อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๗

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗–๗๘2 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๗๗

กถํ อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม สจฺฉิกาตพฺโพ อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ เทฺว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ ตโย ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ติสฺโส วิชฺชา จตฺตาโร ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา จตฺตาริ สามญฺญผลานิ ปญฺจ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ปญฺจ ธมฺมกฺขนฺธา ฉ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ฉ อภิญฺญา สตฺต ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา สตฺต ขีณาสวพลานิ อฏฺฐ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา อฏฺฐ วิโมกฺขา นว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา นว อนุปุพฺพนิโรธา ทส ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ทส อเสกฺขา ธมฺมา ฯ

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ ธรรมอย่างหนึ่งควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ธรรม ๒ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑ ธรรม ๓ ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ธรรม ๔ ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ ธรรม ๕ ควรทำให้แจ้ง คือธรรมขันธ์ ๕ ธรรม ๖ ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ ธรรม ๗ ควรทำให้แจ้งคือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ธรรม ๘ ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ธรรม๙ ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ ธรรม ๑๐ ควรทำให้แจ้ง คืออเสกขธรรม ๑๐ ฯ

ข้อ ๗๘

สพฺพํ ภิกฺขเว สจฺฉิกาตพฺพํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ สจฺฉิกาตพฺพํ จกฺขุํ ภิกฺขเว สจฺฉิกาตพฺพํ รูปา สจฺฉิกาตพฺพา จกฺขุวิญฺญาณํ สจฺฉิกาตพฺพํ จกฺขุสมฺผสฺโส สจฺฉิกาตพฺโพ ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สจฺฉิกาตพฺพํ โสตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สทฺทา สจฺฉิกาตพฺพา ฯเปฯ ฆานํ สจฺฉิกาตพฺพํ คนฺธา สจฺฉิกาตพฺพา ชิวฺหา สจฺฉิกาตพฺพา รสา สจฺฉิกาตพฺพา กาโย สจฺฉิกาตพฺโพ โผฏฺฐพฺพา สจฺฉิกาตพฺพา มโน สจฺฉิกาตพฺโพ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา มโนวิญฺญาณํ สจฺฉิกาตพฺพํ มโนสมฺผสฺโส สจฺฉิกาตพฺโพ ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สจฺฉิกาตพฺพํ ฯ {๗๘.๑} รูปํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ เวทนํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ สญฺญํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ สงฺขาเร ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ วิญฺญาณํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ เย เย ธมฺมา สจฺฉิกตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ผุสิตา โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ {๗๘.๒} กถํ อิเม ธมฺมา หานภาคิยา อิเม ธมฺมา ฐิติภาคิยา อิเม ธมฺมา วิเสสภาคิยา อิเม ธมฺมา นิพฺเพธภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ปฐมชฺฌานสฺส ลาภึ กามสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อวิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม ทุติยชฺฌานสฺส ลาภึ วิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อุเปกฺขาสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม ตติยชฺฌานสฺส ลาภึ ปีติสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อทุกฺขมสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม จตุตฺถชฺฌานสฺส ลาภึ อุเปกฺขาสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม {๗๘.๓} ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม อากาสานญฺจายตนสฺส ลาภึ รูปสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม วิญฺญาณญฺจายตน- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม วิญฺญาณญฺจายตนสฺส ลาภึ อากาสานญฺจายตน- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อากิญฺจญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม อากิญฺจญฺญายตนสฺส ลาภึ วิญฺญาณญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม เนวสญฺญานาสญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา หานภาคิยา อิเม ธมฺมา ฐิติภาคิยา อิเม ธมฺมา วิเสสภาคิยา อิเม ธมฺมา นิพฺเพธภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง ฯ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นรูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา ... เมื่อพิจารณาเห็นสัญญา ... เมื่อพิจารณาเห็นสังขาร ... เมื่อพิจารณาเห็นวิญญาณ ... เมื่อพิจารณาเห็นจักษุ ... เมื่อพิจารณาเห็นชราและมรณะ ... เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถรู้ว่าชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยกาม ของพระโยคาวจร ผู้ได้ปฐมฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันไม่ประกอบด้วยวิตกเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิตก ของพระโยคาวจร ผู้ได้ทุติยฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ทุติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุข เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยปีติและสุข ของพระโยคาวจร ผู้ได้ตติยฌาน เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ตติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุข ของพระโยคาวจรผู้ได้จตุตถฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่จตุตถฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสสัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยรูป ของพระโยคาวจรผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่อากาสานัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่วิญญาณัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสสัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อมความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่อากิญจัญญายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส

ข้อ ๒๙

การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง” ปัญญารู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่าสุตมยญาณ เป็นอย่างไร คือ ธรรม ๑ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบ ธรรม ๒ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑ ธรรม ๓ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ ธรรม ๔ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ ธรรม ๕ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ธรรม ๖ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ ธรรม ๗ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ ขีณาสวพละ ๗ ธรรม ๘ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ธรรม ๙ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง คือ อเสขธรรม ๑๐ ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง สิ่งทั้งปวงที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร คือ จักขุควรทำให้แจ้ง รูปควรทำให้แจ้ง จักขุวิญญาณควรทำให้แจ้ง จักขุ- สัมผัสควรทำให้แจ้ง สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยควรทำให้แจ้ง โสตะควรทำให้แจ้ง สัททะ ฯลฯ ฆานะควรทำให้แจ้ง คันธะ ฯลฯ ชิวหาควรทำให้แจ้ง รสะ ฯลฯ กายควรทำให้แจ้ง โผฏฐัพพะ ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ (๑) สีลขันธ์ (๒) สมาธิขันธ์ (๓) ปัญญาขันธ์ (๔) วิมุตติขันธ์ (๕) วิมุตติญาณ-@ทัสสนขันธ์ (ขุ.ป.อ. ๑/๒๙/๑๔๗) @ อนุปุพพนิโรธ ๙ ได้แก่ (๑) กามสัญญา (๒) วิตกวิจาร (๓) ปีติ (๔) ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ (๕) รูปสัญญา@(๖) อากาสานัญจายตนสัญญา (๗) วิญญาณัญจายตนสัญญา (๘) อากิญจัญญายตนสัญญา (๙) สัญญาและ@เวทนา (ขุ.ป.อ. ๑/๒๙/๑๔๙) @ อเสขธรรม ๑๐ ได้แก่ (๑) สัมมาทิฏฐิ (๒) สัมมาสังกัปปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ@(๕) สัมมาอาชีวะ (๖) สัมมาวายามะ (๗) สัมมาสติ (๘) สัมมาสมาธิ (๙) สัมมาญาณ (๑๐) สัมมาวิมุตติ@(ขุ.ป.อ. ๑/๒๙/๑๕๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส มโนควรทำให้แจ้ง ธรรมารมณ์ควรทำให้แจ้ง มโนวิญญาณควรทำให้แจ้ง มโนสัมผัสควรทำให้แจ้ง สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยควรทำให้แจ้ง พระโยคาวจรเมื่อเห็นรูป ชื่อว่าย่อมทำให้แจ้ง (ด้วยการทำให้เป็นอารมณ์) เมื่อเห็นเวทนา ฯลฯ เมื่อเห็นสัญญา ฯลฯ เมื่อเห็นสังขาร ฯลฯ เมื่อเห็นวิญญาณ ฯลฯ เมื่อเห็นจักขุ ฯลฯ เมื่อเห็นชราและมรณะ ฯลฯ เมื่อเห็นธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด ชื่อว่าย่อมทำให้แจ้ง (ด้วยการทำให้เป็นอารมณ์)ธรรมใดๆ ที่ทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นๆ เป็นธรรมที่ถูกต้องแล้ว ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง” ปัญญารู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่าสุตมยญาณ (๕)

ข้อ ๓๐

การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส” ปัญญารู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่า สุตมยญาณ เป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรผู้ได้ปฐมฌาน มีสัญญา (ความหมายรู้) และมนสิการ (การทำไว้ในใจ) ที่ประกอบด้วยกามเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม มีสติ ที่เป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานนั้นตั้งอยู่ ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ มีสัญญาและมนสิการที่ไม่ประกอบด้วยวิตกเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยนิพพิทา(ความเบื่อหน่าย)(และ)วิราคะ(ความคลายกำหนัด)เกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พระโยคาวจรผู้ได้ทุติยฌาน มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยวิตกเกิดขึ้นธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม มีสติที่เป็นธรรมสมควรแก่ทุติยฌานนั้นตั้งอยู่ ธรรม@เชิงอรรถ : @ สติ ในที่นี้หมายถึงนิกันติ (ความติดใจ) (ขุ.ป.อ. ๑/๓๐/๑๕๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส นี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยอุเบกขาและสุขเกิดขึ้นธรรมนี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยนิพพิทา(และ)วิราคะเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พระโยคาวจรผู้ได้ตติยฌาน มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยปีติและสุขเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม มีสติที่เป็นธรรมสมควรแก่ตติยฌานนั้นตั้งอยู่ ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบ ด้วยอทุกขมสุขเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยนิพพิทา (และ) วิราคะเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พระโยคาวจรผู้ได้จตุตถฌาน มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยอุเบกขาเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม มีสติที่เป็นธรรมสมควรแก่จตุตถฌานนั้นตั้งอยู่ ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยนิพพิทา (และ) วิราคะเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พระโยคาวจรผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยรูปเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม มีสติที่เป็นธรรมสมควรแก่อากาสานัญจายตนฌานนั้นตั้งอยู่ ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษมีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยนิพพิทา(และ)วิราคะเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พระโยคาวจรผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบ ด้วยอากาสานัญจายตนฌานเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม มีสติที่เป็นธรรมสมควรแก่วิญญาณัญจายตนฌานนั้นตั้งอยู่ ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยนิพพิทา(และ)วิราคะเกิดขึ้นธรรมนี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พระโยคาวจรผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบ ด้วยวิญญาณัญจายตนฌานเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม มีสติที่เป็นธรรมสมควรแก่อากิญจัญญายตนฌานนั้นตั้งอยู่ ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ มีสัญญา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส และมนสิการที่ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยนิพพิทา(และ)วิราคะเกิดขึ้นธรรมนี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งคุณวิเศษธรรมเหล่านี้เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส” ปัญญารู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น ชื่อว่าสุตมยญาณ (๔-๙)

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสัจฉิกาตัพพนิทเทส

[๗๗] พึงทราบวินิจฉัยในสัจฉิกาตัพพนิทเทสดังต่อไปนี้

พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา เอกุตตรธรรม ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ.

ในบทเหล่านั้นบทว่า อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ - เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ ได้แก่อรหัตผลวิมุตติ. เจโตวิมุตตินั้น ชื่อว่า อกุปฺปา เพราะอรรถว่าไม่กำเริบ ไม่หวั่นไหว ไม่เสื่อม, ท่านกล่าวว่า เจโตวิมุตฺติ เพราะจิตพ้นจากกิเลสทั้งปวง.

บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา ๓.

บทว่า วิมุตฺติ ท่านกล่าวถึงอรหัตผลโดยปริยายในทสุตตรสูตร.

แต่ท่านกล่าวด้วยปริยายในสังคีติสูตรว่า บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป - จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ และนิพพาน.

อนึ่ง ในนิทเทสนี้ สมาบัติ ๘ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นด้วยดีจากนิวรณ์เป็นต้น, นิพพาน ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากสังขตธรรมทั้งปวง.

บทว่า ติสฺโส วิชฺชา - วิชชา ๓ คือ ญาณกำหนดระลึกชาติหนหลังได้ ๑ ญาณกำหนดรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ๑ ญาณรู้จักทำอาสวะให้สิ้น ๑.

ชื่อว่าวิชชา ด้วยอรรถว่าทำลายความมืดได้, ชื่อว่าวิชชา ด้วยอรรถว่าทำความรู้ให้แจ้งบ้าง,

บุพเพนิวาสานุสติญาณ ชื่อว่า วิชฺชา เพราะทำลายความมืดอันปกปิดความระลึกชาติที่เกิดขึ้นเสียได้, และทำความรู้แจ้งถึงการระลึกชาติได้.

