อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๙๔

ธรรมฐิติญาณนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๔–๙๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๙๔

กถํ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อวิชฺชา สงฺขารานํ อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชาสงฺขารานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา สงฺขารานํ อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา วิญฺญาณสฺส ฯเปฯ วิญฺญาณํ นามรูปสฺส นามรูปํ สฬายตนสฺส สฬายตนํ ผสฺสสฺส ผสฺโส เวทนาย เวทนา ตณฺหาย ตณฺหา อุปาทานสฺส อุปาทานํ ภวสฺส ภโว ชาติยา ชาติ ชรามรณสฺส อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ ชรามรณสฺส อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณอย่างไร ปัญญา ในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็นไป เป็นเหตุเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบไว้ เป็นเหตุพัวพันเป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัยไปแห่งสังขาร ด้วยอาการ ๙ประการ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดีอวิชชาเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขารด้วยอาการ ๙ ประการประการนี้ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งวิญญาณ ฯลฯ วิญญาณเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งนามรูป ... นามรูปเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสฬายตนะ... สฬายตนะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งผัสสะ ... ผัสสะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งเวทนา ... เวทนาเป็นเหตุเกิด... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งตัณหา ... ตัณหาเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งอุปาทาน ... อุปาทานเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งภพ ... ภพเป็นเหตุเกิด ... และเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชาติ ... ชาติเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ ... ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็นไป เป็นเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ ด้วยอาการ ๙ ประการนี้ ชาติจึงเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ข้อ ๙๕

อวิชฺชา เหตุ สงฺขารา เหตุสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา เหตุ สงฺขารา เหตุสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา เหตุ วิญฺญาณํ เหตุสมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ เหตุ นามรูปํ เหตุสมุปฺปนฺนํ นามรูปํ เหตุ สฬายตนํ เหตุสมุปฺปนฺนํ สฬายตนํ เหตุ ผสฺโส เหตุสมุปฺปนฺโน ผสฺโส เหตุ เวทนา เหตุสมุปฺปนฺนา เวทนา เหตุ ตณฺหา เหตุสมุปฺปนฺนา ตณฺหา เหตุ อุปาทานํ เหตุสมุปฺปนฺนํ อุปาทานํ เหตุ ภโว เหตุสมุปฺปนฺโน ภโว เหตุ ชาติ เหตุสมุปฺปนฺนา ชาติ เหตุ ชรามรณํ เหตุสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ เหตุ ชรามรณํ เหตุสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารอาศัยเหตุ เกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดีอวิชชาเป็นเหตุ สังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุ วิญญาณเกิดขึ้นแต่เหตุ... วิญญาณเป็นเหตุ นามรูปเกิดขึ้นแต่เหตุ ... นามรูปเป็นเหตุ สฬายตนะเกิดขึ้นแต่เหตุ ... สฬายตนะเป็นเหตุ ผัสสะเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ผัสสะเป็นเหตุ เวทนาเกิดขึ้นแต่เหตุ ... เวทนาเป็นเหตุ ตัณหาเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเกิดขึ้นแต่เหตุ ... อุปาทานเป็นเหตุ ภพเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ภพเป็นเหตุ ชาติเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุแม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ข้อ ๙๖

อวิชฺชา ปฏิจฺจ สงฺขารา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา ปฏิจฺจ สงฺขารา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา ปฏิจฺจ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ นามรูปํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ นามรูปํ ปฏิจฺจ สฬายตนํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ สฬายตนํ ปฏิจฺจ ผสฺโส ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ผสฺโส ปฏิจฺจเวทนา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา เวทนา ปฏิจฺจ ตณฺหา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ตณฺหา ปฏิจฺจ อุปาทานํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อุปาทานํ ปฏิจฺจ ภโว ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ภโว ปฏิจฺจ ชาติ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ชาติ ปฏิจฺจ ชรามรณํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ ปฏิจฺจ ชรามรณํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดีอวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารอาศัยปัจจัยเป็นไป วิญญาณอาศัยสังขารเกิดขึ้น วิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นไป นามรูปอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นามรูปอาศัยปัจจัยเป็นไป สฬายตนะอาศัยนามรูปเกิดขึ้น สฬายตนะอาศัยปัจจัยเป็นไปผัสสะอาศัยสฬายตนะเกิดขึ้น ผัสสะอาศัยปัจจัยเป็นไป เวทนาอาศัยผัสสะเกิดขึ้น เวทนาอาศัยปัจจัยเป็นไป ตัณหาอาศัยเวทนาเกิดขึ้น ตัณหาอาศัยปัจจัยเป็นไปอุปาทานอาศัยตัณหาเกิดขึ้น อุปาทานอาศัยปัจจัยเป็นไป ภพอาศัยอุปาทานเกิดขึ้นภพอาศัยปัจจัยเป็นไป ชาติอาศัยภพเกิดขึ้น ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ข้อ ๙๗

อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา ปจฺจโย วิญฺญาณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปจฺจโย นามรูปํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ นามรูปํ ปจฺจโย สฬายตนํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ สฬายตนํ ปจฺจโย ผสฺโส ปจฺจยสมุปฺปนฺโน ผสฺโส ปจฺจโย เวทนา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา เวทนา ปจฺจโย ตณฺหา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา ตณฺหา ปจฺจโย อุปาทานํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุปาทานํ ปจฺจโย ภโว ปจฺจยสมุปฺปนฺโน ภโว ปจฺจโย ชาติ ปจฺจยสมุปฺปนฺนา ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดีอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณเกิดขึ้นเพราะปัจจัย วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัย นามรูปเป็นปัจจัยสฬายตนะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย สฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะเกิดขึ้นเพราะปัจจัยผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย เวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานเกิดขึ้นเพราะปัจจัย อุปาทานเป็นปัจจัยภพเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ภพเป็นปัจจัย ชาติเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ชาติเป็นปัจจัยชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัยดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ข้อ ๙๘

ปุริมกมฺมภวสฺมึ โมโห อวิชฺชา อายุหนา สงฺขารา นิกนฺติ ตณฺหา อุปคมนํ อุปาทานํ เจตนา ภโว อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปุริมกมฺมภวสฺมึ อิธ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจยา อิธ ปฏิสนฺธิ วิญฺญาณํ โอกฺกนฺติ นามรูปํ ปสาโท อายตนํ ผุฏฺโฐ ผสฺโส เวทยิตํ เวทนา อิเม ปญฺจ ธมฺมา อิธุปปตฺติภวสฺมึ ปุเร กตสฺส กมฺมสฺส ปจฺจยา อิธ ปริปกฺกตฺตา อายตนานํ โมโห อวิชฺชา อายุหนา สงฺขารา นิกนฺติ ตณฺหา อุปคมนํ อุปาทานํ เจตนา ภโว อิเม ปญฺจ ธมฺมา อิธ กมฺมภวสฺมึ อายติปฏิสนฺธิยา ปจฺจยา อายติปฏิสนฺธิ วิญฺญาณํ โอกฺกนฺติ นามรูปํ ปสาโท อายตนํ ผุฏฺโฐ ผสฺโส เวทยิตํ เวทนา อิเม ปญฺจ ธมฺมา อายตึ อุปปตฺติภวสฺมึ อิธ กตสฺส กมฺมสฺส ปจฺจยา อิติ อิเม จตุสงฺเขเป ตโย อทฺเธ วีสติยา อากาเรหิ ติสนฺธึ ปฏิจฺจ สมุปฺปาทํ ชานาติ ปสฺสติ อญฺญาติ ปฏิวิชฺฌติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ -------

ในกรรมภพก่อน ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็น สังขาร ความพอใจเป็นตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพธรรม ๕ ประการในกรรมภพก่อน เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอุปปัตติภพนี้ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป ประสาท (ภาวะที่ผ่องใสใจ) เป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนาในอุปปัตติภพนี้ธรรม ๕ ประการในอุปปัตติภพนี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในปุเรภพความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็นตัณหาความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพ (ย่อมมี) เพราะอายตนะทั้งหลายในภพนี้สุดรอบ ธรรม ๕ ประการในกรรมภพนี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต ปฏิสนธิในอนาคตเป็นวิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป ประสาทเป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประ-*การในอุปปัตติภพในอนาคตเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในภพนี้ พระ-*โยคาวจร ย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมทราบชัด ย่อมแทงตลอด ซึ่งปฏิจจสมุปบาทมีสังเขป ๔ กาล ๓ ปฏิสนธิ ๓ เหล่านี้ โดยอาการ ๒๐ ด้วยประการดังนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔. ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส ๔. ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส แสดงธัมมัฏฐิติญาณ

ข้อ ๔๕

ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ เป็นอย่างไร คือ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “อวิชชาเป็นที่ตั้ง แห่งความเกิดขึ้น เป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไป เป็นที่ตั้งแห่งนิมิต เป็นที่ตั้งแห่งกรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นที่ตั้งแห่งความประกอบไว้ เป็นที่ตั้งแห่งความพัวพัน เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย เป็นที่ตั้งแห่งเหตุ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของสังขารทั้งหลาย ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี บรรดา อวิชชาและสังขาร อวิชชาเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น เป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไป เป็นที่ตั้งแห่งนิมิต เป็นที่ตั้งแห่งกรรมเป็นเครื่องประมวลมา เป็นที่ตั้งแห่งความประกอบไว้เป็นที่ตั้งแห่งความพัวพัน เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย เป็นที่ตั้งแห่งเหตุ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของสังขารทั้งหลาย ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “สังขารเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของวิญญาณ ฯลฯ วิญญาณเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของนามรูป ฯลฯ นามรูปเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของสฬายตนะ ฯลฯ สฬายตนะเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของผัสสะ ฯลฯ ผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของเวทนา ฯลฯ เวทนาเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของตัณหา ฯลฯ ตัณหาเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของอุปาทาน ฯลฯ อุปาทานเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้ง@เชิงอรรถ : @ เป็นที่ตั้ง ในที่นี้หมายถึงเป็นเหตุ (ขุ.ป.อ. ๑/๔๕/๒๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔. ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส แห่งปัจจัยของภพ ฯลฯ ภพเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของชาติ ฯลฯ ชาติเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของชราและมรณะ ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ชาติจึงเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้น เป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไป เป็นที่ตั้งแห่งนิมิต เป็นที่ตั้งแห่งกรรมเป็นเครื่องประมวลมา เป็นที่ตั้งแห่งความประกอบไว้ เป็นที่ตั้งแห่งความพัวพันเป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย เป็นที่ตั้งแห่งเหตุ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของชราและมรณะด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ชาติจึงเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ

ข้อ ๔๖

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเกิดขึ้นเพราะเหตุ แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะเหตุ” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชา เป็นเหตุ สังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะเหตุ”ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “สังขารเป็นเหตุ วิญญาณเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ วิญญาณเป็นเหตุ นามรูปเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ นามรูปเป็นเหตุ สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ สฬายตนะเป็นเหตุ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ ผัสสะเป็นเหตุเวทนาเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ เวทนาเป็นเหตุ ตัณหาเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเกิดขึ้นเพราะเหตุ อุปาทานเป็นเหตุ ภพเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ ภพเป็นเหตุ ชาติเกิดขึ้นเพราะเหตุ ฯลฯ ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะเหตุแม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะเหตุ” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะเหตุ แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะเหตุ”ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔. ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชา อาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “สังขารอาศัยปัจจัยเป็นไป วิญญาณอาศัย สังขารเกิดขึ้น ฯลฯ วิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นไป นามรูปอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น ฯลฯ นามรูปอาศัยปัจจัยเป็นไป สฬายตนะอาศัยนามรูปเกิดขึ้น ฯลฯ สฬายตนะอาศัยปัจจัยเป็นไป ผัสสะอาศัยสฬายตนะเกิดขึ้น ฯลฯ ผัสสะอาศัยปัจจัยเป็นไป เวทนาอาศัยผัสสะเกิดขึ้น ฯลฯ เวทนาอาศัยปัจจัยเป็นไป ตัณหาอาศัยเวทนาเกิดขึ้น ฯลฯ ตัณหาอาศัยปัจจัยเป็นไป อุปาทานอาศัยตัณหาเกิดขึ้น ฯลฯ อุปาทานอาศัยปัจจัยเป็นไป ภพอาศัยอุปาทานเกิดขึ้น ฯลฯ ภพอาศัยปัจจัยเป็นไป ชาติอาศัยภพเกิดขึ้นฯลฯ ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัยแม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย”ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณเกิดขึ้นเพราะ ปัจจัย ฯลฯ วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ฯลฯ นามรูปเป็นปัจจัยสฬายตนะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ฯลฯ สฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะเกิดขึ้นเพราะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔. ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส ปัจจัย ฯลฯ ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ฯลฯ เวทนาเป็นปัจจัยตัณหาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ฯลฯ ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ฯลฯ อุปาทานเป็นปัจจัย ภพเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ฯลฯ ภพเป็นปัจจัย ชาติเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย” ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ

ข้อ ๔๗

ในกัมมภพก่อน ความหลงเป็นอวิชชา กรรมเป็นเครื่องประมวล มาเป็นสังขาร ความติดใจเป็นตัณหา ความยึดมั่นเป็นอุปาทาน เจตนาเป็นภพธรรม ๕ ประการนี้ในกัมมภพก่อน ย่อมเป็นไปเพราะปัจจัยแห่งปฏิสนธิในภพปัจจุบันนี้ ในภพปัจจุบันนี้ ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป ปสาทะ เป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ การเสวยอารมณ์เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการนี้ในภพปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพราะปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน เพราะอายตนะทั้งหลายในภพนี้สุกรอบ ความหลงเป็นอวิชชา กรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นสังขาร ความติดใจเป็นตัณหา ความยึดมั่นเป็นอุปาทานเจตนาเป็นภพ ธรรม ๕ ประการนี้ในกัมมภพนี้ ย่อมเป็นไปเพราะปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคตกาล ปฏิสนธิในอนาคตกาลเป็นวิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป ปสาทะ เป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ การเสวยอารมณ์เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการนี้ในภพปัจจุบัน ในอนาคตกาล ย่อมเป็นไปเพราะปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ ในภพนี้ @เชิงอรรถ : @ ปสาทะ ในที่นี้หมายถึงความผ่องใส (ขุ.ป.อ. ๑/๔๗/๒๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๕. สัมมสนญาณนิทเทส พระโยคาวจรย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมทราบชัด ย่อมรู้แจ้งสังเขป ๔ กาล ๓ปฏิจจสมุปบาทอันมีสนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ นี้ ด้วยประการดังนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณธัมมัฏฐิติญาณนิทเทสที่ ๔ จบ ๕. สัมมสนญาณนิทเทส แสดงสัมมสนญาณ

ข้อ ๔๘

ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน แล้วกำหนดไว้ ชื่อว่าสัมมสนญาณ เป็นอย่างไร คือ พระโยคาวจรกำหนดรูปทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็น ภายในก็ตาม เป็นภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีต ก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม มีในที่ใกล้ก็ตาม โดยความไม่เที่ยง การกำหนดนี้ ชื่อว่า @เชิงอรรถ : @ สังเขป ๔ หมายถึงธรรม ๔ กลุ่ม ได้แก่ (๑) อดีตเหตุ คือ อวิชชาและสังขาร เรียกว่า เหตุสังเขป (๒) ปัจจุบัน-@ผล คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา เรียกว่า ผลสังเขป (๓) ปัจจุบันเหตุ คือ ตัณหา@อุปาทานและภพ เรียกว่า เหตุสังเขป (๔) อนาคตผล คือชาติ ชรา มรณะและโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส@อุปายาส เรียกว่า ผลสังเขป (ขุ.ป.อ. ๑/๔๗/๒๖๑) @ กาล ๓ หมายถึงธรรมที่เป็นไปในกาล ๓ กาล ได้แก่ (๑) อดีตกาล คือ อวิชชาและสังขาร (๒) ปัจจุบันกาล@คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน และภพ (๓) อนาคตกาล คือ ชาติ ชรา@มรณะ และโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส (ขุ.ป.อ. ๑/๔๗/๒๖๑) @ สนธิ ๓ หมายถึงขั้วต่อระหว่างสังเขป ๔ มี ๓ ขั้วต่อ ได้แก่ (๑) ขั้วต่อระหว่างอดีตเหตุกับปัจจุบันผล เรียกว่า@เหตุผลสนธิ (๒) ขั้วต่อระหว่างปัจจุบันผลกับปัจจุบันเหตุ เรียกว่าผลเหตุสนธิ (๓) ขั้วต่อระหว่างปัจจุบัน-@เหตุกับอนาคตผล เรียกว่า เหตุผลสนธิ (ขุ.ป.อ. ๑/๔๗/๒๖๑) @ อาการ ๒๐ หมายถึงองค์ประกอบแต่ละอย่างดุจกำของล้อที่ต้องกระจายให้เต็มตามช่องแห่งสังเขป ๔@อาการ ๒๐ ประการนี้ จำแนกตามส่วนที่เป็นเหตุและส่วนที่เป็นผลได้ดังนี้ คือ อดีตเหตุ ๕ ได้แก่ อวิชชา@สังขาร ตัณหา อุปาทาน และภพ ปัจจุบันผล ๕ ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา@ปัจจุบันเหตุ ๕ ได้แก่ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทานและภพ อนาคตผล ๕ ได้แก่ วิญญาณ นามรูป@สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา (ขุ.ป.อ. ๑/๔๗/๒๖๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๗๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาธรรมฐิติญาณนิทเทส

[๙๔] พึงทราบวินิจฉัยในธรรมฐิติญาณนิทเทสดังต่อไปนี้

ในบทมีอาทิว่า อวิชฺชา สงฺขารานํ อุปฺปาทฏฺฐิติ - อวิชชาเป็นเหตุเกิดแห่งสังขารทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้.

ชื่อว่าฐิติ เพราะอรรถว่าอวิชชาเป็นเหตุตั้งสังขาร.

ฐิตินั้นคืออะไร? คือ อวิชชา. เพราะว่า อวิชชานั้นเป็นที่ตั้ง คือเป็นเหตุแห่งการเกิดสังขารทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อุปฺปาทฏฺฐิติ - เป็นเหตุเกิด.

ชื่อว่า ปวตฺตฏฺฐิติ - เป็นเหตุให้เป็นไป เพราะอรรถว่าเป็นเหตุแห่งความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว.

อธิบายว่า จริงอยู่ อานุภาพของกิจย่อมมีในขณะชนกปัจจัยเกิดนั่นเองโดยแท้, แต่เพราะความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายอันชนกปัจจัยนั้นให้เกิด จึงชื่อว่าเป็นเหตุ แม้แห่งความเป็นไปในขณะของตน. อีกอย่างหนึ่ง เป็นเหตุแห่งความเป็นไปด้วยอำนาจสันตติ.

อนึ่ง บทว่า ปวตฺตํ นี้เป็นภาววจนะลงในนปุงสกลิงค์, เพราะฉะนั้น ปวตฺตํ จึงเป็นอันเดียวกันโดยอรรถว่า ปวตฺติ - ความเป็นไป. แต่เพราะปวัตติศัพท์ปรากฏแล้ว ท่านจึงอธิบายประกอบด้วยบทว่า ปวตฺตํ นั้น.

ฐิติศัพท์ในความเป็น ไม่มีในที่นี้ เพราะ ฐิติศัพท์ แม้ในภาวะก็สำเร็จได้.

เพื่อแสดงว่า ฐิติศัพท์เป็นไปในความว่า เหตุ ท่านจึงกล่าวว่า นิมิตฺตฏฺฐิติ.

อธิบายว่า ฐิติเป็นเครื่องหมายคือเป็นเหตุ. ไม่ใช่เพียงเป็นเครื่องหมายอย่างเดียว ที่แท้พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงความเป็นผู้สามารถในปัจจัยว่า ย่อมประมวลมา ย่อมพยายามเป็น ดุจมีความขวนขวายในการให้เกิดสังขาร จึงกล่าวว่า อายูหนฏฺฐิติ. อธิบายว่า ฐิติเป็นเหตุประมวลมา.

เพราะอวิชชาให้สังขารเกิดขึ้น ชื่อว่าประกอบในความเกิด. อธิบายว่า พยายาม,

อวิชชาให้สังขารเป็นไป ชื่อว่าพัวพันในความเป็นไป. อธิบายว่า ผูกพัน.

ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สญฺโญคฏฺฐิติ - เป็นเหตุประกอบไว้. ปลิโพธฏฺฐิติ - เป็นเหตุพัวพัน. อธิบายว่า เป็นเหตุประกอบ เป็นเหตุกังวล.

เพราะอวิชชาให้สังขารเกิด ชื่อว่าสมุทัย เพราะอรรถว่าเป็นมูลเหตุแห่งความเกิดและความเป็นไป.

ชื่อว่า สมุทยฐิติ เพราะเป็นเหตุให้เกิด. อธิบายว่า เป็นมูลเหตุ.

อวิชชาแล ท่านกล่าวว่า เหตฏฺฐิติ - เป็นเหตุเดิม, ปจฺจยฏฺฐิติ - เป็นเหตุอาศัยเป็นไป เพราะเป็นเหตุเกิดในความเกิดของสังขาร, เพราะเป็นปัจจัยอุปถัมภ์ในความเป็นไป.

อธิบายว่า ฐิติเป็นเหตุเดิม, ฐิติเป็นเหตุอาศัยเป็นไป ท่านกล่าวชนกปัจจัยเป็นเหตุ, อุปถัมภกปัจจัยเป็นเครื่องอาศัย.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงประกอบอย่างนี้.

ในบทนี้ว่า ภโว ชาติยา ชาติ ชรามรณสฺส - ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ, ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ.

ท่านกล่าวถึงบทที่ประกอบด้วยสามารถความเกิดว่า อุปฺปาทฏฺฐิติ สญฺโญคฏฺฐติ เหตฏฺฐิติ โดยปริยาย ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ทั้งหลายมีชาติชราและมรณะ.

แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาความในบทนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า อุปฺปาทาย ฐิติ อุปฺปาทฏฺฐิติ - เหตุแห่งความเกิด ชื่อว่าอุปปาทัฏฐิติ - เป็นเหตุเกิด.

บทว่า อวิชฺชา ปจฺจโย - อวิชชาเป็นปัจจัย. ท่านกล่าวเพ่งความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง เพื่อแสดงการกำหนดอวิชชานั้นเป็นปัจจัย เพราะความที่แม้อวิชชาก็เกิดเพราะปัจจัย ท่านจึงกล่าวว่า อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา - ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ธรรมแม้ทั้งสองอย่างนี้ก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงประกอบอย่างนี้.

ส่วนบทว่า ชาติ ปจฺจโย, ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ - ชาติเป็นปัจจัย, ชราและมรณะต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ท่านกล่าวไว้โดยปริยาย.

บทว่า อตีตมฺปิ อทฺธานํ ได้แก่ กาลที่ล่วงไปแล้ว.

บทว่า อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ได้แก่ กาลที่ยังไม่มาถึง.

แม้ในบททั้งสองก็เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยคะ คือใช้อายตนิบาตว่า สิ้น.

[๙๕-๙๗] บัดนี้ พระสารีบุตรละอาการ ๙ เหล่านั้นในลำดับวาระแห่งอาการ ๙ แล้วประกอบด้วยบทแห่งปัจจัยอาศัยเหตุ แล้วชี้แจงวาระ ๓ มีอาทิว่า อวิชฺชา เหตุ, สงฺขารา เหตุสมุปฺปนฺนํ - อวิชชาเป็นเหตุ สังขารทั้งหลายอาศัยเหตุเกิดขึ้น ในวาระแห่งอาการ ๙ ท่านกล่าวปัจจัยด้วยสามารถเป็นชนกอุปถัมภกปัจจัย - ปัจจัยอุดหนุนให้เกิด,

ในที่นี้ บทว่า เหตุ ได้แก่ ความเป็นชนกปัจจัย เพราะเหตุวาระและปัจจยวาระมาต่างหากกัน.

บทว่า ปจฺจโย พึงทราบความเป็นอุปถัมภกปัจจัย เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นแม้อย่างหนึ่งๆ ก็เกิดโดยประการทั้งสอง.

พึงทราบวินิจฉัยในปฏิจจวาระดังต่อไปนี้

บทว่า อวิชฺชา ปฏิจฺจ - อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป.

ความว่า อวิชชา ชื่อว่า ปฏิจฺจา เพราะต้องถึงต้องไปเฉพาะหน้าด้วยสังขารทั้งหลาย เพราะเพ่งอวิชชา เป็นเหตุของสังขารทั้งหลายในความเกิดของตน.

ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงความที่อวิชชาสามารถให้สังขารเกิด.

บทว่า สงฺขารา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา - สังขารทั้งหลายอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น.

ความว่า สังขารทั้งหลายมิได้เกิดขึ้นเสมอโดยมิได้อาศัยอะไร เพราะต้องอาศัยอวิชชาแล้ว จึงเกิดขึ้นเป็นไปอยู่.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงประกอบโดยสมควรแก่ลิงค์อย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า อวิชฺชา ปฏิจฺจ - อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไปด้วยสามารถความขวนขวาย แต่ความในบทนี้พึงประกอบด้วยปาฐะที่เหลือว่า อวิชชาอาศัยปัจจัยของตนเป็นไป.

แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น.

ในวาระแม้ ๔ อย่างเหล่านี้ ท่านชี้แจงธรรมฐิติญาณด้วยสามารถแห่งองค์ ๑๑ มีอวิชชาเป็นต้น เพราะธรรมฐิติญาณควรชี้แจงด้วยสามารถปัจจัยแห่งองค์ปฏิจจสมุปบาท ๑๒. แต่ท่านไม่ชี้แจงด้วยสามารถชรามรณะนั้น เพราะชรามรณะตั้งอยู่ในที่สุด. ธรรมฐิติญาณด้วยสามารถชรามรณะนั้น ทำชรามรณะให้เป็นปัจจัยแห่งองค์ปฏิจจสมุปบาทเหล่านั้นแล้วพิจารณาควรทีเดียว เพราะแม้ชราและมรณะก็เป็นปัจจัยแห่งโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส.

[๙๘] บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะจำแนกองค์ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เหล่านั้น จึงแสดงสังเขป ๔ กาล ๓ สนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ แล้วจึงชี้แจงธรรมฐิติญาณ กล่าวบทมีอาทิว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ - ในกรรมภพก่อน ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ ได้แก่ ในกรรมภพก่อน.

อธิบายว่า เมื่อทำกรรมภพในอดีตชาติ.

บทว่า โมโห อวิชฺชา - โมหะเป็นอวิชชา. ความว่า หลงด้วยโมหะในทุกข์เป็นต้นแล้วทำกรรม, นั้นคืออวิชชา.

บทว่า อายูหนา สงฺขารา - กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร.

ความว่า เจตนาก่อนของผู้ทำกรรมนั้น, เจตนาก่อนเกิดขึ้นแก่ผู้คิดว่า เราจักให้ทานดังนี้ แล้วสละอุปกรณ์การให้เดือนหนึ่งบ้าง ปีหนึ่งบ้าง.

เจตนา ท่านกล่าวว่าภพ เพราะวางทักษิณาไว้บนมือของปฏิคคาหก. เจตนาในอาวัชชนะ ๑ หรือในชวนะ ๖ ชื่อว่ากรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร. เจตนาในชวนะที่ ๗ เป็นภพ.

อนึ่ง เจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นภพ, ชื่อว่าการประมวลมาเป็นสังขาร เพราะสัมปยุตด้วยเจตนานั้น.

บทว่า นิกนฺติ ตณฺหา - ความใคร่เป็นตัณหา.

ความว่า ความใคร่ ความปรารถนาในอุบัติภพอันเป็นผลของผู้ทำกรรม ชื่อว่าตัณหา.

บทว่า อุปคมนํ อุปาทานํ - ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน.

ความว่า การเข้าถึง คือ ความถือมั่นอันเป็นปัจจัยแห่งกรรมภพเป็นไปแล้วว่า เมื่อทำกรรมนี้จักสำเร็จความประสงค์ ดังนี้ก็ดี เราทำกรรมนี้แล้วจักได้เสวยกรรมในฐานะโน้น ดังนี้ก็ดี อัตตาคือตัวตน ขาดสูญ ขาดสูญด้วยดีแล้วก็ดี มีความสุขปราศจากความเดือดร้อนก็ดี บำเพ็ญศีลพรตได้โดยสะดวกก็ดี นี้ชื่อว่าอุปาทาน.

บทว่า เจตนา ภโว - เจตนาเป็นภพ ได้แก่เจตนาดังกล่าวแล้ว ในที่สุดแห่งการประมวลมา ชื่อว่าภพ.

บทว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ - ในกรรมภพก่อน ได้แก่ เมื่อทำกรรมภพไว้ในอดีตชาติ ธรรมเหล่านี้เป็นไปแล้ว.

บทว่า อิธ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจยา - ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในภพนี้ ได้แก่ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในปัจจุบัน.

บทว่า อิธ ปฏิสนฺธิ วิญฺญาณํ - ปฏิสนธิเป็นวิญญาณในภพนี้ ได้แก่วิญญาณ ที่ท่านกล่าวว่าเป็นปฏิสนธิ เพราะภพปัจจุบันเกิดด้วยสามารถแห่งการสืบต่อกันในระหว่างภพนั้น ชื่อว่าวิญญาณ.

บทว่า โอกฺกนฺติ นามรูปํ - ความก้าวลงเป็นนามรูป ได้แก่ ความก้าวลงในครรภ์แห่งรูปธรรมและอรูปธรรม ดุจมาแล้วเข้าไป นี้ชื่อว่านามรูป.

บทว่า ปสาโท อายตนํ - ประสาทคือความผ่องใส เป็นอายตนะ ได้แก่ ความที่รูปผ่องใส นี้เป็นอายตนะ. ท่านทำเป็นเอกวจนะโดยถือเอาชาติ.

ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงอายตนะ ๕ มีจักขุเป็นต้น.

พึงทราบว่า แม้มนายตนะ ท่านก็กล่าวด้วยคำว่า ปสาทะ เพราะมนายตนะเป็นวิบากในที่นี้โดยพระบาลีว่า ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺต, ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร, ก็จิตนั้นแลเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา ดังนี้.

ในพระบาลีนี้ ท่านประสงค์เอาภวังคจิต, และเพราะจิตนั้นผ่องใสด้วยความไม่มีสิ่งปฏิกูลด้วยกิเลส,

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๐

บทว่า ผุฏฺโฐ ผสฺโส - ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ได้แก่ ส่วนที่ถูกต้องกระทบ เกิดอารมณ์ นี้ชื่อว่าผัสสะ.

บทว่า เวทยิตํ เวทนา - การเสวยอารมณ์เป็นเวทนา ได้แก่ การเสวยวิบากเกิดร่วมกับผัสสะ ด้วยปฏิสนธิวิญญาณก็ดี ด้วยสฬายตนะเป็นปัจจัยก็ดี นี้ชื่อว่าเวทนา.

บทว่า อิธุปปตฺติภวสฺมึ ปุเรกตสฺส กมฺมสฺส ปจฺจยา - ธรรม ๕ ประการในกรรมภพก่อน เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในอุปปัตติภพนี้.

ความว่า ธรรมทั้งหลายย่อมเป็นไปด้วยปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติ อันเป็นวิบากภพในปัจจุบัน.

บทว่า อิธ ปริปกฺกตฺตา อายตนานํ - เพราะอายตนะทั้งหลายในภพนี้แก่รอบ ท่านแสดงโมหะเป็นต้นในการทำกรรมของผู้มีอายตนะแก่รอบ.

บทว่า อายตึ ปฏิสนฺธิยา คือ เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในอนาคต.

บทมีอาทิว่า อายตึ ปฏิสนฺธิ วิญฺญาณํ - ปฏิสนธิในอนาคตเป็นวิญญาณ มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.

ท่านถือเอาอาการ ๒๐ เหล่านี้ด้วยองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เป็นอย่างไร?

ท่านกล่าวธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้โดยสรุปว่า อวิชฺชา สงฺขารา ดังนี้ว่าเป็นเหตุในอดีต.

ก็เพราะไม่รู้แจ้งจึงสะดุ้ง, สะดุ้งแล้วย่อมถือมั่น, เพราะการถือมั่นของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ, ฉะนั้นจึงเป็นอันท่านถือเอาแม้ตัณหาอุปาทานและภพ ด้วยการถือเอาธรรมทั้งสอง คืออวิชชาและสังขารเหล่านั้นด้วย.

ท่านกล่าวถึงวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะและเวทนา ในปัจจุบันโดยสรุป.

ท่านกล่าวตัณหา อุปาทานและภพว่าเป็นเหตุในปัจจุบัน โดยสรุป,

ก็เมื่อถือเอาภพแล้วก็เป็นอันถือเอาสังขารทั้งหลายอันเป็นส่วนเบื้องต้นของภพนั้นหรือสัมปยุตด้วยภพนั้น.

อนึ่ง สังขารทั้งหลายสัมปยุตด้วยภพนั้น ด้วยการถือตัณหาและอุปาทาน.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านถือเอาตัณหาที่คนลุ่มหลงทำกรรมว่า เป็นอวิชชา. ท่านกล่าวธรรมทั้ง ๒ ว่า ชาติชรามรณะในอนาคตโดยสรุป,

ก็ด้วยการถือเอาชาติชรามรณะนั่นแล จึงเป็นอันท่านถือผลในอนาคต ๕ มีวิญญาณเป็นต้นนั่นเอง.

เป็นอันท่านถือเอาอาการ ๒๐ ด้วยองค์ ๑๒ แห่งปฏิจจสมุปบาทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ชาติชรามรณานิ ด้วยประการฉะนี้

อตีเต เหตุโย ปญฺจ อิทานิ ผลปญฺจกํ

อิทานิ เหตุโย ปญฺจ อายตึ ผลปญฺจกํ.

อาการ ๒๐ แห่งปัจจยาการ คือ ธรรมเป็นอดีตเหตุ ๕ อย่าง

ธรรมเป็นปัจจุบันผล ๕ อย่าง ธรรมเป็นปัจจุบันเหตุ ๕ อย่าง

ธรรมเป็นอนาคตผล ๕ อย่าง.

ท่านกล่าวความแห่งคาถานั้นไว้แล้ว,

บทว่า อิติเม แยกบทเป็น อิติ เม. ปาฐะว่า อิติ อิเม.

บทว่า จตุสงฺเขเป - มีสังเขป ๔ ได้แก่ มีกอง ๔.

ธรรมเป็นเหตุ ๕ อย่างในอดีต เรียกว่าเหตุสังเขป อย่างหนึ่ง.

ธรรมเป็นผล ๕ อย่างในปัจจุบัน เรียกว่าผลสังเขป อย่างหนึ่ง.

ธรรมเป็นเหตุ ๕ อย่างในปัจจุบัน เรียกว่าเหตุสังเขป อย่างหนึ่ง.

ธรรมเป็นผล ๕ อย่างในอนาคต เรียกว่าผลสังเขป อย่างหนึ่ง.

บทว่า ตโย อทฺเธ ได้แก่ ในกาล ๓.

อดีตกาล พึงทราบด้วยสามารถปัญจกะ คือ ธรรมหมวด ๕ ที่ ๑, ปัจจุบันกาลพึงทราบด้วยสามารถปัญจกะที่ ๒ ที่ ๓, อนาคตกาลพึงทราบด้วยสามารถปัญจกะที่ ๔.

____________________________

ธรรมหมวด ๕ นี้ คือ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน กรรมภพ.

บทว่า ติสนฺธึ - สนธิ ๓ ชื่อว่าติสันธิ เพราะอรรถว่ามีปฏิสนธิ ๓, ซึ่งปฏิสนธิ ๓ นั้น.

อธิบายว่า เหตุผลสนธิอย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งเหตุอดีตและผลปัจจุบัน, ผลเหตุสนธิอย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งผลปัจจุบันและเหตุอนาคต, เหตุผลสนธิอย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งเหตุปัจจุบันและผลอนาคต.

แต่ด้วยสามารถมาแล้วโดยสรุปใน ปฏิจฺจสมุปฺปาทปาลิ มีดังนี้

อวิชชา สังขารา เป็นสังเขปที่ ๑.

วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะและเวทนา เป็นสังเขปที่ ๒.

ตัณหา อุปาทาน ภพ เป็นสังเขปที่ ๓,

ชาติ ชรามรณะ เป็นสังเขปที่ ๔.

องค์ ๒ คือ อวิชชาและสังขาร เป็นอดีตกาล,

ธรรม ๘ มีวิญญาณเป็นต้น มีภพเป็นที่สุด เป็นปัจจุบันกาล,

องค์ ๒ คือ ชาติและชรามรณะ เป็นอนาคตกาล,

เหตุผลสนธิอย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งสังขารและวิญญาณ, ผลเหตุสนธิอย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งเวทนาและตัณหา, เหตุผลสนธิอย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งภพและชาติ.

บทว่า วีสติยา อากาเรหิ - อาการ ๒๐ ได้แก่ โดยส่วน ๒๐.

พึงเชื่อมความว่า พระโยคาวจรย่อมรู้ปฏิจจสมุปบาทมีสังเขป ๔ กาล ๓ สนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ ดังนี้.

ชานาตีติ สุตานุสาเรน ภาวนารมฺภญาเณน ชานาติ ฯ

บทว่า ชานาติ ได้แก่ ย่อมรู้ด้วยญาณ คือการเริ่มภาวนาโดยทำนองเดียวกับสุตะ - การฟัง.

บทว่า ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณดุจเห็นด้วยตา และทำให้ถูกต้องแล้วดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือ.

บทว่า อญฺญาติ - ย่อมรู้ทั่ว ได้แก่ ทำอาเสวนะโดยอาการที่เห็นแล้ว ชื่อว่าย่อมรู้ด้วยญาณ. ความแห่งศัพท์ว่า มริยาทะ ในที่นี้คืออาการ.

บทว่า ปฏิวิชฺฌติ - ย่อมแทงตลอด ได้แก่ ให้ถึงความสำเร็จด้วยการบำเพ็ญภาวนา ชื่อว่าทำการแทงตลอดด้วยญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง ย่อมรู้ด้วยสามารถแห่งลักษณะ, ย่อมเห็นด้วยสามารถเป็นไปกับด้วยกิจ, ย่อมรู้ทั่วด้วยสามารถแห่งอาการปรากฏ, ย่อมแทงตลอดด้วยสามารถแห่งปทัฏฐาน

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาโท พึงทราบว่า ได้แก่ธรรมเป็นปัจจัย.

บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ได้แก่ ธรรมอันเกิดขึ้นด้วยปัจจัยนั้นๆ.

หากถามว่า รู้ได้อย่างไร?

แก้ว่า ด้วยพระพุทธพจน์. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเทศนาสูตรที่บัณฑิตกำหนดด้วยปฏิจจสมุปปาทะและปฏิจจสมุปปันนธรรมว่า

กตโม จ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท, ฯเปฯ อยํ

วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปปาโท.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน?

เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ, พระตถาคตทรง

อุบัติก็ตาม ยังไม่ทรงอุบัติก็ตาม ธาตุนั้นเป็นธรรมฐิติ -

ยังตั้งอยู่โดยธรรมดา เป็นธรรมนิยาม - ความแน่นอน

อยู่โดยธรรมดา เป็นอิทัปปัจจยตา - ความอาศัยกันเกิด

ขึ้นยังคงมีอยู่, พระตถาคตตรัสรู้บรรลุธรรมนั้น, ครั้น

ตรัสรู้แล้ว บรรลุแล้ว ทรงบอก ทรงแสดง ทรงบัญญัติ

ทรงตั้ง ทรงเปิดเผย ทรงจำแนก ทรงทำให้ง่าย ตรัสว่า

พวกเธอจงเห็น ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมี

ชราและมรณะ, เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯลฯ เพราะ

อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร. พระตถาคตอุบัติก็ตาม ยัง

ไม่อุบัติก็ตาม ฯลฯ ย่อมทำให้ง่าย ตรัสว่า พวกเธอจงเห็น

ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึง

มีสังขาร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล ความ

จริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น ชื่อว่าความที่สิ่งนี้เป็น

ปัจจัยของสิ่งนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๖๑

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ จึงตรัสว่า ธรรมเป็นปัจจัยนั่นแล ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท โดยไวพจน์มีคำว่า ตถตา - ความเป็นของจริงแท้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาท จึงมีการเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมีชราและมรณะเป็นต้นเป็นลักษณะ, มีการผูกพันอยู่กับทุกข์เป็นรส, มีการเดินผิดทางเป็นอาการปรากฏ, มีปัจจัยพิเศษของตนเป็นปทัฏฐาน เพราะแม้ตนเองก็มีปัจจัย.

____________________________

มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

๑. ชรามรณาทีนํ ปจฺจยลกฺขโณ

๒. ทุกฺขานุพนฺธนรโส

๓. กุมฺมคฺคปจฺจุปฏฺฐาโน

๔. สยมฺปิ สปจฺจยตฺตา อตฺตโน วิเสสปฺปจฺจยปทฏฺฐาโน.

บทว่า อุปฺปาทา วา อนุปฺปาทา วา ได้แก่ เมื่ออุบัติก็ตาม เมื่อไม่อุบัติก็ตาม.

อธิบายว่า เมื่อพระตถาคต แม้อุบัติแล้ว แม้ยังไม่อุบัติแล้ว ดังนี้.

บทว่า ฐิตา ว สา ธาตุ ได้แก่ สภาพของปัจจัยนั้นยังตั้งอยู่.

อธิบายว่า ในกาลไหนๆ จะไม่มีปัจจัยของชาติชราและมรณะหามิได้เลย.

บทว่า ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อิทปฺปจฺจยตา - มีชาติเป็นปัจจัยนั่นเอง. ธรรมเกิดขึ้นเพราะปัจจัยกล่าวคือชราและมรณะ ย่อมตั้งอยู่ได้ เพราะอาศัยธรรมนั้น เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชาติเป็นปัจจัย ย่อมกำหนดธรรมคือชราและมรณะ, เพราะฉะนั้น ชาติ ท่านกล่าวว่า ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา ดังนี้.

ชาตินั่นแลเป็นปัจจัยของชราและมรณะนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อิทปฺปจฺจโย, อิทปฺปจฺจโย นั่นแล ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา.

บทว่า ตํ คือ ปัจจัยนั้น.

บทว่า อภิสมฺพุชฺฌติ คือ ย่อมตรัสรู้ด้วยญาณ.

บทว่า อภิสเมติ คือ ย่อมบรรลุด้วยญาณ.

บทว่า อาจิกฺขติ คือ ย่อมกล่าว.

บทว่า เทเสติ คือ ย่อมแสดง.

บทว่า ปญฺญาเปติ คือ ย่อมให้รู้.

บทว่า ปฏฺฐเปติ คือ ย่อมตั้งอยู่ในหัวข้อคือญาณ.

บทว่า วิวรติ คือ ย่อมทรงเปิดเผยแสดง.

บทว่า วิภชติ คือ ย่อมทรงจำแนก.

บทว่า อุตฺตานีกโรติ คือ ย่อมทำให้ปรากฏ.

บทว่า อิติ โข คือ ด้วยประการฉะนี้แล.

บทว่า ยา ตตฺร ได้แก่ ความเป็นของจริงแท้แน่นอนไม่แปรผัน ในบทมีอาทิว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ. เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ.

ปฏิจจสมุปบาทนี้นั้น ท่านกล่าวว่า ตถตา - ความจริงแท้ เพราะธรรมนั้นๆ เกิดโดยไม่หย่อนไม่ยิ่งด้วยปัจจัยนั้นๆ,

ท่านกล่าว อวิตถตา - ความแน่นอน เพราะไม่มี ความไม่เกิดแห่งธรรมที่เกิดจากธรรมนั้น แม้ครู่เดียวในปัจจัยที่เข้าถึงความพร้อมเพรียง,

ท่านกล่าวว่า อนญฺญถตา - ความไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีธรรมอื่นเกิดขึ้นด้วยปัจจัยแห่งธรรมอื่น,

ท่านกล่าวว่า อิทปฺปจฺจยตา - ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้ เพราะเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะเป็นต้นเหล่านี้ หรือเพราะเป็นที่รวมปัจจัย.

ในบทนั้นมีอธิบายคำดังต่อไปนี้

ปัจจัยแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยา, อิทปฺปจฺจยา นั้นแล ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา.

อีกอย่างหนึ่ง การรวม อิทปฺปจฺจยา ทั้งหลายชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา. แต่ในที่นี้ พึงทราบลักษณะโดยอรรถแห่งศัพท์.

จบอรรถกถาธรรมฐิติญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา