๓. โพชฌังคกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ๓. โพชฌังคกถา ว่าด้วยโพชฌงค์
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ โพชฌงค์ ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้) ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือการเลือกเฟ้นธรรม) ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร) ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ) ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบกายสงบใจ) ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น) ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความมีใจเป็นกลาง) ภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล คำว่า โพชฌงค์ อธิบายว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปในความตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ตาม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้เฉพาะ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะตรัสรู้ตาม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะตรัสรู้เฉพาะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะตรัสรู้พร้อม (๑) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะให้ตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะให้ตรัสรู้ตาม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะให้ตรัสรู้เฉพาะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะให้ตรัสรู้พร้อม (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ตรัสรู้ตาม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ตรัสรู้เฉพาะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ตรัสรู้พร้อม (๓) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ตาม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้เฉพาะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้พร้อม (๔) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นเหตุให้ได้ความตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะปลูกความตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะบำรุงความตรัสรู้ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงพร้อมความตรัสรู้ (๕) มูลมูลกาทิทสกะ ว่าด้วยหมวด ๑๐ แห่งธรรมที่เป็นมูลมีสภาวะเป็นมูลเป็นต้น
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะ ดำเนินไปในธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดธรรมที่เป็นมูลชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเต็มรอบในธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล (๑) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะดำเนินไปในธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดธรรมที่เป็นเหตุชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเต็มรอบในธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ในธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นเหตุ (๒) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะดำเนินไปในธรรมที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดธรรมที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งธรรมที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเต็มรอบในธรรมที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในธรรมที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในธรรมที่เป็นปัจจัยชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในธรรมที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นปัจจัยชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นปัจจัย (๓) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะ ดำเนินไปในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดความหมดจดชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเต็มรอบในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด (๔) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะดำเนินไปในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดความไม่มีโทษชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเต็มรอบในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีโทษ (๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะดำเนินไปในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเต็มรอบในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในเนกขัมมะ (๖) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะ ดำเนินไปในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดความหลุดพ้นชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเต็มรอบในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น (๗) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะดำเนินไปในความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเต็มรอบในความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในความไม่มีอาสวะชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะ (๘) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะดำเนินไปในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเต็มรอบในวิเวกชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแตกฉานในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในวิเวก (๙) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะดำเนินไปในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะกำหนดความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะเป็นบริวารแห่งความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเต็มรอบในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแก่กล้าในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะมีสภาวะแตกฉานในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะให้ถึงความแตกฉานในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความสละ (๑๐)
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะ ตรัสรู้สภาวะที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่หมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่มีโทษชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่หลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในธรรมที่เป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในธรรมที่เป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในธรรมที่เป็นปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะดำเนินไปในความสละ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะกำหนดธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะกำหนดความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นบริวารแห่งธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นบริวารแห่งความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เต็มรอบแห่งธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะเต็มรอบในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่แก่กล้าในธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่แก่กล้าในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะความแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะความแตกฉานในความสละชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ให้ถึงความแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ให้ถึงความแตกฉานในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เจริญความชำนาญในความแตกฉานในความสละ(ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในธรรมที่เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความสละ) ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ควรกำหนด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะ ตรัสรู้สภาวะที่เป็นบริวาร ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เต็มรอบ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ประคองไว้ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่กระจัดกระจายไป ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ขุ่นมัว ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่หวั่นไหว ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจความปรากฏแห่งจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นอารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นโคจร ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ออก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่หลีกไป ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ละเอียด ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ประณีต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่หลุดพ้น ชื่อว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา โพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะเครื่องข้าม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่มีนิมิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่มีที่ตั้ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ว่าง ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่มีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ล่วงเลยกัน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งธรรมที่เป็นคู่กัน ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะเครื่องนำออก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเหตุชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เห็น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นใหญ่ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่พิจารณาเห็นแห่งวิปัสสนา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่มีรสเป็นอย่างเดียวกันแห่งสมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ล่วงเลยกันแห่งธรรมที่เป็นคู่กัน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สมาทานแห่งสิกขา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นโคจรแห่งอารมณ์ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ประคองจิตที่ย่อท้อ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ข่มจิตที่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่คุมจิตอันบริสุทธิ์จากความย่อท้อ และความฟุ้งซ่านทั้ง ๒ ประการ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่บรรลุคุณวิเศษ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้แจ้ง อริยมรรคอันยอดเยี่ยม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรัสรู้สัจจะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ให้จิตตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่น้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เห็นแห่งปัญญินทรีย์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่หวั่นไหว เพราะความไม่มีศรัทธาแห่งสัทธาพละ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่หวั่นไหว เพราะอวิชชาแห่งปัญญาพละ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่พิจารณาแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เห็นแห่งสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่หวั่นไหวแห่งพละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่นำออกแห่งโพชฌงค์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเหตุแห่งมรรค ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เริ่มตั้งแห่งสัมมัปปธาน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สำเร็จแห่งอิทธิบาท ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นของแท้แห่งสัจจะ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่สงบระงับแห่งมรรค ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ทำให้แจ้งแห่งผล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรึกตรองแห่งวิตก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรวจตราแห่งวิจาร ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่แผ่ไปแห่งปีติ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไหลมาแห่งสุข ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเอกัคคตารมณ์แห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่นึก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้แจ้ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้ชัด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่จำได้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ควรรู้ยิ่ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่พิจารณาแห่งปริญญา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สละแห่งปหานะชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่มีรสเป็นอย่างเดียวกันแห่งภาวนา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นกองแห่งขันธ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ทรงไว้แห่งธาตุทั้งหลาย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ต่อแห่งอายตนะทั้งหลาย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่มีระหว่างคั่นแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ออกแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะหลีกไปแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเหตุแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นปัจจัยแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งมั่นแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นภูมิแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นอารมณ์แห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นโคจรแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เที่ยวไปแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไปแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่นำไปแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่นำออกแห่งจิตชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สลัดออกแห่งจิต ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่นึกในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้แจ้งในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้ชัดในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่จำได้ในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เนื่องในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่แล่นไปในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ผ่องใสในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งมั่นในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่หลุดพ้นในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เห็นว่า “นี้ละเอียด” ในจิตที่เป็น เอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ทำให้เป็นดุจญาณในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ทำให้เป็นที่ตั้งในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งขึ้นเนืองๆ ในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อบรมในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ปรารภเสมอดีในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่กำหนดในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นบริวารในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ตรัสรู้สภาวะที่เต็มรอบในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ประชุมลงในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อธิษฐานในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ปฏิบัติในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เจริญในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ทำให้มากในจิตที่เป็น เอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่รวมดีในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่หลุดพ้นด้วยดีในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรัสรู้ในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรัสรู้ตามในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรัสรู้เฉพาะในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรัสรู้พร้อมในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ให้ตรัสรู้ในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ให้ตรัสรู้ตามในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ให้ตรัสรู้เฉพาะในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ให้ตรัสรู้พร้อมในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นไปในฝ่ายตรัสรู้ในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นไปในฝ่ายตรัสรู้ตามในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นไปในฝ่ายให้ตรัสรู้เฉพาะในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นไปในฝ่ายตรัสรู้พร้อมในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่สว่างในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สว่างขึ้นในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สว่างเนืองๆ ในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สว่างเฉพาะในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สว่างพร้อมในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อริยมรรคให้สว่าง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อริยมรรคให้รุ่งเรือง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อริยมรรคทำให้กิเลสเร่าร้อน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อริยมรรคไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา มลทิน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อริยมรรคปราศจากมลทิน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อริยมรรคหมดมลทิน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งความสงบ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่อริยมรรคทำให้กิเลสระงับชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ดำเนินไปในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งความคลายกำหนัดชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ดำเนินไปในความคลายกำหนัด ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งความดับ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ดำเนินไปในความดับ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่ดำเนินไปในความสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ดำเนินไปในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นมูลแห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นบาทแห่งฉันทะชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นประธานแห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สำเร็จแห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่น้อมไปแห่งฉันทะชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ประคองไว้แห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งมั่นแห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เห็นแห่งฉันทะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งวิริยะ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งจิตตะ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นมูลแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นบาทแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นประธานแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สำเร็จแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่น้อมไปแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ประคองไว้แห่งวิมังสาชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตั้งมั่นแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิมังสา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เห็นแห่งวิมังสา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งทุกข์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่บีบคั้นแห่งทุกข์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งทุกข์ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ทำให้เดือดร้อนแห่งทุกข์ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่แปรผันแห่งทุกข์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งสมุทัยชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ประมวลมาแห่งสมุทัย ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เกี่ยวข้องแห่งสมุทัย ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่พัวพันแห่งสมุทัย ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งนิโรธ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเครื่องสลัดออกแห่งนิโรธ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นวิเวกแห่งนิโรธ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นอสังขตะแห่งนิโรธ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นอมตะแห่งนิโรธชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะแห่งมรรค ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่นำออกแห่งมรรค ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเหตุแห่งมรรค ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เห็นแห่งมรรค ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นใหญ่แห่งมรรค ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นของแท้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นอนัตตา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นของจริง ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้แจ้ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้ยิ่ง ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สภาวะที่กำหนดรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นธรรม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นธาตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่รู้ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ทำให้แจ้ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ถูกต้อง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่ตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้เนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อพยาบาทชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อาโลกสัญญา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อวิกเขปะชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ธัมมววัตถาน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ญาณ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ปามุชชะ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ปฐมฌาน ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อรหัตตมรรค ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อรหัตตผลสมาบัติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สัทธินทรีย์ด้วยสภาวะน้อมใจเชื่อ ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ปัญญินทรีย์ด้วยสภาวะเห็น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สัทธาพละด้วยสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้ปัญญาพละด้วยสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สติสัมโพชฌงค์ด้วยสภาวะตั้งมั่น ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อุเบกขา-สัมโพชฌงค์ด้วยสภาวะพิจารณา ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สัมมาทิฏฐิด้วยสภาวะเห็น ฯลฯ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้สัมมาสมาธิด้วยสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อินทรีย์ด้วยสภาวะเป็นใหญ่ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้พละด้วยสภาวะไม่หวั่นไหว ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่นำออก ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้มรรคด้วยสภาวะเป็นเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สติปัฏฐานด้วยสภาวะตั้งมั่น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สัมมัปปธานด้วยสภาวะตั้งไว้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อิทธิบาทด้วยสภาวะให้สำเร็จ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สัจจะด้วยสภาวะเป็นของแท้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สมถะด้วยสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้วิปัสสนาด้วยสภาวะพิจารณาเห็น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สมถะและวิปัสสนาด้วยสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ธรรมที่เป็นคู่กันด้วยสภาวะไม่ล่วงเลยกัน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สีลวิสุทธิด้วยสภาวะสำรวม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้จิตตวิสุทธิด้วยสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้ทิฏฐิวิสุทธิด้วยสภาวะเห็น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้วิโมกข์ด้วยสภาวะหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้วิชชาด้วยสภาวะรู้แจ้ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้วิมุตติด้วยสภาวะสละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ญาณในความสิ้นไปด้วยสภาวะตัดขาด ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้อนุปปาทญาณด้วยสภาวะสงบระงับ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ฉันทะด้วยสภาวะเป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้มนสิการด้วยสภาวะเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ผัสสะด้วยสภาวะเป็นที่รวม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้เวทนาด้วยสภาวะเป็นที่ประชุม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สมาธิด้วยสภาวะเป็นประธาน ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สติด้วยสภาวะเป็นใหญ่ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ปัญญาด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้น ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้วิมุตติด้วยสภาวะเป็นแก่นสาร ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพานด้วยสภาวะเป็นที่สุด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย”ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า ท่านทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ โพชฌงค์ ๗ ประการอะไรบ้าง คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล ผมนั้นประสงค์จะอยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์ใดๆ บรรดาโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ผมก็อยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์นั้นๆประสงค์จะอยู่ในเวลาเที่ยง ฯลฯ ในเวลาเย็นด้วยโพชฌงค์ใดๆ ผมก็อยู่ในเวลาเย็นด้วยโพชฌงค์นั้นๆ ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ดังนี้ สติสัมโพชฌงค์ของผมก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าผมปรารภเสมอดีแล้ว เมื่อผมกำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่” ถ้าแม้สติสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปก็รู้ชัดว่า “สติสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้” ฯลฯ ท่านทั้งหลายถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ดังนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าผมปรารภเสมอดีแล้ว เมื่อผมกำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่” ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปก็รู้ชัดว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้” ท่านทั้งหลาย เปรียบเหมือนตู้เก็บผ้าของพระราชาหรือของมหาอำมาตย์ของพระราชา เต็มด้วยผ้าสีต่างๆ พระราชาหรือมหาอำมาตย์นั้นประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดในเวลาเช้า ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแหละในเวลาเช้า ประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดในเวลาเที่ยง ฯลฯ ในเวลาเย็น ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแหละในเวลาเย็น ฉันใด ผมก็ฉันนั้นเหมือนกันประสงค์จะอยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์ใดๆ บรรดาโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ก็อยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์นั้นๆ ประสงค์จะอยู่ในเวลาเที่ยง ฯลฯ ในเวลาเย็นด้วยโพชฌงค์ใดๆ ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์นั้นๆ ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ดังนี้ สติ-สัมโพชฌงค์ของผมก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าผมปรารภเสมอดีแล้ว เมื่อผมกำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่” ถ้าแม้สติ- สัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปก็รู้ว่า “สติสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา ฯลฯ ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ดังนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าผมปรารภเสมอดีแล้ว เมื่อผมกำลังเที่ยวไปย่อมรู้ชัดอุเบกขา-สัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่” ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไป ก็รู้ชัดว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้” สุตตันตนิทเทส แสดงพระสูตร
โพชฌงค์ ในข้อว่า “ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ ดังนี้” มีอยู่อย่างไร คือ นิโรธปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า “ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ดังนี้” ก็มีเพียงนั้น เหมือนประทีปน้ำมันกำลังสว่างอยู่ เปลวไฟมีเพียงใด แสงก็มีเพียงนั้น แสงมีเพียงใด เปลวไฟก็มีเพียงนั้น นิโรธมีอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า“ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ ดังนี้” ก็มีอยู่เพียงนั้น โพชฌงค์ในข้อว่า “สติสัมโพชฌงค์ของผมก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ดังนี้” มีอยู่อย่างไร คือ กิเลสทั้งหลาย ได้แก่ กิเลสที่กลุ้มรุมจิตทั้งปวงเทียว สังขารที่ให้เกิดในภพใหม่มีประมาณ นิโรธชื่อว่าหาประมาณมิได้ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว เพราะมีสภาวะเป็นอสังขตธรรม นิโรธปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า “สติสัมโพชฌงค์ของผมก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ดังนี้” ก็มีอยู่เพียงนั้น โพชฌงค์ในข้อว่า “สติสัมโพชฌงค์ ชื่อว่าผมปรารภเสมอดีแล้วนั้น ดังนี้”มีอยู่อย่างไร คือ กิเลสทั้งหลาย ได้แก่ กิเลสที่กลุ้มรุมจิตทั้งปวงเทียว สังขารที่ให้เกิดในภพใหม่ไม่เสมอ นิโรธมีความเสมอเป็นธรรมดา เพราะมีสภาวะเป็นธรรมละเอียดเพราะมีสภาวะเป็นธรรมประณีต นิโรธปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า “สติ-สัมโพชฌงค์ ชื่อว่าผมปรารภเสมอดีแล้ว ดังนี้” ก็มีอยู่เพียงนั้น เมื่อผมกำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่” ถ้า สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไป ก็รู้ชัดว่า “สติสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้”เป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา คือ สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการเท่าไร สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ อย่าง สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ อย่าง สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีความเกิด ๒. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงความเกิด ๓. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีความเป็นไป ๔. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงความเป็นไป ๕. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีนิมิต ๖. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงนิมิต ๗. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึงนิโรธ ๘. สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงสังขาร สติสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้ สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงความเกิด ๒. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีความเกิด ๓. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงความเป็นไป ๔. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีความเป็นไป ๕. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงนิมิต ๖. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีนิมิต ๗. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงสังขาร ๘. สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึงนิโรธ สติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ อย่างนี้ เมื่อผมกำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่” ถ้าสติสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปก็รู้ชัดว่า“สติสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้แล” ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๓. โพชฌังคกถา โพชฌงค์ในข้อว่า “ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ ดังนี้” มีอยู่อย่างไร คือ นิโรธปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า “ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมมีอยู่ ดังนี้” ก็มีอยู่เพียงนั้น เหมือนประทีปน้ำมันกำลังสว่างอยู่ ฯลฯ โพชฌงค์ในข้อว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ดังนี้”มีอยู่อย่างไร ฯลฯ โพชฌงค์ในข้อว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชื่อว่าผมปรารภเสมอดีแล้ว ดังนี้”มีอยู่อย่างไร ฯลฯ เมื่อผมกำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่”ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไป ก็รู้ชัดว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้” เป็นอย่างไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการเท่าไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ อย่าง อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ อย่าง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีความเกิด ๒. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงความเกิด ๓. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีความเป็นไป ๔. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงความเป็นไป ๕. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีนิมิต ๖. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงนิมิต ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการนึกถึงนิโรธ ๘. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยการไม่นึกถึงสังขาร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๔. เมตตากถา อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงความเกิด ๒. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มี ความเกิด ๓. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงความเป็นไป ๔. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มี ความเป็นไป ๕. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงนิมิต ๖. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึง(นิพพาน)ที่ไม่มีนิมิต ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการนึกถึงสังขาร ๘. อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยการไม่นึกถึงนิโรธ อุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ อย่างนี้ เมื่อผมกำลังเที่ยวไปย่อมรู้ชัดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า “ดำรงอยู่” ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์เคลื่อนไปก็รู้ชัดว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของผมเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้แล”โพชฌังคกถา จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ยุคนทฺธวคฺเค โพชฺฌงฺคกถา สาวตฺถีนิทานํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค โพชฌงคกถา สาวัตถีนิทาน
สตฺติเม ภิกฺขเว โพชฺฌงฺคา กตเม สตฺต สติสมฺโพชฺฌงฺโค สมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิเม โข ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา ฯ {๕๕๗.๑} โพชฺฌงฺคาติ เกนตฺเถน โพชฺฌงฺคา ฯ โพธิยํ สํวตฺตนฺตีติ โพชฺฌงฺคา พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนุพุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิพุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺพุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา พุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนุพุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปฏิพุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา สมฺพุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนุโพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิโพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺโพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนุโพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปฏิโพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา สมฺโพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนุโพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปฏิโพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา สมฺโพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิปฏิลาภฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิโรปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิอภิโรปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิสมฺปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉนคือ สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชงฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขา-*สัมโพชฌงค์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล ฯ คำว่า โพชฺฌงฺคา ความว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นไปในความตรัสรู้ ว่าย่อมตรัสรู้ว่าตรัสรู้ตาม ว่าตรัสรู้เฉพาะ ว่าตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถว่าตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌฺงค์ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ ว่าให้ตรัสรู้ตาม ว่าให้ตรัสรู้เฉพาะ ว่าให้ตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าเป็นไปในฝ่ายธรรมเครื่องตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายเครื่องตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้ได้ความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าปลูกความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าบำรุงความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ถึงความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ถึงพร้อมความตรัสรู้ ฯ
มูลฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทา- ปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา ปจฺจยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริปูรฏฺเฐน {๕๕๘.๑} โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา อนวชฺชฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทฏฺเฐน {๕๕๘.๒} โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทา- ปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา อนาสวฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทา- ปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา วิเวกฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นมูล เพราะอรรถว่าประพฤติตามอรรถที่เป็นมูล เพราะอรรถว่ากำหนดธรรมที่เป็นมูล เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลเป็นบริวาร เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลบริบูรณ์ เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลแก่กล้า เพราะอรรถว่าแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่าให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ เพราะอรรถว่าประพฤติตามเหตุ ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในเหตุชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย เพราะอรรถว่าประพฤติตามปัจจัย ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในปัจจัย เพราะอรรถว่าหมดจด เพราะอรรถว่าประพฤติหมดจด ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด เพราะอรรถว่าไม่มีโทษ เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีโทษ ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีโทษ เพราะอรรถว่าเป็นเนกขัมมะเพราะอรรถว่าประพฤติเนกขัมมะ ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในเนกขัมมะ เพราะอรรถว่าหลุดพ้น เพราะอรรถว่าประพฤติหลุดพ้น ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น เพราะอรรถว่าไม่มีอาสวะ เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีอาสวะ ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะ เพราะอรรถว่าเป็นวิเวก เพราะอรรถว่าประพฤติวิเวก ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในวิเวกชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในวิเวก เพราะอรรถว่าปล่อยวาง เพราะอรรถว่าประพฤติปล่อยวาง เพราะอรรถว่ากำหนดความปล่อยวาง เพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางเป็นบริวาร เพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางบริบูรณ์ เพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางแก่กล้า เพราะอรรถว่าแตกฉานในความปล่อยวาง เพราะอรรถว่าให้ถึงความแตกฉานในความปล่อยวาง เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความปล่อยวาง ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความปล่อยวาง ฯ
มูลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปจฺจยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนวชฺชฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาสวฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตุจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปจฺจยจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนวชฺชจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาสวจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริปากฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริปากฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทา- ปาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นมูล ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นปัจจัย ว่าตรัสรู้สภาพอันหมดจด ว่าตรัสรู้สภาพอันไม่มีโทษ ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นเนกขัมมะ ว่าตรัสรู้สภาพวิมุติว่าตรัสรู้สภาพไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพวิเวก ว่าตรัสรู้สภาพปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นมูล ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นปัจจัย ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติหมดจด ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติไม่มีโทษ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติเนกขัมมะ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติวิมุติ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติวิเวก ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความกำหนดธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพความกำหนดปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันเป็นมูลเป็นบริวาร ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพมีความปล่อยวางเป็นบริวาร ว่าตรัสรู้สภาพมีธรรมอันเป็นมูลบริบูรณ์ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพมีความปล่อยวางบริบูรณ์ ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันเป็นมูลแก่กล้า ฯลฯ ว่าตรัสรู้ธรรมอันมีความปล่อยวางแก่กล้า ว่าตรัสรู้สภาพความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพความแตกฉานในความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพอันให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพอันให้ถึงความแตกฉานในความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพความเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความปล่อยวาง ฯลฯ ฯ
ปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิสารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาวิลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนิญฺชนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺตุปฏฺฐานวเสน จิตฺตสฺส ฐิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อารมฺมณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โคจรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปหานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริจฺจาคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วุฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิวฏฺฏนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สนฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปณีตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาสวฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ตรณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนิมิตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อปฺปณิหิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สุญฺญตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกรสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนติวตฺตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ยุคนทฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อาธิปเตยฺยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความกำหนด ว่าตรัสรู้สภาพบริวาร ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพบริบูรณ์ ว่าตรัสรู้สภาพแห่งจิตมีอารมณ์เดียว ว่าตรัสรู้สภาพความไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้ ว่าตรัสรู้สภาพความไม่แพร่ไป ว่าตรัสรู้สภาพความไม่ขุ่นมัว ว่าตรัสรู้สภาพไม่มีกิเลสเครื่องหวั่นไหว ว่าตรัสรู้สภาพตั้งอยู่แห่งจิต ด้วยสามารถความปรากฏโดยความมีอารมณ์เดียว ว่าตรัสรู้สภาพอารมณ์ ว่าตรัสรู้สภาพโคจร ว่าตรัสรู้สภาพละ ว่าตรัสรู้สภาพสละ ว่าตรัสรู้สภาพการออกไป ว่าตรัสรู้สภาพความหลีกไป ว่าตรัสรู้สภาพละเอียด ว่าตรัสรู้สภาพประณีต ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพการข้ามไป ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอันไม่มีนิมิต ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอันว่างเปล่า ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันมีกิจเป็นอันเดียวกัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันไม่ล่วงเกินกัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นคู่กัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมเครื่องนำออก ว่าตรัสรู้สภาพแห่งเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพทัสนะ ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นใหญ่ ฯ
สมถสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิปสฺสนาย อนุปสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมถวิปสฺสนานํ เอกรสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ยุคนทฺธสฺส อนติวตฺตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สิกฺขาย สมาทานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อารมฺมณสฺส โคจรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ลีนสฺส จิตฺตสฺส ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุทฺธจฺจสฺส จิตฺตสฺส วินิคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุโภวิสุทฺธานํ อชฺฌุเปกฺขนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเสสาธิคมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุตฺตริปฏิเวธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺจาภิสมยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะว่าตรัสรู้ความพิจารณาเห็นแห่งวิปัสสนา ว่าตรัสรู้ความมีกิจเป็นอันเดียวกันแห่งสมถะและวิปัสสนา ว่าตรัสรู้ความไม่ล่วงเกินกันแห่งธรรมที่คู่กัน ว่าตรัสรู้ความสมาทานสิกขา ว่าตรัสรู้ความเป็นโคจรแห่งอารมณ์ ว่าตรัสรู้ความประคองจิตที่หดหู่ไว้ ว่าตรัสรู้ความข่มจิตที่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้ความวางเฉยแห่งจิตที่บริสุทธิ์ทั้งสองอย่าง ว่าตรัสรู้ความบรรลุธรรมพิเศษ ว่าตรัสรู้ความแทงตลอดธรรมที่ยิ่ง ว่าตรัสรู้ความตรัสรู้สัจจะ ว่าตรัสรู้ความยังจิตให้ตั้งอยู่ในนิโรธ ฯ
สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สทฺธาพลสฺส อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปญฺญาพลสฺส อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปฏิสงฺขานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺมาทิฏฺฐิยา ทสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ สมฺมาสมาธิสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อินฺทฺริยานํ อาธิปเตยฺยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา พลานํ อกมฺปิยฏฺฐํ พุชฺฌนตีติ โพชฺฌงฺคา โพชฺฌงฺคานํ นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มคฺคสฺส เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สติปฏฺฐานานํ อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺมปฺปธานานํ ปทหนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อิทฺธิปาทานํ อิชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺจานํ ตถฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปโยคานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ผลานํ สจฺฉิกิริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิตกฺกสฺส อภิโรปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิจารสฺส อุปวิจารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปีติยา ผรณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สุขสฺส อภิสนฺทนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส เอกคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาแห่งสัทธาพละ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชาแห่งปัญญาพละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความพิจารณาหาทางแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความเห็นชอบแห่งสัมมาทิฐิ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ ว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวแห่งพละ ว่าตรัสรู้ความนำออกแห่งโพชฌงค์ ว่าตรัสรู้ความเป็นเหตุแห่งมรรค ว่าตรัสรู้ความตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน ว่าตรัสรู้ความตั้งไว้แห่งสัมมัปปธาน ว่าตรัสรู้ความให้สำเร็จแห่งอิทธิบาท ว่าตรัสรู้ความเป็นธรรมแท้แห่งสัจจะ ว่าตรัสรู้ความระงับแห่งประโยค ว่าตรัสรู้ความทำให้แจ้งแห่งผล ว่าตรัสรู้ความตรึกแห่งวิตก ว่าตรัสรู้ความตรองแห่งวิจาร ว่าตรัสรู้ความแผ่ซ่านแห่งปีติ ว่าตรัสรู้ความไหลไปแห่งสุข ว่าตรัสรู้ความมีอารมณ์เดียวแห่งจิต ฯ
อาวชฺชนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สญฺชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอโกทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อภิญฺเญยฺยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริญฺญาย ตีรณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปหานสฺส ปริจฺจาคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ภาวนาย เอกรสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺฉิกิริยาย ผสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ขนฺธานํ ขนฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธาตูนํ ธาตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อายตนานํ อายตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สงฺขตานํ สงฺขตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อสงฺขตสฺส อสงฺขตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความนึก ว่าตรัสรู้สภาพความรู้แจ้ง ว่าตรัสรู้สภาพความรู้ชัด ว่าตรัสรู้สภาพความหมายรู้ ว่าตรัสรู้สภาพสมาธิอันเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรรู้ยิ่ง ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรกำหนดพิจารณา ว่าตรัสรู้สภาพสละแห่งปหานะ ว่าตรัสรู้สภาพมีกิจเป็นอันเดียวกันแห่งภาวนา ว่าตรัสรู้สภาพควรถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา ว่าตรัสรู้สภาพเป็นกองแห่งขันธ์ ว่าตรัสรู้สภาพทรงไว้แห่งธาตุ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นบ่อเกิดแห่งอายตนะว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม ฯ
จิตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตานนฺตริกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส วุฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส วิวฏฺฏนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส ปจฺจยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส วตฺถฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส ภุมฺมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส อารมฺมณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตวตฺถุสฺส โคจรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส จริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส คตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพที่มีอยู่ในระหว่างแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพความออกแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพความหลีกไปแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นปัจจัยแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นที่ตั้งแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นภูมิแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นอารมณ์แห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นโคจรแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพที่ดำเนินไปแห่งจิต ฯ
เอกตฺเต อาวชฺชนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต วิชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สญฺชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต เอโกทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปกฺขนฺทนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปสีทนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สนฺติฏฺฐนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต วิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ยานีกตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต วตฺถุกตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุฏฺฐิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปริจิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สุสมารทฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สโมธานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อธิฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อาเสวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ภาวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต พหุลีกมฺมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สุสมุคฺคตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สุวิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ {๕๖๕.๑} โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต พุชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุพุชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิพุชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สมฺพุชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต โพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุโพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิโพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สมฺโพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต โพธิปกฺขิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุโพธิปกฺขิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิโพธิปกฺขิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สมฺโพธิปกฺขิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต โชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อุชฺโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สญฺโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความนึกในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความรู้แจ้งในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความรู้ชัดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความหมายรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเป็นสมาธิในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความแล่นไปในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความผ่องใสในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความเพิกเฉยในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความหลุดพ้นในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความเห็นว่า นี้ละเอียดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำเป็นดุจยานในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความตั้งขึ้นเนืองๆ ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำให้เป็นที่ตั้งในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความตั้งขึ้นเนืองๆในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพก่อในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพปรารภด้วยดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่กำหนดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเป็นบริวารในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพบริบูรณ์ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ประชุมลงในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตั้งมั่นในธรรมอย่างเดียวว่าตรัสรู้สภาพเป็นที่เสพในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเจริญในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำให้มากในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ขึ้นไปดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้นด้วยดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้พร้อมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้พร้อมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้พร้อมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างขึ้นในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างตามในธรรมอย่างเดียวว่าตรัสรู้สภาพความสว่างเฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างพร้อมในธรรมอย่างเดียว ฯ
วีมํสาย ปาทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิโรธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปตาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิโรจนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา กิเลสานํ สนฺตาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อมลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิมฺมลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิราคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิราคจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ {๕๖๖.๑} โพชฺฌงฺคา นิโรธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิโรธจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส มูลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส ปาทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส ปธานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อิชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อธิโมกฺขฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ จิตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย มูลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย ปาทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย ปธานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อิชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อธิโมกฺขฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสาว่าตรัสรู้สภาพดับ ว่าตรัสรู้สภาพเผาผลาญ ว่าตรัสรู้สภาพความรุ่งเรือง ว่าตรัสรู้สภาพเครื่องให้กิเลสเร่าร้อน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่ไม่มีมลทิน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่ปราศจากมลทิน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่หามลทินมิได้ ว่าตรัสรู้สภาพความสงบ ว่าตรัสรู้สภาพเครื่องให้สงบ ว่าตรัสรู้สภาพความสงัด ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติสงัด ว่าตรัสรู้สภาพความสำรอกกิเลส ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติสำรอกกิเลส ว่าตรัสรู้สภาพความดับ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติความดับ ว่าตรัสรู้สภาพความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นบาทแห่งฉันทะว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้สำเร็จแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพน้อมไปแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้แห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพตั้งมั่นแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพวิริยะฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพจิต ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นมูลแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นประธานแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้สำเร็จแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพน้อมไปแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้แห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพตั้งมั่นแห่งวิมังสาว่าตรัสรู้สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิมังสา ฯ
ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทุกฺขสฺส สงฺขตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทุกฺขสฺส สนฺตาปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทุกฺขสฺส วิปริณามฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมุทยสฺส อายุหนฏฺฐํ นิทานฏฺฐํ สญฺโญคฏฺฐํ ปลิโพธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทุกฺขนิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺฐํ วิเวกฏฺฐํ อสงฺขตฏฺฐํ อมตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺฐํ เหตฏฺฐํ ทสฺสนฏฺฐํ อาธิปเตยฺยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ตถฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺจฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิเวธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อภิชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธมฺมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธาตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ญาตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺฉิกิริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ผสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อภิสมยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อพฺยาปาทํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อาโลกสญฺญํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธมฺมววตฺถานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ญาณํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปามุชฺชํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฐมชฺฌานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความบีบคั้นแห่งทุกข์ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้เดือดร้อนแห่งทุกข์ว่าตรัสรู้สภาพความแปรปรวนแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพความประมวลมาแห่งสมุทัยว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพที่ประกอบไว้แห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพพัวพันแห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพที่สลัดออกแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพสงัดแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นอมตะแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพที่นำออกแห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพที่เห็นแห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพความเป็นใหญ่แห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพที่ถ่องแท้ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นอนัตตา ว่าตรัสรู้สภาพเป็นของจริง ว่าตรัสรู้สภาพแทงตลอด ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรรู้ยิ่ง ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรกำหนดรู้ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นธรรม ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นธาตุ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปรากฏ ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรทำให้แจ้ง ว่าตรัสรู้สภาพถูกต้อง ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ ว่าตรัสรู้เนกขัมมะ ว่าตรัสรู้ความไม่พยาบาท ว่าตรัสรู้อาโลกสัญญาว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้กำหนดธรรม ว่าตรัสรู้ญาณ ว่าตรัสรู้ความปราโมทย์ ว่าตรัสรู้ปฐมญาณ ฯลฯ ว่าตรัสรู้อรหัตมรรค ฯ
อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺเฐน มคฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ตถฏฺเฐน สจฺจํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมถํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺขํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺตึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทํ มูลฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มนสิการํ สมุฏฺฐานฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ผสฺสํ สโมธานฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เวทนํ สโมสรณฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมาธึ ปมุขฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สตึ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปญฺญํ ตทุตฺตรฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตึ สารฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ สาวตฺถีนิทานํ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สัทธินทรีย์ด้วยความว่าน้อมใจเชื่อ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ปัญญินทรีย์ด้วยความว่าเห็นว่าตรัสรู้สัทธาพละด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา ฯลฯ ว่าตรัสรู้ปัญญาพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา ว่าตรัสรู้สติสัมโพชฌงค์ด้วยความว่าตั้งมั่น ฯลฯ ว่าตรัสรู้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยความว่าพิจารณาหาทาง ว่าตรัสรู้สัมมาทิฐิด้วยความว่าเห็น ฯลฯ ว่าตรัสรู้สัมมาสมาธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้อินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ว่าตรัสรู้พละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว ว่าตรัสรู้สภาพนำออก ว่าตรัสรู้มรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สติปัฏฐานด้วยความว่าตั้งมั่น ว่าตรัสรู้สัมมัปปธานด้วยความว่าตั้งไว้ ว่าตรัสรู้อิทธิบาทด้วยความว่าให้สำเร็จ ว่าตรัสรู้สัจจะด้วยความว่าเป็นของแท้ ว่าตรัสรู้สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้วิปัสสนาด้วยความว่าพิจารณาเห็น ว่าตรัสรู้สมถะและวิปัสสนาด้วยความว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ว่าตรัสรู้ธรรมที่เป็นคู่กันด้วยความว่าไม่ล่วงเกินกัน ว่าตรัสรู้สีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวมว่าตรัสรู้จิตวิสุทธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้ทิฐิวิสุทธิด้วยความว่าเห็น ว่าตรัสรู้วิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น ว่าตรัสรู้วิชชาด้วยความว่าแทงตลอด ว่าตรัสรู้วิมุตติด้วยความว่าสละ ว่าตรัสรู้ขยญาณด้วยความว่าตัดขาด ว่าตรัสรู้ญาณในความไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ว่าตรัสรู้ฉันทะด้วยความว่าเป็นมูล ว่าตรัสรู้มนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ว่าตรัสรู้ผัสสะด้วยความว่าเป็นที่รวม ว่าตรัสรู้เวทนาด้วยความว่าเป็นที่ประชุม ว่าตรัสรู้สมาธิด้วยความว่าเป็นประธาน ว่าตรัสรู้สติด้วยความว่าเป็นใหญ่ ว่าตรัสรู้ปัญญาด้วยความว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ว่าตรัสรู้วิมุติด้วยความว่าเป็นสาระ ว่าตรัสรู้นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ฯ -----------------------------------------------------สาวัตถีนิทาน ------------------
ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโสติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ สตฺติเม อาวุโส โพชฺฌงฺคา กตเม สตฺต สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิเม โข อาวุโส สตฺต โพชฺฌงฺคา อิเมสํ สฺวาหํ อาวุโส สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรามิ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ มชฺฌนฺติกสมยํ ฯเปฯ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน สายณฺหสมยํ วิหรามิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ {๕๖๙.๑} อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ เสยฺยถาปิ อาวุโส รญฺโญ วา ราชมหามตฺตสฺส วา นานารตฺตานํ ทุสฺสานํ ทุสฺสกรณฺฑโก ปูโร อสฺส โส ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย ปุพฺพณฺหสมเย ปารุปิตุํ ตนฺตเทว ทุสฺสยุคํ ปุพฺพณฺหสมยํ ปารุเปยฺย ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย มชฺฌนฺติกสมยํ สายณฺหสมยํ ปารุปิตุํ ตนฺตเทว ทุสฺสยุคํ สายณฺหสมยํ ปารุเปยฺย เอวเมว โข อหํ อาวุโส อิเมสํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรามิ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ มชฺฌนฺติกสมยํ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน สายณฺหสมยํ วิหรามิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ฯ
ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรท่าน ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉนคือสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายโพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เรานั้นหวังจะอยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์ใดๆ ในโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เราก็อยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์นั้นๆ หวังจะอยู่ในเวลาเที่ยง ฯลฯ เวลาเย็นด้วยโพชฌงค์ใดๆ เราก็อยู่ในเวลาเย็นด้วยโพชฌงค์นั้นๆ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดี เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ถ้าแม้สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราย่อมรู้ว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ ฯลฯ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดี เมื่อเรากำลังเที่ยวไปย่อมรู้ซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราย่อมรู้ว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนตู้เก็บผ้าของพระราชา หรือของราชมหาอำมาตย์ เต็มด้วยผ้าสีต่างๆ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์นั้น ประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดในเวลาเช้า ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแล ประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดในเวลาเที่ยง ในเวลาเย็น ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแล ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราก็ฉันนั้นเหมือนกันแล หวังจะอยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์ใดๆในโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ... ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ ฯ
กถํ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ยาวตา นิโรธุปฏฺฐาติ ตาวตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยาวตา อจฺฉิ ตาวตา วณฺโณ ยาวตา วณฺโณ ตาวตา อจฺฉิ เอวํ ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ {๕๗๐.๑} กถํ อปฺปมาโณ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ปมาณวนฺตา กิเลสา สพฺเพว ปริยุฏฺฐานา เยว สงฺขารา โปโนพฺภวิกา อปฺปมาโน นิโรโธ อสงฺขตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อปฺปมาโณ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ {๕๗๐.๒} กถํ สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ วิสมา กิเลสา สพฺเพว ปริยุฏฺฐานา เยว สงฺขารา โปโนพฺภวิกา สมธมฺโม นิโรโธ สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น มีอยู่อย่างไร ฯ นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น เปรียบเหมือนเมื่อดวงประทีปที่ตามด้วยน้ำมันกำลังสว่างอยู่ เปลวไฟมีเพียงใด แสงก็มีเพียงนั้น แสงมีเพียงใด เปลวไฟก็มีเพียงนั้น ฉันใด นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น ฉันนั้น ฯ โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้น มีอยู่อย่างไร ฯ กิเลสทั้งหลาย ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงเทียว สังขารอันให้เกิดในภพใหม่มีประมาณ นิโรธหาประมาณมิได้ เพราะความเป็นอสังขตธรรม นิโรธย่อมปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้นก็มีอยู่เพียงนั้น ฯ โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้นมีอยู่อย่างไร ฯ กิเลสทั้งหลาย ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงเทียว สังขารอันให้เกิดในภพใหม่ไม่เสมอ นิโรธมีความเสมอเป็นธรรมดา เพราะความเป็นธรรมละเอียด เพราะความเป็นธรรมประณีต นิโรธย่อมปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น ฯ
กถํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ กติหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ กติหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ {๕๗๑.๑} กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ อนุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อปฺปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิโรธํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ สงฺขาเร อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ {๕๗๑.๒} กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อปฺปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ สงฺขาเร อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิโรธํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ เอวํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ฯเปฯ ฯ
เมื่อเราเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างไร สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการเท่าไร สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ ฯ สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึงความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิมิต ๑ด้วยความนึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความไม่นึกถึงสังขาร ๑ สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ นี้ ฯ สติสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน สติสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยความนึกถึงความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความนึกถึงสังขาร ๑ สติสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ นี้ เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้ ฯลฯ ฯ
กถํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยาวตา อจฺฉิ ตาวตา วณฺโณ ยาวตา วณฺโณ ตาวตา อจฺฉิ เอวเมว ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ {๕๗๒.๑} กถํ อปฺปมาโณ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ปมาณวนฺตา กิเลสา สพฺเพว ปริยุฏฺฐานา เยว สงฺขารา โปโนพฺภวิกา อปฺปมาโณ นิโรโธ อสงฺขตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อปฺปมาโณ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ {๕๗๒.๒} กถํ สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ วิสมา กิเลสา สพฺเพว ปริยุฏฺฐานา เยว สงฺขารา โปโนพฺภวิกา สมธมฺโม นิโรโธ สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ {๕๗๒.๓} กถํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ กติหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ กติหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น มีอยู่อย่างไร นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีเพียงนั้น เปรียบเหมือนดวงประทีปที่ตามด้วยน้ำมันกำลังสว่างอยู่ ... ฯ โพชฌงค์ในข้อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้น มีอยู่อย่างไร ... ฯ โพชฌงค์ในข้อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้นมีอยู่อย่างไร ... ฯ เมื่อเราเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้อย่างไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการเท่าไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ ฯ
กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ อนุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตา โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส อภินีหารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส นิสฺสรณฏฺฐํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อปฺปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิโรธํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ สงฺขาเร อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ {๕๗๓.๑} กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อปฺปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขา- สมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ สงฺขาเร อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิโรธํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ เอวํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามีติ ฯ โพชฺฌงฺคกถา ฯ -------
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมดำรงอยู่ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ๑ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะความไม่นึกถึงความเกิด ๑ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความน้อมไปแห่งจิต ว่าตรัสรู้ความนำออกแห่งจิต อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงไว้ซึ่งความสลัดออกแห่งจิต ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ด้วยความไม่นึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิต ๑ด้วยความไม่นึกถึงนิมิต ๑ ด้วยความนึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความไม่นึกถึงสังขาร ๑อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ นี้ ฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเคลื่อนไปด้วยความนึกถึงความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงความเป็นไป ๑ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิมิต ๑ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความนึกถึงสังขาร ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิโรธ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ นี้ เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไปเราก็รู้ว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้ ฯ จบโพชฌงคกถา -----------------------------------------------------