อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๘

๕. วิราคกถา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘–๒๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. วิราคกถา ว่าด้วยวิราคะ

ข้อ ๒๘

วิราคะชื่อว่ามรรค วิมุตติชื่อว่าผล วิราคะชื่อว่ามรรค เป็นอย่างไร คือ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็นย่อมคลายจากมิจฉาทิฏฐิ คลายจากกิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะ เป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจรรวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์มรรค ๗ ที่เป็นสหชาติย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า และสาวกย่อมถึงนิพพานซึ่งเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามรรคมีองค์ ๘อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นจำนวนมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรองย่อมคลายจากมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนด ย่อมคลายจากมิจฉาวาจา วิราคะที่ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน ย่อมคลายจากมิจฉากัมมันตะ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว ย่อมคลายจากมิจฉาอาชีวะ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้ ย่อมคลายจากมิจฉาวายามะ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ย่อมคลายจากมิจฉาสติ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากมิจฉาสมาธิ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา-สมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์มีวิราคะเป็นโคจร รวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ @เชิงอรรถ : @ วิราคะ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์มรรค ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า และสาวก ย่อมถึงนิพพานซึ่งเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามรรคมีองค์ ๘อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพรหมณ์เป็นจำนวนมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราค-สังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่หยาบๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยส่วนที่หยาบๆ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร รวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ฯลฯ เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ในขณะแห่งอนาคามิมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราค-สังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่ละเอียดๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยส่วนที่ละเอียดๆ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ในขณะแห่งอรหัตตมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากอุทธัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย จากภวราคานุสัย จากอวิชชานุสัย คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร รวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์มรรค ๗ ที่เป็นสหชาติย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า และสาวกย่อมถึงนิพพานซึ่งเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามรรคมีองค์ ๘อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นจำนวนมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย วิราคะคือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ วิราคะคือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมา-สังกัปปะ วิราคะคือความกำหนด ชื่อว่าสัมมาวาจา วิราคะคือสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ วิราคะคือความผ่องแผ้ว ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ วิราคะคือการประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาวายามะ วิราคะคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสติ วิราคะคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ วิราคะคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ วิราคะคือการเลือกเฟ้น ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิราคะคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ วิราคะคือความแผ่ไป ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ วิราคะคือความสงบระงับ ชื่อว่าปัสสัทธิ-สัมโพชฌงค์ วิราคะคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ วิราคะคือการพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าสมาธิพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ วิราคะคือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ วิราคะคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยินทรีย์ วิราคะคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสตินทรีย์ วิราคะคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธินทรีย์ วิราคะคือความเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา วิราคะที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิราคะที่ชื่อว่าพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว วิราคะที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะนำออก วิราคะที่ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ วิราคะที่ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะมีสภาวะตั้งมั่น วิราคะที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะเริ่มตั้งไว้ วิราคะที่ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะมีสภาวะให้สำเร็จ วิราคะที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ วิราคะที่ชื่อว่าสมถะ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิราคะที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น วิราคะที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนา เพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน วิราคะที่ชื่อว่าธรรมที่เป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน วิราคะที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะสำรวม วิราคะที่ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิราคะที่ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีสภาวะเห็น วิราคะที่ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะมีสภาวะพ้นวิเศษ วิราคะที่ชื่อว่าวิชชา เพราะมีสภาวะรู้แจ้งวิราคะที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะสละ วิราคะที่ชื่อว่าญาณในความสิ้นไป เพราะมีสภาวะตัดขาด วิราคะที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล วิราคะที่ชื่อว่ามนสิการเพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน วิราคะที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่รวมวิราคะที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม วิราคะที่ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีสภาวะเป็นประธาน วิราคะที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิราคะที่ชื่อว่าปัญญาเพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ วิราคะที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร มรรคที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด มรรคคือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ มรรคคือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมา-สังกัปปะ ฯลฯ มรรคที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด วิราคะชื่อว่ามรรคอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ สีลวิสุทธิ หมายถึงสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๙)@ จิตตวิสุทธิ หมายถึงสัมมาสมาธิ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๙) @ วิมุตติ หมายถึงสมุจเฉทวิมุตติ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา

ข้อ ๒๙

วิมุตติชื่อว่าผล เป็นอย่างไร คือ ในขณะแห่งโสดาปัตติผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็นย่อมพ้นจากมิจฉาทิฏฐิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติจึงมีวิมุตติเป็นอารมณ์ มีวิมุตติเป็นโคจร รวมลงในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ คำว่า วิมุตติ อธิบายว่า วิมุตติมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิมุตติ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุตติ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรอง ย่อมพ้นจากมิจฉา-สังกัปปะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนด ย่อมพ้นจากมิจฉาวาจา ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐานย่อมพ้นจากมิจฉากัมมันตะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว ย่อมพ้นจากมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้ ย่อมพ้นจากมิจฉาวายามะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสติเพราะมีสภาวะตั้งมั่น ย่อมพ้นจากมิจฉาสติ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากมิจฉาสมาธิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติจึงมีวิมุตติเป็นอารมณ์มีวิมุตติเป็นโคจร รวมลงในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ คำว่า วิมุตติ อธิบายว่า วิมุตติมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิมุตติ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุตติ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล ในขณะแห่งสกทาคามิผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่หยาบๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัย ส่วนที่หยาบๆ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก ฯลฯ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล ในขณะแห่งอนาคามิผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่ละเอียดๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัย ส่วนที่ละเอียดๆ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก ฯลฯ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล ในขณะแห่งอรหัตตผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากมานะ จากอุทธัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย จากภวราคานุสัยจากอวิชชานุสัย พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติจึงมีวิมุตติเป็นอารมณ์ มีวิมุตติเป็นโคจร รวมลงในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ คำว่า วิมุตติ อธิบายว่า วิมุตติมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิมุตติ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุตติ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล วิมุตติคือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ วิมุตติคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ วิมุตติคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ วิมุตติคือการพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ วิมุตติคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ ฯลฯ วิมุตติคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา วิมุตติคือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ ฯลฯ วิมุตติคือความเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์ วิมุตติที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิมุตติที่ชื่อว่าพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว วิมุตติที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะนำออก วิมุตติที่ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ วิมุตติที่ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะมีสภาวะตั้งมั่นวิมุตติที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะเริ่มตั้งไว้ วิมุตติที่ชื่อว่าอิทธิบาทเพราะมีสภาวะให้สำเร็จ วิมุตติที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ วิมุตติที่ชื่อว่าสมถะ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิมุตติที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น วิมุตติที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนา เพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน วิมุตติที่ชื่อว่าธรรมที่เป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน วิมุตติที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะสำรวม วิมุตติที่ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิมุตติที่ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีสภาวะเห็น วิมุตติที่ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะมีสภาวะพ้นวิเศษ วิมุตติที่ชื่อว่าวิชชา เพราะมีสภาวะรู้แจ้งวิมุตติที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะสละ วิมุตติที่ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะมีสภาวะสงบระงับ วิมุตติที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล วิมุตติที่ชื่อว่ามนสิการ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน วิมุตติที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่รวม วิมุตติที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม วิมุตติที่ชื่อว่าสมาธิเพราะมีสภาวะเป็นประธาน วิมุตติที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิมุตติที่ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้น วิมุตติที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร วิมุตติที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด วิมุตติชื่อว่าผลอย่างนี้ วิราคะชื่อว่ามรรค วิมุตติชื่อว่าผล ด้วยประการฉะนี้วิราคกถา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๘๑}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ยุคนทฺธวคฺเค วิราคกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค วิราคกถา

ข้อ ๕๘๘

วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลํ ฯ กถํ วิราโค มคฺโค ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ {๕๘๘.๑} อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วิรชฺชติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วิรชฺชติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา วิรชฺชติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วิรชฺชติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วิรชฺชติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วิรชฺชติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

วิราคะเป็นมรรค วิมุติเป็นผล วิราคะเป็นมรรคอย่างไร ฯ ในขณะโสดาปัตติมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ย่อมคลายจากมิจฉา-*ทิฐิ จากกิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอกวิราคะ (มรรค) มีวิราคะ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่าวิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิราคะ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาทิฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรคพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ย่อมถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น อริยมรรคอันมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศเป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นอันมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าดำริ ย่อมคลายจากมิจฉาสังกัปปะ สัมมา-*วาจาด้วยอรรถว่ากำหนด ย่อมคลายจากมิจฉาวาจา สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าตั้งขึ้นด้วยดี ย่อมคลายจากมิจฉากัมมันตะ สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าชำระอาชีวะให้ผ่องแผ้ว ย่อมคลายจากมิจฉาอาชีวะ สัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ย่อมคลายจากมิจฉาวายามะ สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมคลายจากมิจฉาสติสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากมิจฉาสมาธิ จากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นนั้น จากขันธ์และสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่า วิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพาน เป็นวิราคะ ๑ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาสังกัปปะเป็นต้นนั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวก ย่อมไปถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้นอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุดและประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นอันมาก ผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๕๘๙

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

ในขณะสกทาคามิมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนหยาบๆคลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้นจากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๕๙๐

อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ ฯเปฯ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

ในขณะอนาคามิมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมา-*สมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆคลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา-*สมาธินั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ฯลฯ เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๕๙๑

อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

ในขณะอรหัตมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมา-*สมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะอวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่า วิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิราคะ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาสมาธิมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้นมรรคจึงเป็นวิราคะ องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้นวิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ย่อมถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณ-*พราหมณ์เป็นอันมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๕๙๒

ทสฺสนวิราโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนวิราโค สมฺมาสงฺกปฺโป ปริคฺคหวิราโค สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานวิราโค สมฺมากมฺมนฺโต โวทานวิราโค สมฺมาอาชีโว ปคฺคหวิราโค สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานวิราโค สมฺมาสติ อวิกฺเขปวิราโค สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานวิราโค สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปวิจยวิราโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ปคฺคหวิราโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ผรณวิราโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปสมวิราโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อวิกฺเขปวิราโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปฏิสงฺขานวิราโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค {๕๙๒.๑} อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยวิราโค สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยวิราโค วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยวิราโค สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยวิราโค สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยวิราโค ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขวิราโค สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหวิราโค วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานวิราโค สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปวิราโค สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนวิราโค ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา วิราโค อกมฺปิยฏฺเฐน พลา วิราโค นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิราโค เหตฏฺเฐน มคฺโค วิราโค อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา วิราโค ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา วิราโค อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา วิราโค ตถฏฺเฐน สจฺจา วิราโค อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ วิราโค อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิราโค เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา วิราโค อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ วิราโค สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิราโค อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ วิราโค ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ วิราโค วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข วิราโค ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา วิราโค ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ วิราโค สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ วิราโค ฉนฺโท มูลฏฺเฐน วิราโค มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน วิราโค ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน วิราโค เวทนา สโมสรณฏฺเฐน วิราโค สมาธิ ปมุขฏฺเฐน วิราโค สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิราโค ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน วิราโค วิมุตฺติ สารฏฺเฐน วิราโค ทสฺสนมคฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนมคฺโค สมฺมาสงฺกปฺโป ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มคฺโค เอวํ วิราโค มคฺโค ฯ

สัมมาทิฐิเป็นวิราคะเพราะความเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นวิราคะเพราะความดำริ สัมมาวาจาเป็นวิราคะเพราะความกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นวิราคะเพราะความตั้งขึ้นไว้ชอบ สัมมาอาชีวะเป็นวิราคะเพราะชำระอาชีวะให้ผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นวิราคะเพราะประคองไว้ สัมมาสติเป็นวิราคะเพราะตั้งมั่น สัมมาสมาธิเป็นวิราคะเพราะไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะเลือกเฟ้น วิริยสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะแผ่ซ่านไป ปัสสัทธิ-*สัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน สติพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท สมาธิพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ปัญญาพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นวิราคะ เพราะความน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความประคองไว้ สตินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความตั้งมั่น สมาธินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความเห็น อินทรีย์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่านำออกไป มรรคเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเริ่มตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นของถ่องแท้สมถะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถวิปัสสนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่คู่กันเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าสำรวมจิตตวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าพ้นวิเศษ วิชชาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าสละ ขยญาณเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าตัดขาด ฉันทะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมลง สมาธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้นๆวิมุติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นสารธรรม สัมมาทิฐิเป็นมรรคเพราะความเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นมรรคเพราะความดำริ ฯลฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด วิราคะเป็นมรรคอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๕๙๓

กถํ วิมุตฺติ ผลํ ฯ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วิมุตฺตา โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺตา โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺตา โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วิมุตฺตา โหติ ฯเปฯ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา วิมุตฺโต โหติ โวทานฏฺเฐน {๕๙๓.๑} สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วิมุตฺโต โหติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วิมุตฺโต โหติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วิมุตฺตา โหติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ

วิมุติเป็นผลอย่างไร ในขณะโสดาปัตติผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น พ้นจากมิจฉาทิฐิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุติมีวิมุติเป็นอารมณ์ มีวิมุติเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิมุติ ตั้งอยู่ในวิมุติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุติ วิมุติในคำว่า วิมุตฺตินี้มี ๒ คือ นิพพาน เป็นวิมุติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาทิฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นวิมุติ ๑ เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าดำริ พ้นจากมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนดพ้นจากมิจฉาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าตั้งไว้ด้วยดี พ้นจากมิจฉากัมมันตะฯลฯ สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าชำระอาชีพให้ผ่องแผ้ว พ้นจากมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ สัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ พ้นจากมิจฉาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พ้นจากมิจฉาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านพ้นจากมิจฉาสมาธิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นนั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุติมีวิมุติเป็นอารมณ์ มีวิมุติเป็นโคจร ประชุมเข้าในวิมุติ ตั้งอยู่ในวิมุติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุติ วิมุติในคำว่า วิมุตฺติ นี้มี ๒คือ นิพพานเป็นวิมุติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุติ๑ เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ

ข้อ ๕๙๔

สกทาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ

ในขณะสกทาคามิผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆพ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐิเป็นต้นนั้นจากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก ... เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ

ข้อ ๕๙๕

อนาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯเปฯ

ในขณะอนาคามิผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆพ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก ... เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ

ข้อ ๕๙๖

อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ

ในขณะอรหัตผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชามานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยพ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐิเป็นต้นนั้นจากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุติมีวิมุติเป็นอารมณ์ มีวิมุติเป็นโคจรประชุมเข้าในวิมุติ ตั้งอยู่ในวิมุติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุติ วิมุติในคำว่า วิมุตฺตินี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิมุติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุติ ๑ เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ

ข้อ ๕๙๗

ทสฺสนวิมุตฺติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปวิมุตฺติ สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานวิมุตฺติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ ปฏิสงฺขานวิมุตฺติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยวิมุตฺติ สทฺธาพลํ ฯเปฯ อวิชฺชาย อกมฺปิยวิมุตฺติ ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขวิมุตฺติ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ทสฺสนวิมุตฺติ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา วิมุตฺติ อกมฺปิยฏฺเฐน พลา วิมุตฺติ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติ เหตฏฺเฐน มคฺโค วิมุตฺติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา วิมุตฺติ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา วิมุตฺติ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา วิมุตฺติ ตถฏฺเฐน สจฺจา วิมุตฺติ {๕๙๗.๑} อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ วิมุตฺติ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิมุตฺติ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา วิมุตฺติ อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ วิมุตฺติ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิมุตฺติ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ วิมุตฺติ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ วิมุตฺติ วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข วิมุตฺติ ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา วิมุตฺติ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ วิมุตฺติ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน วิมุตฺติ อนุปฺปาเท ญาณํ วิมุตฺติ ฯ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน วิมุตฺติ มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน วิมุตฺติ ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน วิมุตฺติ เวทนา สโมสรณฏฺเฐน วิมุตฺติ สมาธิ ปมุขฏฺเฐน วิมุตฺติ สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิมุตฺติ ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน วิมุตฺติ วิมุตฺติ สารฏฺเฐน วิมุตฺติ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน วิมุตฺติ เอวํ วิมุตฺติ ผลํ เอวํ วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลนฺติ ฯ วิราคกถา ฯ ---------

สัมมาทิฐิเป็นวิมุติเพราะความเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นวิมุติเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นวิมุติ เพราะความตั้งไว้มั่น ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นวิมุติเพราะความพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นวิมุติเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา ฯลฯ ปัญญาพละเป็นวิมุติเพราะความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นวิมุติเพราะความน้อมใจเชื่อฯลฯ ปัญญินทรีย์เป็นวิมุติเพราะความเห็น อินทรีย์เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่พละเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นเครื่องนำออก มรรคเป็นวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเริ่งตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นของถ่องแท้ สมถะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถวิปัสสนาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าพ้น วิชชาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุติเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าสละ ญาณในความไม่เกิดขึ้นเป็นวิมุติ เพราะอรรถว่าระงับ ฉันทะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการ เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม สมาธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ วิมุติเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นสารธรรม นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด วิมุติเป็นผลอย่างนี้ วิราคะ เป็นมรรค วิมุติเป็นผล ด้วยประการฉะนี้ ฯ จบวิราคกถา ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/