จุตูปปาตญาณ ชื่อว่า วิชฺชา เพราะทำลายความมืดอันปกปิดจุติและปฏิสนธิเสียได้ และทำให้รู้แจ้งถึงจุติและอุปบัติได้.

อาสวักขยญาณ ชื่อว่า วิชฺชา เพราะทำลายความมืดอันปกปิดอริยสัจ ๔ และทำให้รู้แจ้งถึงสัจธรรม ๔.

บทว่า จตฺตาริ สามญฺญผลานิ - สามัญญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑.

ชื่อว่าสมณะ เพราะอรรถว่ายังธรรมลามกให้สงบ คือให้พินาศ, ความเป็นสมณะ ชื่อว่าสามัญญะ. สามัญญะนี้เป็นชื่อของอริยมรรค ๔. ผลแห่งสามัญญะ ชื่อว่าสามัญญผล.

บทว่า ปญฺจ ธมฺมกฺขนฺธา ธรรมขันธ์ ๕ คือ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑.

บทว่า ธมฺมกฺขนฺธา คือ การจำแนกธรรม ส่วนของธรรม.

แม้ในสีลขันธ์เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยะทั้งที่เป็นโลกุตระนั่นแล ชื่อว่าศีลสมาธิปัญญาขันธ์.

สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติและนิสสรณวิมุตตินั่นแล ชื่อว่าวิมุตติขันธ์.

การพิจารณาวิมุตติ ๓ อย่างนั่นแล ชื่อว่าวิมุตติญาณทัสนขันธ์ ขันธ์เป็นโลกิยะ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้, ชื่อว่าทัสนะ เพราะอรรถว่าเห็น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าญาณทัสนะ,

ญาณทัสนะแห่งวิมุตติทั้งหลาย ท่านกล่าวว่าวิมุตติญาณทัสนะ.

ส่วนวิกขัมภนวิมุตติและตทังควิมุตติ ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยสมาธิขันธ์และปัญญาขันธ์.

ธรรมขันธ์ ๕ เหล่านี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเสกขธรรมของผู้ยังต้องศึกษา เป็นอเสกขธรรมของผู้ไม่ต้องศึกษา.

ในธรรมขันธ์เหล่านี้ ธรรมขันธ์ที่เป็นโลกิยะและเป็นนิสสรณวิมุตติ เป็นเนวเสกขานาเสกขธรรม - ธรรมของผู้ยังต้องศึกษาก็ไม่ใช่ ไม่ต้องศึกษาก็ไม่ใช่.

แม้เสกขธรรมมีอยู่ ท่านก็กล่าวเสกขธรรมว่า เหล่านี้ของผู้ยังต้องศึกษา, กล่าวอเสกขธรรมว่า เหล่านี้ของผู้ไม่ต้องศึกษา.

ในบทนี้ว่า พระโยคาวจรเป็นผู้ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นเสกขธรรม แต่ก็พึงทราบว่า พระโยคาวจรเป็นผู้ประกอบด้วยการทำนิสสรณวิมุตติให้เป็นอารมณ์.

บทว่า ฉ อภิญฺญา ได้แก่ ญาณอันยิ่ง ๖.

ญาณอันยิ่ง ๖ เป็นไฉน? ญาณ ๖ เหล่านี้ คือ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสตธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑.

บทว่า สตฺต ขีณาสวพลานิ - กำลังของพระขีณาสพ ๗.

ชื่อว่าขีณาสวะ เพราะมีอาสวะสิ้นแล้ว กำลังของพระขีณาสพ ชื่อว่าขีณาสวพละ.

ขีณาสวะ ๗ เป็นไฉน?

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุขีณาสพในธรรมวินัยนี้

เห็นดีแล้วซึ่งสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วย

ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง, ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นดี

แล้วซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญา

อันชอบตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ,

กำลังที่ภิกษุขีณาสพอาศัย ย่อมรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง

หลาย ว่าอาสวะของเราสิ้นแล้ว นี้เป็นข้อที่ ๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุขีณาสพ

เห็นดีแล้วซึ่งกามทั้งหลาย เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วย

ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง, ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นดี

แล้วซึ่งกามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญา

อันชอบตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ,

กำลังที่ภิกษุขีณาสพอาศัย ย่อมรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง

หลายว่า อาสวะของเราสิ้นแล้ว นี้เป็นข้อที่ ๒.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก จิตของภิกษุ-

ขีณาสพน้อมไปในวิเวก โอนไปในวิเวก เงื้อมไปในวิเวก

ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ สิ้นสุดจากธรรมเป็นที่ตั้ง

แห่งอาสวะ โดยประการทั้งปวง ฯลฯ แม้นี้ก็เป็นกำลังของ

ภิกษุขีณาสพ ฯลฯ. นี้เป็นข้อที่ ๓.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก สติปัฏฐาน ๔

อันภิกษุขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ฯลฯ นี้เป็นข้อที่ ๔.

อินทรีย์ ๕ อันภิกษุขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ฯลฯ นี้

เป็นข้อที่ ๕. โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุขีณาสพอบรมแล้ว อบรม

ดีแล้ว ฯลฯ นี้เป็นข้อที่ ๖. อริยมรรคมีองค์ ๘ อันภิกษุขีณา-

สพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ฯลฯ นี้เป็นข้อที่ ๗.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๔๒

ในกำลังเหล่านั้น ท่านประกาศการแทงตลอดทุกขสัจด้วยกำลังที่ ๑, การแทงตลอดสมุทยสัจด้วยกำลังที่ ๒. การแทงตลอดนิโรธสัจด้วยกำลังที่ ๓, การแทงตลอดมรรคสัจด้วยกำลังที่ ๔.

บทว่า อฏฺฐ วิโมกฺขา - วิโมกข์ ๘. ชื่อว่าวิโมกข์ ด้วยอรรถว่าน้อมไปในอารมณ์ และด้วยอรรถว่าพ้นด้วยดีจากธรรมเป็นข้าศึก.

วิโมกข์ ๘ เป็นไฉน?

วิโมกข์ ๘ คือ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒. ภิกษุน้อมใจไปว่านี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓. ภิกษุเข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า อนนฺโต อากาโส - อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔. ภิกษุเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ - วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕. ภิกษุเข้าถึงอากิญจัญญายตนะว่า นตฺถิ กิญฺจิ - อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖. ภิกษุเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗. ภิกษุเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘.

____________________________

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๐๑

บทว่า นว อนุปุพฺพนิโรธา - อนุปุพพนิโรธ ๙ คือ การดับตามลำดับ ๙ อย่าง.

นิโรธ ๙ อย่างเป็นไฉน?

กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๕๖

บทว่า ทส อเสกฺขา ธมฺมา - อเสกขธรรม ๑๐.

ชื่อว่า อเสกฺขา เพราะไม่มีสิ่งที่ควรศึกษาต่อไป.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เสกฺขา เพราะยังต้องศึกษาในไตรสิกขา, ชื่อว่า อเสกฺขา เพราะเสกขธรรมหมดสิ้นแล้ว, ได้แก่ พระอรหันต์. ชื่อว่า อเสกฺขา เพราะธรรมเหล่านี้ของพระอเสกขะ.

อเสกขธรรม ๑๐ เป็นไฉน?

อเสกขธรรม ๑๐ คือ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑ ที่เป็นของพระอเสกขะ.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๖๒, ข้อ ๔๗๕

บทว่า อเสกฺขํ สมฺมาญาณํ - สัมมาญาณที่เป็นของพระอเสกขะ ได้แก่ โลกิยปัญญาที่เหลือเว้นอรหัตผลปัญญา.

บทว่า สมฺมาวิมุตฺติ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ.

ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า

ธรรมสัมปยุตด้วยผลแม้ทั้งหมดมีสัมมาทิฏฐิเป็น

ต้นนั่นแล เป็นอเสกขธรรม. อนึ่ง ในบทนี้ ท่านกล่าว

ปัญญาไว้ในฐานะ ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาญาณะ

สงเคราะห์ธรรมอันเป็นผลสมาบัติเหลือจากที่ท่านกล่าว

ไว้ด้วยบทนี้ว่า สัมมาวิมุตติ.

____________________________

สุมังคลวิลาสินี ๓/๓๑๘

[๗๘] ในบทมีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว สจฺฉิกาตพฺพํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง พึงทราบว่า ได้แก่การทำให้แจ้งด้วยอารมณ์.

ในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ - เมื่อเห็นรูปย่อมทำให้แจ้ง.

ความว่า พระโยคาวจรเมื่อเห็นรูปเป็นต้นอันเป็นโลกิยะโดยอาการอันควรเห็น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งรูปเป็นต้นเหล่านั้นด้วยทำให้แจ้งด้วยอารมณ์, หรือเมื่อเห็นรูปเป็นต้น โดยอาการอันควรเห็นย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันควรทำให้แจ้งด้วยเหตุนั้น. นักคิดอักขระทั้งหลายต้องการ บทว่า ปสฺสนฺโต ลงในอรรถแห่งเหตุ พระโยคาวจร เมื่อเห็นโลกุตรธรรมมีอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์เป็นต้น ด้วยการพิจารณา ย่อมทำให้แจ้งซึ่งโลกุตรธรรมนั้นด้วยอารมณ์. บทนี้ว่า พระโยคาวจรย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ ด้วยอรรถว่าหยั่งลงคือทำให้ตรงทีเดียว เพราะทำให้แจ้งในปริญเญยยะ - ทุกข์ควรกำหนดรู้, ปหาตัพพะ - สมุทัยควรละ, สัจฉิกาตัพพะ - นิโรธควรทำให้แจ้ง, ภาเวตัพพะ - มรรคควรเจริญ.

บทว่า เย เย ธมฺมา สจฺฉิกตา โหนฺติ, เต เต ธมฺมา ผุสิตา โหนฺติ - ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว, ธรรมนั้นๆ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว ได้แก่ธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ด้วยการทำให้แจ้งด้วยอารมณ์ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้วด้วยความถูกต้อง อารมณ์, ธรรมอันทำให้แจ้งแล้วด้วยการทำให้แจ้งซึ่งการได้เฉพาะ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้วด้วยความถูกต้องการได้เฉพาะ ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาสัจฉิกาตัพพนิทเทส -----------------------------------------------------

อรรถกถาหานภาคิยจตุกนิทเทส

อยู่ในข้อ ๗๘

บัดนี้ เพราะความที่ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ย่อมมีโดยประเภทที่ว่างจากสมาธิอย่างหนึ่งๆ, ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงได้ชี้แจงหานภาคิยจตุกะโดยเป็นอันเดียวกัน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภึ คือ ของพระโยคาวจรผู้ได้ปฐมฌาน.

บทว่า ลาภึ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ. ลาโภ ท่านกล่าวเป็นลาภี เพราะอรรถว่ามีการทำให้แจ้ง.

ศัพท์ว่า สหคต ในบทว่า กามสหคตา นี้ท่านประสงค์เอาความว่าอารมณ์, อธิบายว่า มีวัตถุกามและกิเลสกามเป็นอารมณ์.

บทว่า สญฺญามนสิการา - สัญญาและมนสิการ ได้แก่ ชวนสัญญาและมนสิการด้วยความคำนึงถึงสัญญานั้น. มนสิการสัมปยุตด้วยญาณก็ควร.

บทว่า สมุทาจรนฺติ ย่อมปรากฏ คือย่อมเป็นไป.

บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ธรรม คือปฐมฌาน.

พระโยคาวจร เมื่อเสื่อมจากฌาน ชื่อว่าเสื่อมด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ ด้วยกิเลสกำเริบ ๑ ด้วยอสัปปายกิริยา ๑ ด้วยการไม่ประกอบความเพียร ๑.

เมื่อเสื่อมด้วยกิเลสกำเริบ ชื่อว่าเสื่อมเร็ว.

เมื่อเสื่อมด้วยอสัปปายกิริยา ด้วยอำนาจการประกอบความเป็นผู้ยินดีในการงาน ความเป็นผู้ยินดีในการพูดเหลวไหล ความเป็นผู้ยินดีในการนอน ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลี ชื่อว่าเสื่อมช้า,

เมื่อไม่เข้าถึงเนืองๆ ด้วยปลิโพธ - ความกังวล มีความเจ็บไข้และความวิบัติด้วยปัจจัยเป็นต้น แม้เมื่อเสื่อมด้วยการไม่ประกอบความเพียร ก็ชื่อว่า เสื่อมช้า.

แต่ในนิทเทสนี้ พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงเหตุอันมีกำลังเท่านั้น จึงกล่าวถึงกิเลสกำเริบอย่างเดียว.

ก็เมื่อพระโยคาวจรเสื่อมจากทุติยฌานเป็นต้น ชื่อว่าเสื่อม แม้ด้วยความพอใจในฌานชั้นต่ำๆ กำเริบ.

ถามว่า เป็นอันเสื่อมด้วยเหตุประมาณเท่าไร?

ตอบว่า เป็นอันเสื่อมด้วยเหตุเท่าที่ไม่สามารถจะเข้าถึงได้.

บทว่า ตทนุธมฺมตา - ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานนั้น คือธรรมอันเป็นไปสมควร ชื่อว่า อนุธมฺโม.

บทนี้เป็นชื่อของธรรม คือความพอใจอันเป็นไปเพราะทำฌานให้ยิ่ง. ธรรมอันสมควรนั่นแล ชื่อว่า อนุธมฺมตา. ความเป็นธรรมสมควรแก่ฌานนั้น ชื่อว่า ตทนุธมฺมตา.

บทว่า สติ คือ พอใจ.

บทว่า สนฺติฏฺฐติ คือ ตั้งอยู่. ท่านอธิบายว่า ความพอใจอันเป็นไปตามปฐมฌานนั้น ยังเป็นไปอยู่.

บทว่า อวิตกฺกสหคตา - ไม่สหรคตด้วยวิตก ได้แก่ มีทุติยฌานเป็นอารมณ์.

บทนั้น ท่านกล่าวว่า อวิตกฺกํ เพราะในทุติยฌานนี้ไม่มีวิตก.

บทว่า นิพฺพิทาสหคตา - สหรคตด้วยนิพพิทา ได้แก่ มีวิปัสสนาเป็นอารมณ์. วิปัสสนานั้น ท่านกล่าวว่า นิพฺพิทา เพราะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย,

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๒๓

บทว่า วิราคูปสญฺหิตา ประกอบด้วยวิราคะ ได้แก่ วิปัสสนาประกอบด้วยอริยมรรค. วิปัสสนานั้นถึงยอดแล้ว ให้บรรลุความตั้งขึ้นของมรรค. เพราะฉะนั้น สัญญาและมนสิการมีวิปัสสนาเป็นอารมณ์ ท่านจึงกล่าวว่า วิราคูปสญฺหิตา - ประกอบด้วยวิราคะ.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วิราคา วิมุจฺจติ เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น.

____________________________

สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๐๐

บทว่า วิตกฺกสหคตา - สหรคตด้วยวิตก ได้แก่ มีปฐมฌานเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจวิตก.

บทว่า อุเปกฺขาสุขสหคตา - สหรคตด้วยอุเบกขาและสุข ได้แก่ มีตติยฌานเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจอุเบกขา คือ เป็นกลางในฌานนั้นและด้วยสุขเวทนา.

บทว่า ปีติสุขสหคตา - สหรคตด้วยปีติและสุข ได้แก่ มีทุติยฌานเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจปีติและสุขเวทนา.

บทว่า อทุกฺขมสุขสหคตา - สหรคตด้วยอทุกขมสุข ได้แก่มีจตุตถฌานเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจอุเบกขาเวทนา. เวทนานั้นไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอทุกฺขมสุขเวทนา. มอักษรในบทนี้ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ.

บทว่า รูปสหคตา - สหรคตด้วยรูป ได้แก่ แม้เมื่อมีธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่และธรรมเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลสของพระโยคาวจรผู้ตั้งอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะมีรูปฌานเป็นอารมณ์ ท่านก็มิได้ชี้แจงถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะไม่มีธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ.

ท่านกล่าวว่า สมาธิอันเป็นโลกิยะนี้แม้ทั้งหมดเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อมแก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์อย่างอ่อน มีปกติอยู่ด้วยความประมาท, เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่แก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์อย่างอ่อน มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท, เป็นไปในส่วนแห่งความพิเศษแก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์แก่กล้าอันมีตัณหาเป็นจริต, เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลสแก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์แก่กล้ามีทิฏฐิเป็นจริต.

จบอรรถกถาหานภาคิยจตุกนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา