อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๓๓

๑๐. สุญกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓๓–๖๕๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 26 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 26 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 3 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ยุคนทฺธวคฺเค สุญฺญกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สุญกถา

ข้อ ๖๓๓

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ สุญฺโญ โลโก สุญฺโญ โลโกติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจตีติ ฯ ยสฺมา โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ตสฺมา สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจติ กิญฺจานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จกฺขุํ โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา รูปา สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จกฺขุวิญฺญาณํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จกฺขุสมฺผสฺโส สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ สทฺทา สุญฺญา ฆานํ สุญฺญํ คนฺธา สุญฺญา ชิวฺหา สุญฺญา รสา สุญฺญา กาโย สุญฺโญ โผฏฺฐพฺพา สุญฺญา มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ธมฺมา สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา มโนวิญฺญาณํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา มโนสมฺผสฺโส สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ยสฺมา โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ตสฺมา สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจตีติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระองค์ตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล พระองค์จึงตรัสว่า โลกสูญ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เพราะว่าสูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่าโลกสูญ ดูกรอานนท์ อะไรเล่าสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ดูกรอานนท์ จักษุสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนรูปสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน จักขุวิญญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนจักขุสัมผัสสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน หูสูญ ฯลฯ เสียงสูญ จมูกสูญ กลิ่นสูญ ลิ้นสูญ รสสูญกายสูญ โผฏฐัพพะสูญ ใจสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ธรรมารมณ์สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน มโนวิญญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่าโลกสูญ ฯ

ข้อ ๖๓๔

สุญฺญํ สุญฺญํ สงฺขารสุญฺญํ วิปริณามสุญฺญํ อคฺคสุญฺญํ ลกฺขณสุญฺญํ วิกฺขมฺภนสุญฺญํ ตทงฺคสุญฺญํ สมุจฺเฉทสุญฺญํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิสุญฺญํ นิสฺสรณสุญฺญํ อชฺฌตฺตสุญฺญํ พหิทฺธาสุญฺญํ ทุภโตสุญฺญํ สภาคสุญฺญํ วิสภาคสุญฺญํ เอสนาสุญฺญํ ปริคฺคหสุญฺญํ ปฏิลาภสุญฺญํ ปฏิเวธสุญฺญํ เอกตฺตสุญฺญํ นานตฺตสุญฺญํ ขนฺติสุญฺญํ อธิฏฺฐานสุญฺญํ ปริโยคาหนสุญฺญํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทานํ สพฺพสุญฺญตานํ ปรมฏฺฐสุญฺญํ ฯ

สิ่งที่สูญสูญ สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ อัคคบทสูญ ลักษณะสูญ วิกขัมภนสูญ ตทังคสูญ สมุจเฉทสูญ ปฏิปัสสัทธิสูญนิสสรณะสูญ ภายในสูญ ภายนอกสูญ ทั้งภายในและภายนอกสูญ ส่วนที่เสมอกันสูญ ส่วนที่ไม่เสมอกันสูญ ความแสวงหาสูญ ความกำหนดสูญความได้เฉพาะสูญ การแทงตลอดสูญ ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่างๆ สูญ ความอดทนสูญ ความอธิษฐานสูญ ความมั่นคงสูญ การครอบงำ-*ความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคลสูญ มีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง ฯ

ข้อ ๖๓๕

กตมํ สุญฺญํ สุญฺญํ ฯ จกฺขุํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณาม- ธมฺเมน วา โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ ฆานํ สุญฺญํ ชิวฺหา สุญฺญา กาโย สุญฺโญ มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ สุญฺญํ สุญฺญํ ฯ

สิ่งที่สูญสูญเป็นไฉน จักษุสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดาหูสูญ ฯลฯ จมูกสูญ ลิ้นสูญ กายสูญ ใจสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนจากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดานี้สิ่งที่สูญสูญ ฯ

ข้อ ๖๓๖

กตมํ สงฺขารสุญฺญํ ฯ ตโย สงฺขารา ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อเนญฺชาภิสงฺขาโร ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ อเนญฺชาภิสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อปุญฺญาภิสงฺขาโร ปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ อเนญฺชาภิสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อเนญฺชาภิสงฺขาโร ปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ อปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อิเม ตโย สงฺขารา ฯ {๖๓๖.๑} อปเรปิ ตโย สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขาโร วจีสงฺขาเรน จ จิตฺตสงฺขาเรน จ สุญฺโญ วจีสงฺขาโร กายสงฺขาเรน จ จิตฺตสงฺขาเรน จ สุญฺโญ จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขาเรน จ วจีสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อิเม ตโย สงฺขารา ฯ {๖๓๖.๒} อปเรปิ ตโย สงฺขารา อตีตา สงฺขารา อนาคตา สงฺขารา ปจฺจุปฺปนฺนา สงฺขารา อตีตา สงฺขารา อนาคเตหิ จ ปจฺจุปฺปนฺเนหิ จ สงฺขาเรหิ สุญฺญา อนาคตา สงฺขารา อตีเตหิ จ ปจฺจุปฺปนฺเนหิ จ สงฺขาเรหิ สุญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนา สงฺขารา อตีเตหิ จ อนาคเตหิ จ สงฺขาเรหิ สุญฺญา อิเม ตโย สงฺขารา อิทํ สงฺขารสุญฺญํ ฯ

สังขารสูญเป็นไฉน สังขาร ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญา ภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร สูญจากอปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขารอเนญชาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร นี้สังขาร ๓ ฯ สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารกายสังขาร สูญจากวจีสังขารและจิตตสังขาร วจีสังขาร สูญจากกายสังขารและจิตตสังขาร จิตตสังขาร สูญจากกายสังขารและวจีสังขาร นี้สังขาร ๓ ฯ สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ สังขารส่วนอดีต สังขารส่วนอนาคตสังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอดีต สูญจากสังขารส่วนอนาคตและสังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอนาคต สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนปัจจุบันสังขารส่วนปัจจุบัน สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนอนาคต นี้สังขาร ๓นี้สังขารสูญ ฯ

ข้อ ๖๓๗

กตมํ วิปริณามสุญฺญํ ฯ ชาตํ รูปํ สภาเวน สุญฺญํ วิคตํ รูปํ วิปริณตญฺเจว สุญฺญญฺจ ชาตา เวทนา สภาเวน สุญฺญา วิคตา เวทนา วิปริณตา เจว สุญฺญา จ ชาตา สญฺญา ชาตา สงฺขารา ชาตํ วิญฺญาณํ ชาตํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชาโต ภโว สภาเวน สุญฺโญ วิคโต ภโว วิปริณโต เจว สุญฺโญ จ อิทํ วิปริณามสุญฺญํ ฯ

วิปริณามธรรมสูญเป็นไฉน รูปเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ (ปรกติเดิม) รูปหายไป แปรปรวนไปและสูญไป เวทนาเกิดแล้ว ฯลฯ สัญญาเกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ว วิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯลฯ ภพเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ ภพหายไป แปรปรวนไปและสูญไป นี้วิปริณามธรรมสูญ

ข้อ ๖๓๘

กตมํ อคฺคสุญฺญํ ฯ อคฺคเมตํ ปทํ เสฏฺฐเมตํ ปทํ วิสิทฺธเมตํ ปทํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ อิทํ อคฺคสุญฺญํ ฯ

อัคคบทสูญเป็นไฉน บทนี้ คือ ความสงบแห่ง- *สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลสความดับ นิพพาน เป็นบทเลิศ เป็นบทประเสริฐ เป็นบทวิเศษนี้อัคคบทสูญ ฯ

ข้อ ๖๓๙

กตมํ ลกฺขณสุญฺญํ ฯ เทฺว ลกฺขณานิ พาลลกฺขณญฺจ ปณฺฑิตลกฺขณญฺจ พาลลกฺขณํ ปณฺฑิตลกฺขเณน สุญฺญํ ปณฺฑิตลกฺขณํ พาลลกฺขเณน สุญฺญํ ตีณิ ลกฺขณานิ อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขณํ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ วยลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ วยลกฺขเณน จ สุญฺญํ รูปสฺส อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ รูปสฺส วยลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ รูปสฺส ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ วยลกฺขเณน จ สุญฺญํ เวทนาย สญฺญาย สงฺขารานํ วิญฺญาณสฺส จกฺขุสฺส ฯเปฯ ชรามรณสฺส อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺต- ลกฺขเณน จ สุญฺญํ ชรามรณสฺส วยลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ ชรามรณสฺส ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ วยลกฺขเณน จ สุญฺญํ อิทํ ลกฺขณสุญฺญํ ฯ

ลักษณะสูญเป็นไฉน ลักษณะ ๒ คือ พาลลักษณะ ๑ ปัณฑิตลักษณะ ๑ พาลลักษณะสูญจากปัณฑิตลักษณะ ปัณฑิตลักษณะสูญจากพาลลักษณะ ลักษณะ ๓ คือ อุปปาทลักษณะ (ลักษณะความเกิดขึ้น)วยลักษณะ (ลักษณะความเสื่อมไป) ฐิตัญญถัตตลักษณะ (ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป) อุปปาทลักษณะ สูญจากวยลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะวยลักษณะ สูญจากอุปปาทลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ ฐิตัญญถัตตลักษณะสูญจากอุปปาทลักษณะและวยลักษณะ ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งรูป สูญจากลักษณะความเสื่อมไปและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความเสื่อมไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเสื่อมไปและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความเสื่อมไปแห่งชราและมรณะสูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป นี้ลักษณะสูญ

ข้อ ๖๔๐

กตมํ วิกฺขมฺภนสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท วิกฺขมฺภิโต เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท วิกฺขมฺภิโต เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ วิกฺขมฺภิตญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ วิกฺขมฺภิตญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา วิกขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ อิทํ วิกฺขมฺภนสุญฺญํ ฯ

วิกขัมภนสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและสูญไป พยาบาทอันความไม่พยาบาทข่มแล้วและสูญไป ถีนมิทธะอันอาโลกสัญญาข่มแล้วและสูญไป อุทธัจจะอันความไม่ฟุ้งซ่านข่มแล้ว และสูญไปวิจิกิจฉาอันการกำหนดธรรมข่มแล้วและสูญไป อวิชชาอันญาณข่มแล้วและสูญไปอรติอันความปราโมทย์ข่มแล้วและสูญไป นิวรณ์อันปฐมฌานข่มแล้วและสูญไปฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคข่มแล้วและสูญไป นี้วิกขัมภนสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๑

กตมํ ตทงฺคสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท ตทงฺคสุญฺโญ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท ตทงฺคสุญฺโญ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ ตทงฺคสุญฺญํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ ตทงฺคสุญฺญํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา ตทงฺคสุญฺญา ญาเณน อวิชฺชา ตทงฺคสุญฺญา ปามุชฺเชน อรติ ตทงฺคสุญฺญา ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา ตทงฺคสุญฺญา ฯเปฯ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย สญฺโญคาภินิเวโส ตทงฺคสุญฺโญ อิทํ ตทงฺคสุญฺญํ ฯ

ตทังคะสูญเป็นไฉน กามฉันทะเป็นตทังคะสูญ (สูญเพราะองค์นั้นๆ) เพราะเนกขัมมะ ... นิวรณ์เป็นตทังคะสูญเพราะปฐมฌาน ฯลฯ ความถือผิดเพราะกิเลสเครื่องประกอบไว้ เป็นตทังคะสูญเพราะวิวัฏนานุปัสสนานี้ตทังคะสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๒

กตมํ สมุจฺเฉทสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท สมุจฺฉินฺโน เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท สมุจฺฉินฺโน เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ สมุจฺฉินฺนญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ สมุจฺฉินฺนญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ อิทํ สมุจฺเฉทสุญฺญํ ฯ

สมุจเฉทสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะตัดแล้วและ สูญไป ... นิวรณ์อันปฐมฌานตัดแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคตัดแล้วและสูญไป นี้สมุจเฉทสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๓

กตมํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท ปฏิปฺปสฺสทฺโธ เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท ปฏิปฺปสฺสทฺโธ เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ ปฏิปฺปสฺสทฺธญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ ปฏิปฺปสฺสทฺธญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ อิทํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิสุญฺญํ ฯ

ปฏิปัสสัทธิสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะระงับแล้วและสูญไป ... นิวรณ์อันปฐมฌานระงับแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคระงับแล้วและสูญไป นี้ปฏิปัสสัทธิสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๔

กตมํ นิสฺสรณสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท นิสฺสโฏ เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท นิสฺสโฏ เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ นิสฺสฏญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ นิสฺสฏญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ อิทํ นิสฺสรณสุญฺญํ ฯ

นิสสรณะสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะสลัดออกแล้วและสูญไป ... นิวรณ์อันปฐมฌานสลัดออกแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคสลัดออกแล้วและสูญไป นี้นิสสรณะสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๕

กตมํ อชฺฌตฺตสุญฺญํ ฯ อชฺฌตฺตํ จกฺขุ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อชฺฌตฺตํ โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ อชฺฌตฺตํ ฆานํ สุญฺญํ อชฺฌตฺตํ ชิวฺหา สุญฺญา อชฺฌตฺตํ กาโย สุญฺโญ อชฺฌตฺตํ มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ อชฺฌตฺตสุญฺญํ ฯ

ภายในสูญเป็นไฉน จักษุภายในสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา หูภายใน ฯลฯ จมูกภายใน ลิ้นภายใน กายภายใน ใจภายในสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคงและจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายในสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๖

กตมํ พหิทฺธาสุญฺญํ ฯ พหิทฺธา รูปา สุญฺญา ฯเปฯ พหิทฺธา ธมฺมา สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ พหิทฺธาสุญฺญํ ฯ

ภายนอกสูญเป็นไฉน รูปภายนอกสูญ ฯลฯ ธรรมารมณ์ภายนอกสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืนความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายนอกสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๗

กตมํ ทุภโตสุญฺญํ ฯ ยญฺจ อชฺฌตฺตํ จกฺขุํ เย จ พหิทฺธา รูปา อุภยโต ตํ สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา ยญฺจ อชฺฌตฺตํ โสตํ เย จ พหิทฺธา สทฺทา ฯเปฯ ยญฺจ อชฺฌตฺตํ ฆานํ เย จ พหิทฺธา คนฺธา ยา จ อชฺฌตฺตํ ชิวฺหา เย จ พหิทฺธา รสา โย จ อชฺฌตฺตํ กาโย เย จ พหิทฺธา โผฏฺฐพฺพา โย จ อชฺฌตฺตํ มโน เย จ พหิทฺธา ธมฺมา อุภยโต ตํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ ทุภโตสุญฺญํ ฯ

ทั้งภายในและภายนอกสูญเป็นไฉน จักษุภายในและรูป ภายนอก ทั้งสองนั้นสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา หูภายในและเสียงภายนอก ฯลฯ จมูกภายในและกลิ่นภายนอก ลิ้นภายในและรสภายนอกกายภายในและโผฏฐัพพะภายนอก ใจภายในและธรรมารมณ์ภายนอก ทั้งสองนั้นสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคงและจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ทั้งภายในและภายนอกสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๘

กตมํ สภาคสุญฺญํ ฯ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ สภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ พาหิรานิ อายตนานิ สภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ วิญฺญาณกายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ ผสฺสกายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ เวทนากายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ สญฺญากายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ เจตนากายา สภาคา เจว สุญฺญา จ อิทํ สภาคสุญฺญํ ฯ

ส่วนเสมอกันสูญเป็นไฉน อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนเสมอกันและสูญไป อายตนะภายนอก ๖ ... หมวดวิญญาณ ๖ ... หมวดผัสสะ ๖... หมวดเวทนา ๖ ... หมวดสัญญา ๖ ... หมวดเจตนา ๖ เป็นส่วนเสมอกันและสูญไป นี้ส่วนเสมอกันสูญ ฯ

ข้อ ๖๔๙

กตมํ วิสภาคสุญฺญํ ฯ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ฉหิ พาหิรายตเนหิ วิสภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ พาหิรายตนานิ ฉหิ วิญฺญาณกาเยหิ วิสภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ วิญฺญาณกายา ฉหิ ผสฺสกาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ ผสฺสกายา ฉหิ เวทนากาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ เวทนากายา ฉหิ สญฺญากาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ สญฺญากายา ฉหิ เจตนากาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ อิทํ วิสภาคสุญฺญํ ฯ

ส่วนไม่เสมอกันสูญเป็นไฉน อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับอายตนะภายนอก ๖ และสูญไป อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดวิญญาณ ๖ และสูญไป หมวดวิญญาณ ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดผัสสะ ๖ และสูญไป หมวดผัสสะ ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดเวทนา ๖ และสูญไป หมวดเวทนา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดสัญญา ๖ และสูญไป หมวดสัญญา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดเจตนา ๖และสูญไป นี้ส่วนไม่เสมอกันสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๐

กตมํ เอสนาสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมสนา กามจฺฉนฺเทน สุญฺญา อพฺยาปาเทสนา พฺยาปาเทน สุญฺญา อาโลกสญฺเญสนา ถีนมิทฺเธน สุญฺญา อวิกฺเขเปสนา อุทฺธจฺเจน สุญฺญา ธมฺมววตฺถาเนสนา วิจิกิจฺฉาย สุญฺญา ญาเณสนา อวิชฺชาย สุญฺญา ปามุชฺเชสนา อรติยา สุญฺญา ปฐมชฺฌาเนสนา นีวรเณหิ สุญฺญา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคสนา สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญา อิทํ เอสนาสุญฺญํ ฯ

ความแสวงหาสูญเป็นไฉน ความแสวงหาเนกขัมมะสูญจากกามฉันทะ ความแสวงหาความไม่พยาบาทสูญจากพยาบาท ความแสวงหาอาโลกสัญญาสูญจากถีนมิทธะ ความแสวงหาความไม่ฟุ้งซ่านสูญจากอุทธัจจะความแสวงหาการกำหนดธรรมสูญจากวิจิกิจฉา ความแสวงหาญาณสูญจากอวิชชาความแสวงหาปฐมฌานสูญจากนิวรณ์ ฯลฯ ความแสวงหาอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความแสวงหาสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๑

กตมํ ปริคฺคหสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปริคฺคโห กามจฺฉนฺเทน สุญฺโญ อพฺยาปาทปริคฺคโห พฺยาปาเทน สุญฺโญ อาโลกสญฺญา- ปริคฺคโห ถีนมิทฺเธน สุญฺโญ อวิกฺเขปปริคฺคโห อุทฺธจฺเจน สุญฺโญ ธมฺมววตฺถานปริคฺคโห วิจิกิจฺฉาย สุญฺโญ ญาณปริคฺคโห อวิชฺชาย สุญฺโญ ปามุชฺชปริคฺคโห อรติยา สุญฺโญ ปฐมชฺฌานปริคฺคโห นีวรเณหิ สุญฺโญ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปริคฺคโห สพฺพกิเลเสหิ สุญฺโญ อิทํ ปริคฺคหสุญฺญํ ฯ

ความกำหนดสูญเป็นไฉน ความกำหนดเนกขัมมะสูญจากกาม ฉันทะ ฯลฯ ความกำหนดอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความกำหนดสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๒

กตมํ ปฏิลาภสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปฏิลาโภ กามจฺฉนฺเทน สุญฺโญ อพฺยาปาทปฏิลาโภ พฺยาปาเทน สุญฺโญ อาโลกสญฺญา- ปฏิลาโภ ถีนมิทฺเธน สุญฺโญ อวิกฺเขปปฏิลาโภ อุทฺธจฺเจน สุญฺโญ ธมฺมววตฺถานปฏิลาโภ วิจิกิจฺฉาย สุญฺโญ ญาณปฏิลาโภ อวิชฺชาย สุญฺโญ ปามุชฺชปฏิลาโภ อรติยา สุญฺโญ ปฐมชฺฌาน- ปฏิลาโภ นีวรเณหิ สุญฺโญ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปฏิลาโภ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺโญ อิทํ ปฏิลาภสุญฺญํ ฯ

ความได้เฉพาะสูญเป็นไฉน ความได้เนกขัมมะ สูญจากกาม ฉันทะ ฯลฯ ความได้อรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความได้เฉพาะสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๓

กตมํ ปฏิเวธสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปฏิเวโธ กามจฺฉนฺเทน สุญฺโญ อพฺยาปาทปฏิเวโธ พฺยาปาเทน สุญฺโญ อาโลกสญฺญาปฏิเวโธ ถีนมิทฺเธน สุญฺโญ อวิกฺเขปปฏิเวโธ อุทฺธจฺเจน สุญฺโญ ธมฺมววตฺถาน- ปฏิเวโธ วิจิกิจฺฉาย สุญฺโญ ญาณปฏิเวโธ อวิชฺชาย สุญฺโญ ปามุชฺชปฏิเวโธ อรติยา สุญฺโญ ปฐมชฺฌานปฏิเวโธ นีวรเณหิ สุญฺโญ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปฏิเวโธ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺโญ อิทํ ปฏิเวธสุญฺญํ ฯ

การแทงตลอดสูญเป็นไฉน การแทงตลอดเนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะ ฯลฯ การแทงตลอดอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้การแทงตลอดสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๔

กตมํ เอกตฺตสุญฺญํ นานตฺตสุญฺญํ ฯ กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ เนกฺขมฺเมกตฺตํ เจตยโต กามจฺฉนฺเทน ฉนฺเทน สุญฺญํ พฺยาปาโท นานตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ อพฺยาปาเทกตฺตํ เจตยโต พฺยาปาเทน สุญฺญํ ถีนมิทฺธํ นานตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อาโลกสญฺเญกตฺตํ เจตยโต ถีนมิทฺเธน สุญฺญํ อุทฺธจฺจํ นานตฺตํ วิจิกิจฺฉา นานตฺตํ อวิชฺชา นานตฺตํ อรติ นานตฺตํ นีวรณา นานตฺตํ ปฐมชฺฌานํ เอกตฺตํ ปฐมชฺฌาเนกตฺตํ เจตยโต นีวรเณหิ สุญฺญํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสา นานตฺตา อรหตฺตมคฺโค เอกตฺตํ อรหตฺตมคฺเคกตฺตํ เจตยโต สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญํ อิทํ เอกตฺตสุญฺญํ นานตฺตสุญฺญํ ฯ

ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่างๆ สูญเป็นไฉน กามฉันทะเป็นความต่าง เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว ความที่เนกขัมมะเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากกามฉันทะ พยาบาทเป็นความต่าง ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว ความที่ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่สูญจากพยาบาท ถีนมิทธะเป็นความต่าง อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียว ความที่อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากถีนมิทธะ อุทธัจจะเป็นความต่าง วิจิกิจฉาเป็นความต่าง อวิชชาเป็นความต่างอรติเป็นความต่าง นิวรณ์เป็นความต่าง ปฐมฌานเป็นอย่างเดียว ความที่ปฐมฌานเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากนิวรณ์ ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นความต่าง อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียว ความที่อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่างๆ สูญ ฯ

ข้อ ๖๕๕

กตมํ ขนฺติสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมขนฺติ กามจฺฉนฺเทน สุญฺญา อพฺยาปาทขนฺติ พฺยาปาเทน สุญฺญา อาโลกสญฺญาขนฺติ ถีนมิทฺเธน สุญฺญา อวิกฺเขปขนฺติ อุทฺธจฺเจน สุญฺญา ธมฺมววตฺถานขนฺติ วิจิกิจฺฉาย สุญฺญา ญาณขนฺติ อวิชฺชาย สุญฺญา ปามุชฺชขนฺติ อรติยา สุญฺญา ปฐมชฺฌานขนฺติ นีวรเณหิ สุญฺญา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคขนฺติ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญา อิทํ ขนฺติสุญฺญํ ฯ

ความอดทนสูญเป็นไฉน ความอดทนในเนกขัมมะสูญจากกามฉันทะ ฯลฯ ความอดทนในอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความอดทนสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๖

กตมํ อธิฏฺฐานสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมาธิฏฺฐานํ กามจฺฉนฺเทน สุญฺญํ อพฺยาปาทาธิฏฺฐานํ พฺยาปาเทน สุญฺญํ อาโลกสญฺญาธิฏฺฐานํ ถีนมิทฺเธน สุญฺญํ อวิกฺเขปาธิฏฺฐานํ อุทฺธจฺเจน สุญฺญํ ธมฺมววตฺถานาธิฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาย สุญฺญํ ญาณาธิฏฺฐานํ อวิชฺชาย สุญฺญํ ปามุชฺชาธิฏฺฐานํ อรติยา สุญฺญํ ปฐมชฺฌานาธิฏฺฐานํ นีวรเณหิ สุญฺญํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคาธิฏฺฐานํ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญํ อิทํ อธิฏฺฐานสุญฺญํ ฯ

ความอธิษฐานสูญเป็นไฉน ความอธิษฐานในเนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะ ฯลฯ ความอธิษฐานในอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความอธิษฐานสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๗

กตมํ ปริโยคาหนสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปริโยคาหนํ กามจฺฉนฺเทน สุญฺญํ อพฺยาปาทปริโยคาหนํ พฺยาปาเทน สุญฺญํ อาโลกสญฺญาปริโยคาหนํ ถีนมิทฺเธน สุญฺญํ อวิกฺเขปปริโยคาหนํ อุทฺธจฺเจน สุญฺญํ ธมฺมววตฺถานปริโยคาหนํ วิจิกิจฺฉาย สุญฺญํ ญาณปริโยคาหนํ อวิชฺชาย สุญฺญํ ปามุชฺชปริโยคาหนํ อรติยา สุญฺญํ ปฐมชฺฌานปริโยคาหนํ นีวรเณหิ สุญฺญํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปริโยคาหนํ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญํ อิทํ ปริโยคาหนสุญฺญํ ฯ

ความมั่นคงสูญเป็นไฉน ความมั่นคงแห่งเนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะ ฯลฯ ความมั่นคงแห่งอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความมั่นคงสูญ ฯ

ข้อ ๖๕๘

กตมํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทานํ สพฺพสุญฺญตานํ ปรมฏฺฐสุญฺญํ ฯ สมฺปชาโน เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉาย ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ญาเณน อวิชฺชาย ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ปามุชฺเชน อรติยา ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณานํ ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสานํ ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อถ วา ปน สมฺปชานสฺส อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายนฺตสฺส อิทญฺเจว จกฺขุปวตฺตํ ปริยาทิยติ อญฺญญฺจ จกฺขุปวตฺตํ น อุปฺปชฺชติ อิทญฺเจว โสตปวตฺตํ ฯเปฯ ฆานปวตฺตํ ชิวฺหาปวตฺตํ กายปวตฺตํ มโนปวตฺตํ ปริยาทิยติ อญฺญญฺจ มโนปวตฺตํ น อุปฺปชฺชติ อิทํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทานํ สพฺพสุญฺญตานํ ปรมฏฺฐสุญฺญนฺติ ฯ สุญฺญกถา ฯ -------- ยุคนทฺธวคฺโค ทุติโย ฯ -------------- ตสฺส วคฺคสฺส อุทฺทานํ ภวติ ยุคนทฺธา สจฺจโพชฺฌงฺคา เมตฺตา วิราคปญฺจมํ ปฏิสมฺภิทา ธมฺมจกฺกํ โลกุตฺตรพลา สุญฺญา เต ทสาติ ฯ เอส นิกายวโร ฐปิโต อสโม ทุติโย ปวโร วรมคฺโคติ ฯ -------------

การครอบงำความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคล สูญมีประโยชน์ อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวงเป็นไฉน สัมปชานบุคคลครอบงำความเป็นไปแห่งกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ครอบงำความเป็นไปแห่งพยาบาทด้วยความไม่พยาบาทครอบงำความเป็นไปแห่งถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ครอบงำความเป็นไปแห่งอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ครอบงำความเป็นไปแห่งวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม ครอบงำความเป็นไปแห่งอวิชชาด้วยญาณ ครอบงำความเป็นไปแห่งอรติด้วยความปราโมทย์ ครอบงำความเป็นไปแห่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ครอบงำกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ฯ อีกประการหนึ่ง เมื่อสัมปชานบุคคลปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-*นิพพานธาตุ ความเป็นไปแห่งจักษุนี้ย่อมหมดสิ้นไป และความเป็นไปแห่งจักษุอื่นก็ไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งหู ฯลฯ ความเป็นไปแห่งจมูก ความเป็นไปแห่งลิ้น ความเป็นไปแห่งกาย ความเป็นไปแห่งใจนี้ย่อมหมดสิ้นไป และความเป็นไปแห่งใจอื่นก็ไม่เกิดขึ้น นี้ความครอบงำความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคลสูญมีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง ฉะนี้แล ฯ จบสุญกถา จบยุคนัทธวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธรรมจักรกถา ๘. โลกุตรกถา๙. พลกถา ๑๐. สุญกถา นิกายอันประเสริฐนี้ท่านตั้งไว้แล้ว เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๒ ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ฉะนี้แล ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. สุญญกถา ว่าด้วยความว่าง

ข้อ ๔๖

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญที่เขากล่าวกันว่า ‘โลกว่าง โลกว่าง’ ด้วยเหตุเท่าไรหนอ พระองค์จึงตรัสว่า‘โลกว่าง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ เพราะว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ‘โลกว่าง’ อานนท์ อะไรเล่าว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา คือ จักขุเป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา รูปว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จักขุวิญญาณเป็นธรรมว่าง@เชิงอรรถ : @ ความเห็นด้วยดี ในที่นี้หมายถึงญาณที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ (ขุ.ป.อ. ๒/๔๕/๒๗๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๑. บทมาติกา จากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จักขุสัมผัสเป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนาที่เกิดเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยก็เป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา โสตะ ฯลฯ สัททะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ คันธะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ รสะ ฯลฯ กาย ฯลฯ โผฏฐัพพะ ฯลฯ มโนเป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตาธรรมารมณ์เป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา มโนวิญญาณเป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา มโนสัมผัสเป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนาที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็เป็นธรรมว่างจากอัตตาและจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตาเพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ‘โลกว่าง” ๑. บทมาติกา

ข้อ ๔๗

๑. สุญญสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่ว่าง) ๒. สังขารสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นสังขาร) ๓. วิปริณามสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่แปรผัน) ๔. อัคคสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นเลิศ) ๕. ลักขณสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นลักษณะ) ๖. วิกขัมภนสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นเหตุข่ม) ๗. ตทังคสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ) ๘. สมุจเฉทสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้ตัดขาด) ๙. ปฏิปัสสัทธิสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้สงบระงับ) ๑๐. นิสสรณสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นเหตุสลัดออก) ๑๑. อัชฌัตตสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นภายใน) ๑๒. พหิทธาสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นภายนอก) ๑๓. ทุภโตสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นภายในและภายนอก) ๑๔. สภาคสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นกลุ่มเดียวกัน) ๑๕. วิสภาคสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่ต่างกลุ่มกัน)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส ๑๖. เอสนาสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่แสวงหา) ๑๗. ปริคคหสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่กำหนด) ๑๘. ปฏิลาภสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่ได้) ๑๙. ปฏิเวธสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่รู้แจ้ง) ๒๐. เอกัตตสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นสภาวะเดียว) ๒๑. นานัตตสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่เป็นสภาวะต่างๆ) ๒๒. ขันติสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่พอใจ) ๒๓. อธิษฐานสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่อธิษฐาน) ๒๔. ปริโยคาหนสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมที่หยั่งลง) ๒๕. ความว่างขั้นสูงสุดของความว่างทั้งปวง คือ การที่บุคคลผู้มี สัมปชัญญะทำความเป็นไปแห่งกิเลสให้สิ้นไป ๒. นิทเทส

ข้อ ๔๘

๑. สุญญสุญญะ เป็นอย่างไร คือ จักขุเป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยงจากความยั่งยืน จากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กาย ฯลฯ มโนเป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา นี้ชื่อว่าสุญญสุญญะ ๒. สังขารสุญญะ เป็นอย่างไร คือ สังขาร ๓ ประการ ได้แก่ ๑. ปุญญาภิสังขาร ๒. อปุญญาภิสังขาร ๓. อาเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร เป็นธรรมว่างจากอปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร เป็นธรรมว่างจากปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร เป็นธรรมว่างจากปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร นี้สังขาร ๓ ประการ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส อีกนัยหนึ่ง สังขาร ๓ ประการ ได้แก่ ๑. กายสังขาร ๒. วจีสังขาร ๓. จิตตสังขาร กายสังขาร เป็นธรรมว่างจากวจีสังขารและจิตตสังขาร วจีสังขาร เป็นธรรมว่างจากกายสังขารและจิตตสังขาร จิตตสังขาร เป็นธรรมว่างจากกายสังขารและวจีสังขาร นี้สังขาร ๓ ประการ อีกนัยหนึ่ง สังขาร ๓ ประการ ได้แก่ ๑. สังขารส่วนอดีต ๒. สังขารส่วนอนาคต ๓. สังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอดีต เป็นธรรมว่างจากสังขารส่วนอนาคตและสังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอนาคต เป็นธรรมว่างจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนปัจจุบัน เป็นธรรมว่างจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนอนาคต นี้สังขาร ๓ ประการ นี้ชื่อว่าสังขารสุญญะ ๓. วิปริณามสุญญะ เป็นอย่างไร คือ รูปที่เกิดแล้วเป็นธรรมว่างตามสภาวะ รูปที่ดับไปเป็นธรรมแปรผันและว่างเวทนาที่เกิดแล้วเป็นธรรมว่างตามสภาวะ เวทนาที่ดับไปเป็นธรรมแปรผันและว่างสัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ ภพที่เกิดแล้วเป็น ธรรมว่างตามสภาวะ ภพที่ดับไปเป็นธรรมแปรผันและว่าง นี้ชื่อว่าวิปริณามสุญญะ ๔. อัคคสุญญะ เป็นอย่างไร คือ ทางที่เลิศ ทางที่ประเสริฐ ทางที่วิเศษ คือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวงความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นไปแห่งตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ นิพพาน นี้ชื่อว่า อัคคสุญญะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส ๕. ลักขณสุญญะ เป็นอย่างไร คือ ลักษณะ ๒ ประการ ได้แก่ ๑. พาลลักษณะ (ลักษณะคนพาล) ๒. บัณฑิตลักษณะ (ลักษณะบัณฑิต) พาลลักษณะ เป็นธรรมว่างจากบัณฑิตลักษณะ บัณฑิตลักษณะ เป็นธรรมว่างจากพาลลักษณะ ลักษณะ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. อุปปาทลักษณะ (ลักษณะความเกิดขึ้น) ๒. วยลักษณะ (ลักษณะความเสื่อม) ๓. ฐิตัญญถัตตลักษณะ (ลักษณะแปรผันเมื่อยังตั้งอยู่) อุปปาทลักษณะ เป็นธรรมว่างจากวยลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ วยลักษณะ เป็นธรรมว่างจากวยลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ ฐิตัญญถัตตลักษณะ เป็นธรรมว่างจากอุปปาทลักษณะและวยลักษณะ อุปปาทลักษณะแห่งรูป เป็นธรรมว่างจากวยลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ วยลักษณะแห่งรูป เป็นธรรมว่างจากอุปปาทลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ ฐิตัญญถัตตลักษณะแห่งรูป เป็นธรรมว่างจากอุปปาทลักษณะและวยลักษณะ อุปปาทลักษณะแห่งเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ อุปปาทลักษณะแห่งชราและมรณะ เป็นธรรมว่างจากวยลักษณะและฐิตัญญ- ถัตตลักษณะ วยลักษณะแห่งชราและมรณะ เป็นธรรมว่างจากอุปปาทลักษณะและฐิตัญญ- ถัตตลักษณะ @เชิงอรรถ : @ พาลลักษณะ หมายถึงลักษณะคนพาล ๓ ประการ คือ (๑) คิดแต่เรื่องที่ชั่ว (๒) พูดแต่สิ่งที่ชั่ว (๓) ทำแต่@กรรมที่ชั่ว (ขุ.ป.อ. ๒/๔๘/๒๘๓) @ บัณฑิตลักษณะ หมายถึงลักษณะบัณฑิต ๓ ประการ คือ (๑) คิดแต่เรื่องที่ดี (๒) พูดแต่สิ่งที่ดี (๓) ทำแต่@กรรมดี (ขุ.ป.อ. ๒/๔๘/๒๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส ฐิตัญญถัตตลักษณะแห่งชราและมรณะ เป็นธรรมว่างจากอุปปาทลักษณะและ วยลักษณะ นี้ชื่อว่าลักขณสุญญะ ๖. วิกขัมภนสุญญะ เป็นอย่างไร คือ กามฉันทะเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยเนกขัมมะ และเป็นธรรมว่างจากเนกขัมมะ พยาบาทเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยอพยาบาท และเป็นธรรมว่างจากอพยาบาท ถีนมิทธะเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยอาโลกสัญญา และเป็นธรรมว่างจากอาโลกสัญญา อุทธัจจะเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยอวิกเขปะ และเป็นธรรมว่างจากอวิกเขปะ วิจิกิจฉาเป็นเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยธัมมววัตถาน และเป็นธรรมว่างจากธัมมววัตถาน อวิชชาเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยญาณ และเป็นธรรมว่างจากญาณ อรติเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยปามุชชะ และเป็นธรรมว่างจากปามุชชะ นิวรณ์เป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยปฐมฌาน และเป็นธรรมว่างจาก ปฐมฌาน ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นธรรมที่บุคคลข่มไว้ด้วยอรหัตตมรรค และเป็นธรรมว่างจากอรหัตตมรรค นี้ชื่อว่าวิกขัมภนสุญญะ ๗. ตทังคสุญญะ เป็นอย่างไร คือ กามฉันทะเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยเนกขัมมะ และเป็นธรรมว่างจากเนกขัมมะ พยาบาทเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยอพยาบาท และเป็นธรรมว่างจากอพยาบาท ถีนมิทธะเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยอาโลกสัญญา และเป็นธรรมว่างจากอาโลกสัญญา อุทธัจจะเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยอวิกเขปะ และเป็นธรรมว่างจากอวิกเขปะ วิจิกิจฉาเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยธัมมววัตถาน และเป็นธรรมว่างจากธัมมววัตถาน อวิชชาเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยญาณ และเป็นธรรมว่างจากญาณ อรติเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยปามุชชะ และเป็นธรรมว่างจากปามุชชะนิวรณ์เป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยปฐมฌาน และเป็นธรรมว่างจากปฐมฌาน ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นธรรมที่บุคคลละได้ด้วยอรหัตตมรรค และเป็นธรรมว่างจากอรหัตต-มรรค นี้ชื่อว่าตทังคสุญญะ @เชิงอรรถ : @ ดูองค์ธรรมที่เป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ ในข้อที่ ๒๘ (สุตมยญาณที่ ๔) หน้า ๔๑-๔๕ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส ๘. สมุจเฉทสุญญะ เป็นอย่างไร คือ กามฉันทะเป็นธรรมที่บุคคลตัตขาดด้วยเนกขัมมะ และเป็นธรรมว่างจากเนกขัมมะ พยาบาทเป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยอพยาบาท และเป็นธรรมว่างจากอพยาบาท ถีนมิทธะเป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยอาโลกสัญญา และเป็น ธรรมว่างจากอาโลกสัญญา อุทธัจจะเป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยอวิกเขปะ และเป็นธรรมว่างจากอวิกเขปะ วิจิกิจฉาเป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยธัมมววัตถานและเป็นธรรมว่างจากธัมมววัตถาน อวิชชาเป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยญาณและเป็นธรรมว่างจากญาณ อรติเป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยปามุชชะ และเป็นธรรมว่างจากปามุชชะ นิวรณ์เป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยปฐมฌาน และเป็นธรรมว่างจากปฐมฌาน ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นธรรมที่บุคคลตัดขาดด้วยอรหัตต-มรรค และเป็นธรรมว่างจากอรหัตตมรรค นี้ชื่อว่าสมุจเฉทสุญญะ ๙. ปฏิปัสสัทธิสุญญะ เป็นอย่างไร คือ กามฉันทะเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยเนกขัมมะ และเป็น ธรรมว่างจากเนกขัมมะ พยาบาทเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยอพยาบาทและเป็นธรรมว่างจากอพยาบาท ถีนมิทธะเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยอาโลกสัญา และเป็นธรรมว่างจากอาโลกสัญญา อุทธัจจะเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยอวิกเขปะ และเป็นธรรมว่างจากอวิกเขปะ วิจิกิจฉาเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยธัมมววัตถาน และเป็นธรรมว่างจากธัมมววัตถาน อวิชชาเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยญาณ และเป็นธรรมว่างจากญาณ อรติเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยปามุชชะ และเป็นธรรมว่างจากปามุชชะนิวรณ์เป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยปฐมฌาน และเป็นธรรมว่างจาก ปฐมฌาน ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นธรรมที่บุคคลทำให้สงบระงับด้วยอรหัตตมรรคและเป็นธรรมว่างจากอรหัตตมรรค และเป็นธรรมว่างจากอรหัตตมรรค นี้ชื่อว่าปฏิปัสสัทธิสุญญะ ๑๐. นิสสรณสุญญะ เป็นอย่างไร คือ กามฉันทะเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยเนกขัมมะ และเป็นธรรมว่าง จากเนกขัมมะ พยาบาทเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยอพยาบาท และเป็นธรรมว่างจากอพยาบาท ถีนมิทธะเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยอาโลกสัญญา และ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส เป็นธรรมว่างจากอาโลกสัญญา อุทธัจจะเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยอวิกเขปะและเป็นธรรมว่างจากอวิกเขปะ วิจิกิจฉาเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยธัมมววัตถานและเป็นธรรมว่างจากธัมมววัตถาน อวิชชาเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยญาณและเป็นธรรมว่างจากญาณ อรติเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยปามุชชะ และเป็นธรรมว่างจากปามุชชะ นิวรณ์เป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยปฐมฌาน และเป็นธรรมว่างจากปฐมฌาน ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นธรรมที่บุคคลสลัดออกด้วยอรหัตต-มรรค และเป็นธรรมว่างจากอรหัตตมรรค นี้ชื่อว่านิสสรณสุญญะ ๑๑. อัชฌัตตสุญญะ เป็นอย่างไร คือ จักขุที่เป็นอายตนะภายใน เป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กาย ฯลฯ มโนที่เป็นอายตนะภายใน เป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา นี้ชื่อว่า อัชฌัตตสุญญะ ๑๒. พหิทธาสุญญะ เป็นอย่างไร คือ รูปที่เป็นอายตนะภายนอก เป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา เสียง ฯลฯ กลิ่น ฯลฯ รส ฯลฯ โผฏฐัพพะ ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่เป็นอายตนะภายนอก เป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดานี้ชื่อว่าพหิทธาสุญญะ ๑๓. ทุภโตสุญญะ เป็นอย่างไร คือ จักขุที่เป็นอายตนะภายในและรูปที่เป็นอายตนะภายนอกทั้งสองนั้น เป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืนจากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา โสตะที่เป็นอายตนะภายใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส และสัททะที่เป็นอายตนะภายนอก ฯลฯ ฆานะที่เป็นอายตนะภายในและคันธะที่เป็นอายตนะภายนอก ฯลฯ ชิวหาที่เป็นอายตนะภายในและรสที่เป็นอายตนะภายนอกฯลฯ กายที่เป็นอายตนะภายในและโผฏฐัพพะที่เป็นอายตนะภายนอก ฯลฯ มโนที่เป็นอายตนะภายในและธรรมารมณ์ที่เป็นอายตนะภายนอกทั้งสองนั้น เป็นธรรมว่างจากอัตตา จากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความมั่นคง หรือจากความไม่แปรผัน นี้ชื่อว่าทุภโตสุญญะ ๑๔. สภาคสุญญะ เป็นอย่างไร คือ อายตนะภายใน ๖ เป็นธรรมกลุ่มเดียวกันและเป็นธรรมว่าง อายตนะภายนอก ๖ เป็นธรรมกลุ่มเดียวกันและเป็นธรรมว่าง หมวดวิญญาณ ๖ เป็นธรรมกลุ่มเดียวกันและเป็นธรรมว่าง หมวดผัสสะ ๖ เป็นธรรมกลุ่มเดียวกันและเป็นธรรมว่าง หมวดเวทนา ๖ เป็นธรรมกลุ่มเดียวกันและเป็นธรรมว่าง หมวดสัญญา ๖ เป็นธรรมกลุ่มเดียวกันและเป็นธรรมว่าง หมวดเจตนา ๖ เป็นธรรมกลุ่มเดียวกันและเป็นธรรมว่าง นี้ชื่อว่าสภาคสุญญะ ๑๕. วิสภาคสุญญะ เป็นอย่างไร คือ อายตนะภายใน ๖ เป็นธรรมต่างกลุ่มกับอายตนะภายนอก ๖ และ เป็นธรรมว่าง อายตนะภายนอก ๖ เป็นธรรมต่างกลุ่มกับหมวดวิญญาณ ๖ และเป็นธรรมว่าง หมวดผัสสะ ๖ เป็นธรรมต่างกลุ่มกับหมวดเวทนา ๖ และเป็นธรรมว่าง หมวดเวทนา ๖ เป็นธรรมต่างกลุ่มกับหมวดสัญญา ๖ และเป็นธรรมว่าง หมวดสัญญา ๖ เป็นธรรมต่างกลุ่มกับหมวดเจตนา ๖ และเป็นธรรมว่างนี้ชื่อว่าวิสภาคสุญญะ ๑๖. เอสนาสุญญะ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะที่บุคคลแสวงหา เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ อพยาบาทที่ บุคคลแสวงหา เป็นธรรมว่างจากพยาบาท อาโลกสัญญาที่บุคคลแสวงหา เป็นธรรมว่างจากถีนมิทธะ อวิกเขปะที่บุคคลแสวงหา เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะญาณที่บุคคลแสวงหา เป็นธรรมว่างจากอวิชชา ธัมมววัตถานที่บุคคลแสวงหาเป็นธรรมว่างจากอรติ ปฐมฌานที่บุคคลแสวงหาเป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตตมรรคที่บุคคลแสวงหา เป็นธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าเอสนาสุญญะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส ๑๗. ปริคคหสุญญะ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะที่บุคคลกำหนด เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ อพยาบาทที่ บุคคลกำหนด เป็นธรรมว่างจากพยาบาท อาโลกสัญญาที่บุคคลกำหนด เป็น ธรรมว่างจากถีนมิทธะ อวิกเขปะที่บุคคลกำหนด เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะ ญาณที่บุคคลกำหนด เป็นธรรมว่างจากอวิชชา ธัมมววัตถานที่บุคคลกำหนด เป็นธรรมว่างจากอรติ ปฐมฌานที่บุคคลกำหนด เป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตตมรรคที่บุคคลกำหนด เป็นธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าปริคคหสุญญะ ๑๘. ปฏิลาภสุญญะ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะที่บุคคลได้ เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ อพยาบาทที่บุคคลได้เป็นธรรมว่างจากพยาบาท อาโลกสัญญาที่บุคคลได้ เป็นธรรมว่างจากถีนมิทธะอวิกเขปะที่บุคคลได้ เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะ ญาณที่บุคคลได้ เป็นธรรมว่างจากอวิชชา ธัมมววัตถานที่บุคคลได้ เป็นธรรมว่างจากอรติ ปฐมฌานที่บุคคลได้เป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตตมรรคที่บุคคลได้ เป็นธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าปฏิลาภสุญญะ ๑๙. ปฏิเวธสุญญะ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะที่บุคคลรู้แจ้ง เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ อพยาบาทที่บุคคลรู้แจ้งเป็นธรรมว่างจากพยาบาท อาโลกสัญญาที่บุคคลรู้แจ้ง เป็นธรรมว่างจากถีนมิทธะอวิกเขปะที่บุคคลรู้แจ้ง เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะ ญาณที่บุคคลรู้แจ้ง เป็นธรรมว่างจากอวิชชา ธัมมววัตถานที่บุคคลรู้แจ้ง เป็นธรรมว่างจากอรติ ปฐมฌานที่บุคคลรู้แจ้ง เป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตตมรรคที่บุคคลรู้แจ้ง เป็นธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าปฏิเวธสุญญะ ๒๐-๒๑. เอกัตตสุญญะ นานัตตสุญญะ เป็นอย่างไร คือ กามฉันทะเป็นสภาวะต่างๆ เนกขัมมะเป็นสภาวะเดียว เนกขัมมะที่ เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ พยาบาทเป็นสภาวะต่างๆ อพยาบาทเป็นสภาวะเดียว อพยาบาทที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส ผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากพยาบาท ถีนมิทธะเป็นสภาวะต่างๆ อาโลกสัญญาเป็นสภาวะเดียว อาโลกสัญญาที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากถีนมิทธะ อุทธัจจะเป็นสภาวะต่างๆ อวิกเขปะเป็นสภาวะเดียว อวิกเขปะที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะ วิจิกิจฉาเป็นสภาวะต่างๆธัมมววัตถานเป็นสภาวะเดียว ธัมมววัตถานที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่เป็นธรรมว่างจากวิจิกิจฉา อวิชชาเป็นสภาวะต่างๆ ญาณเป็นสภาวะเดียว ญาณที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากอวิชชา อรติเป็นสภาวะต่างๆปามุชชะเป็นสภาวะเดียว ปามุชชะที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากอรติ นิวรณ์เป็นสภาวะต่างๆ ปฐมฌานเป็นสภาวะเดียว ปฐมฌานที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นสภาวะต่างๆ อรหัตตมรรคเป็นสภาวะเดียว อรหัตตมรรคที่เป็นสภาวะเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ เป็นธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าเอกัตตสุญญะ นานัตตสุญญะ ๒๒. ขันติสุญญะ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะที่บุคคลพอใจ เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ อพยาบาทที่บุคคลพอใจเป็นธรรมว่างจากพยาบาท อาโลกสัญญาที่บุคคลพอใจ เป็นธรรมว่างจากถีนมิทธะอวิกเขปะที่บุคคลพอใจ เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะ ญาณที่บุคคลพอใจ เป็นธรรมว่างจากอวิชชา ธัมมววัตถานที่บุคคลพอใจ เป็นธรรมว่างจากอรติ ปฐมฌานที่บุคคลพอใจ เป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตตมรรคที่บุคคลพอใจ เป็น ธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าขันติสุญญะ ๒๓. อธิษฐานสุญญะ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะที่บุคคลอธิษฐาน เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ อพยาบาทที่ บุคคลอธิษฐาน เป็นธรรมว่างจากพยาบาท อาโลกสัญญาที่บุคคลอธิษฐาน เป็นธรรมว่างจากถีนมิทธะ อวิกเขปะที่บุคคลอธิษฐาน เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะญาณที่บุคคลอธิษฐาน เป็นธรรมว่างจากอวิชชา ธัมมววัตถานที่บุคคลอธิษฐานเป็นธรรมว่างจากอรติ ปฐมฌานที่บุคคลอธิษฐาน เป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตตมรรคที่บุคคลอธิษฐาน เป็นธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าอธิฏฐานสุญญะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๑๐. สุญญกถา ๒. นิทเทส ๒๔. ปริโยคาหนสุญญะ เป็นอย่างไร คือ เนกขัมมะที่บุคคลหยั่งลง เป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ อพยาบาทที่ บุคคลหยั่งลง เป็นธรรมว่างจากพยาบาท อาโลกสัญญาที่บุคคลหยั่งลง เป็น ธรรมว่างจากถีนมิทธะ อวิกเขปะที่บุคคลหยั่งลง เป็นธรรมว่างจากอุทธัจจะญาณที่บุคคลหยั่งลง เป็นธรรมว่างจากอวิชชา ธัมมววัตถานที่บุคคลหยั่งลง เป็นธรรมว่างจากอรติ ปฐมฌานที่บุคคลหยั่งลง เป็นธรรมว่างจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตตมรรคที่บุคคลหยั่งลง เป็นธรรมว่างจากกิเลสทั้งปวง นี้ชื่อว่าปริโยคาหน-สุญญะ ๒๕. ความว่างขั้นสูงสุดของความว่างทั้งปวง คือ การที่บุคคลผู้มีสัมปชัญญะทำความเป็นไปแห่งกิเลสให้สิ้นไป เป็นอย่างไร คือ บุคคลผู้มีสัมปชัญญะในโลกนี้ ทำความเป็นไปแห่งกามฉันทะให้สิ้นไป ด้วยเนกขัมมะ ทำความเป็นไปแห่งพยาบาทให้สิ้นไปด้วยอพยาบาท ทำความเป็นไปแห่งถีนมิทธะให้สิ้นไปด้วยอาโลกสัญญา ทำความเป็นไปแห่งอุทธัจจะให้สิ้นไปด้วยอวิกเขปะ ทำความเป็นไปแห่งวิจิกิจฉาให้สิ้นไปด้วยธัมมววัตถาน ทำความเป็นไปแห่งอวิชชาให้สิ้นไปด้วยญาณ ทำความเป็นไปแห่งอรติให้สิ้นไปด้วยปามุชชะทำความเป็นไปแห่งนิวรณ์ให้สิ้นไปด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ทำความเป็นไปแห่งกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปด้วยอรหัตตมรรค อีกนัยหนึ่ง ความเป็นไปแห่งจักขุนี้ของบุคคลผู้มีสัมปชัญญะ ผู้ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งจักขุอื่นก็ไม่เกิดขึ้นความเป็นไปแห่งโสตะ ฯลฯ ความเป็นไปแห่งฆานะ ฯลฯ ความเป็นไป แห่งชิวหา ฯลฯ ความเป็นไปแห่งกาย ฯลฯ ความเป็นไปแห่งมโนนี้ของบุคคลผู้มีสัมปชัญญะ ผู้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-นิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งมโนอื่นก็ไม่เกิดขึ้น นี้ชื่อว่าความว่างขั้นสูงสุดของความว่างทั้งปวง คือ การที่บุคคลผู้มีสัมปชัญญะทำความเป็นไปแห่งกิเลสให้สิ้นไป ฉะนี้ สุญญกถา จบ ยุคนัทธวรรคที่ ๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา ๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธัมมจักกกถา ๘. โลกุตตรกถา ๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา วรรคที่ ๒ นี้เป็นวรรคอันยอดเยี่ยม ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ท่านผู้ทรงนิกาย ตั้งไว้แล้ว ฉะนี้แล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสุญญกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งสุญญกถาอันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น มีโลกุตรสุญญตาเป็นที่สุด อันพระอานนทเถระกล่าวแล้วในลำดับแห่งพลกถาอันมีโลกุตรพละเป็นที่สุด

พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรดังต่อไปนี้ก่อน.

บทว่า อถ เป็นนิบาตลงในความถือมั่นในถ้อยคำ.

ด้วยบทนั้น ท่านทำการถือมั่นถ้อยคำมีอาทิว่า อายสฺมา.

บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งบทบูรณ์ (ทำบทให้เต็ม).

บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ พระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้นพึงเห็นอรรถในบทนี้อย่างนี้ว่า ยตฺถ ภควา ตตฺถ อุปสฺงกมิ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ ที่ใด เข้าไปเฝ้าแล้ว ณ ที่นั้น.

อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นอรรถในบทนี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุใด เข้าไปเฝ้าแล้วด้วยเหตุนั้น.

อนึ่ง พึงเห็นอรรถในบทนี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์พึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุอะไร ด้วยประสงค์บรรลุคุณวิเศษมีประการต่างๆ ดุจต้นไม้ใหญ่ซึ่งผลิตผลอยู่เป็นนิจ อันหมู่นกทั้งหลายพึงเข้าไปด้วยประสงค์กินผลไม้มีรสอร่อยฉะนั้น เข้าไปหาแล้วด้วยเหตุนั้น.

อนึ่ง บทว่า อุปสงฺกมิ ท่านอธิบายว่า เข้าไปแล้ว.

บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว เป็นบทแสดงถึงที่สุดแห่งการเข้าเฝ้า.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ไปแล้วอย่างนี้ คือไปยังที่ระหว่างอาสนะจากที่นั้น กล่าวคือใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทแสดงถึงที่สุดแห่งการเข้าเฝ้า.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ไปแล้วอย่างนี้ คือไปยังที่ระหว่างอาสนะจากที่นั้น กล่าวคือใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า อภิวาเทตฺวา คือ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์.

บัดนี้ พระอานนทเถระประสงค์จะทูลถามข้อความที่ตนมาอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุคคลเลิศในโลก จึงยกมือขึ้นถวายบังคมเหนือศีรษะแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

บทว่า เอกมนฺตํ แสดงถึงเป็นภาวนปุงสกดุจในประโยคมีอาทิว่า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เดินไม่สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น พึงเห็นอรรถในบทนี้ อย่างนี้ว่า พระอานนท์นั่งโดยอาการที่นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๗๐

บทว่า นิสีทิ คือ สำเร็จการนั่ง.

จริงอยู่ เทวดาและมนุษย์ผู้ฉลาด ครั้นเข้าไปหาท่านผู้ที่เคารพ ยอมนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เพราะเป็นผู้ฉลาดในอาสนะ พระเถระนี้ก็เป็นรูปหนึ่งของบรรดาผู้ฉลาดเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

ก็นั่งอย่างไรเล่าจึงชื่อว่า นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

คือ เว้นโทษของการนั่ง ๖ ประการ คือ ไกลเกินไป ๑ ใกล้เกินไป ๑ เหนือลม ๑ ที่ไม่มีระหว่าง ๑ ตรงหน้าเกินไป ๑ หลังเกินไป ๑.

เพราะนั่งไกลเกินไป หากประสงค์จะพูดก็ต้องพูดด้วยเสียงดัง.

นั่งใกล้เกินไปย่อมเบียดเสียด.

นั่งเหนือลมก็จะรบกวนด้วยกลิ่นตัว.

นั่งไม่มีระหว่าง ประกาศความไม่เคารพ.

นั่งตรงหน้าเกินไป หากประสงค์จะเห็นตาต่อตาก็จะจ้องกัน.

นั่งหลังเกินไป หากประสงค์จะเห็นก็ต้องเหยียดคอมองดู.

เพราะฉะนั้น พระอานนทเถระนี้จึงนั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ ประการเหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เอกมนฺตํ นิสีทิ นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

บทว่า เอตทโวจ คือได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า สุญฺโญ โลโก สุญฺโญ โลโกติ ภนฺเต วุจฺจติ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้.

ความว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติในศาสนานี้ย่อมกล่าวว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ เพราะคำเช่นนั้นพูดกันมากในที่นั้นๆ เพื่อสงเคราะห์ภิกษุทั้งหมดเหล่านั้นจึงพูกซ้ำๆ เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็เป็นอันรวมคำเหล่านั้นทั้งหมด.

บทว่า กิตฺตาวตา คือ ด้วยประมาณเท่าไร.

ศัพท์ว่า นุ หนอ เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งความสงสัย.

บทว่า สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา สูญจากตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน คือสูญจากตนที่โลกกำหนดไว้อย่างนี้ว่า ผู้ทำ ผู้เสวย ผู้มีอำนาจเอง และจากบริขารอันเป็นของตน เพราะความไม่มีตนนั่นแหละ จักษุเป็นต้นทั้งหมดเป็นธรรมชาติของโลก จักษุเป็นต้นนั่นแหละ ชื่อว่าโลก เพราะอรรถว่าสลายไป.

อนึ่ง เพราะตนไม่มีในโลกนี้ และสิ่งที่เนื่องด้วยตนก็ไม่มีในโลกนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุญฺโญ โลโก โลกสูญ แม้โลกุตรธรรมก็สูญเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งเนื่องด้วยตน แต่ท่านกล่าวถึงโลกิยธรรมเท่านั้นโดยสมควรแก่คำถาม.

อนึ่ง บทว่า สุญฺโญ ท่านไม่กล่าวว่า ธรรมไม่มี ท่านกล่าวถึงความไม่มีตนและสาระอันเนื่องด้วยตนในธรรมนั้น.

อนึ่ง เมื่อชาวโลกพูดว่าเรือนสูญ หม้อสูญ ก็มิใช่กล่าวถึงความไม่มีเรือนและหม้อ กล่าวถึงความไม่มีสิ่งอื่นในเรือนและในหม้อนั้น.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความนี้ไว้ว่า ก็สิ่งใดแลไม่มีในสิ่งนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาสิ่งนั้นว่าสูญด้วยเหตุนั้น แต่สิ่งใดมีเหลืออยู่ในสิ่งนั้น สิ่งนั้นมีอยู่ ภิกษุย่อมรับรู้ว่าสิ่งนี้มีอยู่ดังนี้.

ในญายคันถะ (คัมภีร์เพื่อความรู้) และในสัททคันถะ (คัมภีร์ศัพท์) ก็มีความอย่างนี้เหมือนกัน.

ในพระสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงอนัตตลักขณสูตรเหล่านั้นด้วยประการดังนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้.

ท่านยกบทมาติกา ๒๕ บทมีอาทิว่า สุญฺญํ สุญฺญํ ขึ้นด้วยเชื่อมคำว่าสูญ แล้วชี้แจงบทมาติกาเหล่านั้น.

พึงทราบความในมาติกานั้นดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า สุญญํ สุญญํ เพราะสูญคือว่างเปล่า ไม่แปลกไปจากบทอื่น.

อนึ่ง ในบทนี้เพราะไม่ชี้แจงว่า อสุกํ โน้น ท่านไม่เพ่งถึงความเป็นของสูญ แล้วจึงทำให้เป็นคำนปุงสกลิงศ์.

แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้.

ชื่อว่า สังขารสูญ เพราะสังขารนั่นแหละสูญจากสังขารที่เหลือ.

ชื่อว่า วิปริณามสูญ เพราะสูญผิดรูป เปลี่ยนแปลง แปรปรวนไปด้วยชราและความดับ สูญเพราะวิปริณามธรรมนั้น.

ชื่อว่า อัคคสูญ เพราะอัคคบทนั้นเป็นเลิศจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน หรือสูญจากสังขารทั้งปวง.

ชื่อว่า ลักษณสูญ เพราะลักษณะนั่นแหละสูญจากลักษณะที่เหลือ.

ชื่อว่า วิกขัมภนสูญ เพราะสูญเพราะการข่มมีเนกขัมมะเป็นต้น.

แม้ในสุญญะ ๔ มีตทังคสูญ (สูญเพราะองค์นั้นๆ) เป็นต้น มีนัยนี้เหมือนกัน.

ชื่อว่า อัชฌัตตสูญ (ภายในสูญ) เพราะภายในนั้นสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น.

ชื่อว่า พหิทธาสูญ (ภายนอกสูญ) เพราะภายนอกนั้นสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น.

ชื่อว่า ทุกโตสูญ (ทั้งภายในและภายนอกสูญ) เพราะทั้งสองนั้นสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน.

ชื่อว่า สภาคสูญ (ส่วนที่เสมอกันสูญ) เพราะวิสภาคะปราศจากส่วนเสมอกัน วิสภาคะนั้นสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน. ความว่า สูญไม่เหมือนกัน.

ในบางคัมภีร์เขียนไว้ว่า สภาคสุญญํ วิสภาคสุญญํ อยู่ในลำดับ นิสสรณ สุญญํ (สูญเพราะสลัดออก).

ชื่อว่า เอสนาสูญ (ความแสวงหาสูญ) เพราะการแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้นสูญจากกามฉันทะเป็นต้น.

แม้ในสุญญะ ๓ มีปริคฺคหสุญฺญา (ความกำหนดสูญ) เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ชื่อว่า เอกัตตสูญ (ความเป็นอย่างเดียวสูญ) เพราะความเป็นอย่างเดียวนั้นสูญจากความเป็นต่างกัน เพราะตั้งอยู่ในอารมณ์เดียวกัน เพราะไม่มีความฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ กัน.

ชื่อว่า นานัตตสูญ (ความเป็นต่างๆ สูญ) เพราะความเป็นต่างๆ นั้นสูญจากความเป็นอันเดียวกัน เพราะตรงกันข้ามกับความเป็นอย่างเดียวกันนั้น.

ชื่อว่า ขันติสูญ เพราะความอดทนในเนกขัมมะเป็นต้นสูญจากกามฉันทะเป็นต้น.

อธิษฐานสูญและความมั่นคงสูญมีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า สมฺปชานสฺส ผู้มีสัมปชัญญะ คือพระอรหันต์ผู้ปรินิพพานประกอบด้วยสัมปชัญญะ.

บทว่า ปวตฺตปริยาทานํ การครอบงำความเป็นไป คืออนุปาทาปรินิพพาน (ปรินิพพานเพราะไม่เกิดอีก).

บทว่า สพฺพสุญฺญตานํ คือ กว่าความสูญทั้งปวง.

บทว่า ปรมตฺถสุญฺญํ คือ ความสูญอันเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะไม่มีสังขารทั้งปวง.

พึงทราบวินิจฉัยในมาติกานิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า นิจฺเจน วา จากความเที่ยง คือสูญจากความเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงไรๆ อันก้าวล่วงความดับแล้วเป็นไปอยู่ได้.

บทว่า ธุเวน วา จากความยั่งยืน คือสูญจากความยั่งยืนเพราะไม่มีความมั่นคงไรๆ ที่เป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย แม้ในกาลที่มีอยู่.

บทว่า สสฺสเตน วา จากความมั่นคง คือสูญจากความมั่นคง เพราะไม่มีอะไรๆ ที่มีอยู่ในกาลทั้งปวงซึ่งตัดขาดไปแล้ว.

บทว่า อวิปริณามธมฺเมน วา จากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา คือสูญจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่มีอะไรๆ ซึ่งปกติจะไม่แปรปรวนไปด้วยความดับ เมื่อกล่าวถึงความสูญจากตนโดยพระสูตรแล้ว เพื่อแสดงความสูญจากความเป็นของเที่ยงและความสูญจากความสุข ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า นิจฺเจน ไว้ในที่นี้.

เมื่อกล่าวถึงความสูญจากความเป็นของเที่ยง เพราะความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์โดยถูกบีบคั้น เป็นอันท่านกล่าวถึงแม้ความสูญจากความสุขด้วย.

อนึ่ง พึงทราบว่าท่านย่อวิสัย ๖ มีรูปเป็นต้น วิญญาณ ๖ มีจักษุวิญญาณเป็นต้น ผัสสะ ๖ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น และเวทนา ๖ มีจักษุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้นไว้ในที่นี้.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปุญฺญาภิสงฺขาโร ดังต่อไปนี้.

ชื่อว่าบุญ เพราะกลั่นกรองการกระทำของตน ยังอัธยาศัยของบุคคลนั้นให้เต็ม และยังความเจริญน่าบูชาให้เกิด. ชื่อว่าอภิสังขาร เพราะปรุงแต่งวิบากและกฎัตตารูป. การปรุงแต่ง ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร.

การปรุงแต่งบาปโดยตรงกันข้ามกับบุญ ชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร.

ชื่อว่าอเนญชาภิสังขาร เพราะปรุงแต่งความไม่หวั่นไหว.

ปุญญาภิสังขารมีเจตนา ๑๓ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ เป็นไปด้วยอำนาจแห่งทาน ศีล ภาวนาเป็นต้น และรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ เป็นไปด้วยอำนาจแห่งภาวนา.

อปุญญาภิสังขารมีอกุศลเจตนา ๑๒ เป็นไปด้วยอำนาจแห่งปาณาติบาตเป็นต้น.

อเนญชาภิสังขารมีอรูปาวจรเจตนา ๔ เป็นไปด้วยอำนาจแห่งภาวนาเท่านั้น เพราะเหตุนั้น สังขาร ๓ มีเจตนา ๒๙.

ในกายสังขารเป็นต้นมีความดังนี้.

ชื่อว่ากายสังขาร เพราะเป็นไปทางกาย หรือปรุงแต่งกาย.

แม้ในวจีสังขารและจิตตสังขาร ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ท่านกล่าวติกะนี้เพื่อให้เห็นความเป็นไปทางทวารแห่งปุญญาภิสังขารเป็นต้น ในขณะประมวลกรรมไว้.

เจตนา ๒๑ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ อกุศลเจตนา ๑๒ อภิญญาเจตนา ๑ ยังกายวิญญัติ (ให้รู้ทางกาย) ให้ตั้งขึ้นแล้วเป็นไปทางกายทวาร ชื่อว่ากายสังขาร.

เจตนาเหล่านั้นนั่นแหละยังวจีวิญญัติ (ให้รู้ทางวาจา) ให้ตั้งขึ้น แล้วเป็นไปทางวจีทวาร ชื่อว่าวจีสังขาร.

ส่วนเจตนา ๒๙ แม้ทั้งหมดเป็นไปในมโนทวาร ชื่อว่าจิตตสังขาร.

ในบทมีอาทิว่า อตีตา สงฺขารา สังขารส่วนอดีต มีความดังต่อไปนี้.

สังขตธรรมแม้ทั้งหมด ถึงคราวของตนดับไป ชื่อว่าสังขารส่วนอดีต. สังขตธรรมยังไม่ถึงคราวของตน ชื่อว่าสังขารส่วนอนาคต. สังขตธรรมถึงคราวของตน ชื่อว่าสังขารส่วนปัจจุบัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงถึงสังขารส่วนปัจจุบัน ในการสูญเพราะความแปรปรวนแล้ว จึงทรงแสดงปัจจุบันธรรมก่อนว่า ความแปรปรวนของสังขารส่วนปัจจุบันนั้นๆ สามารถกล่าวได้ง่าย.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาตํ รูปํ รูปเกิดแล้ว คือรูปส่วนปัจจุบัน.

พึงทราบความในบทนี้ว่า สภาเวน สุญญํ สูญไปจากสภาพ ดังต่อไปนี้.

ความเป็นเอง ชื่อว่าสภาพ. อธิบายว่า เกิดเอง หรือความเป็นของตน ชื่อว่าสภาพ. อธิบายว่า ความเกิดของตนเอง. ชื่อว่าสูญจากสภาพ เพราะความเป็นเอง เว้นปัจจัย เพราะความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย หรือจากความเป็นของจนไม่มีในสภาพนี้.

ท่านอธิบายว่า สูญจากความเป็นเอง หรือจากความเป็นตน.

อีกอย่างหนึ่ง ความเป็นของตนชื่อว่าสภาพ เพราะว่าธรรมหนึ่งๆ ในรูปธรรมและอรูปธรรมไม่น้อย มีปฐวีธาตุเป็นต้น ชื่อว่าตนประสงค์ผู้อื่นด้วย.

อนึ่ง บทว่า ภาโว นี้ เป็นคำกล่าวโดยธรรมปริยาย.

อนึ่ง ธรรมคือความเป็นอื่นไม่มีแก่ธรรมหนึ่ง เพราะฉะนั้น ชื่อว่าสูญจากความเป็นอื่นของตน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวความที่ธรรมนั้นเป็นสภาพอย่างเดียวกัน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สภาเวน สุญฺญํ สูญไปจากสภาพ คือสูญไปจากสภาพอันเป็นความสูญ.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร

ท่านอธิบายไว้ว่า สูญเพราะความเป็นสภาพ สูญ สูญ มิใช่สูญเพราะความเป็นสภาพสูญโดยปริมาณอย่างอื่น.

หากอาจารย์บางพวกพึงกล่าวว่า ความเป็นตนชื่อว่าสภาพ สูญจากสภาพนั้น อธิบายไว้อย่างไร.

ธรรมชื่อว่าภาวะ ภาวะนั้นเติมบท ส เข้าไปประสงค์เอาผู้อื่น จึงเป็นสภาวะ. เพราะธรรมไม่มีแก่ใครๆ ท่านจึงกล่าวความไม่มีแห่งรูปว่า รูปเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ ดังนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น ย่อมผิดด้วยคำว่า ชาตํ รูปํ รูปเกิดแล้ว. เพราะรูปปราศจากความเกิด จะชื่อว่ารูปเกิดแล้วไม่ได้ นิพพานต่างหากปราศจากความเกิด นิพพานนั้นจึงไม่ชื่อว่าเกิดแล้ว.

อนึ่ง ชาติ ชราและมรณะ ปราศจากความเกิดก็ไม่ชื่อว่าเกิดแล้ว.

ด้วยเหตุนั้นแหละ ในบทนี้ท่านจึงไม่ยกขึ้นอย่างนี้ ว่าชาติเกิดแล้ว สูญไปจากสภาพ ชรามรณะเกิดแล้ว สูญไปจากสภาพ แล้วจึงชี้แจงทำภพนั่นแหละให้เป็นที่สุด.

ผิว่า คำว่า ชาตํ เกิดแล้วพึงควรแม้แก่ผู้ปราศจากความเกิด ก็ควรกล่าวได้ว่า ชาตา ชาติ ชาตํ ชรามรณํ ชาติเกิดแล้ว ชราและมรณะเกิดแล้ว เพราะเมื่อชาติชราและมรณะปราศจากความเกิด ท่านก็ไม่กล่าวคำว่า ชาติ ฉะนั้น คำว่า สูญ คือไม่มีจากสภาพ จึงผิดด้วยคำว่า ชาตํ เพราะปราศจากความเกิดของความไม่มี.

อนึ่ง เมื่อไม่มี คำว่า สุญฺญํ ก็ผิดด้วยคำของชาวโลกที่กล่าวแล้วในหนหลัง ด้วยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า และด้วยคำในญายคันถะและสัทธาคันถะ และผิดด้วยข้อยุติไม่น้อย เพราะฉะนั้น พึงทิ้งคำนั้นเสียเหมือนทิ้งขยะ.

ในบทนี้เป็นอันยุติว่า ธรรม ธรรมทั้งหลายมีอยู่ในขณะของตนด้วยประมาณพระพุทธพจน์มิใช่น้อย และด้วยยุติไม่น้อย มีอาทิว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่ามีอยู่ แม้เราก็กล่าวว่าสิ่งนั้นมีอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวว่าสิ่งนั้นไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่ามี เราก็กล่าวว่าสิ่งนั้นมี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่ามีแม้เราก็กล่าวว่า สิ่งนั้นว่ามี.

____________________________

สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๓๙

บทว่า วิคตํ รูปํ รูปหายไป คือรูปส่วนอดีตดับ เพราะเกิดแล้วถึงความดับ.

บทว่า วิปริณตญฺเจว สุญฺญญจ รูปแปรปรวนไปและหายไป คือรูปถึงความผิดรูป ความแปรปรวนด้วยชราและความดับ และสูญจากความแปรปรวนนั้น เพราะปรากฎความแปรปรวนแห่งรูปที่กำลังเป็นไปอยู่ เพราะไม่มีความแปรปรวนแห่งรูปส่วนอดีต.

แม้ในบทว่า ชาตา เวทนา เวทนาเกิดแล้วเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

อนึ่ง ชาติ ชรา และมรณะไม่ควรในที่นี้ โดยไม่ได้ด้วยภาระของตน เพราะยังไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ท่านจึงละนัยทั้งสองอาทิว่า ชาติเกิดแล้ว ชราและมรณะเกิดแล้ว แล้วทำนัยมีภพเป็นต้นแหละให้เป็นที่สุดตั้งไว้.

บทว่า อคฺคํ คือ เป็นผู้อยู่ในความเลิศ.

บทว่า เสฏฺฐํ คือ น่าสรรเสริฐอย่างยิ่ง.

บทว่า วิสิฏฺฐํ คือ วิเศษยิ่ง. ปาฐะว่า วิเสฏฺฐํ บ้าง.

แม้โดยอาการ ๓ อย่างนั้น คือ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิสิฏฺฐํ ได้แก่ นิพพานอันประเสริฐ ชื่อว่าบท เพราะความปฏิบัติด้วยปฏิปทาชอบ.

บทว่า ยทิทํ ตัดบทเป็น ยํ อิทํ.

บัดนี้ พระอานนทเถระชี้แจงถึงนิพพานอันควรกล่าวไว้ เพราะความสงบสังขารทั้งปวงย่อมมีได้เพราะอาศัยนิพพาน ความสละอุปธิทั้งหลายอันได้แก่ ขันธูปธิ กิเลสูปธู อภิสังขารูปธิ กามคุณูปธิ ย่อมมีได้ ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลสและความดับย่อมมีได้ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ.

บทว่า นิพฺพานํ คือ ออกไปจากลักษณะอันเป็นสภาพ.

พึงทราบวินิจฉัยในลักษณะทั้งหลายดังต่อไปนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาลลักษณะ พาลนิมิต พาลปทาน (เรื่องราวของคนพาล) ของคนพาลมี ๓ อย่าง. ๓ อย่างเป็นไฉน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลในโลกนี้มีความคิดชั่ว พูดชั่วและทำกรรมชั่ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้แลเป็นพาลลักษณะ พาลนิมิต พาลปทานของคนพาล.

พาลลักษณะ ๓ อย่างของคนพาล บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าพาล เพราะลักษณะของตน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตลักษณะ บัณฑิตนิมิต บัณฑิตปทาน (เรื่องราวของบัณฑิต) ของบัณฑิตมี ๓ อย่างเหล่านี้. ๓ อย่างเป็นไฉน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตในโลกนี้คิดดี พูดดีและทำกรรมดี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้แลเป็นบัณฑิตลักษณะ บัณฑิตนิมิตและบัณฑิตปทานของบัณฑิต.

บัณฑิตลักษณะ ๓ อย่างของบัณฑิต บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าบัณฑิต เพราะลักษณะของตน.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๖๘ ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๘๔

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะของสังขตธรรม ๓ เหล่านี้. ๓ อย่างเป็นไฉน. ความเกิดปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อตั้งอยู่ความแปรไปปรากฏ ๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้แหละเป็นสังขตลักษณะของสังขตธรรม.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๘๖

ด้วยบทนี้แสดงถึงความไม่มีลักษณะ ๒ ที่เหลือในขณะเกิด ลักษณะ ๒ ที่เหลือในขณะตั้งอยู่ ลักษณะ ๒ ที่เหลือในขณะดับ.

อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวถึงลักษณะมีความเกิดเป็นต้นแห่งชาติ และชรามรณะโดยไปยาลมุข (ละข้อความ). ลักษณะนั้นละชาติชราและมรณะเสีย เพราะความสูญจากความแปรปรวนจึงพลาดไปด้วยคำแห่งนัยอันมีภพเป็นที่สุดและด้วยลัทธิที่ไม่พูดถึงความเกิดเป็นต้นแห่งความเกิดเป็นต้น แต่เพราะตกไปในกระแสแห่งลักษณะพึงทราบว่าท่านเขียนทำให้ตกไปในกระแส.

อนึ่ง ท่านกล่าวว่าในอภิธรรมมิได้ยกขึ้นว่า องค์แห่งฌานแม้ได้ในสังคหวารแห่งมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอันเป็นอเหตุกวิบาก ก็ตกไปในกระแสแห่งวิญญาณ ๕ ฉันใด แม้ในที่นี้ก็พึงทราบความที่ลักษณะตกไปในกระแสฉันนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ความเกิดเป็นต้นแห่งสังขารทั้งหลายอันมีชาติ ชราและมรณะ พึงทราบว่าท่านกล่าวทำสังขารเหล่านั้นดุจในบทว่า เห็นชาติชราและมรณะโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๔๗๙ ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๑๘๒

บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท วิกฺขมฺภิโต เจว สุญฺโญ จ กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและสูญไป คือ กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและสูญไปเพราะเนกขัมมะ กล่าวคืออันเนกขัมมะนั้นแหละข่ม เพราะไม่มีเนกขัมมะในกามฉันทะนั้น.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงทำการประกอบอย่างนั้น.

อนึ่ง แม้ในตทังคปหานะและสมุจเฉทปหานะท่านก็กล่างถึงการข่มด้วยอรรถว่าทำให้ไกลด้วยบทนี้ว่า ละด้วยตทังคะและสมุจเฉทะเป็นอันทำให้ไกลแล้วนั่นเอง.

บทว่า เนกฺขมฺเมน กามฉนฺโท ตทงฺคสุญฺโญ กามฉันทะเป็นตทังคสูญ (สูญเพราะองค์นั้นๆ) เพราะเนกขัมมะ คือกามฉันทะละได้ด้วยเนกขัมมะ สูญไปด้วยองค์คือเนกขัมมะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง กามฉันทะอย่างใดอย่างหนึ่งสูญไปด้วยองค์นั้นอันเป็นเนกขัมมะ เพราะไม่มีเนกขัมมะในกามฉันทะนั้น.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงทราบการประกอบอย่างนั้น.

อนึ่ง ในบทนี้ท่านชี้แจงความสูญเพราะองค์นั้นๆ ด้วยอุปาจารฌานและอัปปนาฌานและด้วยวิปัสสนาเพียงความไม่มีองค์นั้นๆ ในกามฉันทะนั้นๆ แต่ท่านชี้แจงวิปัสนาทำวัฏฏานุปัสสนา (การเห็นนิพพาน) ให้เป็นที่สุด เพราะไม่มีคำแสดงถึงการละ ท่านมิได้ชี้แจงถึงมรรค ๔.

ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺเมน กามฉนฺโท สมุจฺฉินฺโน เจว สุญฺโญ จ กามฉันทะอันเนกขัมมะตัดแล้วและสูญไป

พึงทราบอรรถในบทนี้โดยนัยดังกล่าวแล้วในวิกขัมภนะ (การข่ม) นั้นแล.

ท่านกล่าวถึงสมุจเฉทะ (การตัด) โดยปริยายนี้ว่านิวรณ์ทั้งหลาย แม้ละแล้วด้วยตทังคะและวิกขัมภนะ ก็ชื่อว่าตัดขาดแล้ว เพราะไม่มีความปรากฏขึ้น พึงทราบว่าท่านกล่าวด้วยสามารถให้สำเร็จในการตัดกามฉันทะนั้นๆ หรือด้วยสามารถเนกขัมมะอันสัมยุตด้วยมรรคเป็นต้น.

อนึ่ง ในปฏิปัสสัทธิสูญ (สูญเพราะระงับ) และนิสสรณสูญ (สูญเพราะสลัดออก) พึงทราบอรรถตามนัยดังกล่าวแล้วในบทนี้นั่นแหละ.

ส่วนในตทังคปหานะ วิกขัมภนปหานะและสมุจเฉทปหานะ ท่านกล่าวถือเอาเพียงความสลัดออก เพราะเพียงระงับในบทนี้.

ในสุญญะ ๕ เหล่านี้ เนกขัมมะเป็นต้นกล่าวโดยชื่อว่า วิกขัมภนสูญ ตทังคสูญ สมุจเฉทสูญ ปฏิปัสสัทธิสูญและนิสสรณสูญ.

บทว่า อชฺฌตฺตํ คือ มีในภายใน.

บทว่า พหิทฺธา คือ มีในภายนอก.

บทว่า ทุภโต สุญญํ คือ สูญทั้งภายในและภายนอกทั้งสอง.

คำว่า โต ย่อมมีแม้ในปัจจัตตะ (ปฐมาวิภัตติ) เป็นต้น.

อายตนะภายใน ๖ เป็นต้น เป็นส่วนเสมอกันโดยความเป็นอายตนะภายใน ๖ เป็นต้น เป็นส่วนไม่เสมอกันด้วยอายตยะทั้งหลายอื่น.

อนึ่ง ในบทมีอาทิว่า วิญฺญาณกายา ด้วยหมวดวิญญาณ ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงวิญญาณเป็นต้นด้วยคำว่า กายะ.

ใน เนกขฺมเมสนา (การแสวงหาเนกขัมมะ) เป็นต้น พึงทราบความดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า เอสนา เพราะอันวิญญูชนทั้งหลายผู้มีความต้องการเนกขัมมะนั้นย่อมแสวงหาเนกขัมมะนั่นแหละ.

อีกอย่างหนึ่ง แม้การแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้นก็สูญไปจากกามฉันทะเป็นต้น. ท่านอธิบายว่า แม้เนกขัมมะเป็นต้นก็ไม่ต้องพูดถึง.

ใน ปริคฺคห (ความกำหนด) เป็นต้นพึงทราบความดังต่อไปนี้

ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปริคฺคห เพราะวิญญูชนแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้นในส่วนเบื้องต้น กำหนดเอาในส่วนเบื้องปลาย ชื่อว่าปฏิลาภ (ความได้) เพราะวิญญูชนกำหนดเนกขัมมะย่อมได้ด้วยการบรรลุ และชื่อว่าปฏิเวธ (การแทงตลอด) เพราะวิญญูชนได้เนกขัมมะแล้วย่อมแทงตลอดด้วยญาณ.

เพราะอานนทเถระถามถึงความเป็นอย่างเดียวสูญและความเป็นต่างๆ สูญ คราวเดียวกันแล้วแก้ความเป็นอย่างเดียวสูญ ไม่แก้ความเป็นต่างๆ สูญแล้วทำการสรุปคราวเดียวกัน.

หากถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่แก้.

ตอบว่า พึงทราบว่า ไม่แก้ เพราะท่านเพ่งถึงการประกอบดังนี้ เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว กามฉันทะเป็นความต่าง กามฉันทะเป็นความต่าง สูญไปจากความเป็นอย่างเดียว คือเนกขัมมะ.

แม้ในบทที่เหลือพึงทราบการประกอบอย่างนี้.

ในบทมีอาทิว่า ขนฺติ พึงทราบความดังต่อไปนี้.

เนกขัมมะเป็นต้น ท่านกล่าวว่าขันติ เพราะอดทนชอบใจ กล่าวว่าอธิฏฐาน เพราะเข้าไปตั้งไว้ซึ่งความชอบใจ และกล่าวว่าปริโยคาหนะ (ความมั่นคง) เพราะเมื่อเข้าไปตั้งแล้วเสพตามความชอบใจ.

ปรมัตถสุญญนิเทศมีอาทิว่า สมฺปชาโน (รู้ตัว) ท่านพรรณนาไว้แล้วในปรินิพพานญาณนิเทศนั่นแหละ.

อนึ่ง ในสุญญะทั้งหมดเหล่านี้ สังขารสุญญะ (สังขารสูญ) วิปริณามสุญญะ (ความแปรปรวนสูญ) และลักขณสุญญะ (ลักษณสูญ) ท่านกล่าวเพื่อให้เห็นความไม่ปนกันและกันของธรรมทั้งหลายตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว.

อนึ่ง ท่านกล่าวถึงความสูญไปจากธรรมฝ่ายกุศลแห่งธรรมฝ่ายอกุศลในฐานะใด เพื่อให้เห็นโทษในอกุศลด้วยฐานะนั้น. ท่านกล่าวถึงความสูญไปจากธรรมฝ่ายอกุศลแห่งธรรมฝ่ายกุศลด้วยฐานะใด เพื่อให้เห็นอานิสงส์ในกุศลด้วยฐานะนั้น.

ท่านกล่าวถึงความสูญไปจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนในฐานะใด เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายฐานะนั้นในสังขารทั้งปวง.

พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงอัคคสูญและปรมัตถสูญ เพื่อให้เกิดอุตสาหะในนิพพาน.

ในความสูญเหล่านั้น ความสูญ ๒ อย่าง คือ อัคคสูญและปรมัตถสูญ โดยอรรถได้แก่นิพพานนั่นเอง ท่านกล่าวทำเป็น ๒ อย่างด้วยอำนาจแห่งความเลิศและมีประโยชน์อย่างยิ่ง และด้วยอำนาจแห่งสอุปาทิเสส และอนุปาทิเสส.

ความสูญ ๒ อย่างเหล่านั้น มีส่วนเสมอกันเพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนและสูญจากสังขาร.

ความสูญ ๖ อย่างเหล่านี้ คือ สูญสูญ ๑ ภายในสูญ ๑ ภายนอกสูญ ๑ ทั้งภายในและภายนอกสูญ ๑ ส่วนเสมอกันสูญ ๑ ส่วนไม่เสมอกันสูญ ๑ เป็นอันสูญสูญทั้งหมด.

อนึ่ง ท่านกล่าวความสูญ ๖ อย่างโดยประเภทมีภายในสูญเป็นต้น.

อนึ่ง ความสูญ ๖ อย่างเหล่านี้ชื่อว่ามีส่วนเสมอกัน เพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น.

ความสูญ ๑๗ อย่าง คือ สังขารสูญ ๑ วิปริณามธรรมสูญ ๑ ลักษณสูญ ๑ วิกขัมภนสูญ ๑ ตทังคสูญ ๑ สมุจเฉทสูญ ๑ ปฏิปัสสัทธิสูญ ๑ นิสสรณสูญ ๑ เอสนาสูญ ๑ ปริคคหสูญ ๑ ปฏิลาภสูญ ๑ ปฏิเวธสูญ ๑ เอกัตตสูญ ๑ นานัตตสูญ ๑ ขันติสูญ ๑ อธิษฐานสูญ ๑ ปริโยคาหสูญ ๑ ท่านกล่าวไว้ต่างหากกันด้วยอำนาจแห่งความไม่มี เพราะสูญจากธรรมนั้นๆ อันไม่มีในตน.

อนึ่ง สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ ลักษณสูญมีส่วนเสมอกันด้วยการไม่ปนกับความสูญนอกนั้น.

ความสูญ ๕ มีวิกขัมภนสูญเป็นต้น ชื่อว่ามีส่วนเสมอกัน เพราะความสูญไปด้วยธรรมฝ่ายกุศล.

ความสูญ ๔ มีเอสนาสูญเป็นต้น และความสูญ ๓ มีขันติสูญเป็นต้น ชื่อว่ามีส่วนเสมอกัน เพราะสูญไปจากธรรมฝ่ายอกุศล.

เอกัตตสูญและนานัตตสูญ มีส่วนเสมอกันด้วยตรงข้ามของกันและกัน.

ท่านผู้รู้อรรถแห่งความสูญ ย่อมพรรณนาไว้ใน

ศาสนานี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยย่อเป็นความสูญ

๓ ส่วน ๒ ส่วน และ ๑ ส่วน.

อย่างไร. ธรรมทั้งปวงที่เป็นโลกิยธรรม ชื่อว่าสูญจากความยั่งยืน ความงาม ความสุขและตัวตนเพราะปราศจากความยั่งยืน ความงามความสุขและตัวตน.

ธรรมอันเป็นมรรคและผล ชื่อว่าสูญจากความยั่งยืนความสุขและตัวตน เพราะปราศจากความยั่งยืนความสุขและตัวตน.

ความเป็นสภาพไม่เที่ยงนั่นแหละสูญไปจากความสุข.

ความไม่มีอาสวะสูญไปจากความงาม.

นิพพานธรรมชื่อว่าสูญจากตัวตน เพราะไม่มีตัวตน.

สังขตธรรมแม้ทั้งหมดทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ชื่อว่าสูญจากสัตว์ เพราะไม่มีสัตว์อะไรๆ.

นิพพานธรรมอันเป็นอสังขตะ ชื่อว่าสูญจากสังขาร เพราะไม่มีแม้สังขารทั้งหลายเหล่านั้น.

ส่วนธรรมทั้งหมดทั้งที่เป็นสังขตธรรมและอสังขตธรรม ชื่อว่าสูญจากตัวตนเพราะไม่มีบุคคล กล่าวคือตัวตน ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาสุญญกถา แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่าสัทธัมมปกาสินี และ จบการพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนา แห่งมัชฌิมวรรค -----------------------------------------------------

รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ยุคนัทธกถา

๒. สัจจกถา

๓. โพชฌงคกถา

๔. เมตตากถา

๕. วิราคกถา

๖. ปฏิสัมภิทากถา

๗. ธรรมจักรกถา

๘. โลกุตรกถา

๙. พลกถา

๑๐. สุญกถา

นิกายอันประเสริฐนี้ท่านตั้งไว้แล้ว เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๒ ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ฉะนี้แล ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา