อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๒๗

๙. มรรคกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๒๗–๕๒๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

มหาวคฺเค มคฺคกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มรรคกถา

ข้อ ๕๒๗

มคฺโคติ เกนตฺเถน มคฺโค ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตรึ ปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตรึ ปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ {๕๒๗.๑} จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตรึ ปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯเปฯ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯเปฯ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ

คำว่า มคฺโค ความว่า ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ในขณะโสดาปัตติมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลายเพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ สัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ ... สัมมาวาจาเพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวาจา ... สัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ ... สัมมาวายามะเพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ ... สัมมาสติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ ... สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสมาธิ เพื่ออุปถัมภ์-*สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ฯ

ข้อ ๕๒๘

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส โอฬาริกสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ {๕๒๘.๑} อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส อณุสหคตสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ {๕๒๘.๒} อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคสฺส อรูปราคสฺส มานสฺส อุทฺธจฺจสฺส อวิชฺชาย มานานุสยสฺส ราคานุสยสฺส อวิชฺชานุสยสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ

ในขณะสกทาคามิมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราค-*สังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ... ฯ ในขณะอนาคามิมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ... ฯ ในขณะอรหัตมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ราคานุสัย อวิชชานุสัย เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรมเพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ฯ

ข้อ ๕๒๙

ทสฺสนมคฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนมคฺโค สมฺมาสงฺกปโป ปริคฺคหมคฺโค สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานมคฺโค สมฺมากมฺมนฺโต โวทานมคฺโค สมฺมาอาชีโว ปคฺคหมคฺโค สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานมคฺโค สมฺมาสติ อวิกฺเขปมคฺโค สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานมคฺโค สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปวิจยมคฺโค ธมฺมวิจย- สมฺโพชฺฌงฺโค ปคฺคหมคฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ผรณมคฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปสมมคฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อวิกฺเขปมคฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปฏิสงฺขานมคฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมคฺโค สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยมคฺโค วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยมคฺโค สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมคฺโค สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยมคฺโค ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขมคฺโค {๕๒๙.๑} สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหมคฺโค วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานมคฺโค สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปมคฺโค สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนมคฺโค ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ มคฺโค อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ มคฺโค นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺโค มคฺโค เหตฏฺเฐน มคฺโค อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา มคฺโค ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา มคฺโค อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา มคฺโค ตถฏฺเฐน สจฺจา มคฺโค อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ มคฺโค อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา มคฺโค เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา มคฺโค อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธา มคฺโค สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ มคฺโค อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ มคฺโค ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ มคฺโค มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข มคฺโค ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา มคฺโค ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ มคฺโค สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ มคฺโค ฉนฺโท มูลฏฺเฐน มคฺโค มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน มคฺโค ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน มคฺโค เวทนา สโมสรณฏฺเฐน มคฺโค สมาธิ ปมุขฏฺเฐน มคฺโค สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน มคฺโค ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน มคฺโค วิมุตฺติ สารฏฺเฐน มคฺโค อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มคฺโคติ ฯ มคฺคกถา ฯ ---------

สัมมาทิฐิเป็นมรรคแห่งการเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นมรรคแห่ง ความดำริ สัมมาวาจาเป็นมรรคแห่งการกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นมรรคแห่งสมุฏฐาน สัมมาอาชีวะเป็นมรรคแห่งความผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นมรรคแห่งความประคองไว้ สัมมาสติเป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น สัมมาสมาธิเป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นการเลือกเฟ้นวิริยสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความแผ่ซ่านไปปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งการพิจารณาหาทาง สัทธา-*พละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน สติพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท สมาธิพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ปัญญาพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นมรรคแห่งความน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์เป็นมรรคแห่งความประคองไว้สตินทรีย์เป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น สมาธินทรีย์เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่านปัญญินทรีย์เป็นมรรคแห่งความเห็น อินทรีย์เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นมรรคเพราะอรรถว่านำออกชื่อว่ามรรคเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งมั่นสัมมัปปธานเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นมรรคเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าถ่องแท้ สมถะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถะและวิปัสสนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นมรรคเพราะอรรถว่าหลุดพ้น วิชชาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าปล่อย ญาณในความสิ้นไปเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตัดขาด ฉันทะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐานผัสสะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม เวทนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม สมาธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นธรรมอันยิ่งกว่าธรรมนั้น วิมุตติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสาระ นิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ฯ จบมรรคกถา ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. มัคคกถา ว่าด้วยมรรค

ข้อ ๒๓๗

คำว่า มรรค อธิบายว่า ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะว่าอย่างไร คือ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น เป็น มรรคและเป็นเหตุ เพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำ กิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต @เชิงอรรถ : @ วิปัลลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว หมายถึงวิปัลลาส ๓ ประการ คือ สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส และ@ทิฏฐิวิปัลลาส คูณกับ วัตถุ ๒ ประการ คือ อนิจฺเจ นิจฺจํ (สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง) และ อนตฺตนิ อตฺตา@(สิ่งที่ไม่ใช่อัตตาว่าอัตตา) เป็นวิปัลลาส ๖ ประการ ได้แก่ (๑) นิจจสัญญาวิปัลลาส (๒) อัตตสัญญาวิปัลลาส@(๓) นิจจจิตตวิปัลลาส (๔) อัตตจิตตวิปัลลาส (๕) นิจจทิฏฐิวิปัลลาส (๖) อัตตทิฏฐิวิปัลลาส (คำนวณ@ตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙) @ วิปัลลาส ๒ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว หมายถึงทิฏฐิวิปัลลาส ๑ ประการ คูณกับ วัตถุ ๒ ประการ คือ@ทุกฺเข สุขํ (สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข) และ อสุเภ สุภํ (สิ่งที่ไม่งามว่างาม) เป็นวิปัลลาส ๒ ประการ ได้แก่@(๑) สุขทิฏฐิวิปัลลาส (๒) สุภทิฏฐิวิปัลลาส (คำนวณตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙)@ วิปัลลาส ๔ ยังละไม่ได้ หมายถึงวิปัลลาส ๒ ประการ คือ สัญญาวิปัลลาส กับ จิตตวิปัลลาส ในวัตถุ ๒@คือ ทุกฺเข สุขํ (สภาวะที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข) อสุเภ สุภํ (สภาวะที่ไม่งามว่างาม) ประการละ ๒ วิปัลลาส@(๒ x ๒ เป็น ๔ วิปัลลาส) ได้แก่ (๑) สุขสัญญาวิปัลลาส (๒) สุภสัญญาวิปัลลาส (๓) สุขจิตตวิปัลลาส@(๔) สุภจิตตวิปัลลาส (คำนวณตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙) @ วิปัลลาส ๘ ในวัตถุ ๘ ละได้แล้ว หมายถึงวิปัลลาส ๖ ประการ ในวัตถุ ๒ (ในเชิงอรรถที่ ๒) รวมกับ@วิปัลลาส ๒ ประการ ในวัตถุ ๒ ประการ (ในเชิงอรรถที่ ๓) เป็นวิปัลลาส ๘ ประการ ได้แก่ (๑) นิจจสัญญา-@วิปัลลาส (๒) อัตตสัญญาวิปัลลาส (๓) นิจจจิตตวิปัลลาส (๔) อัตตจิตตวิปัลลาส (๕) นิจจทิฏฐิวิปัลลาส@(๖) สุขทิฏฐิวิปัลลาส (๗) อัตตทิฏฐิวิปัลลาส (๘) สุภทิฏฐิวิปัลลาส (คำนวณตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙)@ เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย หมายถึงทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป (ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๗/๒๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๙. มัคคกถา เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมวิเศษ เพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้ สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรอง เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละ มิจฉาสังกัปปะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความ หมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมวิเศษ เพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ ในนิโรธ ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนด เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละมิจฉา- วาจา เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดใน เบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุ ธรรมวิเศษ เพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อ ความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิตเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ เพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละ มิจฉาอาชีวะ ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละมิจฉาวายามะ ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น เป็น มรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละ มิจฉาสมาธิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจด ในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อ บรรลุธรรมวิเศษ เพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ ชื่อว่า สัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละกามราค- สังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนหยาบๆ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๙. มัคคกถา เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้น แห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมวิเศษเพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ ชื่อว่า สัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละกามราค- สังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนละเอียดๆ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้น แห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมวิเศษเพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ในขณะแห่งอรหัตตมรรค ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ ชื่อว่า สัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย เพื่อ อุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้น แห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมวิเศษเพื่อรู้แจ้งธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ มรรคคือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ มรรคคือความตรึกตรอง ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ มรรคคือการกำหนด ชื่อว่าสัมมาวาจา มรรคคือสมุฏฐาน ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ มรรคคือความผ่องแผ้ว ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ มรรคคือการประคองไว้ชื่อว่าสัมมาวายามะ มรรคคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสติ มรรคคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ มรรคคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ มรรคคือการเลือกเฟ้น ชื่อว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มรรคคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ มรรคคือ ความแผ่ซ่าน ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ มรรคคือความสงบ ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มรรคคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ มรรคคือการพิจารณา ชื่อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๙. มัคคกถา มรรคคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ มรรคคือ ความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละ มรรคคือความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ มรรคคือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าสมาธิพละ มรรคคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ มรรคคือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ มรรคคือการประคองไว้ ชื่อว่า วิริยินทรีย์ มรรคคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสตินทรีย์ มรรคคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า สมาธินทรีย์ มรรคคือความเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์ มรรคที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ มรรคที่ชื่อว่าพละ เพราะมี สภาวะไม่หวั่นไหว มรรคที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะนำออก มรรคที่ชื่อว่า องค์แห่งมรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ มรรคที่ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะมีสภาวะตั้งมั่นมรรคที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะตั้งไว้ มรรคที่ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะมี สภาวะให้สำเร็จ มรรคที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ มรรคที่ชื่อว่าสมถะเพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน มรรคที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น มรรคที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนา เพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน มรรคที่ชื่อ ว่าธรรมที่เป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน มรรคที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมี สภาวะสำรวม มรรคที่ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน มรรคที่ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีสภาวะเห็น มรรคที่ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะมีสภาวะหลุดพ้น มรรคที่ชื่อว่าวิชชา เพราะมีสภาวะรู้แจ้ง มรรคที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะสละ มรรคที่ชื่อว่าญาณในความสิ้นไป เพราะมีสภาวะตัดขาด มรรคที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล มรรคที่ชื่อว่ามนสิการ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน มรรค ที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม มรรคที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่รวมมรรคที่ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีสภาวะเป็นประธาน มรรคที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะ เป็นใหญ่ มรรคที่ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้น มรรคที่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร มรรคที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือ นิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด มัคคกถา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามรรคกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งมรรคกถา อันพระสารีบุตรเถระแสดงอริยมรรคทำการละวิปลาส ๓ เหล่านั้นกล่าวแล้ว.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๕๔๕

ในบทเหล่านั้น บทว่า มคฺโคติ เกนฏฺเฐน มคฺโค บทว่า มคฺโค ชื่อว่ามรรค ด้วยอรรถว่ากระไร คือในพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่ามรรค ด้วยอรรถว่ากระไร.

ในปริยาย ๑๐ มีอาทิว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปหานาย เพื่อละมิจฉาทิฏฐิ ท่านกล่าวถึงมรรคหนึ่งๆ ด้วยสามารถเป็นข้าศึกโดยตรงแห่งองค์มรรคนั้นๆ.

บทว่า มคฺโค เจว เหตุ จ เป็นมรรคและเป็นเหตุ คือชื่อว่ามรรค ด้วยอรรถว่าเป็นทางเฉพาะเพื่อทำกิจนั้นๆ. ชื่อว่าเหตุ ด้วยอรรถว่าเป็นผู้ทำให้ถึง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงมรรคมีอรรถว่า เป็นทางเฉพาะและมีอรรถว่าเป็นผู้นำให้ถึงมรรค มรรคเป็นทางเฉพาะในบทมีอาทิว่า นี้เป็นมรรค นี้เป็นปฏิปทา เหตุเป็นผู้นำให้ถึงในประโยคมีอาทิว่า มรรคมีอรรถว่านำออกไป มีอรรถว่าเป็นเหตุแห่งมรรค.

ด้วยบททั้งสองนี้เป็นอันท่านทำการแก้คำถามว่า มคฺโคติ เกนฏฺเฐน มคฺโค ดังนี้.

บทว่า สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม คือเพื่อความเป็นการอุปถัมภ์รูปธรรมอันเกิดพร้อมกับตน โดยความเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัยและนิสสยปัจจัยเป็นต้น.

บทว่า กิเลสานํ ปริยาทาย เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย คือเพื่อให้เกิดกิเลสที่เหลือดังกล่าวแล้วอันมรรคนั้นๆ ทำลายให้สิ้นไป.

ในบทนี้ว่า ปฏิเวธาทิวิโสธนาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ มีความดังนี้.

เพราะศีลและทิฏฐิเป็นเบื้องต้นแห่งสัจจปฏิเวธโดยพระบาลีว่า อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ศีลบริสุทธิด้วยดีและทิฏฐิอันตรง ศีลและทิฏฐินั้นย่อมบริบูรณ์ด้วยมรรคในเบื้องต้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าว ปฏิเวธาทิวิโสธนาย ดังนี้.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๖๘๗

บทว่า จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต คือเพื่อความตั้งมั่นในกิจของตนแห่งจิตอันสัมปยุตกัน.

บทว่า จิตฺตสฺส โวทานาย เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต คือเพื่อบริสุทธิ์แห่งจิต.

บทว่า วิเสสาธิคมาย เพื่อบรรลุธรรมวิเศษ คือเพื่อได้เฉพาะคุณวิเศษกว่าธรรมเป็นโลกิยะ.

บทว่า อุตฺตริปฏิเวธาย เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง คือเพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่งกว่าธรรมเป็นโลกิยะ.

บทว่า สจฺจาภิสมยาย เพื่อตรัสรู้สัจจะ คือเพื่อตรัสรู้ธรรมเอกแห่งอริยสัจ ๔ คือ เพื่อแทงตลอดธรรมเอกด้วยสามารถยังกิจให้สำเร็จ.

บทว่า นิโรเธปติฏฺฐาปนาย เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ คือเพื่อให้จิตหรือบุคคลตั้งอยู่ในนิพพาน.

ท่านทำองค์แห่งมรรค ๘ เป็นอันเดียวกันแล้ว กล่าวถึงการละกิเลสอันมรรคนั้นๆ ทำลายในขณะแห่งสกทาคามิมรรคเป็นต้น เหตุในเพราะกล่าวอย่างนี้ ท่านกล่าวแล้วในหนหลัง เพราะการชำระในเบื้องต้นด้วยดีและความผ่องแผ้วแห่งจิตด้วยดี ย่อมมีได้ด้วยมรรคสูงๆ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวบททั้งหลายแม้เหล่านั้น.

ด้วยบทมีอาทิว่า ทสฺสนมคฺโค เป็นมรรคแห่งการเห็นท่านกล่าวถึงอรรถแห่งมรรคด้วยสามารถแห่งลักษณะของธรรมนั้นจนถึงที่สุด.

บทแม้ทั้งหมดเหล่านั้น มีความดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในอภิญไญยนิเทศ (ชี้แจงถึงธรรมที่ควรรู้ยิ่ง).

ในบทนี้ ท่านชี้แจงถึงมรรคอันเป็นโลกิยะและโลกุตระตามที่เกิดอย่างนี้.

ท่านชี้แจงถึงมรรคด้วยอรรถว่าเป็นเหตุ.

อนึ่ง เพราะมรรคนั้นเป็นมรรคโดยตรง ท่านจึงไม่กล่าวว่า มคฺโค.

บทมีอาทิว่า อธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา ชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งอรรถของอินทรีย์เป็นต้น.

อนึ่ง ในบทว่า สจฺจานิ นี้ได้แก่สัจจญาณ.

ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่ามรรค ด้วยอรรถว่าเป็นทางปฏิบัติเพื่อนิพพาน.

อนึ่ง นิพพานท่านกล่าวไว้ในที่สุด พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่ามรรค เพราะสัตบุรุษผู้ถูกสังสารทุกข์ครอบงำ ผู้ต้องการพ้นจากทุกข์แสวงหา.

จบอรรถกถามรรคกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา