อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๖๕

จริยานานัตตญาณนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๕–๑๗๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๑๖๕

กถํ จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ ฯ จริยาติ ติสฺโส จริยาโย วิญฺญาณจริยา อญฺญาณจริยา ญาณจริยา ฯ {๑๖๕.๑} กตมา วิญฺญาณจริยา รูเปสุ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชน- กิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รูเปสุ ทสฺสนตฺโถ จกฺขุวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รูเปสุ ทิฏฺฐตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา รูเปสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ สวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ สวนตฺโถ โสตวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ สุตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ ฆายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ ฆายนตฺโถ ฆานวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ ฆายิตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา {๑๖๕.๒} รเสสุ สายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รเสสุ สายนตฺโถ ชิวฺหาวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รเสสุ สายิตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ ผุสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ ผุสนตฺโถ กายวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ ผุฏฺฐตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ วิชานนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ วิชานนตฺโถ มโนวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ วิญฺญาตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา ฯ

ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณอย่างไร จริยาในบทว่า จริยา มี ๓ คือ วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา ฯ วิญญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดูรูปทั้งหลายเป็นอพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา จักขุวิญญาณอันเป็นแต่เพียงเห็นรูป เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้เห็นรูปแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาเพราะขึ้นสู่รูปแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการฟังเสียงเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา โสตวิญญาณอันเป็นแต่เพียงฟังเสียง เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ฟังเสียงแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่เสียงแล้ว มโน-*วิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดมกลิ่นเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ฆานวิญญาณอันเป็นแต่เพียงดมกลิ่น เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ดมกลิ่นแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่กลิ่นแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณ-*จริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการลิ้มรสเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยาชิวหาวิญญาณอันเป็นแต่เพียงลิ้มรส เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ลิ้มรสแล้วมโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่รสแล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการถูกต้อง โผฏฐัพพะเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา กายวิญญาณอันเป็นแต่เพียงถูกต้องโผฏฐัพพะ เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้วมโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่โผฏฐัพพะแล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการรู้แจ้งธรรมารมณ์เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา มโนวิญญาณอันเป็นแต่เพียงรู้แจ้งธรรมารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่ธรรมารมณ์แล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา ฯ

ข้อ ๑๖๖

วิญฺญาณจริยาติ เกนตฺเถน วิญฺญาณจริยา ฯ นิราคา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิทฺโทสา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิมฺโมหา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิมฺมานา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิทฺทิฏฺฐิ จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิอุทฺธจฺจา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิพฺพิจิกิจฺฉา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นานุสยา จรตีติ วิญฺญาณจริยา ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา มานวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา อนุสยวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา {๑๖๖.๑} กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา กเณฺหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา สุกฺเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา วิญฺญาเต จรตีติ วิญฺญาณจริยา วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ วิญฺญาณจริยา ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ วิญฺญาณจริยา อยํ วิญฺญาณจริยา ฯ

คำว่า วิญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะ อรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติไม่มีราคะประพฤติไม่มีโทสะ ประพฤติไม่มีโมหะ ประพฤติไม่มีมานะ ประพฤติไม่มีทิฐิ ประพฤติไม่มีอุทธัจจะ ประพฤติไม่มีวิจิกิจฉา ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ประพฤติไม่ประกอบด้วยอนุสัยประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ประ-*พฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประ-*พฤติไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว วิญญาณมีความประพฤติเห็นปานนี้ เหตุนั้นจึงชื่อว่า วิญญาณจริยา จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส เหตุนั้นจึงชื่อว่า วิญญาณจริยานี้ชื่อว่าวิญญาณจริยา ฯ

ข้อ ๑๖๗

กตมา อญฺญาณจริยา มนาปิเยสุ รูเปสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา อมนาปิเยสุ รูเปสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ตทุภเยน อสมเปกฺขณสฺมึ วตฺถุสฺมึ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชน- กิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยา วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา อนิฏฺฐาคตาย วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยา ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา มนาปิเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ คนฺเธสุ มนาปิเยสุ รเสสุ มนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา อมนาปิเยสุ ธมฺเมสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ตทุภเยน อสมเปกฺขณสฺมึ วตฺถุสฺมึ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยา วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา อนิฏฺฐาคตาย วิจิกิจฺฉาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยา ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ฯ

อัญญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในรูปอันเป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะ ในรูปอันไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งมานะที่ผูกพัน อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งมานะเป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฐิ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในเสียง ฯลฯ ในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะในธรรมารมณ์เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะในธรรมารมณ์ไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฐิ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่านอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็นอัญญาณ-*จริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยากิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา ฯ

ข้อ ๑๖๘

อญฺญาณจริยาติ เกนตฺเถน อญฺญาณจริยา ฯ สราคา จรตีติ อญฺญาณจริยา สโทสา จรตีติ อญฺญาณจริยา สโมหา จรตีติ อญฺญาณจริยา สมานา จรตีติ อญฺญาณจริยา สทิฏฺฐิ จรตีติ อญฺญาณจริยา สอุทฺธจฺจา จรตีติ อญฺญาณจริยา สวิจิกิจฺฉา จรตีติ อญฺญาณจริยา สานุสยา จรตีติ อญฺญาณจริยา ราคสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา โทสสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา โมหสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา มานสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อนุสยสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อกุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา กเณฺหหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สุกฺเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อญฺญาเต จรตีติ อญฺญาณจริยา อญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ อญฺญาณจริยา อยํ อญฺญาณจริยา ฯ

คำว่า อัญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะ อรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติมีราคะ ประพฤติมีโทสะประพฤติมีโมหะ ประพฤติมีมานะ ประพฤติมีทิฐิ ประพฤติมีอุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ประพฤติมีอนุสัย ประพฤติประกอบด้วยราคะ ประพฤติประกอบด้วยโทสะ ประพฤติประกอบด้วยโมหะ ประพฤติประกอบด้วยมานะ ประพฤติประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติประกอบด้วยวิจิกิจฉาประพฤติประกอบด้วยอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติประกอบด้วยอกุศลธรรม ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้ ความไม่รู้มีจริยาเห็นปานนี้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อัญญาณจริยา นี้ชื่อว่าอัญญาณจริยา ฯ

ข้อ ๑๖๙

กตมา ญาณจริยา อนิจฺจานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนิจฺจานุปสฺสนา ญาณจริยา ทุกฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ทุกฺขานุปสฺสนา ญาณจริยา อนตฺตานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนตฺตานุปสฺสนา ญาณจริยา นิพฺพิทานุปสฺสนตฺถาย ฯเปฯ วิราคานุปสฺสนตฺถาย นิโรธานุปสฺสนตฺถาย ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนตฺถาย ขยานุปสฺสนตฺถาย วยานุปสฺสนตฺถาย วิปริณามานุปสฺสนตฺถาย อนิมิตฺตานุปสฺสนตฺถาย อปฺปณิหิตานุปสฺสนตฺถาย สุญฺญตานุปสฺสนตฺถาย อธิปญฺญธมฺมานุปสฺสนตฺถาย ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย อาทีนวานุปสฺสนตฺถาย ปฏิสงฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ญาณจริยา วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ญาณจริยา โสตาปตฺติมคฺโค ญาณจริยา โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ ญาณจริยา สกทาคามิมคฺโค ญาณจริยา สกทาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อนาคามิมคฺโค ญาณจริยา อนาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อรหตฺตมคฺโค ญาณจริยา อรหตฺตผลสมาปตฺติ ญาณจริยา ฯ

ญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความทุกข์ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็นทุกข์ เป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นอนัตตา อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยาการพิจารณาเห็นอนัตตา เป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ฯลฯ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความดับ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสละคืน เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสิ้นไป เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเสื่อมไป เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความแปรปรวน เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสูญ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพื่อต้องการพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงเพื่อต้องการพิจารณาเห็นโทษ เพื่อต้องการพิจารณาหาทาง อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาหาทาง เป็นญาณจริยา การพิจารณาเห็นความคลายออก (นิพพาน) เป็นญาณจริยา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติสกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติอรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยา ฯ

ข้อ ๑๗๐

ญาณจริยาติ เกนตฺเถน ญาณจริยา ฯ นิราคา จรตีติ ญาณจริยา นิทฺโทสา จรตีติ ญาณจริยา ฯเปฯ นานุสยา จรตีติ ญาณจริยา ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา มานวิปฺปยุตฺตา ฯเปฯ ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา อนุสยวิปฺปยุตฺตา กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา กเณฺหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา ญาเณ จรตีติ ญาณจริยา ญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ ญาณจริยา อยํ ญาณจริยา วิญฺญาณจริยา อญฺญาณจริยา ญาณจริยา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ ฯ ---------

คำว่า ญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่า กระไร ฯ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีราคะ ประพฤติไม่โทสะฯลฯ ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยทิฐิ ไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ไม่ประกอบด้วยอนุสัย ประกอบด้วยกุศลธรรม ไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรมไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประกอบด้วยกรรมขาว ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในญาณ ญาณมีจริยาเห็นปานนี้เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ญาณจริยา นี้ชื่อว่าญาณจริยา วิญญาณจริยา อัญญาณ-*จริยา ญาณจริยา ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๗. จริยานานัตตญาณนิทเทส แสดงจริยานานัตตญาณ

ข้อ ๖๘

ปัญญาในการกำหนดจริยา ชื่อว่าจริยานานัตตญาณ เป็นอย่างไร คือ คำว่า จริยา อธิบายว่า จริยา ๓ อย่าง ได้แก่ ๑. วิญญาณจริยา ๒. อัญญาณจริยา ๓. ญาณจริยา วิญญาณจริยา เป็นอย่างไร คือ ความคิดเพื่อดูรูปทั้งหลายอันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณ-จริยา จักขุวิญญาณที่เป็นแต่เพียงเห็นรูป ชื่อว่าวิญญาณจริยา มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะได้เห็นรูปแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่รูปแล้ว ความคิดเพื่อฟังเสียงอันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา โสตวิญญาณที่เป็นแต่เพียงฟังเสียง ชื่อว่าวิญญาณจริยา มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะได้ฟังเสียงแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่เสียงแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๗. จริยานานัตตญาณนิทเทส ความคิดเพื่อดมกลิ่นอันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ฆานวิญญาณที่เป็นแต่เพียงดมกลิ่น ชื่อว่าวิญญาณจริยา มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะได้ดมกลิ่นแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบากชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่กลิ่นแล้ว ความคิดเพื่อลิ้มรสอันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ชิวหาวิญญาณที่เป็นแต่เพียงลิ้มรส ชื่อว่าวิญญาณจริยา มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะได้ลิ้มรสแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบากชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่รสแล้ว ความคิดเพื่อสัมผัสโผฏฐัพพะอันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณ-จริยา กายวิญญาณที่เป็นแต่เพียงสัมผัสโผฏฐัพพะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะได้สัมผัสโผฏฐัพพะแล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่โผฏฐัพพะแล้ว ความคิดเพื่อรู้แจ้งธรรมารมณ์อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยามโนวิญญาณธาตุที่เป็นแต่เพียงรู้แจ้งธรรมารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณจริยา มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่ธรรมารมณ์แล้ว

ข้อ ๖๙

คำว่า วิญญาณจริยา อธิบายว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะมีความ หมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีราคะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีโทสะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีโมหะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีมานะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีทิฏฐิ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีอุทธัจจะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีวิจิกิจฉา ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีอนุสัย ชื่อว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๗. จริยานานัตตญาณนิทเทส วิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยอนุสัย ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกุศลกรรม ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมขาว ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว วิญญาณมีจริยาเช่นนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าวิญญาณจริยาจิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ เพราะไม่มีกิเลส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าวิญญาณจริยา นี้ชื่อว่าวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา เป็นอย่างไร คือ ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในรูปที่น่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยา-อัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะในรูปที่น่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤตชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโทสะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งมานะที่ผูกพัน อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤตชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งมานะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๗. จริยานานัตตญาณนิทเทส ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งทิฏฐิที่ยึดถือ อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฏฐิ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นเพียงกิริยา-อัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลง อันเป็นเพียงกิริยา-อัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีกำลัง อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในเสียงที่น่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยา-อัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ฯลฯ ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในกลิ่นที่น่าพอใจ ฯลฯ ในรสที่น่าพอใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะที่น่าพอใจ ฯลฯ ความคิดเพื่อแล่นไปแห่งราคะในธรรมารมณ์ที่น่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะในธรรมารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโทสะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะชื่อว่าอัญญาณจริยา ฯลฯ ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งทิฏฐิที่ยึดถือ อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฏฐิ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นเพียงกิริยา-อัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลง อันเป็นเพียงกิริยา-อัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา ชื่อว่าอัญญาณจริยา ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีกำลัง อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย ชื่อว่าอัญญาณจริยา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๗. จริยานานัตตญาณนิทเทส

ข้อ ๗๐

คำว่า อัญญาณจริยา อธิบายว่า ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติมีราคะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติมีโทสะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติมีโมหะ ชื่อว่าอัญญาณจริยาเพราะประพฤติมีมานะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติมีทิฏฐิ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติมีอุทธัจจะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติมีวิจิกิจฉา ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติมีอนุสัย ชื่อว่าอัญญาณจริยาเพราะประพฤติประกอบด้วยราคะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยโทสะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยโมหะ ชื่อว่าอัญญาณ-จริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยมานะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยทิฏฐิ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยอุทธัจจะชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยวิจิกิจฉา ชื่อว่าอัญญาณจริยาเพราะประพฤติประกอบด้วยอนุสัย ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยอกุศลกรรม ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมมีโทษ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ชื่อว่าอัญญาณจริยาเพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมดำ ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้ ความไม่รู้มีจริยาเห็นปานนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัญญาณจริยา นี้ชื่อว่าอัญญาณจริยา

ข้อ ๗๑

ญาณจริยา เป็นอย่างไร คือ ความคิดเพื่ออนิจจานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่าญาณจริยา ความคิดเพื่อทุกขานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความทุกข์) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา ทุกขานุปัสสนา ชื่อว่าญาณจริยา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๗. จริยานานัตตญาณนิทเทส ความคิดเพื่ออนัตตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นอนัตตา) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ชื่อว่าวิญญาณจริยา อนัตตานุปัสสนา ชื่อว่าญาณจริยา ความคิดเพื่อนิพพิทานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อวิราคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อนิโรธานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับ) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อปฏินิสสัคคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความสละคืน) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อขยานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความสิ้นไป) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อวยานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเสื่อมไป) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อวิปริณามานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความแปรผัน) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่ออนิมิตตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่ออัปปณิหิตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อสุญญตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความว่าง) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๗. จริยานานัตตญาณนิทเทส ความคิดเพื่ออธิปัญญาธัมมานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญา อันยิ่ง) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ (การรู้เห็นตามความเป็นจริง) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่ออาทีนวานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นโทษ) อันเป็นเพียง กิริยาอัพยากฤต ฯลฯ ความคิดเพื่อปฏิสังขานุปัสสนา (การตามพิจารณา) อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤตชื่อว่าวิญญาณจริยา ปฏิสังขานุปัสสนา ชื่อว่าญาณจริยา วิวัฏฏนานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความคลายออก) ชื่อว่าญาณจริยา โสดาปัตติมรรค ชื่อว่าญาณจริยา โสดาปัตติผลสมาบัติ ชื่อว่าญาณจริยา สกทาคามิมรรค ชื่อว่าญาณจริยา สกทาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่าญาณจริยา อนาคามิมรรค ชื่อว่าญาณจริยา อนาคามิผลสมาบัติ ชื่อว่าญาณจริยา อรหัตตมรรค ชื่อว่าญาณจริยา อรหัตตผลสมาบัติ ชื่อว่าญาณจริยา คำว่า ญาณจริยา อธิบายว่า ชื่อว่าญาณจริยา เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีราคะ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีโทสะ ฯลฯ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่มีอนุสัย ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยอนุสัยฯลฯ ประกอบด้วยกุศลกรรม ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีโทษ ฯลฯ ประกอบด้วยกรรมที่ไม่มีโทษ ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยกรรมดำฯลฯ ประกอบด้วยกรรมขาว ฯลฯ ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ฯลฯ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๘. ภูมินานัตตญาณนิทเทส ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก ฯลฯ ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ชื่อว่าญาณจริยา เพราะประพฤติในญาณญาณมีจริยาเช่นนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าญาณจริยา นี้ชื่อว่าญาณจริยา วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา ชื่อว่าจริยานานัตตญาณจริยานานัตตญาณนิทเทสที่ ๑๗ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจริยานานัตตญาณนิทเทส

[๑๖๕] พึงทราบวินิจฉัยในจริยานานัตตญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

ในบทมีอาทิว่า วิญฺญาณจริยา มีความดังต่อไปนี้

ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติในอารมณ์.

____________________________

อารมฺมเณ จรตีติ จริยา. ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่าท่องเที่ยวไปในอารมณ์.

จริยาคือวิญญาณ ชื่อว่าวิญญาณจริยา.

ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติด้วยความไม่รู้. หรือประพฤติเพราะความไม่รู้, หรือประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้, หรือประพฤติซึ่งความไม่รู้.

ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่าจริยาคือญาณ, หรือการประพฤติด้วยญาณ, หรือประพฤติเพราะญาณ, หรือประพฤติในอารมณ์ที่รู้แล้ว, หรือประพฤติซึ่งความรู้.

บทว่า ทสฺสนตฺถาย - เพื่อต้องการเห็น คือเป็นไปเพื่อต้องการเห็นรูป.

บทว่า อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา - กิริยาคือความนึกเป็นอัพยากฤต คือ ชื่อว่าอาวัชชนะ เพราะอรรถว่านำออกไปจากสันดานอันเป็นภวังค์ แล้วนึกคือน้อมไปสู่จิตสันดานในรูปารมณ์.

ชื่อว่ากิริยา เพราะอรรถว่าเป็นเพียงการกระทำโดยความไม่มีวิบาก.

ชื่อว่าอัพยากฤต เพราะอรรถว่าพยากรณ์ไม่ได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล.

บทว่า ทสฺสนฏฺโฐ - เป็นแต่เพียงเห็น.

ชื่อว่า ทสฺสนํ - เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเห็น หรือเห็นเอง หรือเป็นแต่เพียงเห็นรูปนั้น. อรรถะคือการเห็น ชื่อว่า ทสฺสนฏฺโฐ.

บทว่า จกฺขุวิญฺญาณํ - จักขุวิญญาณ ได้แก่ กุศลวิบาก หรืออกุศลวิบาก.

บทว่า ทิฏฺฐตฺตา - เพราะได้เห็นแล้ว คือ เพราะได้เห็นรูปารมณ์ด้วยจักขุวิญญาณ เพราะไม่มีการรับอารมณ์ที่ไม่เห็น.

บทว่า อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ - มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์.

ชื่อว่า อภินิโรปนา เพราะอรรถว่ายกขึ้นสู่อารมณ์ที่เห็นแล้ว. สัมปฏิจฉนมโนธาตุเป็นวิบากทั้งสอง.

บทว่า อภินิโรปิตตฺตา - เพราะขึ้นแล้ว คือเพราะขึ้นสู่รูปารมณ์.

บทว่า วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ - มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก คือสันตีรณมโนวิญญาณธาตุ พิจารณาอารมณ์เป็นวิบากทั้งสอง.

แม้ในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้

แม้เมื่อท่านไม่กล่าวถึงโวฏฐัพพนะ - การกำหนดอารมณ์ ในลำดับสันตีรณะ - การพิจารณาอารมณ์ก็พึงถือเอาว่าย่อมได้ เพราะพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้แล้ว.

บทว่า วิชานนตฺถาย - เพื่อต้องการรู้แจ้ง คือเพื่อต้องการรู้แจ้งธรรมารมณ์ และอารมณ์มีรูปเป็นต้น.

บทว่า อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา - กิริยาคือความนึกเป็นอัพยากฤต ได้แก่ จิตอันเป็นมโนทวาราวัชชนะ.

บทว่า วิชานนฏฺโฐ - เป็นแต่เพียงรู้แจ้ง.

ความว่า การรู้แจ้งอารมณ์ด้วยสามารถจิตแล่นไป ในลำดับอารมณ์นั้นเป็นอรรถ มิใช่อื่น. เพราะท่านกล่าวถึงชวนจิตเป็นอกุศล และชวนจิตอันเป็นมรรคผลแห่งวิปัสสนาไว้ต่างหากแล้วในเบื้องหน้า ในที่นี้ควรถือเอาชวนจิตที่เหลือ.

แต่ควรถือเอาชวนจิตที่ให้เกิดความร่าเริงจากคำมีอาทิว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่าไม่ประพฤติประกอบด้วยกุศลกรรม.

เพราะท่านกล่าวอเหตุกจิตไว้แล้วในทวาร ๖ พึงทราบว่า อเหตุกจิต ๑๘ คือ อาวัชชจิต ๒ ทวิปัญจวิญญาณจิต คือวิญญาณ ๕ อย่างละ ๒ สัมปฏิจฉนจิต ๒ สันตีรณจิต ๓ หสิตุปปาทจิต - จิตให้เกิดความร่าเริง ๑ ว่าเป็นวิญญาณจริยา.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๑๖๖

[๑๖๖] บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเพื่อจะแสดงว่า ที่ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่าเพียงรู้แจ้งอารมณ์ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า นีราคา จรติ - ประพฤติไม่มีราคะ.

ความว่า วิญญาณย่อมถึงระหว่างการตั้งลงในการประกอบด้วยราคะเป็นต้น และการประกอบด้วยศรัทธาเป็นต้น. เมื่อไม่มีการประกอบเหล่านั้น วิญญาณย่อมตั้งอยู่ในที่ตั้งของตน. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงเพียงกิจของวิญญาณแห่งวิญญาณที่ท่านกล่าวแล้วนั้น ด้วยคำมี นีราคา เป็นต้น.

ชื่อว่า นีราคา เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีราคะ. อาจารย์บางพวกกล่าวทำเป็นรัสสะว่า นิราคา.

อนึ่ง คนมีราคะด้วยความกำหนัด. มีโทสะด้วยการประทุษร้าย. มีโมหะด้วยการหลง. มีมานะด้วยการถือตัว. มีทิฏฐิด้วยความเห็นวิปริต. ความเป็นผู้ฟุ้งซ่านหรือความเป็นผู้ไม่สงบ ชื่อว่าอุทธัจจะ. วิจิกิจฉามีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.

ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่านอนเนื่องในสันดาน. กล่าวว่า นิรนุสยา ท่านกล่าวว่า นานุสยา. มีความอย่างเดียวกันว่าไม่มีอนุสัย.

ในบทนี้ พึงทราบว่าไม่มีกิเลสอย่างกลางที่ถึงความครอบงำ.

จริงอยู่ วิญญาณจริยา ท่านมิได้กล่าวถึงอนุสัยที่ละได้แล้ว. พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงถึงทัสนะในระหว่างโดยปริยายว่า วิญญาณจริยาใดมีชื่อว่า นีราคา เป็นต้น. วิญญาณจริยานั้นเป็นอันชื่อว่าพ้นแล้วจากราคะเป็นต้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ราควิปฺปยุตฺตา - พ้นแล้วจากราคะ.

อนึ่ง เพื่อเห็นความที่จิตพ้นจากกิเลสเหล่าอื่นอีก จึงกล่าวว่า กุสเลหิ กมฺเมหิ เป็นอาทิ. กุศลนั่นแหละเป็นกรรมไม่มีโทษ เพราะไม่มีโทษมีราคะเป็นต้น.

ชื่อว่า สุกฺกานิ - กรรมขาว เพราะประกอบด้วยหิริโอตตัปปะอันทำความเป็นผู้บริสุทธิ์.

ชื่อว่า สุขุทฺรยานิ เพราะอรรถว่ามีสุขเกิดขึ้น เพราะมีสุขเป็นไป.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สุขุทฺรยานิ เพราะอรรถว่ามีสุขเกิดขึ้นเป็นกำไร เพราะมีสุขเป็นวิบาก. พึงประกอบอกุสลโดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

บทว่า วิญฺญาเต จรติ - ประพฤติในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว.

ความว่า อารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยความรู้ชัด ชื่อว่าวิญญาตะ ในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้วนั้น.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร.

ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติในความรู้แจ้งอารมณ์ที่รู้แจ้ง เพราะประกอบด้วยความรู้ชัดดุจผ้าสีเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว.

บทว่า วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหติ - วิญญาณมีความประพฤติเห็นปานนี้.

ความว่า วิญญาณมีประการดังกล่าวแล้ว เป็นวิญญาณมีความประพฤติดังได้กล่าวแล้ว.

อนึ่ง ท่านกล่าวโดยโวหารว่า ความประพฤติของวิญญาณ. แต่ไม่มีความประพฤติต่างหากจากวิญญาณ.

บทว่า ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐน - จิตนี้บริสุทธิ์โดยปรกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส.

ความว่า จิตมีประการดังกล่าวแล้วนี้ บริสุทธิ์โดยปรกติ เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติเพียงรู้เท่านั้น.

ปาฐะว่า นิเกฺลสฏฺเฐน ก็มี.

[๑๖๗] พึงทราบวินิจฉัยใน อญฺญาณจริยา ดังต่อไปนี้.

บทว่า มนาปิเกสุ - ในรูปอันเป็นที่รัก.

ความว่า ชื่อว่า มนาปานิ เพราะอรรถว่าเอิบอิ่ม เลื่อมใสในใจ. หรือว่า ยังใจให้เอิบอิ่มให้เจริญ. การยังใจให้เอิบอิ่มนั่นแหละ ชื่อว่า มนาปิกานิ. ในรูปอันเป็นที่เอิบอิ่มนั้น. รูปเหล่านั้นจะเป็นรูปที่น่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม. ด้วยอำนาจของศัพท์คือรูปที่น่ารัก. เพราะราคะย่อมไม่เกิดในรูปที่น่าปรารถนาเท่านั้น โทสะก็ย่อมไม่เกิดในรูปที่ไม่น่าปรารถนาเท่านั้น.

บทว่า ราคสฺส ชวนตฺถาย - เพื่อความแล่นไปแห่งราคะ คือเป็นไปเพื่อความแล่นไปแห่งราคะด้วยอำนาจแห่งสันตติ.

บทว่า อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา - กิริยาคือความนึกเป็นอัพยากฤต.

ความว่า มโนธาตุเป็นกิริยา คือความนึกเป็นอัพยากฤตเป็นการกระทำในใจโดยไม่แยบคายในจักขุทวาร.

บทว่า ราคสฺส ชวนา - ความแล่นไปแห่งราคะ คือราคะเป็นไป ๗ ครั้ง. ราคะนั่นแหละเป็นไปบ่อยๆ.

บทว่า อญฺญาณจริยา - ประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้. ท่านอธิบายว่า ประพฤติราคะโดยไม่รู้ เพราะราคะเกิดโดยไม่รู้.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมึ วตฺถุสฺมึ - ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น ได้แก่ ในวัตถุกล่าวคือรูปารมณ์ เว้นจากความเพ่งเล็งด้วยอำนาจแห่งราคะและโทสะ.

บทว่า โมหสฺส ชวนตฺถาย - เพื่อแล่นไปแห่งโมหะ คือเพื่อแล่นไปแห่งโมหะ ด้วยอำนาจแห่งวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ.

บทว่า อญฺญาณจริยา คือ ประพฤติเพื่อความไม่รู้ มิใช่เพื่ออย่างอื่น.

บทมีอาทิว่า วินิพนฺธสฺส - แห่งมานะที่ผูกพันเป็นบทกล่าวถึงสภาพแห่งมานะเป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า วินิพนฺธสฺส ได้แก่ มานะที่ผูกพันแล้วตั้งอยู่ด้วยความเย่อหยิ่ง.

บทว่า ปรามฏฺฐาย - แห่งทิฏฐิที่ยึดถือ ได้แก่ ทิฏฐิที่ก้าวล่วงความที่รูปเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วยึดถือความเป็นของเที่ยงเป็นต้นจากฝ่ายอื่น.

บทว่า วิกฺเขปคตสฺส - แห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน คืออุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่านไปในรูปารมณ์.

บทว่า อนิฎฺฐาคตาย - แห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลง คือ ถึงความไม่ตัดสินใจ.

บทว่า ถามคตสฺส - แห่งอนุสัยถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง คือถึงความมีกำลัง.

บทว่า ธมฺเมสุ คือ ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น หรือเป็นธรรมารมณ์.

[๑๖๘-๑๗๐] เพราะราคะเป็นต้นย่อมปรากฏด้วยความไม่รู้ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังความไม่รู้ให้แปลกออกไปด้วยการประกอบกิเลสมีราคะเป็นต้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สราคา จรติ - ประพฤติมีราคะ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สราคา จรติ พึงทราบถึงความประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งโมหะ มานะ ทิฏฐิ มานานุสัย ทิฏฐานุสัย อวิชชานุสัย.

บทว่า สโทสา จรติ - ประพฤติมีโทสะ ได้แก่ ประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งอวิชชาอนุสัย คือโมหะ.

บทว่า สโมหา จรติ - ประพฤติมีโมหะ ได้แก่ ประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะและวิจิกิจฉานุสัย.

บทว่า สมานา จรติ - ประพฤติมีมานะ ได้แก่ ประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งราคะ โมหะ กามราคะ ภวราคะ อวิชชานุสัย.

บทว่า สทิฏฺฐิ จรติ - ประพฤติมีทิฏฐิ ได้แก่ ประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งราคะ โมหะ กามราคะและอวิชชานุสัย.

บทว่า สอุทฺธจฺจา จรติ สวิจิกิจฺฉา จรติ - ประพฤติมีอุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ได้แก่ ประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งโมหะคืออวิชชานุสัย.

บทว่า สานุสยา จรติ - ประพฤติมีอนุสัย.

แม้ในบทนี้ก็ควรทำอนุสัยหนึ่งๆ ให้เป็นมูลตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ แล้วประกอบความประพฤติมีอนุสัย ด้วยอำนาจอนุสัยที่เหลือซึ่งได้ในจิตนั้น.

บทมีอาทิว่า ราคสมฺปยุตฺตา - ประพฤติประกอบด้วยราคะ เป็นคำไวพจน์ของความประพฤติมีราคะเป็นต้นนั่นเอง.

จริงอยู่ ความประพฤตินั้นนั่นเอง ย่อมเป็นไปกับด้วยราคะเป็นต้นด้วยสามารถการประกอบกัน เพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อทั้งหลายมีอาทิว่า สราคา - มีราคะ. ความประพฤติประกอบด้วยประการทั้งหลายมีการเกิดร่วมกัน ดับร่วมกัน มีวัตถุร่วมกันและอารมณ์ร่วมกัน เสมอด้วยราคะเป็นต้น เพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อทั้งหลายมีอาทิว่า ราคสมฺปยุตฺตา.

อนึ่ง เพราะความประพฤตินั้นไม่ประกอบด้วยกรรมเป็นกุสลเป็นต้น ประกอบด้วยกรรมเป็นอกุสลเป็นต้น. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดง อญฺญาณจริยา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กุสเลหิ กมฺเมหิ - ด้วยกรรมเป็นกุสล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญาเต - ในอารมณ์ที่ไม่รู้ คือ ในอารมณ์ที่ไม่รู้ตามสภาวะที่เป็นจริง เพราะโมหะมีความไม่รู้เป็นลักษณะ.

บทที่เหลือมีความดังได้กล่าวไว้แล้ว.

พึงทราบวินิจฉัยในญาณจริยาดังต่อไปนี้.

เพราะกิริยาคืออาวัชชนะ - การนึกเป็นอัพยากฤต เป็นปัจจัยในลำดับแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนา - การพิจารณาเห็นความคลายออกเป็นต้นไม่มี. ฉะนั้น เพื่อประโยชน์แก่วิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นเหล่านั้น ท่านจึงไม่กล่าวถึงกิริยาคือการนึกเป็นอัพยากฤต กล่าววิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้นเท่านั้น.

จริงอยู่ การนึกย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่อนุโลมญาณเท่านั้น จากนั้นท่านกล่าวถึงวิวัฏฏนานุปัสสนา มรรคและผล.

อนึ่ง ในบทว่า ผลสมาปตฺติ นี้ ญาณจริยาจะเกิดในลำดับมรรคก็ตาม เกิดในลำดับผลก็ตาม. ท่านประสงค์เอาแม้ทั้งสองอย่าง.

ในบทมีอาทิว่า นีราคา จรติ - ประพฤติไม่มีราคะ.

พึงทราบความไม่มีราคะเป็นต้น ด้วยการกำจัดราคะเป็นต้น. โดยอรรถเพียงความไม่มีราคะเป็นต้นในวิญญาณจริยา.

บทว่า ญาเต - ในอารมณ์ที่รู้ คือในอารมณ์ที่รู้ตามความเป็นจริง.

พระสารีบุตรเถระแสดงถึงความผสมกันและกันของจริยา ๓ ด้วยบทมีอาทิว่า อญฺญา วิญฺญาณจริยา. เพราะวิญญาณจริยามีอเหตุกจิตเกิดขึ้นด้วยสามารถเพียงทำหน้าที่รู้. อัญญาณจริยาด้วยสามารถอกุสลจิตเกิดขึ้น ๑๒ ดวง มีหน้าที่ไม่รู้. ญาณจริยาด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา มรรค ผล ทำหน้าที่รู้โดยพิเศษ.

พึงทราบว่า จริยาเหล่านี้ผสมกันและกัน มีสเหตุกกามาวจร เป็นกิริยากุศล เว้นวิปัสสนา มีสเหตุกกามาวจรเป็นวิบาก และมีรูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล เป็นอัพยากฤต พ้นจากจริยา ๓.

พึงทราบว่า ปัจจเวกขณญาณของพระเสกขะ อเสกขะ เป็นการพิจารณานิพพาน มรรค ผล เพราะท่านแสดงญาณจริยาอันเป็นวิวัฏฏนานุปัสสนา มีนิพพานเป็นอารมณ์ ท่านสงเคราะห์เข้าในญาณจริยา. เพราะจริยาแม้เหล่านั้นทำหน้าที่ของญาณโดยพิเศษด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาจริยานานัตตญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา