึ่ง จักตอบว่า ฌาน ๗ กามาวจรตามลำดับ ฌาน ๒ นอกจากนั้นเป็นรูปาวจร ในที่สุดจากนั้นเป็นโลกุตระอย่างเดียว จักตอบว่า ส่วนสัพพัญญุตญาณมีทั้งวิตกมีทั้งวิจาร เป็นกามาวจร เป็นโลกิยะ.

บัดนี้ พระตถาคตทรงทราบการพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณาไว้ในบทนี้อย่างนี้ แล้วทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกิเลส อันเป็นฐานะและอฐานะแห่งการบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ และการไม่บรรลุของเวไนยทั้งหลาย ด้วยฐานาฐานญาณเป็นครั้งแรก เพราะทรงเห็นฐานะของสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ และเพราะทรงเห็นความไม่มีฐานะของนิยตมิจฉาทิฏฐิ.

ครั้นทรงเห็นความไม่มีเครื่องกันวิบากด้วยกรรมวิปากญาณ เพราะทรงเห็นปฏิสนธิอันเป็นติเหตุกะ ทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกรรมด้วยสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (ปรีชากำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง) เพราะทรงเห็นความไม่มีอนันตริยกรรม ทรงเห็นจริยาวิเศษ เพื่อทรงแสดงธรรมอนุกูลแก่อนาวรณญาณ (ญาณที่ไม่มีเครื่องกั้น) ด้วยนานาธาตุญาณ (ปรีชากำหนดรู้ธาตุต่างๆ) แห่งธาตุไม่น้อย เพราะทรงแสดงความต่างกันแห่งธาตุ ด้วยประการฉะนี้.

ครั้งแล้วทรงแสดงอัธยาศัยด้วยนานาธิมุตติกตาญาณ (ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยต่างๆ) ของเวไนยสัตว์เหล่านั้น เพื่อแม้ไม่ถือเอาการประกอบก็ทรงแสดงธรรมด้วยสามารถอัธยาศัย ต่อจากนั้นเพื่อทรงแสดงธรรมตามความสามารถตามกำลังของผู้น้อมไปในทิฏฐิอย่างนี้ จึงทรงเห็นความหย่อนและยิ่งของอินทรีย์ด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ เพราะทรงเห็นความแก่กล้าและความอ่อนของอินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้น.

อนึ่ง หากว่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้กำหนดรู้ความหย่อนและยิ่งของอินทรีย์อย่างนี้ยังมีอยู่ไกล เมื่อนั้น พระตถาคตย่อมเข้าถึงด้วยฤทธิวิเศษเร็วพลัน เพราะทรงชำนาญในฌานเป็นต้นด้วยญาณมีฌานเป็นต้น.

ครั้งเข้าถึงแล้วทรงเห็นความแจ่มแจ้งของชาติก่อน ด้วยปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความวิเศษของจิตเดี่ยวนั้น ด้วยเจโตปริยญาณ อันควรบรรลุเพราะอานุภาพแห่งทิพยจักษุญาณ ทรงแสดงธรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ เพราะปราศจากความหลง ด้วยปฏิปทาอันนำไปสู่ความสิ้นอาสวะ ด้วยอานุภาพแห่งอาสวักขยญาณ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงกำลัง ๑๐ ด้วยบทนี้ตามลำดับ.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงกำลังทั้งหมด โดยความลักษณะจึงตั้งคำถามโดยนัยมีอาทิว่า เกนฏฺเฐน สทฺธาพลํ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่ากระไร แล้วแก้โดยนัย มีอาทิว่า อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเชน เพราะอรรถไม่ไหวหวั่นในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา.

ในบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า หิริยติ ย่อมละอาย เป็นการแสดงถึงบุคลาธิษฐาน. ในที่สุดอธิษฐานพละมีภาวนาพละเป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงเนกขัมมะเป็นต้นเท่านั้น ด้วยบทว่า ตตฺถ เตน และ ตํ โน เนกขัมมะนั้น ด้วยเนกขัมมะนั้น ซึ่งเนกขัมมะนั้น.

บทว่า เตน จิตตํ เอกคฺคํ จิตมีอารมณ์เดียว ด้วยเนกขัมมะนั้น.

ท่านอธิบายว่า จิตมีอารมณ์เดียว ด้วยสมาธินั้น.

บทว่า ตตฺถ ชาเต ธรรมที่เกิดในภาวนานั้น คือธรรมที่เกิดในสมถะนั้น ด้วยความประกอบ หรือมีวิปัสสนาเป็นอารมณ์เกิดในสมถะนั้น.

บทว่า ตตฺถ สิกฺขติ พระเสกขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฏฐินั้น.

ความว่า ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสกขะยังต้องศึกษาในเสกขพละนั้น.

บทว่า ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา เพราะความที่พระอเสกขะศึกษาแล้วในอเสกขพละนั้น.

บทว่า เตน อาสวา ขีณา อาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยสัมมาทิฏฐินั้น.

ความว่า ญาณนั้นชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้วด้วยโลกิยญาณและโลกุตรญาณนั้น.

จริงอยู่ อาสวะทั้งหลาย ชื่อว่าสิ้นไปแล้วด้วยโลกิยญาณ เพราะความไม่มีโลกุตรธรรม เพราะความไม่มีวิปัสสนา. ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะกำลังของพระขีณาสพอย่างนี้.

บทว่า ตํ ตสฺส อิชฺฌตีติ อิทฺธิพลํ ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะฤทธิ์ย่อมสำเร็จ เพราะการอธิษฐาน.

ความว่า ฤทธิ์นั้นแหละเป็นกำลังจึงชื่อว่าอิทธิพละ เพราะฤทธิ์ย่อมสำเร็จแก่ผู้มีฤทธิ์นั้น.

บทว่า อปฺปเมยฺยฏฺเฐน เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ คือสาวกทั้งหลายย่อมรู้ฐานะและอฐานะเป็นต้นโดยเอกเทศ.

ท่านกล่าวว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง หมายถึงความรู้นั่นแหละ โดยอาการทั้งปวง ถึงแม้ท่านจะไม่กล่าวว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ไว้ในวิชชา ๓ ก็จริง แต่เพราะท่านกล่าวไว้ในที่อื่น จึงเป็นอันกล่าวแม้ในวิชชาเหล่านั้นด้วย.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๓๑

บทว่า อญฺญตฺถ คือในญาณพละ ๗ ที่เหลือ และในพละ ๑๐ ในอภิธรรม.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๐๐

อนึ่ง อินทริยปโรปริยัตตญาณไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย แม้โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น แม้พละ ๑๐ ก็ไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย พละ ๑๐ ชื่อว่าหาประมาณมิได้ เพราะอรรถว่ามีประมาณยิ่ง เพราะอรรถว่าชั่งไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ตถาคตพลํ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ด้วยประการดังนี้.

จบอรรถกถาพลกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา