อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๓๓

สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๓–๒๓๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๒๓๓

กถํ ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน ปญฺญา สลฺเลขฏฺเฐ ญาณํ ฯ {๒๓๓.๑} ปุถูติ ราโค ปุถุ โทโส ปุถุ โมโห ปุถุ โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ อภิสงฺขารา สพฺเพ ภวคามิกมฺมา ปุถุ ฯ

ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดชเป็นสัลเลขัฏฐญาณอย่างไร ฯ คำว่า หนา คือ ราคะหนา โทสะหนา โมหะหนา ความโกรธความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความเจ้าเล่ห์ ความโอ้อวด หัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่านความมัวเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวงกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นกิเลสหนา ฯ

ข้อ ๒๓๔

นานตฺเตกตฺตนฺติ กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ พฺยาปาโท นานตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ ถีนมิทฺธํ นานตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อุทฺธจฺจํ นานตฺตํ อวิกฺเขโป เอกตฺตํ วิจิกิจฺฉา นานตฺตํ ธมฺมววตฺถานํ เอกตฺตํ อวิชฺชา นานตฺตํ ญาณํ เอกตฺตํ อรติ นานตฺตํ ปามุชฺชํ เอกตฺตํ นีวรณา นานตฺตํ ปฐมชฺฌานํ เอกตฺตํ ฯเปฯ สพฺเพ กิเลสา นานตฺตํ อรหตฺตมคฺโค เอกตฺตํ ฯ

คำว่า สภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว ความว่า กามฉันทะเป็นสภาพต่าง เนกขัมมะเป็นสภาพเดียว พยาบาทเป็นสภาพต่าง ความไม่พยาบาทเป็นสภาพเดียว ถีนมิทธะเป็นสภาพต่าง อาโลกสัญญาเป็นสภาพเดียวอุทธัจจะเป็นสภาพต่าง ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นสภาพเดียว วิจิกิจฉาเป็นสภาพต่างการกำหนดธรรมเป็นสภาพเดียว อวิชชาเป็นสภาพต่าง ญาณเป็นสภาพเดียวอรติเป็นสภาพต่าง ความปราโมทย์เป็นสภาพเดียว นิวรณ์เป็นสภาพต่างปฐมฌานเป็นสภาพเดียว ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นสภาพต่าง อรหัตมรรคเป็นสภาพเดียว ฯ

ข้อ ๒๓๕

เตโชติ ปญฺจ เตชา จรณเตโช คุณเตโช ปญฺญาเตโช ปุญฺญเตโช ธมฺมเตโช จรณเตเชน เตชิตตฺตา ทุสฺสีลฺยเตชํ ปริยาทิยติ คุณเตเชน เตชิตตฺตา อคุณเตชํ ปริยาทิยติ ปญฺญาเตเชน เตชิตตฺตา ทุปฺปญฺญาเตชํ ปริยาทิยติ ปุญฺญเตเชน เตชิตตฺตา อปุญฺญเตชํ ปริยาทิยติ ธมฺมเตเชน เตชิตตฺตา อธมฺมเตชํ ปริยาทิยติ ฯ

คำว่า เดช ความว่า เดชมี ๕ คือ จรณเดช คุณเดช ปัญญาเดช บุญญเดช ธรรมเดช บุคคลผู้มีจิตอันกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไปด้วยเดชคือศีลเครื่องดำเนินไป ย่อมยังเดชมิใช่คุณให้สิ้นไปด้วยเดชคือคุณ ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามให้สิ้นไปด้วยเดชคือปัญญาย่อมยังเดชมิใช่บุญให้สิ้นไปด้วยเดชคือบุญ ย่อมยังเดชมิใช่ธรรมให้สิ้นไปด้วยเดชอันเป็นธรรม ฯ

ข้อ ๒๓๖

สลฺเลโขติ กามจฺฉนฺโท อสลฺเลโข เนกฺขมฺมํ สลฺเลโข พฺยาปาโท อสลฺเลโข อพฺยาปาโท สลฺเลโข ถีนมิทฺธํ อสลฺเลโข อาโลกสญฺญา สลฺเลโข อุทฺธจฺจํ อสลฺเลโข อวิกฺเขโป สลฺเลโข วิจิกิจฺฉา อสลฺเลโข ธมฺมววตฺถานํ สลฺเลโข อวิชฺชา อสลฺเลโข ญาณํ สลฺเลโข อรติ อสลฺเลโข ปามุชฺชํ สลฺเลโข นีวรณา อสลฺเลโข ปฐมชฺฌานํ สลฺเลโข ฯเปฯ สพฺพกิเลสา อสลฺเลโข อรหตฺตมคฺโค สลฺเลโข ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน ปญฺญา สลฺเลขฏฺเฐ ญาณํ ฯ -------

คำว่า ธรรมเครื่องขัดเกลา ความว่า กามฉันทะมิใช่ธรรมเครื่อง ขัดเกลา เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา พยาบาทมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลาความไม่พยาบาทเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ถีนมิทธะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลาอาโลกสัญญาเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อุทธัจจะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา วิจิกิจฉามิใช่เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา การกำหนดธรรมเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อวิชชามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ญาณเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อรติมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความปราโมทย์เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา นิวรณ์มิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ปฐมฌานเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯลฯ กิเลสทั้งปวงมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อรหัตมรรคเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรม ซึ่งว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆและเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๓๗. สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส ๓๗. สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส แสดงสัลเลขัฏฐญาณ

ข้อ ๘๘

ปัญญาในสภาวะแต่ละอย่าง สภาวะต่างๆ สภาวะเดียว และเดช ชื่อว่าสัลเลขัฏฐญาณ (ญาณในอรรถแห่งธรรมเครื่องขัดเกลา) เป็นอย่างไร คือ คำว่า สภาวะแต่ละอย่าง อธิบายว่า ราคะ (ความกำหนัด) เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง โทสะ (ความประทุษร้าย) เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง โมหะ (ความหลง)เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง โกธะ (ความโกรธ) ฯลฯ อุปนาหะ (ความผูกโรธ) ฯลฯ มักขะ(ความลบหลู่) ฯลฯ ปฬาสะ (ความตีเสมอ) ฯลฯ อิสสา (ความริษยา) ฯลฯ มัจฉริยะ(ความตระหนี่) ฯลฯ มายา (มารยา) ฯลฯ สาเฐยยะ (ความโอ้อวด) ฯลฯ ถัมภะ(ความหัวดื้อ) ฯลฯ สารัมภะ (ความแข่งดี) ฯลฯ มานะ (ความถือตัว) ฯลฯ อติมานะ(ความดูหมิ่นท่าน) ฯลฯ มทะ (ความมัวเมา) ฯลฯ ปมาทะ (ความประมาท) ฯลฯ กิเลสทั้งปวง ฯลฯ ทุจจริตทั้งปวง ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง คำว่า สภาวะต่างๆ และสภาวะเดียว อธิบายว่า กามฉันทะชื่อว่าสภาวะต่างๆ เนกขัมมะชื่อว่าสภาวะเดียว พยาบาทชื่อว่าสภาวะต่างๆ อพยาบาทชื่อว่าสภาวะเดียว ถีนมิทธะชื่อว่าสภาวะต่างๆ อาโลกสัญญาชื่อว่าสภาวะเดียว อุทธัจจะชื่อว่าสภาวะต่างๆ อวิกเขปะชื่อว่าสภาวะเดียว วิจิกิจฉาชื่อว่าสภาวะต่างๆธัมมววัตถานชื่อว่าสภาวะเดียว อวิชชาชื่อว่าสภาวะต่างๆ ญาณชื่อว่าสภาวะเดียวอรติชื่อว่าสภาวะต่างๆ ปามุชชะชื่อว่าสภาวะเดียว นิวรณ์ชื่อว่าสภาวะต่างๆปฐมฌานชื่อว่าสภาวะเดียว ฯลฯ กิเลสทั้งปวงชื่อว่าสภาวะต่างๆ อรหัตตมรรคชื่อว่าสภาวะเดียว คำว่า เดช อธิบายว่า เดชมี ๕ คือ (๑) เดชคือศีลเครื่องดำเนินไป (๒) เดชคือคุณ(๓) เดชคือปัญญา (๔) เดชคือบุญ (๕) เดชคือธรรม บุคคลผู้มีเดช ย่อมทำเดชคือ@เชิงอรรถ : @ สภาวะต่างๆ หมายถึงสภาวะที่คงที่ไม่แปรผันไปต่างๆ ตรงกันข้ามกับสภาวะเดียวที่คงที่ไม่แปรผันไป@(ขุ.ป.อ. ๑/๘๘/๓๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๓๘. วิริยารัมภญาณนิทเทส ความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไปด้วยเดชคือศีลเครื่องดำเนินไป ย่อมทำเดชมิใช่คุณให้สิ้นไปด้วยเดชคือคุณ ย่อมทำเดชคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามให้สิ้นไปด้วยเดชคือปัญญาย่อมทำเดชมิใช่บุญให้สิ้นไปด้วยเดชคือบุญ ย่อมทำเดชคืออธรรมให้สิ้นไปด้วยเดชคือธรรม คำว่า ธรรมเครื่องขัดเกลา อธิบายว่า กามฉันทะมิใช่ธรรมเครื่อง ขัดเกลา เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา พยาบาทมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลาอพยาบาทเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ถีนมิทธะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อาโลกสัญญาเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อุทธัจจะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อวิกเขปะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา วิจิกิจฉามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ธัมมววัตถานเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อวิชชามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ญาณเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อรติมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ปามุชชะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา นิวรณ์มิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ปฐมฌานเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯลฯ กิเลสทั้งปวงมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อรหัตตมรรคเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในสภาวะแต่ละอย่าง สภาวะต่างๆ สภาวะเดียว และเดช ชื่อว่าสัลเลขัฏฐญาณ สัลเลขัฏฐญาณนิทเทสที่ ๓๗ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส

[๒๓๓-๒๓๖] พึงทราบวินิจฉัยในสัลเลขัฏฐญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

บทว่า ราโค ปุถุ ราคะหนา คือ ราคะต่างหาก ไม่ปนด้วยโลกุตระ.

ในบทที่เหลือมีนัยนี้.

ชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่ากำหนัด.

ชื่อว่าโทสะ เพราะอรรถว่าประทุษร้าย.

ชื่อว่าโมหะ เพราะอรรถว่าลุ่มหลง.

พระสารีบุตรกล่าวกิเลสอันเป็นประธาน ๓ เหล่านี้ คือราคะมีลักษณะกำหนัด. โทสะมีลักษณะประทุษร้าย. โมหะมีลักษณะลุ่มหลง แล้วบัดนี้เมื่อจะแสดงโดยประเภท จึงกล่าวบทมีอาทิว่า โกโธ.

ในบทเหล่านั้น ในบทว่า โกโธ มีลักษณะโกรธนี้ ท่านประสงค์เอาวัตถุ ๗ อย่าง.

อุปนาหะมีลักษณะผูกโกรธ คือความโกรธนั่นเองที่ถึงความมั่นคง.

มักขะมีลักษณะลบหลู่คุณผู้อื่น คือลบล้างคุณของผู้อื่น.

ปลาสะมีลักษณะตีเสมอ คือเห็นคุณผู้อื่นด้วยการตีเสมอ.

อิสสามีลักษณะทำสมบัติของผู้อื่นให้สิ้นไป คือริษยา.

มัจฉริยะมีลักษณะซ่อนสมบัติของตน คือสมบัติของเราจงอย่าเป็นของผู้อื่น.

มายามีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ คือทำเป็นมายาด้วยความปกปิด.

สาเถยยะมีลักษณะประกาศคุณที่ไม่มีในตน คือความเป็นผู้โอ้อวด.

ถัมภะมีลักษณะพองจิต คือความเป็นผู้กระด้าง.

สารัมภะมีลักษณะให้ยิ่งด้วยการทำ.

มานะมีลักษณะถือตัว.

อติมานะมีลักษณะดูหมิ่น.

มทะมีลักษณะความเป็นผู้มัวเมา.

ปมาทะมีลักษณะปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕.

พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงความหนาด้วยอำนาจกิเลสไว้แผนกหนึ่งๆ แล้ว เพื่อจะแสดงถึงกิเลสที่กล่าวไว้แล้ว และกิเลสอื่นที่ยังมิได้กล่าวไว้ ด้วยสงเคราะห์เข้ากันทั้งหมด จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สพฺเพ กิเลสา - กิเลสทั้งปวง.

ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่ายังสัตว์ให้เศร้าหมอง ให้เดือดร้อน ให้ลำบากในภพนี้และภพหน้า. ทั้งที่สงเคราะห์เข้าในอกุศลกรรมบถ ทั้งที่มิได้สงเคราะห์เข้า.

ชื่อว่า ทุจริต เพราะอรรถว่าประพฤติด้วยความชั่ว หรือประพฤติชั่ว.

ทุจริตนั้นมี ๓ ประการ คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑.

ชื่อว่า อภิสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่งวิบาก.

อภิสังขารก็มี ๓ ประการ คือ

ปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บุญ ๑

อปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บาป ๑.

อาเนญชาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ ความไม่หวั่นไหว ๑.

ชื่อว่า ภวคามิโน เพราะอรรถว่าสัตว์ไปสู่ภพ ด้วยอำนาจวิบาก. กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพ ชื่อว่า ภวคามิกมฺมา.

ด้วยบทนี้ แม้เมื่อความเป็นอภิสังขารมีอยู่ ก็เป็นอันห้ามกรรมที่ยังมิได้เสวย.

นี้เป็นความต่างกันด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ทุจฺจริตา และ กมฺมา เป็นลิงควิปลาศ.

บทว่า นานตฺเตกตฺตํ - สภาพต่างๆ และสภาพเดียวในอุทเทสหัวข้อนี้ คือแม้ไม่มีศัพท์ว่า เอกตฺต ผู้ประสงค์จะชี้แจงแม้สภาพเดียว เพราะความที่เพ่งถึงกันและกันแห่งสภาพต่างๆ และสภาพเดียว จึงทำอุทเทสว่า นานตฺเตกตฺตํ. เมื่อแสดงสภาพเดียวในการขัดเกลาสภาพต่างๆ ท่านก็แสดงถึงญาณในการขัดเกลาได้โดยง่าย.

บทว่า นานตฺตํ คือ สภาพต่างๆ เพราะความไม่มั่นคง และเพราะมีความดิ้นรน.

บทว่า เอกตฺตํ คือ สภาพเดียว เพราะความมั่นคง และเพราะไม่ดิ้นรน.

บทว่า จรณเตโช - จรณเดช ชื่อว่าจรณะ เพราะอรรถว่าเที่ยวไปสู่ทิศที่ยังมิได้ไปคือนิพพาน ด้วยจรณเดชนั้น. จรณะนั้นคืออะไร? คือศีล. จรณะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นเดช เพราะอรรถว่าเผาสิ่งเป็นข้าศึก.

บทว่า คุณเตโช - คุณเดช คือสมาธิเดชอันเป็นที่ตั้งได้ด้วยศีล.

บทว่า ปญฺญาเตโช - ปัญญาเดช คือวิปัสสนาเดชอันเป็นที่ตั้งได้ด้วยสมาธิ.

บทว่า ปุญฺญเตโช - ปุญญเดช คืออริยมรรคกุสลเดชอันเป็นที่ตั้งได้ด้วยวิปัสสนา.

บทว่า ธมฺมเตโช - ธรรมเดช คือพุทธวจนเดชอันเป็นหลักแห่งเดช ๔.

บทว่า จรณเตเชน เตชิตตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไป ด้วยจรณเดชคือศีลเดช.

บทว่า ทุสฺสีลฺยเตชํ ได้แก่ เดช คือความเป็นผู้ทุศีล. ชื่อว่าเตโช เพราะเผาสันดานแม้นั้น.

บทว่า ปริยาทิยติ คือ ให้สิ้นไป.

บทว่า อคุณเตชํ - ยังเดชมิใช่คุณ ได้แก่ เดชคือความฟุ้งซ่าน อันเป็นปฏิปักษ์ของสมาธิ.

บทว่า ทุปฺปญฺญเตชํ - เดช คือความเป็นผู้มีปัญญาทราม ได้แก่ เดชคือโมหะ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อวิปัสสนาญาณ.

บทว่า อปุญฺญเตชํ - เดชมิใช่บุญ ได้แก่ เดชคืออกุศลกรรมอันเป็นสหายของกิเลส ด้วยการไม่ละกิเลส อันทำลายมรรคนั้นๆ มิใช่ให้เดช มิใช่ให้บุญสิ้นไปอย่างเดียวเท่านั้น ยังกุศลกรรมให้สิ้นไปด้วย เพราะพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมไม่ดำ ไม่ขาว มีอยู่ กรรมอันเป็นวิบากของกรรมไม่ดำ ไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งกรรมดังนี้ ท่านกล่าวเดชอันมิใช่บุญเท่านั้น ด้วยสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชอันเป็นบุญ.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓๓

บทว่า อธมฺมเตชํ - เดชมิใช่ธรรม ได้แก่ เดชอันเป็นถ้อยคำแสดงลัทธิของพวกเดียรถีย์ต่างๆ.

เมื่อท่านกล่าวอรรถวิกัปที่สอง ในการพรรณนาอุทเทสแห่งญาณนี้ เดช คือความเป็นผู้ทุศีลมากมี ๑๙ อย่างมีราคะเป็นต้น.

ในบทนี้ว่า อภิสงฺขารา ภวคามิกมฺมา ได้แก่ อปุญญาภิสังขารและอกุศลกรรม เป็นเดชมิใช่บุญ. อาเนญชาภิสังขารเป็นกุศลกรรมฝ่ายโลกิยะ ชื่อว่าย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชมิใช่บุญ เพราะยังบุญเดชให้สิ้นไป. สภาพต่างๆ ๑๕ มีกามฉันทะเป็นต้นย่อมเป็นเดชมิใช่คุณ. สภาพต่างๆ ๑๘ มีนิจสัญญาเป็นต้นย่อมเป็นเดชแห่งความเป็นผู้มีปัญญาทราม. สภาพต่างๆ ๔ อันทำลายมรรค ๔ ย่อมเป็นเดชมิใช่บุญ.

พึงสงเคราะห์เดชมิใช่ธรรม ด้วยสภาพต่างๆ อันทำลายโสดาปัตติมรรค.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงธรรมเครื่องขัดเกลา ด้วยธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ในนิทเทส จึงแสดงธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ก่อนธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา.

ธรรมสภาพเดียว ๓๗ มีเนกขัมมะเป็นต้น ท่านกล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา เพราะขัดเกลาธรรมเป็นข้าศึก. ญาณในธรรมเครื่องขัดเกลา ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าสัลเลขัฏฐญาณ.

จบอรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา