อุทยัพพยญาณนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กถํ ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ ชาตํ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ตสฺส นิพฺพตฺติลกฺขณํ อุทโย วิปริณามลกฺขณํ วโย อนุปสฺสนาญาณํ ชาตา เวทนา ชาตา สญฺญา ชาตา สงฺขารา ชาตํ วิญฺญาณํ ชาตํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชาโต ภโว ปจฺจุปฺปนฺโน ตสฺส นิพฺพตฺติลกฺขณํ อุทโย วิปริณามลกฺขณํ วโย อนุปสฺสนาญาณํ ฯ
ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณอย่างไร ฯ รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งรูปที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ เวทนาเกิดแล้ว สัญญาเกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ววิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯลฯ ภพเกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งภพที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้ เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ ฯ
ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต ปญฺญาสํ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ
พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร ฯ พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการ ฯ
รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส สญฺญากฺขนฺธสฺส สงฺขารกฺขนฺธสฺส วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส สญฺญากฺขนฺธสฺส สงฺขารกฺขนฺธสฺส วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ
พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อม พิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ ฯ
รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ตณฺหาสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน สมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ กมฺมสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ อาหารสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ
พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อม พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เป็นไฉน ฯ พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดรูปจึงเกิด เพราะกรรมเกิดรูปจึงเกิด เพราะอาหารเกิดรูปจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ
วยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชานิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ตณฺหานิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ กมฺมนิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ อาหารนิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ
พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์โดยความดับแห่งปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับรูปจึงดับ เพราะตัณหาดับรูปจึงดับ เพราะกรรมดับรูปจึงดับ เพราะอาหารดับรูปจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ ฯ
เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ตณฺหาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ กมฺมสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ผสฺสสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ
พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะเกิดเวทนาจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งการเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาพระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ
วยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชานิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ตณฺหานิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ กมฺมนิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ
พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหาดับเวทนาจึงดับเพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ ฯ
สญฺญากฺขนฺธสฺส สงฺขารกฺขนฺธสฺส วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ตณฺหาสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ กมฺมสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นามรูปสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ
พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะนามรูปเกิดวิญญาณจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ
วยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชานิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ตณฺหานิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ กมฺมนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ นามรูปนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺญาสํ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ ฯ {๑๑๑.๑} รูปกฺขนฺธา อาหารสมุทยา เวทนา สญฺญา สงฺขาราติ เสสา ขนฺธา ผสฺสสมุทยา วิญฺญาณกฺขนฺธา นามรูปสมุทยา ฯ --------
พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งสัญญาขันธ์แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับวิญญาณจึงดับ เพราะตัณหาดับวิญญาณจึงดับ เพราะกรรมดับวิญญาณจึงดับ เพราะนามรูปดับวิญญาณจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ ฯ รูปขันธ์เกิดเพราะอาหารเกิด ขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา สัญญาสังขาร เกิดเพราะผัสสะเกิด วิญญาณขันธ์เกิดเพราะนามรูปเกิด ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖. อุทยัพพยญาณนิทเทส ๖. อุทยัพพยญาณนิทเทส แสดงอุทยัพพยญาณ
ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรผันแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ เป็นอย่างไร คือ รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ลักษณะความบังเกิดแห่งรูปนั้น ชื่อว่าความเกิดขึ้น ลักษณะความแปรผันไป (แห่งรูปนั้น) ชื่อว่าความเสื่อม ปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้ชื่อว่าอนุปัสสนาญาณ เวทนาที่เกิดแล้ว ฯลฯ สัญญาที่เกิดแล้ว ฯลฯ สังขารที่เกิดแล้ว ฯลฯ วิญญาณที่เกิดแล้ว ฯลฯ จักขุที่เกิดแล้ว ฯลฯ ภพที่เกิดแล้ว เป็นปัจจุบัน ลักษณะความบังเกิดแห่งภพนั้น ชื่อว่าความเกิดขึ้น ลักษณะความแปรผันไป (แห่งภพนั้น) ชื่อว่าความเสื่อมปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้ ชื่อว่าอนุปัสสนาญาณ
พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไรเมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งเบญจขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งเบญจขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งเบญจขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งเบญจขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ ประการ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งรูปขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งรูปขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ฯลฯ แห่งสัญญาขันธ์ ฯลฯ แห่งสังขารขันธ์ ฯลฯ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเสื่อม(แห่งเวทนาขันธ์ ฯลฯ แห่งสัญญาขันธ์ ฯลฯ แห่งสังขารขันธ์ ฯลฯ แห่งวิญญาณขันธ์)ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งวิญญาณขันธ์)ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖. อุทยัพพยญาณนิทเทส พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการเมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งรูปขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งรูปขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ฯลฯ แห่งสัญญาขันธ์ ฯลฯ แห่งสังขารขันธ์ ฯลฯ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งวิญญาณขันธ์)ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งวิญญาณขันธ์)ย่อมเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการอะไรบ้าง คือ ๑. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดยความเกิดขึ้น แห่งปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิด” ๒. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดยความเกิดขึ้น แห่งปัจจัยว่า “เพราะตัณหาเกิด รูปจึงเกิด” ๓. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดยความเกิดขึ้น แห่งปัจจัยว่า “เพราะกรรมเกิด รูปจึงเกิด” ๔. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดยความเกิดขึ้น แห่งปัจจัยว่า “เพราะอาหารเกิด รูปจึงเกิด” ๕. พระโยคาวจรแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความบังเกิด ก็ย่อมเห็น ความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเสื่อม(แห่งรูปขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ โดยความดับแห่ง ปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาดับ รูปจึงดับ” ๒. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ โดยความดับแห่ง ปัจจัยว่า “เพราะตัณหาดับ รูปจึงดับ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖. อุทยัพพยญาณนิทเทส ๓. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ โดยความดับแห่ง ปัจจัยว่า “เพราะกรรมดับ รูปจึงดับ” ๔. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ โดยความดับแห่ง ปัจจัยว่า “เพราะอาหารดับ รูปจึงดับ” ๕. พระโยคาวจรแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความแปรผัน ก็ย่อมเห็น ความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งรูปขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาเกิด เวทนาจึงเกิด” ๒. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า “เพราะตัณหาเกิด เวทนาจึงเกิด” ๓. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า “เพราะกรรมเกิด เวทนาจึงเกิด” ๔. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า “เพราะผัสสะเกิด เวทนาจึงเกิด” ๕. พระโยคาวจรแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความบังเกิด ก็ย่อมเห็นความ เกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งเวทนาขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาดับ เวทนาจึงดับ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖. อุทยัพพยญาณนิทเทส ๒. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับ แห่งปัจจัยว่า “เพราะตัณหาดับ เวทนาจึงดับ” ๓. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า “เพราะกรรมดับ เวทนาจึงดับ” ๔. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า “เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ” ๕. พระโยคาวจรแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความแปรผัน ก็ย่อมเห็น ความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งเวทนาขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งสัญญาขันธ์ ฯลฯ แห่งสังขารขันธ์ ฯลฯ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความเกิด ขึ้นแห่งปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาเกิด วิญญาณจึงเกิด” ๒. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความเกิด ขึ้นแห่งปัจจัยว่า “เพราะตัณหาเกิด วิญญาณจึงเกิด” ๓. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความเกิด ขึ้นแห่งปัจจัยว่า “เพราะกรรมเกิด วิญญาณจึงเกิด” ๔. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความเกิด ขึ้นแห่งปัจจัย ว่า “เพราะนามรูปเกิด วิญญาณจึงเกิด” ๕. พระโยคาวจรแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความบังเกิด ก็ย่อมเห็นความ เกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งสัญญาขันธ์ ฯลฯ แห่งสังขารขันธ์ ฯลฯ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖. อุทยัพพยญาณนิทเทส พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งวิญญาณขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับ แห่งปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาดับ วิญญาณจึงดับ” ๒. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับ แห่งปัจจัยว่า “เพราะตัณหาดับ วิญญาณจึงดับ” ๓. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับ แห่งปัจจัยว่า “เพราะกรรมดับ วิญญาณจึงดับ” ๔. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเสื่อมแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับ แห่งปัจจัยว่า “เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ” ๕. พระโยคาวจรแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความแปรผัน ก็ย่อมเห็นความ เสื่อมแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเสื่อมแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งวิญญาณขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้เมื่อเห็นความเสื่อม (แห่งเบญจขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม (แห่งเบญจขันธ์) ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรผันแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ รูปขันธ์มีอาหารเป็นเหตุเกิด ขันธ์ที่เหลือคือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขาร-ขันธ์มีผัสสะเป็นเหตุเกิด วิญญาณขันธ์มีนามรูปเป็นเหตุเกิด อุทยัพพยญาณนิทเทสที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๘๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุทยัพพยญาณนิทเทส
[๑๐๓-๑๑๑] บัดนี้ เพื่อกำหนดสังขารทั้งหลายอันผู้ไปถึงฝั่งตั้งอยู่แล้วด้วยทำภาวนาให้มั่นคงโดยนัยต่างๆ แห่งสัมมสนญาณดังกล่าวแล้วในลำดับ เห็นแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วยอุทยัพพยญาณ แล้วพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น พระสารีบุตรจึงแสดงรูปอันเกิดด้วยปัจจัยทั้งหลายตามที่เป็นของตน ด้วยสันตติในบทมีอาทิว่า ชาตํ รูปํ - รูปที่เกิดแล้ว ในนิทเทสแห่งอุทยัพพยานุปัสนาญาณดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อุทโย ได้แก่ ชาติ คือ ความเกิดเป็นอาการใหม่แห่งรูปที่เกิดแล้วนั้น มีความเกิดเป็นลักษณะ.
บทว่า วโย ได้แก่ ความสิ้นไป ความดับไป มีความแปรปรวนเป็นลักษณะ,
การพิจารณาถึงบ่อยๆ ชื่อว่าอนุปัสสนา. อธิบายว่า ได้แก่ อุทยัพพยานุปัสนาญาณ.
แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ เพราะความเกิดความเสื่อมอันผู้มีชาติชราและมรณะควรกำหนดถือเอา ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ เพราะไม่มีความเกิดและความเสื่อม แล้วท่านทำไปยาลว่า ชาตํ จกฺขํ ฯเปฯ ชาโต ภโว - จักษุเกิดแล้ว ... ภพเกิดแล้ว ดังนี้.
พระโยคาวจรนั้น เมื่อเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์ ๕ อย่างนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า การรวมเป็นกองก็ดี การสะสมก็ดี ย่อมไม่มีแก่ขันธ์ที่ยังไม่เกิดก่อนแต่ขันธ์เหล่านี้เกิด.
ชื่อว่าการมาโดยรวมเป็นกอง โดยความสะสม ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่เกิดขึ้น,
ชื่อว่าการไปสู่ทิศน้อยใหญ่ ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับ,
ชื่อว่าการตั้งลงโดยรวมเป็นกอง โดยสะสม โดยเก็บไว้ในที่แห่งหนึ่ง ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับแล้ว.
เหมือนนักดีดพิณ เมื่อเขาดีดพิณอยู่ เสียงพิณก็เกิด, มิใช่มีการสะสมไว้ก่อนเกิด, เมื่อเกิดก็ไม่มีการสะสม, การไปสู่ทิศน้อยใหญ่ของเสียงพิณที่ดับไปก็ไม่มี, ดับแล้วไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สะสมคงไว้, ที่แท้แล้วพิณก็ดี นักดีดพิณก็ดี อาศัยความพยายามอันเกิดแต่ความพยายามของลูกผู้ชาย ไม่มีแล้วยังมีได้, ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ฉันใด, ธรรมมีรูปและไม่มีรูปแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น ไม่มีแล้วยังมีได้ ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ พระโยคาวจรย่อมเห็นด้วยประการฉะนี้แล.
พระสารีบุตรครั้นแสดงการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยสังเขปอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงโดยพิสดาร จึงถามถึงจำนวนโดยรวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งขันธ์ ๕ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งขันธ์ ๕ จึงแก้ถึงจำนวนโดยรวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ แล้วถามถึงจำนวนโดยการจำแนกอีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร แล้วแก้จำนวนโดยการจำแนกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดของรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ แล้วถามถึงการจำแนกลักษณะอีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ เป็นไฉน แล้วจึงได้แก้ต่อไป.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทฺทโย - เพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิด ความว่า เมื่อมีอวิชชาดังกล่าวแล้วว่า โมหะในกรรมภพก่อนเป็นอวิชชา ย่อมเกิดรูปในภพนี้.
บทว่า ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน ความว่า โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัย.
อนึ่ง อวิชชา ตัณหา กรรมเป็นปัจจัยในอดีตเป็นเหตุแห่งปฏิสนธิในภพนี้. และเมื่อยึดถืออวิชชา ตัณหา กรรม ๓ อย่างเหล่านี้ เป็นอันยึดถือสังขารุปาทาน - ความยึดมั่นในสังขารนั่นเอง.
บทว่า อาหารสมุทยา - เพราะอาหารเกิด ได้แก่ เพราะกวฬิงการาหารมีกำลังในปัจจัยอันเป็นไป จึงถือเอาอาหารนั่นแล. ก็เมื่อถือเอาอาหารนั้นก็เป็นอันถือเอาแม้อุตุและจิตอันเป็นเหตุแห่งความเป็นไปด้วยเหมือนกัน.
บทว่า นิพฺพตฺติลกฺขณํ - มีการเกิดเป็นลักษณะ.
ความว่า ท่านกล่าวถึงความเกิดแห่งรูปด้วยสามารถแห่งอัทธา - กาล สันตติและขณะ.
อนึ่ง การเกิดนั่นแล ชื่อว่าลักษณะ เพราะเป็นลักษณะแห่งสังขตะ.
บทว่า ปญฺจ ลกฺขณานิ - ลักษณะ ๕ ได้แก่ ลักษณะ ๕ เหล่านี้ คือ อวิชชา ตัณหา กรรม อาหารและการเกิด.
จริงอยู่ แม้ธรรม ๔ มีอวิชชาเป็นต้น ก็ชื่อว่าลักขณะ เพราะเป็นเครื่องกำหนดความเกิดแห่งรูป. ส่วน นิพฺพตฺติ - การเกิดเป็นลักษณะแห่งสังขตะ ชื่อว่าลักขณะ เพราะเป็นเครื่องกำหนดว่า แม้ความเกิดนั้นก็เป็นสังขตะ.
บทว่า อวิชฺชานิโรธา รูปนิโรโธ - เพราะอวิชชาดับ รูปจึงดับ.
ความว่า เมื่อดับอวิชชาในภพนี้ เพราะเป็นปัจจัยแห่งภพอนาคตด้วยอรหัตมรรคญาณ รูปอนาคตย่อมไม่เกิด คือดับเพราะไม่มีปัจจัย.
บทว่า ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน - ด้วยความดับแห่งปัจจัย คือด้วยความที่ปัจจัยดับ.
อนึ่ง ในความดับในบทนี้เป็นความดับ อวิชชา ตัณหาและกรรมอันเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต.
บทว่า อาหารนิโรธา รูปนิโรโธ - เพราะอาหารดับรูปจึงดับ ได้แก่ ความไม่มีรูปอันมีอาหารนั้นเป็นสมุฏฐานย่อมมีได้ ในเพราะความไม่มีกวฬิงการาหาร อันเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป.
บทว่า วิปริณามลกฺขณํ - มีความแปรปรวนเป็นลักษณะได้แก่ ความดับแห่งรูปด้วยสามารถอัทธา - กาล สันตติและขณะ, ความดับนั่นแล ท่านกล่าวว่าเป็นลักษณะ เพราะเป็นลักษณะแห่งสังขตะ.
บทว่า ปญฺจ ลกฺขณานิ - ลักษณะ ๕ ในบทนี้ได้แก่ ดับความไม่มี อวิชชา ตัณหา กรรมและอาหาร ๔ , ความแปรปรวน ๑ รวมเป็น ๕.
ในเวทนาขันธ์เป็นต้นก็มีนัยนี้. แต่ต่างกันคือ การเห็นความเกิดและความเสื่อมแห่งอรูปขันธ์ด้วยสามารถแห่งอัทธา - กาล และสันตติ มิใช่ด้วยขณะ. ผัสสะเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์, นิโรธเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ เพราะดับผัสสะนั้น. นามรูปเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของวิญญาณขันธ์. นิโรธเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณขันธ์ เพราะดับนามรูปนั้น.
แต่อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า นามรูปไม่แตะต้องการจำแนกอดีตเป็นต้น ในเพราะเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยปัจจัย ๔ แล้วเกิดขึ้นด้วยอวิชชาเป็นต้น ด้วยสามารถความเสมอกันทั้งหมด เพราะเหตุนั้นจึงถือเอาเหตุสักว่าความเกิดขึ้น มิใช่ความเกิด. เพราะอวิชชาเป็นต้นดับ นามรูปจึงดับ เพราะเหตุนั้น จึงถือเอาเหตุสักว่าความไม่เกิด, มิใช่ถือเอาความดับ. นามรูป ได้แก่ พระโยคาวจรย่อมถือเอาความเกิดความดับแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ในเพราะการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะดังนี้.
ผู้เจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญวิปัสสนาใส่ใจถึงความเกิดและความเสื่อมโดยความเป็นปัจจัยก่อนแล้วสละธรรม ๔ มีอวิชชาเป็นต้น ใน ขณะเจริญวิปัสสนาถือเอาขันธ์ทั้งหลายที่มีความเกิดและความเสื่อมนั่นแล แล้วจึงเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์เหล่านั้น. เมื่อผู้เจริญวิปัสสนาอย่างนี้เห็นความเกิดและความเสื่อมโดยพิสดาร โดยปัจจัยและโดยลักษณะว่า ความเกิดแห่งรูปเป็นต้นอย่างนี้, ความเสื่อมอย่างนี้, รูปเป็นต้นเกิดขึ้นอย่างนี้, เสื่อมไปอย่างนี้ ญาณว่า นัยว่าธรรมเหล่านี้ไม่มี แล้วมี มีแล้วเสื่อมดังนี้ เป็นญาณบริสุทธิ์กว่า. ประเภทของสัจจะปฏิจจสมุปปาทนัย และลักษณะย่อมปรากฏ.
พระโยคาวจรนั้นย่อมเห็นความเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นเกิด และความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นดับ, นี้เป็นการเห็นความเกิดและความดับโดยปัจจัยของพระโยคาวจรนั้น.
อนึ่ง พระโยคาวจร เมื่อเห็นความเกิดเป็นลักษณะ ความแปรปรวนเป็นลักษณะ ชื่อว่าย่อมเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์ทั้งหลาย นี้เป็นการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะของพระโยคาวจรนั้น.
จริงอยู่ ความเกิดเป็นลักษณะในขณะเกิดนั่นเอง และความแปรปรวนก็เป็นลักษณะในขณะดับ.
สมุทยสัจย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัยซึ่งเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยส่วนทั้งสอง คือโดยปัจจัยและโดยขณะของพระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงตัณหาให้เกิด. ทุกขสัจย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเกิดโดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงทุกข์ที่เกิด. นิโรธสัจย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัยแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจความไม่เกิดแห่งความมีปัจจัย โดยที่ปัจจัยไม่เกิด. ทุกขสัจนั่นแลย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจมรณทุกข์.
อนึ่ง การเห็นความเกิดและความเสื่อมของพระโยคาวจรนั้น มรรคสัจย่อมปรากฏว่า มรรคนี้ยังเป็นโลกิยะ เพราะกำจัดความหลงในการเห็นความเกิดและความเสื่อมนั้น.
อนึ่ง ปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นผู้เข้าใจว่า อิมสฺมึ สติ, อิทํ โหติ - เมื่อสิ่งนี้มีอยู่, สิ่งนี้ย่อมมี.
ปฏิจจสมุปบาทเป็นปฏิโลม ด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจว่า อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ - เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้จึงดับดังนี้.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๔๘ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๕๐
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้นด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะย่อมปรากฏ ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจลักษณะแห่งสังขตะ. เพราะสังขตธรรมทั้งหลายมีเกิดและเสื่อม, สังขตธรรมเหล่านั้นอาศัยกันเกิดขึ้น.
อนึ่ง นัย ๔ คือ เอกัตตนัย - นัยแห่งความเป็นอันเดียวกัน ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นผู้เข้าใจความขาดไปแห่งสันดานด้วยการสัมพันธ์กันด้วยเหตุผล. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละอุจเฉททิฏฐิได้เป็นอย่างดี. นานัตตนัย - นัยแห่งความต่างๆ กัน ด้วยการเห็นความเกิดโดยขณะย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความเกิดแห่งธรรมใหม่ๆ. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละสัสสตทิฏฐิได้เป็นอย่างดี.
อนึ่ง อัพยาปารนัย - นัยแห่งความไม่ขวนขวาย ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความที่ธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปในอำนาจ. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละอัตตทิฏฐิได้เป็นอย่างดี.
อนึ่ง เอวังธรรมตานัย - นัยอันเป็นธรรมดาอย่างนี้ ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจความเกิดแห่งผลโดยความสมควรแก่ปัจจัย. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละอกิริยทิฏฐิได้เป็นอย่างดี.
อนึ่ง อนัตตลักษณะ ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นผู้เข้าใจถึงความประพฤติอันเนื่องด้วยปัจจัย คือไม่มีความเพียรในธรรมทั้งหลาย.
อนิจจลักษณะ ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความมีแล้วไม่มีและผู้เข้าใจถึงความสงัดจากที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลาย.
แม้ทุกขลักษณะก็ปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความบีบคั้นด้วยความเกิดและความเสื่อม.
แม้สภาวลักษณะก็ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงการกำหนดความเกิดและความเสื่อม แม้ความเป็นไปชั่วคราวของสังขตลักษณะในสภาวลักษณะก็ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความไม่มีความเสื่อม ในลักษณะแห่งการเกิดและการเกิดในขณะแห่งความเสื่อม.
สังขารทั้งหลายใหม่เป็นนิจ ย่อมปรากฏแก่ประเภทของสัจจะ ปฏิจจสมุปปาทนัยและลักษณะที่มีความปรากฏแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่เคยเกิดก็เกิด ที่เกิดแล้วก็ดับไปดังนี้.
สังขารทั้งหลายมิใช่ใหม่เป็นนิจอย่างเดียว, สังขารทั้งหลายย่อมปรากฏดุจหยาดน้ำค้างในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ดุจฟองน้ำ ดุจรอยไม้ขีดในน้ำ ดุจเมล็ดผักกาดบนปลายเข็ม ดุจฟ้าแลบ ดุจมายา พยับแดด, ความฝัน ลูกไฟ, ล้อรถ, คนธรรพ์, นคร, ต่อมน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น หาแก่นสารมิได้ ไม่มีสาระ.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ วิปัสสนาอย่างอ่อนอันชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสนาอันพระโยคาวจรนั้นแทงตลอดลักษณะ ๕๐ ถ้วน โดยอาการนี้ว่า ความเสื่อมเป็นธรรมดาย่อมเกิดขึ้น, และพระโยคาวจรย่อมเข้าถึงความเสื่อมที่เกิดขึ้นแล้วดังนี้ ตั้งอยู่เป็นอันบรรลุก่อน, เพราะบรรลุญาณใด พระโยคาวจรย่อมชื่อว่า อารทฺธวิปสฺสโก - ผู้ปรารภวิปัสสนา,
วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ มีโอภาสเป็นต้น ย่อมเกิดแก่พระโยคาวจรผู้ตั้งอยู่ในญาณนี้, พระโยคาวจรผู้ไม่ฉลาดเป็นผู้มีความสำคัญในอุปกิเลสที่เกิดขึ้นว่าเป็นมรรคญาณ ย่อมถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นมรรคว่าเป็นมรรค, และเป็นผู้ถูกอุปกิเลสพัวพันให้ยุ่งเหยิง.
ส่วนพระโยคาวจรผู้ฉลาด ยกวิปัสสนาขึ้นในอุปกิเลสเหล่านั้น สะสางความยุ่งเหยิงคืออุปกิเลสเสีย แล้วกำหนดมรรคคือทางและมิใช่มรรคว่า ธรรมเหล่านี้มิใช่มรรค. ส่วนวิปัสสนาญาณที่ปฏิบัติไปตามวิถี พ้นจากอุปกิเลสเป็นมรรค. ญาณที่รู้ว่าเป็นมรรคและมิใช่มรรคของพระโยคาวจรนั้นตั้งอยู่อย่างนี้ ชื่อว่ามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง.
ก็และด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันทำความกำหนดสัจจะ ๔ ด้วยญาณนั้น.
อย่างไร?
เมื่อมีความเข้าใจนามรูปก็เป็นอันทำความกำหนดทุกขสัจด้วยให้กำหนดนามรูป กล่าวคือทิฏฐิวิสุทธิดังกล่าวแล้ว ด้วยคำว่า ธัมมฐิติญาณ เพราะมีความเข้าใจปัจจัย.
การกำหนดสมุทยสัจด้วยความเข้าใจปัจจัยอันได้แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ, เป็นอันทำความกำหนดทุกขสัจด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะด้วยอุทยัพพยานุปัสนาญาณ,
การกำหนดสมุทยสัจด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย,
การกำหนดนิโรธสัจด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัย,
การเห็นความเกิดและความเสื่อมของพระโยคาวจรผู้เห็นแจ้งในมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินี้ โดยกำจัดความหลงในมรรคนั้นว่า นี้คือมรรคเป็นโลกิยะเป็นอันนำความกำหนดมรรคสัจ ด้วยการรับรองมรรคโดยชอบ.
ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นอันท่านทำความกำหนดสัจจะ ๔ ด้วยญาณเป็นโลกิยะ.
จบอรรถกถาอุทยัพพยญาณนิทเทส -----------------------------------------------------