อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๕๓

ปัจจเวกขณญาณนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๓–๑๕๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๑๕๓

สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ เป็นกิเลสอันสกทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

ข้อ ๑๕๔

อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอันอนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

ข้อ ๑๕๕

อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ -------

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็นกิเลสอันอรหัตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๘ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่าผู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

ข้อ ๑๕๖

กถํ ตทา สมุปาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา ตทา สมุปาคตา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต ตทา สมุปาคโต โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค {๑๕๖.๑} ตทา สมุปาคโต อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อสฺสทฺธิเยน อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ ตทา สมุปาคตํ โกสชฺเชน อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ตทา สมุปาคตํ ปมาเทน อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ ตทา สมุปาคตํ อุทฺธจฺเจน อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ ตทา สมุปาคตํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ตทา สมุปาคตํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ ตทา สมุปาคตํ นิยฺยานฏฺเฐน สมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต เหตฏฺเฐน มคฺโค ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา ตทา สมุปาคตา ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา ตทา สมุปาคตา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา ตทา สมุปาคตา ตถฏฺเฐน สจฺจา ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ ตทา สมุปาคโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตทา สมุปาคตา เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา {๑๕๖.๒} ตทา สมุปาคตา อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ ตทา สมุปาคตํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข ตทา สมุปาคโต ปฏิเวธนฏฺเฐน วิชฺชา ตทา สมุปาคตา ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ ตทา สมุปาคตา สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณอย่างไร ฯ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็นชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเลือกเฟ้น ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าปีติ-*สัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบกขา-*สัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าเห็นชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าพิจารณาเห็นชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่าหลุดพ้น ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าปล่อยชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าเป็นที่รวมชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธานชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

ข้อ ๑๕๗

โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตา ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถ ว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ(ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูลชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้)เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

ข้อ ๑๕๘

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ สกทาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผลฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณเพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

ข้อ ๑๕๙

อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ตทา สมุปาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ --------

ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่มาประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๔. ปัจจเวกขณญาณนิทเทส ๑๔. ปัจจเวกขณญาณนิทเทส แสดงปัจจเวกขณญาณ

ข้อ ๖๕

ปัญญาในการเห็นธรรมที่มาร่วมกันในขณะนั้น ชื่อว่าปัจจเวกขณ- ญาณ เป็นอย่างไร คือ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็นมาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรอง มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนดไว้ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน มาร่วมกันในณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว มาร่วมกันในขณะนั้นญาณที่ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเลือกเฟ้น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแผ่ซ่านไป มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะสงบระงับ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะพิจารณา มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธามาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิริยพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสติพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา มาร่วมกันในขณะนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๔. ปัจจเวกขณญาณนิทเทส ญาณที่ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมโพชฌงค์เพราะมีสภาวะนำออก มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะมีสภาวะตั้งมั่น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะตั้งไว้ มาร่วมกันในขณะนั้นญาณที่ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะมีสภาวะสำเร็จ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสมถะ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนา เพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าธรรมเป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะสำรวม มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่านมาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะมีสภาวะหลุดพ้น มาร่วมกันในขณะนั้นญาณที่ชื่อว่าวิชชา เพราะมีสภาวะรู้ชัด มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิมุตติเพราะมีสภาวะสละ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าญาณในความสิ้นไป เพราะมีสภาวะตัดขาด มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่ามนสิการ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าผัสสะเพราะมีสภาวะเป็นที่รวม มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีสภาวะเป็นประธาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๔. ปัจจเวกขณญาณนิทเทส มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ มาร่วมกันในขณะนั้นญาณที่ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด มาร่วมกันในขณะนั้นพระโยคาวจรออก (จากสมาบัติ) แล้วพิจารณาว่า ธรรมเหล่านี้มาร่วมกันในขณะนั้น ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรอง มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ญาณที่ชื่อว่าอนุปปาทญาณ (ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะมีสภาวะระงับ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูลมาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่ามนสิการ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่รวม มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสมาธิเพราะมีสภาวะเป็นประธาน มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะยิ่งกว่าธรรมนั้นๆมาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุดมาร่วมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออก (จากสมาบัติ) แล้วพิจารณาว่า ธรรมเหล่านี้มาร่วมกันในขณะนั้น ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผล ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑๕. วัตถุนานัตตญาณนิทเทส ในขณะแห่งอรหัตตมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ญาณที่ชื่อว่าญาณในความสิ้นไป เพราะมีสภาวะตัดขาดมาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ญาณที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด มาร่วมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออก (จากสมาบัติ) แล้วพิจารณาว่า ธรรมเหล่านี้มาร่วมกันในขณะนั้น ในขณะแห่งอรหัตตผล ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ญาณที่ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะมีสภาวะระงับ มาร่วมกันในขณะนั้น ญาณที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ ญาณที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด มาร่วมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออก (จากสมาบัติ) แล้วพิจารณาว่า ธรรมเหล่านี้มาร่วมกันในขณะนั้น ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาธรรมที่เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ชื่อว่าปัจจเวกขณญาณ ปัจจเวกขณญาณนิทเทสที่ ๑๔ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๔. อรรถกถาปัจจเวกขณญาณนิทเทส

[๑๕๓-๑๕๙] พึงทราบวินิจฉัยในปัจจเวกขณญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวองค์แห่งมรรคไว้แผนกหนึ่งๆ ก่อน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุในขณะแห่งมรรคนั่นเอง แล้วจึงแสดงถึงโพชฌงค์ไว้แผนกหนึ่งโดยความเป็นองค์แห่งอริยะ อันได้ชื่อว่าโพธิ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ธรรมอันเป็นองค์แห่งมรรค และมิใช่องค์แห่งมรรคอีก.

จริงอยู่ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วีริยสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งมรรคอย่างเดียว, ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มิใช่องค์แห่งมรรค.

บรรดาธรรมทั้งหลายที่แสดงไว้ต่างหาก โดยเป็นพละและอินทรีย์ ศรัทธาเท่านั้นมิใช่เป็นองค์แห่งมรรค.

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงธรรมที่เกิดในขณะแห่งมรรคอีก ด้วยสามารถเป็นหมวดหมู่ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาธิปเตยฺยฏฺเฐน - ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่.

ในบทเหล่านั้นบทว่า อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา - ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น.

ความว่า สติเป็นไปในกาย เวทนา จิต ธรรม มีนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น ทั้ง ๔ อย่างนั้น ชื่อว่าสติปัฏฐาน ด้วยสามารถให้สำเร็จกิจในการละความสำคัญว่างาม เป็นสุข เที่ยง เป็นตัวตน, วีริยะอย่างเดียวเท่านั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ ชื่อว่าสัมมัปธาน ๔ ด้วยให้สำเร็จกิจ คือละอกุศลที่เกิดแล้วและอกุศลที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ให้สำเร็จกิจคือความเกิดขึ้นแห่งกุศลที่ยังไม่เกิดและความตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว.

บทว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา - ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้.

ความว่า ชื่อว่าอริยสัจ ๔ เพราะอรรถว่าไม่ผิด ในความเป็นสัจจะมีทุกข์เป็นต้น.

อนึ่ง ในบทนี้ อริยสัจ ๔ นั่นแหละ ชื่อว่าประชุมกันในครั้งนั้น เพราะอรรถว่าเป็นการรู้แจ้งแทงตลอด. และท่านกล่าวถึงนิพพานไว้ต่างหากว่า อมโตคธํ นิพฺพานํ - หยั่งลงสู่อมตะ คือ พระนิพพาน. ส่วนธรรมที่เหลือชื่อว่าประชุมกันในครั้งนั้น เพราะอรรถว่าได้รับเฉพาะ.

ในบทนี้ควรตัดสินว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาสัจจะ ๔ อย่างแน่นอนในที่สุดแห่งมรรคผล เพราะคำว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา ตทา สมุทาคตา - ชื่อว่าสัจจะประชุมกันในครั้งนั้น เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะจริงแท้.

และเพราะคำว่า กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺ ตายาติ ปชานาติ - ย่อมรู้ว่ากิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่ควรทำเพื่ออย่างนี้อีก จึงเป็นอันกล่าวถึงการพิจารณาว่า ทุกข์อันเรากำหนดรู้แล้ว สมุทัยอันเราละแล้ว นิโรธอันเราทำให้แจ้งแล้ว มรรคอันเราเจริญแล้ว. การพิจารณาอย่างนั้นสมควร.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๒๓

อนึ่งในบทว่า สมุทโย นี้ พึงทราบถึงกิเลสที่ทำลายด้วยมรรคนั้นๆ นั่นแล. ด้วยการพิจารณาสมุทัยที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ ในอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า การพิจารณากิเลส ๒ อย่าง การพิจารณามรรคผล นิพพานมาแล้วโดยสรุปในที่นี้. ท่านมิได้กล่าวถึงการพิจารณาทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น. ถึงท่านไม่กล่าวไว้ก็จริง ที่แท้แล้วควรถือเอาตามที่ปรากฏในบาลีและตามความเหมาะสม.

จริงอยู่ เมื่อการรู้แจ้งแทงตลอดสัจจะ สำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งแทงตลอดสัจจะ การพิจารณาถึงกิจที่ทำเสร็จแล้วด้วยตนเอง เป็นความสมควรทีเดียว.

บทมีอาทิว่า อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ - ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน.

ความว่า พระสารีบุตรเถระกล่าวธรรม คือสมถะและวิปัสสนาอันสัมปยุตด้วยมรรค เพื่อแสดงโดยอรรถมีรสอย่างเดียวกัน และโดยอรรถอันไม่ล่วงล้ำกัน.

บทว่า สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ - ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม ได้แก่ มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีการเลี้ยงชีพชอบ.

บทว่า อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ - ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ได้แก่ มีความตั้งใจชอบนั่นเอง.

บทว่า ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ - ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ได้แก่ เห็นชอบนั่นเอง.

บทว่า วิมุตฺตฏฺเฐน เพราะอรรถว่าหลุดพ้น คือหลุดพ้นจากกิเลส ทำลายด้วยมรรค ด้วยความเด็ดขาด หรือน้อมไปในอารมณ์คือนิพพาน.

บทว่า วิโมกฺโข - ความหลุดพ้น ได้แก่ ความหลุดพ้นโดยเด็ดขาด คืออริยมรรคนั่นเอง.

บทว่า ปฏิเวธนฏฺเฐน วิชฺชา - ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด คือแทงตลอดสัจจะ. ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบนั่นเอง.

บทว่า ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ - ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าปล่อย.

มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากกิเลสนั้นด้วยการละกิเลสอันมรรคฆ่าแล้ว. ได้แก่อริยมรรคนั่นเอง.

บทว่า สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ - ชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด.

ความว่า ชื่อว่าอริยมรรคญาณทำความสิ้นไปแห่งกิเลสด้วยการตัดกิเลสได้เด็ดขาด. ได้แก่ เห็นชอบนั่นเอง.

พึงทราบฉันทะเป็นต้น โดยนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

จริงอยู่ ในบทนี้พระสารีบุตรเถระแสดงโดยอาการเป็นเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งมรรคในขณะมรรคนั่นแหละ.

อนึ่ง ในบทว่า วิมุตฺติ นี้ได้แก่ มรรควิมุตตินั่นเอง.

อนึ่ง นิพพานแม้ท่านถือเอาในบทว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวอีก เพื่อแสดงถึงความเป็นที่สุดในบทนี้.

แม้ในขณะแห่งผลก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

แต่ในบทนี้ว่า เหตฏฺเฐน มคฺโค ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ พึงทราบในความเป็นเหตุแห่งผลนั่นเอง.

บทว่า สมฺมปฺปธานา - ความเพียรชอบ พึงทราบว่า ท่านกล่าวเพราะความที่ผลอันเป็นกิจของความเพียรยังกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จแล้วในขณะเกิด. เพราะสัมมัปธานย่อมไม่ได้ในขณะผลโดยประการอื่น.

พระเถระผู้ยกโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ขึ้นในขณะแห่งมรรคกล่าวไว้ว่า ธรรม ๓๗ ประการที่เหลือ เว้นสัมมัปธาน ๔ ย่อมได้ในขณะแห่งผล.

พึงทราบแม้สัจจะเป็นต้น ตามที่ประกอบด้วยสามารถสำเร็จกิจ มีกิจคือการแทงตลอดเป็นต้นอย่างนั้นเหมือนกัน.

อนึ่ง บทว่า วิโมกฺโข ได้แก่ ผลวิโมกข์.

บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ ผลวิมุตติ.

ชื่อ อนุปฺปาทญาณ - ญาณในความไม่เกิด เพราะอรรถว่าระงับ มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า วุฏฺฐหิตฺวา - ออกแล้ว ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งผล เพราะไม่มีการออกในระหว่าง.

บทว่า อิเม ธมฺมา ตทา สมุทาคตา - ธรรมเหล่านี้เริ่มเกิดในครั้งนั้น.

พึงทราบการเชื่อมใส่ อิติ ศัพท์ อันเป็นบาลีที่เหลือว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาว่า ธรรมมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านี้ เริ่มเกิดในขณะแห่งมรรคและในขณะแห่งผล ดังนี้.

จบอรรถกถาปัจจเวกขณญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา