จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กถํ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม ภาเวตพฺโพ กายคตา สติ สาตสหคตา เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา สมโถ จ วิปสฺสนา จ ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา ตโย สมาธี จตฺตาโร ธมฺมา ภาเวตพฺพา จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปญฺจ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ฉ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ฉ อนุสฺสติฏฺฐานานิ สตฺต ธมฺมา ภาเวตพฺพา สตฺต โพชฺฌงฺคา อฏฺฐ ธมฺมา ภาเวตพฺพา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค นว ธมฺมา ภาเวตพฺพา นว ปาริสุทฺธิปฺปธานิยงฺคานิ ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา ทส กสิณายตนานิ ฯ
ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ธรรมอย่างหนึ่งควรเจริญ คือ กายคตาสติอันสหรคตด้วยความสำราญธรรม ๒ ควรเจริญ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ธรรม ๓ ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓ธรรม ๔ ควรเจริญ คือ สติปัฏฐาน ๔ ธรรม ๕ ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ ธรรม ๖ ควรเจริญ คือ อนุสสติ ๖ ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗ธรรม ๘ ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรม ๙ ควรเจริญ คือ องค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ [ปาริสุทธิ] ๙ ธรรม ๑๐ ควรเจริญ คือ กสิณ ๑๐ ฯ
เทฺว ภาวนา โลกิยา จ ภาวนา โลกุตฺตรา จ ภาวนา ฯ ติสฺโส ภาวนา รูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อรูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อปริยาปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา ฯ รูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อตฺถิ หีนา อตฺถิ มชฺฌิมา อตฺถิ ปณีตา อรูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อตฺถิ หีนา อตฺถิ มชฺฌิมา อตฺถิ ปณีตา อปริยาปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา ปณีตา ฯ จตสฺโส ภาวนา ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ อิมา จตสฺโส ภาวนา ฯ
ภาวนา ๒ คือโลกิยภาวนา ๑ โลกุตรภาวนา ๑ ภาวนา ๓ คือการเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก [โลกุตรกุศล] ๑ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีตอย่างเดียว ภาวนา ๔ คือ เมื่อแทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญาชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดสมุทัยสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดมรรคสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ ภาวนา ๔ นี้ ฯ
อปราปิ จตสฺโส ภาวนา เอสนาภาวนา ปฏิลาภภาวนา เอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา ฯ {๖๙.๑} กตมา เอสนาภาวนา สพฺเพสํ สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา เอกรสา โหนฺตีติ อยํ เอสนาภาวนา ฯ {๖๙.๒} กตมา ปฏิลาภภาวนา สพฺเพสํ สมาธึ สมาปนฺนานํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ อยํ ปฏิลาภภาวนา ฯ
ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนา ๑ ปฏิลาภภาวนา ๑เอกรสาภาวนา ๑ อาเสวนาภาวนา ๑ ฯ เอสนาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าเอสนาภาวนา ฯ ปฏิลาภภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรมทั้งหลายที่เกิดในสมาธินั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนา ฯ
กตมา เอกรสาภาวนา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ภาวยโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ภาวยโต วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ภาวยโต สตินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ภาวยโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ภาวยโต ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา {๗๐.๑} อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ ภาวยโต สทฺธาพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ภาวยโต วิริยพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ ภาวยโต สติพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ ภาวยโต สมาธิพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ภาวยโต ปญฺญาพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ {๗๐.๒} อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกสรฏฺเฐน ภาวนา ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ {๗๐.๓} ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐึ ภาวยโต สมฺมาทิฏฺฐิยา วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาวยโต สมฺมาสงฺกปฺปสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจํ ภาวยโต สมฺมาวาจาย วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺตํ ภาวยโต สมฺมากมฺมนฺตสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีวํ ภาวยโต สมฺมาอาชีวสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายามํ ภาวยโต สมฺมาวายามสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสตึ ภาวยโต สมฺมาสติยา วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธึ ภาวยโต สมฺมาสมาธิสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อยํ เอกรสาภาวนา ฯ
เอกรสาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน... เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะอสัทธิยะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละเพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกันเมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะโกสัชชะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะปมาทะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัญญาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญาพละ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าเลือกเฟ้น ... เมื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า ซาบซ่านไป ... เมื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ ... เมื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ... เมื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทางโพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัมโพชฌงค์เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็นชอบ องค์มรรคอีก ๗ อย่างมีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าตรึก ... เมื่อเจริญสัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนดเอา ... เมื่อเจริญสัมมา-*กัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... เมื่อเจริญสัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว ... เมื่อเจริญสัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญสัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรคอีก ๗ อย่างมีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าองค์มรรถทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ภาวนานี้ ชื่อว่าเอกรสาภาวนา ฯ
กตมา อาเสวนาภาวนา อิธ ภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํปิ อาเสวติ มชฺฌนฺติกสมยํปิ อาเสวติ สายณฺหสมยํปิ อาเสวติ ปุเรภตฺตํปิ อาเสวติ ปจฺฉาภตฺตํปิ อาเสวติ ปุริเมปิ ยาเม อาเสวติ ปจฺฉิเมปิ ยาเม อาเสวติ รตฺตึปิ อาเสวติ ทิวาปิ อาเสวติ รตฺตินฺทิวาปิ อาเสวติ กาเฬปิ อาเสวติ ชุเณฺหปิ อาเสวติ วสฺเสปิ อาเสวติ เหมนฺเตปิ อาเสวติ คิเมฺหปิ อาเสวติ ปุริเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ มชฺฌิเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ ปจฺฉิเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ อยํ อาเสวนาภาวนา อิมา จตสฺโส ภาวนา ฯ
อาเสวนาภาวนาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพ เป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความสำราญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอดเวลาเที่ยงก็ดีตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลาหลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดีตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอดวันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดีตลอดส่วนวัยต้นก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ชื่อว่าอาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ
อปราปิ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ๑ ฯ
กถํ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ถีนมิทฺธํ ปชหโต อาโลกสญฺญาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อุทฺธจฺจํ ปชหโต อวิกฺเขปวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิจิกิจฺฉํ ปชหโต ธมฺมววตฺถานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อวิชฺชํ ปชหโต ญาณวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อรตึ ปชหโต ปามุชฺชวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๑} นีวรเณ ปชหโต ปฐมชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิตกฺกวิจาเร ปชหโต ทุติยชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ปีตึ ปชหโต ตติยชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สุขทุกฺเข ปชหโต จตุตฺถชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ ปชหโต อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปชหโต วิญฺญาณญฺจายตน- สมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปชหโต อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปชหโต เนวสญฺญานาสญฺญายตน- สมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา นิจฺจสญฺญํ ปชหโต อนิจฺจานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๒} สุขสญฺญํ ปชหโต ทุกฺขานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อตฺตสญฺญํ ปชหโต อนตฺตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา นนฺทึ ปชหโต นิพฺพิทานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ราคํ ปชหโต วิราคานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สมุทยํ ปชหโต นิโรธานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อาทานํ ปชหโต ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฆนสญฺญํ ปชหโต ขยานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อายุหนํ ปชหโต วยานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ธุวสญฺญํ ปชหโต วิปริณามานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๓} นิมิตฺตํ ปชหโต อนิมิตฺตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ปณิธึ ปชหโต อปฺปณิหิตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อภินิเวสํ ปชหโต สุญฺญตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สาราทานาภินิเวสํ ปชหโต อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สมฺโมหาภินิเวสํ ปชหโต ยถาภูตญาณทสฺสนวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อาลยาภินิเวสํ ปชหโต อาทีนวานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อปฺปฏิสงฺขํ ปชหโต ปฏิสงฺขานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สญฺโญคาภินิเวสํ ปชหโต วิวฏฺฏนานุปสฺสนา- วเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๔} ทิฏฺเฐกฏฺเฐ กิเลเส ปชหโต โสตาปตฺติมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา โอฬาริเก กิเลเส ปชหโต สกทาคามิมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อณุสหคเต กิเลเส ปชหโต อนาคามิมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิด ในภาวนานั้น อย่างไร ฯ เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนกขัมมะย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น เมื่อพระโยคาวจรละพยาบาท ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่พยาบาท ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละถีนมิทธะธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอุทธัจจะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนดธรรมย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถแห่งญาณย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอรติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสุขและทุกข์ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากาสานัญ-*จายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากาสานัญจายตนสัญญาธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญจายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิจจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถทุกขานุปัสนาย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนัตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิพพิทานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละราคะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิราคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละฆนสัญญา ธรรมทั้งหลายเกิดด้วยสามารถขยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสมุทัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิโรธานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละความถือมั่น ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฏินิสสัคคานุปัสนาย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอายูหนะ (การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณามานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิมิต ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิมิตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปณิธิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอัปปณิหิตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอภินิเวส(ความยึดมั่นว่ามีตัวตน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถสุญญตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสาราทานาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา (ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง) ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส(ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถยถาภูตญาณ-*ทัสนะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอาลยาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยความอาลัย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาทีนวานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอัปปฏิสังขา (ความไม่พิจารณา) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฏิสังขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัญโญคาภินิเวส(ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถด้วยวิวัฏฏานุปัสนา (ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป) ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถโสดาปัตติมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถสกทาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างละเอียด ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอนาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอรหัตมรรคย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน อย่างนี้ ฯ
กถํ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา เอวํ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกันอย่างไร เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อละพยาบาท อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งหมด อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน อย่างนี้ ฯ
กถํ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างไร ฯ พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ เมื่อละพยาบาท ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างนี้ ฯ
กถํ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา อิมา จตสฺโส ภาวนา รูปํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ เวทนํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ สญฺญํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ สงฺขาเร ปสฺสนฺโต ภาเวติ วิญฺญาณํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปสฺสนฺโต ภาเวติ เย เย ธมฺมา ภาวิตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ จตุตฺถภาณวารํ ฯ
ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างไร ฯ เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนกขัมมะเพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เมื่อละพยาบาทย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมากชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมากอย่างนี้ ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา พิจารณาเห็นเวทนา ... พิจารณาเห็นสัญญา ... พิจารณาเห็นสังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณ ... พิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ พิจารณาเห็นชราและมรณะ ... พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ชื่อว่าเจริญภาวนา ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้วธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ จบจตุตถภาณวาร
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ” ปัญญารู้ ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่าสุตมยญาณ เป็นอย่างไร คือ ธรรม ๑ อย่างที่ควรเจริญ คือ กายคตาสติที่ประกอบด้วยความสำราญ ธรรม ๒ อย่างที่ควรเจริญ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ธรรม ๓ อย่างที่ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓ ธรรม ๔ อย่างที่ควรเจริญ คือ สติปัฏฐาน ๔ ธรรม ๕ อย่างที่ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิอันมีองค์ ๕ ธรรม ๖ อย่างที่ควรเจริญ คือ อนุสสติฏฐาน (อนุสสติที่เป็นเหตุ) ๖ @เชิงอรรถ : @ สัมมาสมาธิอันมีองค์ ๕ ได้แก่ ความแผ่ซ่านแห่งปีติ, ความแผ่ซ่านแห่งสุข, ความแผ่ซ่านแห่งจิต,@ความแผ่ซ่านแห่งแสงสว่าง, นิมิตคือการพิจารณา (ขุ.ป.อ. ๑/๒๕/๑๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส ธรรม ๗ อย่างที่ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗ ธรรม ๘ อย่างที่ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรม ๙ อย่างที่ควรเจริญ คือ ปาริสุทธิปธานิยังคะ ๙ ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรเจริญ คือ กสิณ ๑๐
ภาวนา ๒ อย่าง คือ ๑. โลกิยภาวนา ๒. โลกุตตรภาวนา ภาวนา ๓ อย่าง คือ ๑. การเจริญธรรมที่เป็นรูปาวจรกุศล ๒. การเจริญธรรมที่เป็นอรูปาวจรกุศล ๓. การเจริญธรรมที่เป็นโลกุตตรกุศล การเจริญธรรมที่เป็นรูปาวจรกุศลอย่างหยาบก็มี ปานกลางก็มี ประณีตก็มีการเจริญธรรมที่เป็นอรูปาวจรกุศลอย่างหยาบก็มี ปานกลางก็มี ประณีตก็มีการเจริญธรรมที่เป็นโลกุตตรกุศลประณีตอย่างเดียว
ภาวนา ๔ อย่าง คือ ๑. เมื่อรู้แจ้งทุกขสัจด้วยการกำหนดรู้ ชื่อว่าเจริญ ๒. เมื่อรู้แจ้งสมุทยสัจด้วยการละ ชื่อว่าเจริญ ๓. เมื่อรู้แจ้งนิโรธสัจด้วยการทำให้แจ้ง ชื่อว่าเจริญ ๔. เมื่อรู้แจ้งมัคคสัจด้วยการเจริญ ชื่อว่าเจริญ เหล่านี้ ชื่อว่าภาวนา ๔ @เชิงอรรถ : @ ปาริสุทธิปธานิยังคะ ๙ ได้แก่ (๑) สีลวิสุทธิ (๒) จิตตวิสุทธิ (๓) ทิฏฐิวิสุทธิ (๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ@(๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ (๘) ปัญญาวิสุทธิ@(๙) วิมุตติวิสุทธิ (ขุ.ป.อ. ๑/๒๕/๑๓๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส ภาวนาแม้อีก ๔ อย่าง คือ ๑. เอสนาภาวนา ๒. ปฏิลาภภาวนา ๓. เอกรสาภาวนา ๔. อาเสวนาภาวนา เอสนาภาวนา เป็นอย่างไร คือ เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในส่วนเบื้องต้นนั้นมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้จึงชื่อว่าเอสนาภาวนา ปฏิลาภภาวนา เป็นอย่างไร คือ เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้นไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนา เอกรสาภาวนา เป็นอย่างไร คือ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ อินทรีย์อีก ๔อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น อินทรีย์อีก ๔ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน อินทรีย์อีก ๔อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนาเพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนาเพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา พละอีก ๔ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยอำนาจแห่งสัทธาพละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าพละทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้านพละอีก ๔ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งวิริยพละ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าพละทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทพละอีก ๔ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสติพละ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าพละทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะพละอีก ๔ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสมาธิพละ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าพละทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัญญาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาพละอีก ๔ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งปัญญาพละ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าพละทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น โพชฌงค์อีก ๖อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเลือกเฟ้น โพชฌงค์อีก ๖ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ โพชฌงค์อีก ๖ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญปีติสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแผ่ซ่าน โพชฌงค์ อีก ๖ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งปีติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะสงบ โพชฌงค์อีก๖ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน โพชฌงค์อีก ๖ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะพิจารณา โพชฌงค์อีก ๖ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น องค์มรรคอีก ๗ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนาเพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรอง องค์มรรคอีก ๗ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมาสังกัปปะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนด องค์มรรคอีก ๗อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมาวาจา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน องค์มรรคอีก ๗ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมากัมมันตะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว องค์มรรคอีก ๗อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมาอาชีวะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้ องค์มรรคอีก ๗ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมาวายามะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสติ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น องค์มรรคอีก ๗ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมาสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนาเพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรคอีก ๗อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนาเพราะมีความหมายว่าองค์มรรคทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ภาวนานี้จึงชื่อว่าเอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าสมาธิในเวลาเช้าก็ได้ กลางวันก็ได้ เย็นก็ได้ ก่อนอาหารก็ได้ หลังอาหารก็ได้ ปฐมยามก็ได้ มัชฌิมยามก็ได้ ปัจฉิมยามก็ได้ ตลอดคืนก็ได้ ตลอดวันก็ได้ ตลอดคืนและวันก็ได้ ตลอดข้างขึ้นและข้างแรมก็ได้ ตลอดฤดูฝนก็ได้ ฤดูหนาวก็ได้ ฤดูร้อนก็ได้ ตลอดปฐมวัยก็ได้ มัชฌิมวัยก็ได้ ปัจฉิมวัยก็ได้ภาวนานี้จึงชื่อว่าอาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ อย่างเหล่านี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส
อีกประการหนึ่ง ภาวนา ๔ อย่าง คือ ๑. ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน ๒. ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่าง เดียวกัน ๓. ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่านำความเพียรที่สมควรแก่ธรรม นั้นเข้าไป ๔. ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนืองๆ ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เป็นอย่างไร คือ เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ (ความพอใจในกาม) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนาเพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เมื่อละพยาบาท (ความคิดร้าย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอพยาบาทย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละถีนมิทธะ (ความหดหู่) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอาโลกสัญญาย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอวิกเขปะย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งธัมมววัตถาน ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งญาณ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอรติ (ความไม่ยินดี) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งปามุชชะ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละนิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งปฐมฌาน ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส เมื่อละวิตกและวิจาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละสุขและทุกข์ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เมื่อพระโยคาวจรละรูปสัญญา (ความหมายรู้รูป) ปฏิฆสัญญา (ความหมายรู้ความกระทบกระทั่งในใจ) นานัตตสัญญา (ความหมายรู้ภาวะต่างกัน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เมื่อละอากาสานัญจายตนสัญญา (ความหมายรู้อากาสานัญจายตนะ) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกันเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา (ความหมายรู้วิญญาณัญจายตนะ) ธรรม ทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา (ความหมายรู้อากิญจัญญายตนะ) ธรรม ทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เมื่อพระโยคาวจรละนิจจสัญญา (ความหมายรู้ว่าเที่ยง) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกันเมื่อละสุขสัญญา (ความหมายรู้ว่าเป็นสุข) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งทุกขานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส เมื่อละอัตตสัญญา (ความหมายรู้ว่าอัตตา) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละนันทิ (ความยินดี) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งนิพพิทานุปัสสนาย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละราคะ (ความกำหนัด) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งวิราคานุปัสสนาย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละสมุทัย (เหตุเกิด) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งนิโรธานุปัสสนาย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอาทานะ (ความยึดถือ) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งปฏินิสสัคคา-นุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละฆนสัญญา (ความหมายรู้ว่าเป็นก้อน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งขยานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอายุหนะ (กรรมเป็นเครื่องประมวลมา) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งวยานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละธุวสัญญา (ความหมายรู้ว่ามั่นคง) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งวิปริณามานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละนิมิต (เครื่องหมาย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอนิมิตตานุ-ปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละปณิธิ (ความตั้งมั่น) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตานุ-ปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอภินิเวส (ความยึดมั่น) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งสุญญตานุ-ปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละสาราทานาภินิเวส (ความยึดมั่นว่าเป็นแก่นสาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส (ความยึดมั่นเพราะความหลง) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส เมื่อละอาลยาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยความอาลัย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอาทีนวานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละอัปปฏิสังขา (การไม่พิจารณา) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งปฏิสังขานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละสัญโญคาภินิเวส (ความยึดมั่นเพราะกิเลสเครื่องประกอบ) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งโสดา-ปัตติมรรค ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรคย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างละเอียด ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอนาคามิมรรคย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน ... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยอำนาจแห่งอรหัตตมรรค ย่อมไม่ล่วงเลยกันและกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเลยกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกันเป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อละพยาบาท อินทรีย์ ๕ มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งอพยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง อินทรีย์ ๕ มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจแห่งอรหัตตมรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกันอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่านำความเพียรที่สมควรแก่ธรรมนั้น เข้าไป เป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำความเพียรด้วยอำนาจแห่ง เนกขัมมะเข้าไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่านำความเพียรที่สมควรแก่ธรรมนั้นเข้าไป เมื่อละพยาบาทย่อมนำความเพียรด้วยอำนาจแห่งอพยาบาทเข้าไป ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมนำความเพียรด้วยอำนาจแห่งอรหัตตมรรคเข้าไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่านำความเพียรที่สมควรแก่ธรรมนั้นเข้าไป ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่านำความเพียรที่สมควรแก่ธรรมนั้นเข้าไปอย่างนี้ ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนืองๆ เป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมปฏิบัติเนืองๆ ซึ่งเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนืองๆ เมื่อละพยาบาท ย่อมปฏิบัติเนืองๆ ซึ่งอพยาบาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนืองๆ ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมปฏิบัติเนืองๆ ซึ่งอรหัตตมรรคเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนืองๆ ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนืองๆ อย่างนี้ ภาวนา ๔ ประการนี้ พระโยคาวจรเมื่อเห็นรูป ชื่อว่าเจริญอยู่ เมื่อเห็นเวทนาฯลฯ เมื่อเห็นสัญญา ฯลฯ เมื่อเห็นสังขาร ฯลฯ เมื่อเห็นวิญญาณ ฯลฯ เมื่อเห็นจักขุ ฯลฯ เมื่อเห็นชราและมรณะ ฯลฯ เมื่อเห็นธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพานเพราะมีสภาวะเป็นที่สุด ชื่อว่าเจริญอยู่ ธรรมใดๆ ที่ได้เจริญแล้ว ธรรมนั้นๆ มีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ” ปัญญารู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่าสุตมยญาณ (๔) จตุตถภาณวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาภาเวตัพพนิทเทส
[๖๗] พึงทราบวินิจฉัยในภาเวตัพพนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า กายคตาสติ ได้แก่ สติสัมปยุตด้วยการมนสิการถึงอานาปานสติ อิริยาบถ ๔ อิริยาบถเล็กน้อย อาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ป่าช้า ๙ และการกำหนดสิ่งเป็นปฏิกูล ท่านกล่าวไว้แล้วในสูตรอันว่าด้วยกายคตาสติและสัมปยุตด้วยรูปฌานตามสมควร.
สตินั้น ท่านกล่าวว่ากายคตา เพราะไป คือเป็นไปในกายเหล่านั้น.
บทว่า สาตสหคตา - สติสหรคตด้วยความสำราญ ได้แก่ ถึงภาวะมีเกิดขึ้นครั้งเดียวเป็นต้นกับด้วยความสำราญ กล่าวคือการเสวยสุขอันหวานชื่น.
สหคตะศัพท์ปรากฏในชินวจนะลงในอรรถ ๕ ประการ คือ ในตัพภาวะ - ความกำหนัดด้วยความพอใจ ๑ ในโวกิณณะ - ความเจือ ๑ ในอารัมมณะ - อารมณ์ ๑ ในนิสสยะ - นิสัย ๑ ในสังสัฏฐะ - ความเกี่ยวข้อง ๑.
ปรากฏในอรรถว่าตัพพภาวะ ดังในบทนี้ว่า ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา - ตัณหาทำให้เกิดภพใหม่สหรคตด้วยนันทิราคะ, อธิบายว่า เป็นความกำหนัดด้วยความพอใจ.
ปรากฏในอรรถว่าโวกิณณะ ดังในบทนี้ว่า ยา ภิกฺขเว วีมํสา โกสชฺชสหคตา โกสชฺชสมฺปยุตฺตา - วีมังสาสหรคตด้วยโกสัชชะ สัมปยุตด้วยโกสัชชะ, อธิบายว่า วีมังสาเจือด้วยโกสัชชะเกิดขึ้นในระหว่างๆ.
ปรากฏในบทว่าอารัมมณะ ดังในบทนี้ว่า ลาภี โหติ รูปสหคตานํ วา สมาปตฺตีนํ อรูปสหคตานํ วา สมาปตฺตีนํ - ผู้ได้สมาบัติสหรคตด้วยรูป หรือสหรคตด้วยอรูป, อธิบายว่า สมาบัติอันมีรูปเป็นอารมณ์และมีอรูปเป็นอารมณ์.
ปรากฏในอรรถว่านิสสยะ ดังในบทนี้ว่า อฏฺฐิกสญฺญาสหคตํ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ - ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์ สหรคตด้วยอัฏฐิกสัญญา. อธิบายว่า เจริญอัฏฐิกสัญญาอันมีอัฏฐิกสัญญานอนเนื่องอยู่ในสันดานเป็นอันได้เฉพาะแล้ว.
ปรากฏในอรรถว่าสังสัฏฐะ ดังในบทนี้ว่า อิทํ สุขํ อิมาย ปีติยา สหคตํ โหติ สหชาตํ สมฺปยุตฺตํ - สุขนี้สหรคต คือเกิดร่วม คือสัมปยุตด้วยปีตินี้. อธิบายว่าเกี่ยวข้องกัน.
แม้ในบทนี้ ท่านก็ประสงค์เอาความเกี่ยวข้องกัน. เพราะสติเกี่ยวข้องด้วยความสำราญ ท่านกล่าวว่า สาตสหคตา - สหรคตด้วยความสำราญ.
จริงอยู่ สติเกี่ยวข้องด้วยความสำราญนั้น เว้นจตุตถฌานในฌานที่เหลือย่อมเป็น สาตสหคตา - สหรคตด้วยความสำราญ, แม้เมื่อสติสหรคตด้วยอุเบกขามีอยู่ โดยมากท่านก็กล่าวว่า สาตสหคตา,
อีกอย่างหนึ่ง เพราะจตุตถฌานเป็นมูลของปุริมฌานเป็นอันท่านกล่าวถึงสติสหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง เพราะสหรคตด้วยความสำราญ,
ก็เมื่อความสุขมีอยู่ด้วยอุเบกขา สติจึงเป็นสาตสหคตา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นอันท่านกล่าวถึงสติสัมปยุตด้วยจตุตถฌานด้วย.
บทว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ - สมถะและวิปัสสนา.
ชื่อว่าสมถะ เพราะยังธรรมที่เป็นข้าศึกมีกามฉันทะเป็นต้นให้สงบ คือให้หมดไป สมถะนี้เป็นชื่อของสมาธิ.
ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะเห็นธรรมโดยอาการหลายอย่างโดยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น วิปัสสนานี้เป็นชื่อของปัญญา.
ในสองบทนี้ ในทสุตตรปริยายสูตร ท่านกล่าวว่าเป็นบุพภาค, และในสังคีติปริยายสูตร ท่านกล่าวว่าเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ.
ตโย สมาธีติ สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ อวิตกฺโก วิจารมตฺโต สมาธิ อวิตกฺโกอวิจาโร สมาธิ ฯ
สมฺปยุตฺตวเสน วตฺตมาเนน สห วิตกฺเกน สวิตกฺโก สห วิจาเรน สวิจาโร ฯ
บทว่า ตโย สมาธี - สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิมีวิตกมีวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ๑ สมาธิไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร ๑.
สมาธิพร้อมด้วยวิตกเป็นไปด้วยอำนาจสัมปยุตธรรม ชื่อว่า สวิตกฺโก, สมาธิพร้อมด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจาโร.
สมาธินั้นเป็นขณิกสมาธิ - สมาธิชั่วขณะ, เป็นวิปัสสนาสมาธิ - สมาธิเห็นแจ้ง, เป็นอุปจารสมาธิ - สมาธิเฉียดๆ, ปฐมัชฌานสมาธิ - สมาธิในปฐมฌาน.
ชื่อว่า อวิตกฺโก - เพราะสมาธิไม่มีวิตก ชื่อว่า วิจารมตฺโต เพราะในวิตกวิจาร สมาธิมีเพียงวิจารมีประมาณยิ่ง, อธิบายว่า สมาธิไม่ถึงการประกอบร่วมกันกับวิตกยิ่งกว่าวิจาร. ในปัญจกนัย สมาธินั้นเป็นสมาธิในทุติยฌาน,
สมาธิเว้นทั้งสองอย่างนั้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร. สมาธินั้นในจตุกนัยเป็นรูปาวจรสมาธิมีทุติยฌานเป็นต้น, ในปัญจกนัยเป็นรูปาวจรสมาธิมีตติยฌานเป็นต้น. สมาธิแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ก็ยังเป็นโลกิยะอยู่นั่นเอง.
ในสังคีติปริยายสูตร ท่านกล่าวถึงสมาธิ ๓ แม้อย่างอื่นอีก คือ สุญฺญตสมาธิ - สมาธิว่างจากราคะ โทสะ โมหะ, อนิมิตฺตสมาธิ - สมาธิไม่มีราคะ โทสะ โมหะเป็นนิมิต อปฺปณิหิตสมาธิ - สมาธิหาราคะ โทสะ โมหะเป็นที่ตั้งมิได้.
ด้วยเหตุนั้น ในที่นี้ ท่านไม่ประสงค์เอาสมาธิเหล่านั้น.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๒๘
บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา - สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑.
พระโยคาวจรผู้กำหนดกาย โดยวิธี ๑๔ อย่าง ในส่วนเบื้องต้น พึงทราบว่าเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
พระโยคาวจรผู้กำหนดเวทนา โดยวิธี ๙ อย่าง พึงทราบว่าเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
พระโยคาวจรผู้กำหนดจิต โดยวิธี ๑๖ อย่าง พึงทราบว่าเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
พระโยคาวจรผู้กำหนดธรรม โดยวิธี ๕ อย่าง พึงทราบว่าเป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
ในที่นี้ ท่านไม่ประสงค์เอาโลกุตรธรรม.
บทว่า ปญฺจงฺคิโก สมาธิ - สมาธิมีองค์ ๕ ได้แก่ สมาธิในจตุตถฌาน.
องค์ ๕ คือ ปีติผรณตา - ปีติซาบซ่าน ๑ สุขผรณตา - ความสุขซาบซ่าน ๑ เจโตผรณตา - จิตซาบซ่าน ๑ อาโลกผรณตา - แสงสว่างแผ่ซ่าน ๑ ปัจจเวกขณนิมิต - การพิจารณาเป็นนิมิต ๑.
ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่าปีติผรณตา เพราะแผ่ปีติเกิดขึ้น.
ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่าสุขผรณตา เพราะแผ่สุขเกิดขึ้น.
เจโตปริยปัญญา - ปัญญากำหนดรู้จิต ชื่อว่าเจโตผรณตา เพราะแผ่จิตแก่คนอื่นเกิดขึ้น.
ทิพจักขุปัญญา - ปัญญาเกิดจากตาทิพย์ ชื่อว่าอาโลกผรณตา เพราะแผ่แสงสว่างเกิดขึ้น.
ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่าปัจจเวกขณนิมิต.
แม้ข้อนี้ ท่านก็กล่าวไว้ว่า ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่าปีติผรณตา, ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่าสุขผรณตา, ปรจิตตปัญญา ชื่อว่าเจโตผรณตา, ทิพจักขุปัญญา ชื่ออาโลกผรณตา, ปัจจเวกขณญาณของผู้ออกจากสมาธินั้น ชื่อว่าปัจจเวกขณนิมิต.
ปัจจเวกขณญาณนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นนิมิต เพราะถือเอาอาการที่เป็นไปของผู้ออกจากสมาธิแล้ว.
อนึ่ง ในสมาธิมีองค์ ๕ นั้น ปีติผรณตา สุขผรณตา ดุจเท้าทั้งสอง, เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ดุจมือทั้งสอง, จตุตถฌานมีอภิญญาเป็นบาท ดุจมัชฌิมกาย - กายในท่ามกลาง, ปัจจเวกขณนิมิตดุจศีรษะ.
ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระแสดงสัมมาสมาธิมีองค์ ๕ เปรียบบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่.
บทว่า ฉ อนุสฺสติฏฺฐานานิ - อนุสติ ๖.
สตินั่นแล เพราะเกิดขึ้นบ่อยๆ จึงเรียกว่าอนุสติ, สติสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานะที่ควรเป็นไป ชื่อว่าอนุสติก็มี, อนุสตินั่นแลชื่อว่าอนุสติฏฐานะ เพราะเป็นฐานแห่งปีติเป็นต้น.
อนุสติ ๖ เป็นไฉน? อนุสติ ๖ คือ พุทธานุสติ ๑ ธัมมานุสติ ๑ สังฆานุสติ ๑ สีลานุสติ ๑ จาคานุสติ ๑ เทวตานุสติ ๑.
บทว่า โพชฌงฺคา คือ เพื่อการตรัสรู้, หรือองค์แห่งการตรัสรู้.
ท่านอธิบายไว้ว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี ได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิและอุเบกขา อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออันตรายไม่น้อย มีความหดหู่ ฟุ้งซ่าน ติดแน่น สะสมกามสุขัลลิกานุโยค อัตกิลมถานุโยค อุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ การยึดมั่นเป็นต้น อันเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตรมรรค.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โพธิ,
บทว่า พุชฺฌติ ย่อมตื่น ได้แก่ ลุกจากหลับอันเป็นสันดานกิเลส, หรือแทงตลอดอริยสัจ ๔. หรือทำนิพพานให้แจ้ง, องค์แห่งการตรัสรู้ กล่าวคือธรรมสามัคคีนั้นชื่อว่าโพชฌังคาบ้าง ดุจองค์ฌานและองค์มรรคเป็นต้น. อริยสาวกตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีมีประการดังกล่าวแล้ว ท่านเรียกว่าโพธิ, องค์แห่งโพธินั้น ชื่อว่าโพชฌังคา ดุจองค์แห่งเสนาและองค์แห่งรถเป็นต้น.
ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า องค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌังคา.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถแห่งโพชฌงค์ โดยนัยมีอาทิว่า
บทว่า โพชฺฌงฺคา ชื่อว่าโพชฌงค์ด้วยอรรถว่ากระไร?
ชื่อว่า โพชฺฌงฺคา เพราะอรรถว่าย่อมเป็นไปเพื่อการตรัสรู้.
____________________________
ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๕๕๗
บทว่า อริโย อฏฺฐงคิโก มคฺโค - อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากกิเลสที่ถูกฆ่าด้วยมรรคนั้นๆ เพราะทำความเป็นอริยะ และเพราะทำให้ได้อริยผล. มรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่าอัฏฐังคิกะ. มรรคมีองค์ ๘ นั้นดุจเสนามีองค์ ๔, เพียงองค์เท่านั้นดุจดนตรีมีองค์ ๕, พ้นไปจากองค์แล้วย่อมไม่มี. องค์มรรคคือโพชฌงค์เป็นโลกุตระ, แม้ส่วนเบื้องต้นก็ย่อมได้โดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร.
บทว่า นว ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคานิ - องค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๙ ได้แก่
สีลวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งศีล เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
จิตตวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งจิต เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
ทิฏฐิวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งทิฏฐิ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
กังขาวิตรณวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
มัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
ปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
ญาณทัสนวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสนะ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
ปัญญาวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งปัญญา เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
วิมุตติวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งวิมุตติ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๕๖
บทว่า สีลวิสุทฺธิ ได้แก่ จตุปาริสุทธิศีล อันสามารถให้ถึงความหมดจด. สีลวิสุทธินั้น ชำระมลทิน คือ ความเป็นผู้ทุศีล.
บทว่า ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ คือ องค์เป็นประธานสูงสุดแห่งความเป็นผู้บริสุทธิ์.
บทว่า จิตฺตวิสุทฺธิ ได้แก่ สมาบัติ ๘ อันคล่องแคล่ว เป็นปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา.
บทว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ คือ การเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัย.
ทิฏฐิวิสุทธินั้นชำระมลทินคือสัตวทิฏฐิ - ความเห็นว่าเป็นสัตว์ให้หมดจด.
บทว่า กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ คือ ความรู้ปัจจยาการ.
พระโยคาวจรเมื่อเห็นว่าธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นไปด้วยสามารถปัจจัยในอัทธา - กาลอันยืดยาว ๓ ด้วยกังขาวิตรณวิสุทธินั้น ข้ามมลทินคือความสงสัย ๗ ในอัทธาแม้ ๓ ย่อมบริสุทธิ์.
บทว่า มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ คือ :-
โอภาส - แสงสว่าง ๑
ญาณ - ความรู้ ๑
ปีติ - ความอิ่มใจ ๑
ปัสสัทธิ - ความสงบ ๑
สุข - ความสุข ๑
อธิโมกข์ - ความน้อมใจเชื่อ ๑
ปัคคหะ - ความเพียร ๑
อุปัฏฐาน - ความตั้งมั่น ๑
อุเบกขา - ความวางเฉย ๑
นิกันติ - ความใคร่ ๑
เกิดขึ้นในขณะอุทยัพพยานุปัสสนา - พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ, มิใช่ทาง, อุทยัพพยญาณปฏิบัติไปตามวิถี เป็นทางด้วยเหตุนั้น ชื่อว่ามัคคามัคคญาณ - ญาณในทางและมิใช่ทาง ด้วยประการฉะนี้จึงยังมลทินอันมิใช่ทางให้หมดจดด้วยญาณนั้น.
บทว่า ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙ เหล่านี้คือ :-
อุทยัพพยานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับ ๑
ภังคานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นความดับ ๑
ภยตูปัฏฐานานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ๑
อาทีนวานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นโทษ ๑
นิพพิทานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงถึงด้วยความเบื่อหน่าย ๑
มุญจิตุกัมยตาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
ปฏิสังขานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทาง ๑
สังขารุเปกขาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยในสังขาร ๑
สัจจานุโลมิกญาณ - ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริยสัจ ๑.
วิปัสสนาญาณเหล่านั้น ย่อมชำระมลทินมีความสำคัญว่าเที่ยงเป็นต้น.
บทว่า ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ ปัญญาในอริยมรรค ๔.
อริยมรรคปัญญานั้นย่อมชำระมลทินคือกิเลสที่ถูกฆ่าด้วยมรรคของตนๆ โดยเด็ดขาด.
บทว่า ปญฺญาวิสุทฺธิ ได้แก่ ปัญญาในอรหัตผล.
บทว่า วิมุตฺตีวิสุทฺธิ ได้แก่ วิมุตติในอรหัตผล.
บทว่า ทส กสิณายตนานิ - กสิณ ๑๐.
ท่านกล่าวถึงกสิณ ๑๐ ไว้อย่างนี้ คือ ท่านหนึ่งรู้พร้อมปฐวีกสิณ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่มีสอง ไม่มีประมาณ, ท่านหนึ่งรู้พร้อมอาโปกสิณ ฯลฯ ท่านหนึ่งรู้พร้อมเตโชกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมวาโยกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมนีลกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมปีตกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมโลหิตกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมโอทาตกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมอากาสกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมวิญญาณกสิณ เบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง ไม่มีประมาณ.
____________________________
อํ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๒๕
ชื่อว่ากสิณ เพราะอรรถว่าแผ่ไปทั่ว.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเขต หรือเป็นที่ตั้งของธรรมอันมีกสิณนั้นเป็นอารมณ์.
บทว่า อุทฺธํ คือ มุ่งเฉพาะท้องฟ้าเบื้องบน.
บทว่า อโธ คือ มุ่งเฉพาะภาคพื้นเบื้องล่าง.
บทว่า ติริยํ คือ กำหนดไว้โดยรอบดุจบริเวณของพื้นที่. เพราะบางท่านเจริญกสิณเบื้องบน, บางท่านเบื้องต่ำ, บางท่านโดยรอบ. หรือว่าแม้ท่านหนึ่งประสงค์จะเห็นรูป ดุจประสงค์จะเห็นแสงสว่าง ย่อมขยายออกไปอย่างนี้ด้วยเหตุนั้นๆ.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ท่านหนึ่งรู้พร้อมปฐวีกสิณ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง.
บทว่า อทฺวยํ นี้ ท่านกล่าวเพื่อไม่ให้กสิณอย่างหนึ่งถึงความเป็นอย่างอื่น. ปฐวีกสิณย่อมเป็นปฐวีกสิณเท่านั้น ปฐวีกสิณนั้นไม่มีกสิณอื่นปะปนเหมือนเมื่อคนลงไปสู่น้ำ น้ำเท่านั้นย่อมมีในทิศทั้งปวง มิใช่อื่น.
ในบททั้งปวงมีนัยอย่างนี้.
บทว่า อปฺปมาณํ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแผ่ไปของกสิณนั้นๆ ไม่มีกำหนด.
จริงอยู่ กสิณนั้น เมื่อแผ่ไปทางใจ ชื่อว่าแผ่ไปทั่ว, มิได้กำหนดว่า นี้เป็นเบื้องต้น นี้เป็นท่ามกลางของกสิณนั้น.
บทว่า อากาสกสิณํ ได้แก่ อากาศที่เพิกกสิณ และอากาศกสิณที่กำหนดไว้.
บทว่า วิญฺญาณกสิณํ ได้แก่ วิญญาณอันเป็นไปในอากาศที่เพิกกสิณ.
ในวิญญาณกสิณนั้น พึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ในอากาศที่เพิกกสิณ ด้วยอำนาจกสิณ ในวิญญาณอันเป็นไปแล้ว ในวิญญาณกสิณนั้น ด้วยอำนาจอากาศที่เพิกกสิณ, พึงทราบด้วยสามารถกสิณนั้น เพราะแม้อากาสกสิณที่กำหนดไว้ก็ควรเจริญดังนี้บ้าง.
[๖๘] บัดนี้ ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะแสดงประเภทของภาวนา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เทฺว ภาวนา - ภาวนา ๒.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า เทฺว ภาวนา ดังต่อไปนี้
วัฏฏะ ท่านกล่าวว่าโลก เพราะอรรถว่าแตกสลายไป, ชื่อว่าโลกิยา เพราะอรรถว่าประกอบแล้วในโลก ด้วยความเกี่ยวเนื่องกันในวัฏฏะนั้น, การเจริญธรรมอันเป็นโลกิยะ ชื่อว่าโลกิยา.
แม้ท่านจะกล่าวว่าการเจริญธรรมโดยโวหารก็จริง, ถึงดังนั้น ก็ไม่มีการเจริญแยกออกจากธรรมเหล่านั้น. เพราะท่านเจริญธรรมเหล่านั้นนั่นเอง จึงเรียกว่าภาวนา.
บทว่า อุตฺติณฺณา แปลว่า ข้าม, ชื่อว่า โลกุตฺตรา เพราะอรรถว่าข้ามไปจากโลกด้วยความไม่เกี่ยวข้องในโลก.
ชื่อว่า รูปาวจรา เพราะอรรถว่าท่องเที่ยวไปในรูปอันได้แก่รูปภพ.
กุสลศัพท์ ในบทว่า รูปาวจรกุสลานํ นี้ ย่อมปรากฏในความไม่มีโรค ไม่มีโทษ ฉลาดและสุขวิบาก.
ปรากฏในความไม่มีโรค ในบทมีอาทิว่า กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ, กจฺจิ โภโต อนามยํ - พระคุณเจ้าสบายดีหรือ, มีอนามัยดีหรือ.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๑๓๓
ปรากฏในความไม่มีโทษ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารเป็นกุศล เป็นไฉน? มหาบพิตร กายสมาจารไม่มีโทษแลเป็นกุศล.
และในบทมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้ออื่นยังมีอยู่อีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมในกุศลธรรม นั่นเป็นอนุตริยะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๕๔ ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๗๕
ปรากฏในความฉลาด ในบทมีอาทิว่า ข้าแต่ราชกุมาร พระองค์เป็นผู้ฉลาดทรงสำคัญส่วนน้อยใหญ่ของรถเป็นอย่างไร.
และในบทมีอาทิว่า หญิงมีความสามารถ มีความสำเหนียก เป็นหญิงฉลาด การฟ้อนและการขับร้อง.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๙๕ ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๔๓๖
ปรากฏในสุขวิบาก ในบทมีอาทิว่า บุญนี้ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะเหตุการสมาทานกุศลธรรม.
และในบทอาทิว่า เพราะทำ คือสะสมกุศลธรรม.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๓ อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๓๓๘
กุสลศัพท์ ในที่นี้ย่อมสมควรแม้ในความไม่มีโรค แม้ในความไม่มีโทษ แม้ในสุขวิบาก.
ก็ในบทนี้ มีอธิบายคำดังต่อไปนี้
กุจฺฉิเต ปาปเก ธมฺเม สลยนฺติ จลยนฺติ กมฺเปนฺติ วิทฺธํ เสนฺตีติ กุสลา - ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่ากุสล เพราะอรรถว่าป้องกัน ย่อมทำให้หวั่นไหว ย่อมทำให้สะเทือน ย่อมกำจัดธรรมอันลามก น่าเกลียด.
อีกอย่างหนึ่ง บาปธรรมชื่อว่ากุส เพราะอรรถว่าย่อมนอน คือย่อมเป็นไปโดยอาการอันน่าเกลียด.
ชื่อว่ากุสล เพราะอรรถว่าตัด ทำลายกุสธรรมอันน่าเกลียด อันได้แก่อกุศลเหล่านั้น,
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากุสล เพราะทำสิ่งน่าเกลียดให้น้อยให้สิ้นสุด ได้แก่ญาณ.
ชื่อว่ากุสล เพราะอรรถว่าพึงตัด พึงยึด คือพึงให้เป็นไปด้วย กุส - ญาณนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากุสล เพราะอรรถว่ากุศลแม้เหล่านี้ย่อมตัดฝ่ายที่เป็นสังกิเลสที่ถึงส่วนทั้งสอง ทั้งที่เกิดและยังไม่เกิด, เหมือนหญ้าบาดมือ อันถึงส่วนทั้งสอง, เพราะฉะนั้น จึงเหมือนหญ้าคาอันบุคคลตัด ได้แก่ การเจริญรูปาวจรกุศลเหล่านั้น. ที่ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในอรูปอันได้แก่อรูปภพ.
ชื่อว่า ปริยาปนฺนา - การนับเนื่อง เพราะอรรถว่านับเนื่อง คือหยั่งลงภายในในวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓, ที่ชื่อว่า อปริยาปนฺนา - การไม่นับเนื่อง เพราะอรรถว่าไม่นับเนื่องในวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓ นั้น จึงเป็นโลกุตระ.
หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงไม่กล่าวถึงการเจริญธรรมที่เป็นกามาวจรกุศลเล่า?
ตอบว่า เพราะเมื่อการเจริญยังไม่ถึงขั้นอัปปนา ท่านประสงค์เอาการเจริญในอภิธรรม ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอภิธรรมนั้นว่า
พระโยคาวจรไม่ได้สดับจากผู้อื่น ย่อมได้
เฉพาะซึ่งขันติ ทิฏฐิ รุจิ มุติ - ความรู้ เปกขะ -
ความเพ่ง ธัมมนิชฌานักขันติ - ขันติคือความเพ่ง
ธรรม อันเป็นอนุโลมเห็นปานนี้ คือ รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นกัมมสกตาญาณ
หรือสัจจานุโลมิกญาณ ในกัมมายตนะสิปปายตนะ
วิทยฐานะ อันจัดไว้ด้วยโยคะ เป็นของไม่เที่ยง
นี้ท่านกล่าวว่า จินตามยปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง
พระโยคาวจรได้สดับจากผู้อื่น ย่อมได้ซึ่งขันติ
ทิฏฐิ รุจิ มุติ เปกขะ ธัมมนิชฌานักขันติ ใน
กัมมายตนะอันจัดไว้ด้วยโยคะ ฯลฯ นี้ท่านกล่าวว่า
สุตมยปัญญา. ปัญญาของผู้เข้าถึงแล้วแม้ทั้งหมด
เป็นภาวนามยปัญญา.
____________________________
อภิ.วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๐๔
ส่วนกามาวจรภาวนานั้น พึงทราบว่า ท่านไม่เรียกว่าภาวนา เพราะความที่แห่งกามาวจรภาวนานั้น มีอยู่ในระหว่างอาวัชชนะและภวังค์.
ความที่อุปจารสมาธิและวิปัสสนาสมาธิ เป็นบุญสำเร็จด้วยภาวนา เป็นอันสำเร็จแล้วเพราะบุญทั้งหมดหยั่งลงภายในบุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง.
แต่ในที่นี้ ท่านสงเคราะห์ภาวนาเข้าในโลกิยภาวนานั่นเอง.
พึงทราบในความที่รูปาวจรและอรูปาวจร มี ๓ อย่าง ดังต่อไปนี้
บทว่า หีนา คือ ลามก.
ภาวนาในท่ามกลางแห่งธรรมเลวและธรรมสูงสุด ชื่อว่า มชฺฌา ปาฐะว่า มชฺฌิมา บ้าง.
ชื่อว่า ปณีตา เพราะอรรถว่านำไปสู่ความเป็นประธาน ได้แก่สูงสุด.
พึงทราบความที่ภาวนาเป็นส่วนเลว เป็นส่วนปานกลาง และเป็นส่วนประณีต ด้วยการรวบรวมมา. เพราะว่าในขณะรวบรวมมาภาวนาที่เป็นฉันทะ วีริยะ จิตตะ วีมังสา เลว ชื่อว่า หีนา. ภาวนาที่เป็นธรรมปานกลาง ชื่อว่า มชฺฌิมา. ภาวนาที่เป็นประณีต ชื่อว่า ปณีตา.
อีกอย่างหนึ่ง ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์อ่อน ชื่อว่า หีนา. ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์ปานกลาง ชื่อว่า มชฺฌิมา. ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์มีประมาณยิ่ง ชื่อว่า ปณีตา.
ท่านกล่าวถึงความประณีตเท่านั้น เพราะภาวนาอันไม่นับเนื่อง ไม่มีส่วนเลวและส่วนปานกลาง. ภาวนานั้นชื่อว่าปณีตา เพราะอรรถว่าสูงสุดและเพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน.
[๖๙] ในปฐมภาวนาจตุกะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภาเวติ ได้แก่ พระโยคาวจรเมื่อแทงตลอดอย่างนั้นๆ ในขณะเดียวเท่านั้น ชื่อว่าย่อมเจริญอริยมรรค.
ในทุติยภาวนาจตุกะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เอสนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในส่วนเบื้องต้นของอัปปนา. เอสนาภาวนานั้น ท่านกล่าวว่าเอสนา เพราะเป็นเหตุแสวงหาอัปปนา.
บทว่า ปฏิลาภภาวนา ได้แก่ อัปปนาภาวนา. ปฏิลาภภาวนานั้น ท่านกล่าวว่าปฏิลาภ เพราะได้ด้วยการแสวงหานั้น.
บทว่า เอกรสาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาประกอบความเพียรของผู้ใคร่จะบรรลุ ความเป็นผู้ชำนาญในการได้เฉพาะ. เอกรสาภาวนานั้นมีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะพ้นจากกิเลสนั้นๆ ด้วยปหานะนั้นๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเอกรสา.
บทว่า อาเสวนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาบริโภคตามความชอบใจของผู้บรรลุความชำนาญในการได้เฉพาะ. อาเสวนาภาวนานั้น ท่านกล่าวว่าอาเสวนา เพราะอรรถว่าเสพหนัก.
แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า อาเสวนาภาวนาเป็นวสีกรรม.
เอกรสาภาวนามีประโยชน์ทั้งหมด.
พึงทราบความในจตุกวิภาคดังต่อไปนี้
บทว่า สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ - เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธิอยู่ เป็นคำกล่าวถึงปัจจุบันใกล้ปัจจุบัน.
บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น.
บทว่า เอกรสา โหนฺติ ได้แก่ เป็นธรรมมีกิจเสมอกันในการเข้าถึงอัปปนา.
บทว่า สมาธึ สมาปนฺนานํ - เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธิแล้ว ได้แก่มีอัปปนาแน่นแฟ้นแล้ว.
บทว่า ตตฺถ ชาตาได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น.
บทว่า อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺติ - ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน ได้แก่ไม่ก้าวล่วงกันและกัน โดยเป็นไปเสมอกัน.
[๗๐] พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ภาวยโต - เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ดังต่อไปนี้.
อินทรีย์แม้ที่เหลือมีกิจของตนๆ เป็นเหตุด้วยอาศัยอินทรีย์นั้นๆ ในการทำกิจของตนๆ แห่งอินทรีย์หนึ่งๆ
แม้ในขณะเดียวกัน จึงมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรสนั่นแล.
แม้ในพละ โพชฌงค์และองค์มรรคก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง บทว่า เอกรสา เป็นลิงควิปลาส.
[๗๑] บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุในศาสนานี้. ชื่อว่า ภิกฺขุ เพราะอรรถว่าเห็นภัยในสงสาร.
ในบทมีอาทิว่า ปุพฺพณฺหสมยํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยค - สิ้น, ตลอด. แต่โดยอรรถเป็นสัตตมีวิภัตติ มีความว่า ในกาลก่อนแห่งวัน คือเวลาเช้า.
บทว่า อาเสวติ ได้แก่ เสพเป็นอันมาก ซึ่งสมาธิที่ถึงความชำนาญ.
บทว่า มชฺฌนฺติกสมยํ ได้แก่ ในเวลากลางวัน คือเวลาเที่ยง.
บทว่า สายณฺหสมยํ ได้แก่ ในเวลาเย็น.
บทว่า ปุเรภตฺตํ ได้แก่ ในเวลาก่อนภัตในตอนกลางวัน.
บทว่า ปจฺฉาภตฺตํ ได้แก่ ในเวลาหลังภัตตอนกลางวัน.
บทว่า ปุริเมปิ ยาเม ได้แก่ ในยามต้นของราตรี.
บทว่า กาเฬ ได้แก่ ในกาฬปักษ์ - ข้างแรม.
บทว่า ชุณฺเห ได้แก่ ในศุกลปักษ์ - ข้างขึ้น.
บทว่า ปุริเมปิ วโยขนฺเธ ได้แก่ ในส่วนวัยต้น คือปฐมวัย.
อนึ่ง ใน ๓ วัย คนมีอายุ ๑๐๐ ปี ในวัยหนึ่งๆ มีอายุ ๓๓ ปี ๔ เดือน.
[๗๒-๗๖] พึงทราบวินิจฉัยในตติยภาวนาจตุกะ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน - ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ก้าวล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภาวนานั้น คือด้วยความไม่ก้าวล่วงกันและกันแห่งธรรมคู่กัน ได้แก่สมาธิและปัญญาที่เกิดขึ้นในภาวนาวิเศษ มีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น.
บทว่า อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน - ภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสอย่างเดียวกัน คือด้วยความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น มีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะพ้นจากกิเลสต่างๆ.
บทว่า ตทุปควีริยวาหนฏฺเฐน - ภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้นๆ คือด้วยการนำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมนั้น มีรสเป็นอันเดียวกันไม่ก้าวล่วงกัน.
บทว่า อาเสวนฏฺเฐน - ภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก คือด้วยการเสพเป็นอันมากของการเสพที่เป็นไปในสมัยนั้นๆ.
บทว่า รูปสญฺญํ ได้แก่ รูปสัญญา กล่าวคือรูปาวจรฌาน ๑๕ อย่างด้วยอำนาจกุศลวิบากกิริยา.
แม้รูปาวจรฌาน ท่านก็กล่าวว่ารูป ในบทมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ - ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป,
แม้อารมณ์แห่งฌานนั้น ท่านก็กล่าวว่ารูป ในบทมีอาทิว่า เห็นรูปภายนอกมีผิวงามและผิวทราม.
รูปาวจรฌานเป็นสัญญาในรูปด้วย หัวข้อว่าสัญญา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่ารูปสัญญา.
____________________________
ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๐๑ ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๐๐
บทว่า ปฏิฆสญฺญํ ได้แก่ ปฏิฆสัญญา ๑๐ อย่าง คือกุศลวิบาก ๕, อกุศลวิบาก ๕.
สัญญาสัมปยุตด้วยทวิปัญจวิญญาณ ท่านเรียกว่า ปฏิฆสญฺญา เพราะวัตถุมีจักขุเป็นต้นและอารมณ์มีรูปเป็นต้นเกิดขึ้นด้วยการกระทบ.
ชื่อของสัญญานี้ คือ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญาบ้าง.
บทว่า นานตฺตสญฺญํ ได้แก่ นานัตตสัญญา ๔๔ อย่าง คือ กามาวจรกุศลสัญญา ๘, อกุศลสัญญา ๑๒, กามาวจรกุศลวิบากสัญญา ๑๑, อกุศลวิบากสัญญา ๒, กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑.
นานัตตสัญญานั้นเป็นสัญญาเป็นไปในโคจร อันมีประเภทมีรูปและเสียงเป็นต้น มีความต่างกัน คือมีสภาพต่างกัน เพราะเหตุนั้นจึงเป็นนานัตตสัญญา.
อีกอย่างหนึ่ง สัญญาไม่เหมือนกัน มีความต่างกัน มีสภาพต่างกันโดยประเภท ๔๔ อย่าง ท่านกล่าวว่า เป็น นานตฺตสญฺญา. แม้สัญญามีมากท่านก็ทำให้เป็นเอกวจนะด้วยชาติศัพท์.
บทว่า นิจฺจสญฺญํ ได้แก่ สัญญาว่าเป็นของเที่ยง ชื่อ นิจฺจสญฺญา. สุขสญฺญา อตฺตสญฺญา ก็อย่างนั้น.
บทว่า นนฺทึ - ความเพลิดเพลิน ได้แก่ ตัณหาอันมีความอิ่มใจ.
บทว่า ราคํ ได้แก่ ตัณหาไม่มีความอิ่ม.
บทว่า สมุทยํ ได้แก่ เหตุเกิดราคะ.
อีกอย่างหนึ่ง อุทยํ - ความเกิดแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะเห็นความดับด้วยภังคานุปัสสนาญาณ.
บทว่า อาทานํ - ความถือมั่น คือถือมั่นกิเลสด้วยอำนาจความเกิด หรือถือมั่นอารมณ์อันเป็นสังขตะ เพราะยังไม่เห็นโทษ.
บทว่า ฆนสญฺญํ ได้แก่ สัญญาว่าเป็นก้อนด้วยสันตติความสืบต่อ.
บทว่า อายูหนํ ได้แก่ การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร.
บทว่า ธุวสญฺญํ ได้แก่ สัญญาว่ามั่นคง.
บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ เครื่องหมายว่าเที่ยง.
บทว่า ปณิธึ ได้แก่ ปรารถนาความสุข.
บทว่า อภินิเวสํ ได้แก่ การยึดมั่นว่าตนมีอยู่.
บทว่า สาราทานาภินิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยถือว่าเป็นแก่นสาร ได้แก่ ความยึดมั่นด้วยถือว่าตนมีแก่นสารเป็นนิจ.
บทว่า สมฺโมหาภินิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ได้แก่ ความยึดมั่นด้วยความหลงใหลด้วยบทมีอาทิว่า เราได้เป็นแล้วตลอดกาลในอดีต และด้วยบทมีอาทิว่า สัตวโลกเกิดจากพระผู้เป็นใหญ่.
____________________________
สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๖๓
บทว่า อาลยาภินิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ได้แก่ ยึดมั่นว่านี้ควรยึดให้แน่นเพราะยังไม่เห็นโทษ.
บทว่า อปฺปฏิสงฺขํ - ความไม่พิจารณา ได้แก่ การไม่ถืออุบาย.
บทว่า สญฺโญคาภินิเวสํ - การยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ได้แก่ความเป็นไปแห่งกิเลสมีกามโยคะเป็นต้น.
บทว่า ทิฏฺเฐกฏฺเฐ - กิเลสที่ตั้งรวมกับทิฏฐิ ได้แก่ ชื่อว่าทิฏฺเฐกฏฺฐา เพราะอรรถว่าตั้งในที่เดียวกันกับทิฏฐิ. ซึ่งกิเลสที่ตั้งรวมกันกับทิฏฐินั้น.
ชื่อว่า กิเลสา เพราะกิเลสทำให้เศร้าหมอง ให้เดือดร้อน ให้ลำบาก.
กิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ๒ อย่าง คือ ตั้งอยู่ในที่เดียวกันด้วยการละ ๑ ตั้งอยู่ในที่เดียวกันด้วยเกิดร่วมกัน ๑.
ชื่อว่าตั้งอยู่ในที่เดียวกันด้วยการละ เพราะละทิฏฐิ ๖๓ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธานด้วยโสดาปัตติมรรค.
อธิบายว่า กิเลสทั้งหลายตั้งอยู่ในบุคคลคนเดียว.
บทนี้ท่านประสงค์เอาในที่นี้.
ในกิเลส ๑๐ อย่าง ในที่นี้หมายถึงกิเลสคือทิฏฐิเท่านั้น.
ก็ในกิเลสที่เหลือ กิเลส ๙ อย่าง คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ถีนะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑ อโนตตัปะ ๑ เป็นกิเลสทำสัตว์ให้ไปสู่อบาย ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐิ ละได้ด้วยโสตาปัตติมรรค, กิเลสทั้งหมดที่นำสัตว์ไปสู่อบาย.
อีกอย่างหนึ่ง บรรดากิเลส ๑,๕๐๐ มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นประธาน เมื่อละทิฏฐิได้ด้วยโสดาปัตติมรรค กิเลสทั้งหมดนำสัตว์ไปสู่อบายพร้อมกับทิฏฐิ ย่อมละได้ด้วยการตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ด้วยปหานะ,
ในกิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกันโดยการเกิดร่วมกัน มีอธิบายว่า กิเลสทั้งหลายตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับด้วยทิฏฐิ.
เมื่อละจิตอันเป็นอสังขาริกะสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่าง ด้วยโสดาปัตติมรรคได้ กิเลสเหล่านี้คือโลภะ โมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เกิดร่วมกันกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกันโดยการเกิดร่วมกัน.
เมื่อละจิตอันเป็นสสังขาริกที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่างได้ กิเลสเหล่านี้คือโลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะเกิดร่วมกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกันโดยการเกิดร่วมกัน.
บทว่า โอฬาริเก กิเลเส - กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ กามราคะ พยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ.
บทว่า อณุสหคเต กิเลเส - กิเลสอย่างละเอียด ได้แก่ กามราคะ พยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด.
บทว่า สพฺพกิเลเส ได้แก่ กิเลสที่เหลือละได้ด้วยมรรคที่ ๓.
บทว่า วีริยํ วาเหติ - ย่อมนำไปซึ่งความเพียร. ความว่า พระโยคาวจรยังความเพียรให้เป็นไป.
ท่านกล่าวถึงเอสนาภาวนา ปฏิลาภเทสนา เอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา ในหนหลังเพื่อแสดงถึงความต่างกันแห่งภาวนาทั้งหลายว่า ภาวนาเป็นอย่างนี้. เพื่อแสดงเหตุแห่งภาวนา ท่านจึงกล่าวคำทั้งหลายว่า ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าไม่ก้าวล่วงธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสอย่างเดียวกัน ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้นๆ ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก.
ท่านกล่าวว่าภาวนา ด้วยเหตุนี้และด้วยเหตุนี้ แล้วกล่าวด้วยสามารถขณะต่างๆ กันว่า อาเสวนาภาวนา ในภายหลัง, ในที่นี้ชื่อว่า ภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เพราะเหตุนั้นจึงมีความต่างกัน ด้วยบทว่า เอกกฺขณวเสน - ด้วยสามารถขณะหนึ่ง.
ในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา มีอธิบายว่า พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นรูปเป็นต้นโดยอาการที่ควรเห็น ชื่อว่าย่อมเจริญภาวนาที่ควรภาวนา.
บทว่า เอกรสา โหนฺติ - ภาวนามีรสเป็นอันเดียวกัน คือมีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส หรือด้วยรสอันเป็นกิจ.
บทว่า วิมุตฺติรโส ได้แก่ สัมปัตติรส - รสคือการถึงพร้อม.
ชื่อว่ารส ท่านกล่าวด้วยอรรถว่าถึงพร้อมด้วยกิจ ด้วยเหตุนั้น เป็นอันท่านกล่าวไว้แล้วแล.
จบอรรถกถาภาเวตัพพนิทเทส จบอรรถกถาจตุตถภาณวาร -----------------------------------------------------